ห้องลับใต้ตำหนัก จวนองค์ชายรอง
ภายในห้องปิดส่องสว่างด้วยแสงจากตะเกียง ชายสี่คนล้อมโต๊ะไม้เตี้ยที่ใช้สำหรับทบทวนกระดานศึกในยามปกติ ทว่ายามนี้มีกระดาษแผ่นหนึ่งถูกกางอยู่ตรงกลางราวกับมันคือหลักฐานคดีใหญ่
บัณฑิตสูงวัยขมวดคิ้ว ปลายนิ้วลูบลงบนอักษร เอ่ยช้า ๆ “รูปอักษรคล้ายฮั่น แต่ขีดน้อยไม่ตรงแบบแผน”
“หรือเป็การตัดเพื่อซ่อนความหมายแฝงหรือ ?” เกาเฉินผิงกล่าวเสียงเคร่ง
มือที่หมุนแหวนของจูเกาเซวียนชะงัก แววตาแฝงประกายอันตรายขึ้นทุกขณะ “ถอดความหมายออกมาให้ได้”
ทุกคนเงียบ ต่างคนต่างหันไปเปิดตำรา ค้นหากันอยู่เช่นนี้อีกหนึ่งเค่อ ได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจกลัดกลุ้ม
บัณฑิตสูงวัยผู้นั้นหยิบพู่กันขึ้น เทียบเส้นทีละขีด...ทีละขีด ค่อย ๆ เขียนตัวอักษรเต็มลงด้านข้าง
แววตาของทุกคนปรากฏความหวัง กล่าวด้วยน้ำเสียงกระจ่างแจ้ง “เป็เช่นนี้เอง...ช่วยกันเทียบอักษรแต่ละตัวกับอักษรทางการเร็วเข้า !”
จากนั้นทุกคนแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็ระบบ มีคนส่งเสียงพูดเป็ครั้งคราว
“ตัวนี้ชัดเจนว่าเป็ ‘ฮุน’[1]”
ยิ่งถอดความตัวอักษรสีหน้าทุกคนก็ยิ่งแปลกประหลาด เมื่อข้อความถูกเทียบจนครบแล้วจึงนำมาเรียบเรียงใหม่
ครู่ใหญ่ ห้องทั้งห้องก็เงียบกริบ
จูเกาเซวียนกำมือแน่น เอนกายมาด้านหน้าเพื่อมองกระดาษบนโต๊ะด้วยม่านตาที่สั่นไหว
ชายวัยกลางผู้เรียบเรียงทุกอักษรเข้าด้วยกันชะงักพู่กันค้างกลางอากาศ เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ หันไปตอบองค์ชายรอง “…นี่…ไม่ใช่อักษรลับพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรองถามเสียงร้อนรน “แล้วคืออะไร ?”
บัณฑิตสูงวัยกลืนน้ำลาย เสียงตอบของเขาเบาลงกว่าเดิม “คือ…หนังสือขอหย่า”
จูเกาเซวียนชะงัก คิดว่าว่าตนเองคงฟังผิดไปจึงเงียบไปครู่หนึ่ง
ทั้งห้องเงียบมาก เ้ามองข้า...ข้าจ้องตาเ้า ต่างรู้กันดีอยู่แก่ใจแต่กลับไม่มีใครกล้าเจาะกระดาษหน้าต่างบานนั้น จนได้ยินกระทั่งเสียงไส้ตะเกียงแตกดังเปาะเบา ๆ
เสียงของจูเกาเซวียนดังขึ้นอีกครั้ง “มันคืออะไรนะ ?”
เกาเฉินผิงก้าวออกมาตอบคำถามอย่างผู้กล้า “มันคือหนังสือหย่า...หวงจื่อเฟย อยากแยกทางขอรับ !”
หนังตาขวาขององค์ชายรองกระตุกวูบ
ทุกคนมองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าหัวเราะ ไม่มีใครกล้าพูดว่าภารกิจนี้ไร้สาระ เพราะมันคือการถอดความจากอักษรที่ยากอีกงานหนึ่ง มิใช้ความยากจากการเทียบอักษรเพียงอย่างเดียว แต่เนื้อหาก็ต้องเรียบเรียงให้ถูกต้องด้วยเช่นกัน
เพื่อให้แน่ใจว่าความหมายไม่ได้ถูกบิดเบือน ทุกคนจึงได้ทุ่มเทตีความอย่างสุดความสามารถ มองหาร่องรอยที่อาจเป็การซุกซ่อนสารลับ เมื่อความหมายทั้งหมดเผยออกมา มันก็สั่นะเืจวนองค์ชายรองอย่างแท้จริง
บรรยากาศจึงอึดอัดยิ่งกว่าตอนสอบสวนฏ
จูเกาเซวียนยืดตัวขึ้น ใบหน้าแข็งเกร็งน้ำเสียงแหบห้าวขณะพูดออกมาประโยคหนึ่ง
“ใช้เวลาไปครึ่งราตรี ทำได้เพียงเท่านี้หรือ ?”
