ดวงตาข้างหนึ่งของจิ้งจอกเรืองแสงสีเงินวาบ
“เนตรเงาจันทร์—กระชากมายา!” หนึ่งใน ทักษะใหม่ที้จิ้งจอกเงาจันทร์ได้รับมาหลังเลื่อนระดับ ถูกใช้งานออกมาทันที
โลกเงาทั้งหมดชะงัก
ภาพของตุ๊กแกล่องหนที่ซ่อนเร้น ถูกฉีกออกจากม่านพรางตัว ราวกับถูกแสงจันทร์จับเปลือยต่อสายตา
จิ้งจอกหันกลับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฟาดกรงเล็บปะทะใส่ร่างโปร่งแสงของตุ๊กแกอย่างแม่นยำ!
ตุ๊กแกล่องหนสะบัดร่างกระเด็น เลือดสาดกระจาย ก่อนจะล้มลงอย่างไม่อาจขยับได้อีก
ทันทีที่ตุ๊กแกล่องหนล้มลง
หมาป่าเพลิง คำรามกึกก้อง เปลวเพลิงลุกโชนไปทั่วขนหนา ราวกับโกรธแค้นที่คู่หูถูกจัดการ
มันพุ่งเข้าใส่จิ้งจอกเงาจันทร์ด้วยความเร็วและพลังที่มากกว่าเดิมหลายเท่า!
“ครืนนน!!”
เสียงอัคคีระเบิดพร้อมเงาของหมาป่าที่พุ่งเข้าใส่จากด้านข้าง
จิ้งจอกเงาจันทร์ หลบไปด้านหนึ่ง แต่ก็ยังไม่พ้น ถูกเพลิงลวกเข้าบริเวณสีข้างจนไหม้เป็นรอยดำ!
หลี่หยางขมวดคิ้วแน่น
เขาเข้าใจดี ว่าตอนนี้คู่ต่อสู้กำลังเร่งเกมเต็มกำลัง หมาป่าเพลิงนั้นมีจุดเด่นด้านพลังโจมตีและความต่อเนื่อง หากจิ้งจอกเงาจันทร์ปล่อยให้ถูกต้อนเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ สภาพจะยิ่งแย่ลงอย่างรวดเร็ว
“จิ้งจอก! ถอยสลับเงา!”
ร่างของจิ้งจอกเงาจันทร์หายวับไปพร้อมเงา แล้วโผล่กลับมาที่ด้านหลังเวทีอีกฝั่ง แต่หมาป่าเพลิงก็ไม่ลดละ มันคำรามอีกครั้งแล้วพุ่งตามมาอย่างไม่ลดละ
เปลวไฟไล่ล่าดั่งคลื่นคลั่ง!
ผู้ชมต่างกลั้นหายใจ—แม้กำจัดตุ๊กแกได้ แต่หลี่หยางจะรับมือกับเพลิงที่รุนแรงเช่นนี้อย่างไร?
จิ้งจอกเงาจันทร์ถอยร่นไปขณะเลียแผลตื้น ๆ ที่ไหล่ซ้าย ดวงตาเย็นเยือกของมันฉายแววครุ่นคิด สอดประสานกับสายตาของหลี่หยางที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง ราวกับทั้งคู่กำลังสนทนาโดยไม่ต้องเปล่งวาจา
“ถึงเวลาผลิกสถานการณ์แล้ว…” หลี่หยางพึมพำเบา ๆ ก่อนจะสั่งการ
“แยกเงา!”
ทันใดนั้น พื้นเงารอบตัวจิ้งจอกเงาจันทร์ก็สั่นสะเทือน แสงเงินสะท้อนขึ้นจากพื้น เงาจาง ๆ ค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นรอบร่างหลัก ก่อนจะควบแน่นกลายเป็น เงาอีกสี่ร่าง ที่มีรูปลักษณ์เหมือนจิ้งจอกเงาจันทร์ทุกประการ!
เสียงลมหอบเย็นผ่านสนาม
จิ้งจอกทั้ง 5 ร่างกระจายตัวออกจากกัน รุกคืบเข้าใส่หมาป่าเพลิงจาก สี่ทิศทาง — ด้านหน้า ซ้าย ขวา และด้านหลัง …และร่างจริงโจมตีจากด้านบน
หมาป่าเพลิงคำรามลั่น พยายามหมุนตัวป้องกันตัวเอง แต่มันเริ่มสับสน
การโจมตีซ้อนจากหลายมุมพร้อมกัน ทำให้มันไม่สามารถระบุร่างจริงได้อย่างแม่นยำ
กรงเล็บเงาเฉือนอากาศ
เพลิงแตกกระจายจากการปะทะ
สนามประลองกลายเป็นเวทีแห่งการลวงตาและการจู่โจมซ้อนซ่อนเงื่อน
ครั้งนี้—ถึงตาของหลี่หยางที่จะรุกกลับบ้างแล้ว!
หมาป่าเพลิงคำรามกึกก้อง ดวงตาทั้งสองข้างเรืองแสงเป็นสีส้มแดงราวกับภูเขาไฟที่ปะทุ เสียงคำรามของมันดังกระแทกอากาศจนพื้นสั่นสะเทือน เงาเพลิงแผ่กระจายออกจากร่างมันเป็นระลอก ร่างกายของหมาป่าปกคลุมด้วยเพลิงสีแดงเข้มที่กลายเป็นเปลวหนาแน่นรอบตัว
“คลื่นเพลิงสลาตัน!”
ตูมมมมม!
ระลอกเพลิงมหาศาลระเบิดออกจากตัวหมาป่าเพลิง ราวกับคลื่นทะเลเพลิงถาโถมกวาดสนามประลองในทุกทิศทาง เปลวไฟแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
เงาจิ้งจอกเงาจันทร์ทั้งสี่ร่างถูกกวาดทลายจนหมดในพริบตา แม้แต่ร่างจริงยังต้อง ดีดตัวถอยหนี โดยฉับพลัน พื้นสนามกลายเป็นสีแดงเพลิง เศษหินลุกไหม้ระอุด้วยความร้อน
หมาป่าเพลิงยืนตระหง่านท่ามกลางเพลิง ร่างกายของมันเปล่งประกายราวกับเทพสงครามเพลิงที่ฟื้นคืนชีพ มันเงยหน้าคำรามอย่างไม่เกรงกลัวใด ๆ อีกแล้ว
“เงาจันทร์… เจ้าคิดว่าจะลวงข้าได้ตลอดหรือ?”
หลี่หยางมองภาพตรงหน้าด้วยสายตานิ่งงัน แม้สถานการณ์จะกลับมาอันตราย แต่รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากของเขากลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง…
จิ้งจอกเงาจันทร์ยืนสงบนิ่งท่ามกลางเปลวเพลิงที่ยังคงลุกโชติช่วง แม้จะบาดเจ็บเล็กน้อยจากแรงระเบิดของหมาป่าเพลิง แต่ในดวงตาสีเงินประกายจันทรานั้นกลับเต็มไปด้วยความแน่วแน่
หลี่หยางยกมือขึ้น สั่งการผ่านพันธะจิตวิญญาณ
“จบเรื่องนี้ซะด้วย จันทรามืดลวงจิต!” อีกหนึ่ง กษะถูกใช้ออกทันที
ดวงจันทร์จำแลงโผล่ขึ้นเหนือศีรษะจิ้งจอกเงาจันทร์ แสงจันทร์เย็นเยียบกวาดผ่านสนามประลอง เปลวเพลิงค่อย ๆ มอดลงอย่างผิดธรรมชาติ เงาทั้งสนามดูจะเคลื่อนไหวได้เอง
หมาป่าเพลิงคำรามก้อง พยายามต้านแรงกดดันจากทักษะนี้ แต่กลับพบว่าภาพตรงหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป…
มันเห็นเงาตัวเองถูกสะท้อนในเงา และจิ้งจอกเงาจันทร์ที่อยู่ตรงหน้ากลับกลายเป็นสิบ — ยี่สิบ — เงาเหล่านั้นซ้อนทับ ทับซ้อน โอบล้อมมันไว้ในห้วงภาพลวงตา
“อะ… อะไรกัน…”
หมาป่าเพลิงตวัดกรงเล็บฟาดใส่เงา
ฟาดแล้วฟาดเล่า
แต่ทุกอย่างกลับว่างเปล่า
ฉัวะ!!
ร่างจริงของจิ้งจอกเงาจันทร์พุ่งออกจากเงาหลังหนึ่ง ใช้กงเล็บเวทเงาจันทร์ตวัดใส่จุดอ่อนกลางลำตัวของหมาป่าเพลิงอย่างแม่นยำ
แรงปะทะและพลังจิตวิญญาณจาก จันทรามืดลวงจิต กระแทกหมาป่าเพลิงกระเด็นออกไปสุดสนาม ล้มลงแน่นิ่ง — สลบ!
ทั้งสนามเงียบงัน ก่อนเสียงผู้ชมจะระเบิดขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
เสียงในสนามเงียบกริบ… แม้แต่เสียงลมหายใจยังแผ่วเบา
ผู้ชมทุกคนเบิกตากว้าง ตกตะลึงกับภาพตรงหน้า—ท่าจบสังหารของจิ้งจอกเงาจันทร์ ที่แสดงออกมาอย่างสง่างามและเด็ดขาด ราวกับเต้นรำในเงาจันทร์ ทว่ากลับพุ่งเสียบผ่านหัวใจศัตรูอย่างไร้ปรานี
แม้ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างคิดว่า หลี่หยางไม่มีทางรอดพ้นจากเงามืดของตุ๊กแกล่องหน และพลังรุกอันดุดันของหมาป่าเพลิง แต่ตอนนี้… ตุ๊กแกล่องหนล้มแน่นิ่ง หมาป่าเพลิงยืนอ่อนแรง พร้อมร่างที่สั่นสะท้านจากการปะทะสุดท้าย
ผู้คนค่อย ๆ เริ่มหายใจอีกครั้ง จากนั้นเสียงฮือฮาก็ดังกระหึ่มทั่วสนาม—
“เป็นไปได้ยังไง… จิ้งจอกเงาจันทร์โต้กลับได้ในเสี้ยววินาทีเดียว?”