เขาหยิบกระดาษต้นฉบับและกระดาษที่ใช้เทียบอักษรทั้งหมดกลับมา กวาดตาอ่านอย่างรวดเร็วแต่เอียดถี่ถ้วน ไม่ให้มีอักษรใดเล็ดลอดสายตาแม้แต่น้อย
“ไม่รักก็ปล่อย ไม่ซื่อสัตย์ก็แยก
การฝืนไม่มีประโยชน์ การปล่อยคือเมตตา
วันนี้ตกลงหย่า ต่างคนต่างไป ไม่เกี่ยวข้องกันอีก”
จูเกาเซวียนอ่านทวนทั้งหมดอีกครั้ง โดยเฉพาะข้อความบนหัวกระดาษ ซึ่งทิ่มแทงั์ตาเป็พิเศษ ‘หนังสือหย่า’
กระดาษถูกขยุ้มเสียงดังแกร็บ ! ใบหน้าของเขาเรียบเย็นราวกับสวมหน้ากาก
“นางกล้าดีอย่างไร !”
ที่ปรึกษาทั้งสี่ยืดตัวตรง หมุนกายไปทางเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ต่างฝ่ายต่างสบตาส่งสัญญาณให้กันก่อนจะรีบประสานมือคารวะแล้วถอยออกไปจากห้องลับไปอย่างเงียบเชียบ
ครู่ต่อมาทั้งแววตาของและปลายนิ้วขององค์ชายรองก็คลายออก ลมหายใจยาวถูกผ่อนออกมาราวกับเพิ่งยกูเาออกจากอก แต่พออ่านจดหมายอีกครั้งเขาก็สบถออกมาอีกรอบ
“เ้าถึงกับกล้า !”
ปลายยามซวี่จูเกาเซวียนเดินกลับไปที่เรือนชั้นในอีกครั้งพร้อมกับตลับขี้ผึ้งทาแผลฟกช้ำ หลังจากเคาะประตูอยู่ครู่ใหญ่ หม่าหมัวมัวจึงได้ส่งเสียงถามมาจากด้านใน “ผู้ใด”
“ข้า !” จูเกาเซวียนตอบสั้น กระด้าง
ประตูเปิดออกในทันใด หม่าหมัวมัวยิ้มกว้างเอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “องค์ชายรองมาเสียดึก หวงจื่อเฟยหลับไปแล้ว จะให้บ่าวปลุกหรือไม่เพคะ”
“ไม่ต้องยุ่งยากหรอก เ้ากลับไปนอนเถอะ”
กล่าวจบก็เดินเข้าไปในห้องชั้นใน ลี่หนาน ชางอิงถูกหม่าหมัวมัวลากตัวออกไปทางห้องข้างฝั่งขวาอย่างรวดเร็ว
จูเกาเซวียนมาหยุดอยู่หน้าเตียงนอนหลังใหญ่ หลังม่านโปร่งมีหญิงสาวคนหนึ่งนอนตะแคงตัวห่มผ้าหลับสนิท เสียงลมหายใจทอดยาวของนางดังสม่ำเสมอ
ชายหนุ่มไม่ได้ขยับทันที เขายืนอยู่เช่นนั้น ถอนใจเบา ๆ ราวกับโล่งใจนักหนาที่นางหลับไปก่อนแล้ว
แสงเทียนวูบไหว ทอดเงาร่างสูงลงบนม่านชั้นนอก เขาถอดเสื้อตัวนอกพับแล้ววางบนโต๊ะปลายเตียง ปลดหยกพกและสายคาดเอววางทับไว้้า ก่อนจะแหวกม่านออกแ่เบา
แขนข้างที่ฟกช้ำวางพาดอยู่บนแนวสะโพกโค้งมน จูเกาเซวียนหันมาเปิดตลับขี้ผึ้ง ป้ายยาออกมาเล็กน้อย สายตามองเพียงรอยช้ำ ปลายนิ้วยื่นออกไป ยังไม่ทันแตะมือก็กระตุกกลับ
เขาหลับตาลง พรูลมหายใจยาวแล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดซึมขึ้นมาตามปลายจมูก เขากลั้นใจแล้วป้ายขี้ผึ้งลงไปเบา ๆ ต้องควบคุมปลายนิ้วไม่ให้สั่นเทา และคงน้ำหนักไม่หนักไม่เบาเอาไว้ตลอดเวลา
ทันใดนั้นร่างเล็ก ๆ ก็ขยับพลิกตัว เขาสะดุ้งดึงมือกลับ สายตาของเขาเลื่อนขึ้น้าทีละน้อย สบเข้ากับดวงตาที่คล้ายมีไอหมอกปกคลุมผสมกับความง่วงงุนบางเบา
นางกะพริบตาปริบ ๆ เหมือนกำลังสับสน จากนั้นก็พึมพำเสียงงัวเงีย “สงสัยจะฝัน”
พูดจบก็พลิกตัวหันหน้าเข้าด้านในไปอีกอีกครั้ง
จูเกาเซวียนสูดหายใจยาว ทั้งฉุนทั้งขำ นึกโมโหที่นางไม่รู้จักระมัดระวังตัว
แต่เมื่อคิดว่ายามนี้ตนเป็ผู้บุกรุกเข้าห้องนอนมา จึงได้แต่ข่มความขุ่นเคืองไว้ในใจ วางตลับยาไว้บนโต๊ะ เป่าเทียนให้ดับแล้วจึงล้มตัวลงนอนข้างกายนาง
อยากรู้นัก หากเขาไม่ได้หมางเมินนางแล้ว นางยังจะคิดหย่าอยู่หรือไม่
คืนนั้น จูเกาเซวียนหลับ ๆ ตื่น ๆ ลมหายใจไม่เคยสม่ำเสมอ
กระดาษแผ่นหนึ่งวนเวียนอยู่ในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับยังคงกางอยู่ตรงหน้า แม้จะถูกขยุ้มทิ้งไปแล้วก็ตาม
เขาพลิกตัวตะแคงมองแผ่นหลังบางใกล้ ๆ กลิ่นหอมดอกไม้จากคนข้างกายค่อย ๆ ทำให้เขาสงบใจลง
กำลังเคลิ้มจะหลับกลับต้องสะดุ้งตื่น ดวงตาคมวาวราวตาพยัคฆ์ลืมขึ้นพร้อมสัญชาตญาณระวังภัย กรงเล็บฉกวูบ เมื่อปลายนิ้วััลำคอเรียวเล็กเขาก็รู้สึกตัวทันทีรีบลนลานคลายฝ่ามือออกราวกับจับของร้อน
การจู่โจมโดยไม่ตั้งใจนี้ ไม่ได้ทำร้ายร่างกายซูอันหนิงก็จริง แต่ก็ทำให้คนที่กำลังนอนดิ้นเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงฝันสะดุ้งตื่น เหงื่อเย็นแตกท่วมร่างใบหน้าของนางซีดเผือด สองมือขยุ้มผ้าห่มแน่น
ดวงตาเบิกโพลงมองตรงไปข้างหน้า คล้ายไม่รับรู้การมีอยู่ของคนข้างกาย
ท่าทางตื่นกลัวของนางยิ่งทำให้ชายหนุ่มอึกอัก คิดว่านางจับได้เสียแล้วว่าเขาลอบทำร้ายนางกลางดึก ไม่รู้จะต้องะโลงแม่น้ำสายใด จึงจะลบล้างมลทินนี้ได้หมด
“หวงจื่อเฟย...” เสียงพร่าเอ่ยเรียกเบา ๆ
ซูอันหนิงสะดุ้ง สายตาแข็งทื่อค่อย ๆ เคลื่อนมา
นางกะพริบตาปริบ ๆ เมื่อเห็นใบหน้าของเขาชัดดวงตาก็เริ่มแดงเรื่อ สองมือยกขึ้นตบแก้มเขาเบา ๆ แต่เพียงเท่านี้คงยังไม่พอ นางจึงหยิกแก้มเขาแรง ๆ ไปอีกสองที
จูเกาเซวียนเจ็บจนหน้านิ่ว ก็ได้แต่อดทนอดกลั้นไม่ผลักไสนางออกไป
“ดีเหลือเกิน ท่านยังไม่ตาย !”
[1]婚 (hūn) แปลว่าแต่งงาน เมื่อรวมกับ 離 (หลี) 婚 (ฮุน) 證 (เจิ้ง) จึงแปลว่าใบหย่า