“เขาวางแผนไว้ล่วงหน้าเหรอ? หรือว่านั่นคือสัญชาตญาณของสัตว์อสูรระดับสูง?”
“เด็กคนนี้… หลี่หยาง… เขาไม่ใช่แค่โชคดีแน่ๆ !”
ใบหน้าของผู้นำตระกูลหลี่เผยรอยยิ้มบาง ๆ ขณะที่สายตาอาวุโสจากนิกายเมฆาล่องจับจ้องไปยังหลี่หยางด้วยแววตาใหม่… แววตาแห่งการยอมรับและความคาดหวัง
หลี่หยางและจิ้งจอกเงาจันทร์—ชนะ!!
บนที่นั่งคนดู…
หลี่เทียนหยุน ผู้เป็นปู่ของหลี่หยาง ลุกขึ้นจากที่นั่งโดยไม่รู้ตัว ดวงตาสั่นระริก มือที่เคยจับไม้เท้ากลับสั่นเล็กน้อย สายตาเขาจับจ้องที่กลางเวทีอย่างไม่กะพริบ
ข้างเขา หลี่ซินเอ๋อร์ น้องสาวของหลี่หยาง กำมือแน่น นัยน์ตากลมโตเอ่อคลอด้วยน้ำใส
เมื่อทั้งสองสบตากันในจังหวะนั้น — ความรู้สึกที่ท่วมท้นเอ่อล้น ทั้งความดีใจ ความโล่งใจ และความภาคภูมิใจ ก่อตัวแน่นในอก
“ท่านปู่… พี่หยาง เขาทำได้แล้วจริง ๆ…” เสียงของซินเอ๋อร์สั่นเครือ ขณะน้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนตัก
หลี่เทียนหยุน เพียงพยักหน้าเบา ๆ น้ำเสียงขาดห้วง
“อืม… ข้าเชื่อในตัวเขามาตลอด… เจ้าหลานคนนี้ ไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังจริง ๆ…”
เสียงเงียบในสนาม กลับเต็มไปด้วยความเคารพและยอมรับ — ชื่อ “หลี่หยาง” เริ่มสลักลึกในใจผู้ชมทีละน้อย
( ในสวนด้านหลังคฤหาสน์ตระกูลหลี่ เมื่อหลายปีก่อน)
แสงแดดอ่อนยามเช้า สาดลอดผ่านกิ่งไม้ใหญ่ เงาไม้ไหวเบา ๆ ขณะเด็กชายคนหนึ่งนั่งหอบหายใจเหนื่อยอยู่กลางลานหิน ฝ่ามือของเขาเต็มไปด้วยรอยถลอกและแผลถากจากการฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เบื้องหน้า เด็กคนนั้นคือ หลี่หยาง ในวัยเยาว์ ขณะยกมือปาดเหงื่ออย่างดื้อดึง ไม่ยอมล้มเลิกง่าย ๆ แม้จะล้มซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ข้าทำไม่ได้ ท่านปู่… ทำไม่ได้เลยสักอย่าง…” เด็กชายกัดฟัน น้ำตาไหลซึมโดยไม่รู้ตัว
แต่เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างมั่นคง
“ไม่ได้ตอนนี้… ไม่ได้แปลว่าจะไม่ได้ตลอดไป”
หลี่เทียนหยุนในวัยที่แข็งแรงกว่า ยืนอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้าเย็นสงบ เขาก้าวเข้ามาคุกเข่าข้างหลานชาย ก่อนจะวางมือลงบนไหล่เล็ก ๆ นั้น
“หยางเอ๋อ เจ้าจำคำของข้าไว้ให้ดี… ผู้ที่ยืนอยู่สูงสุด ไม่ใช่คนที่เก่งตั้งแต่ต้น แต่คือคนที่ลุกขึ้นทุกครั้งที่ล้ม — แล้วก้าวต่ออย่างไม่ย่อท้อ”
เด็กชายเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่พร่ามัวกลับสว่างขึ้นทีละน้อย………
กลับมาที่ปัจจุบัน — เวทีประลอง
หลี่เทียนหยุนกำมือแน่น สายตาสั่นสะท้อนความทรงจำในวันวาน — เด็กคนนั้นที่เคยร้องไห้ว่า “ทำไม่ได้” วันนี้ยืนตระหง่านบนเวที ดั่งวีรบุรุษผู้เอาชนะชะตากรรมของตนเอง
ซินเอ๋อร์ซบไหล่ปู่ น้ำตาไหลไม่หยุด
“ท่านปู่… พี่ชายของข้า เก่งที่สุดในโลกแล้วใช่ไหม…”
หลี่เทียนหยุนไม่ตอบ มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ กับน้ำตาแห่งความปลื้มใจที่เขาพยายามซ่อนเอาไว้
เสียงอาวุโสควบคุมการประลองดังขึ้นก้องทั่วสนาม ลบความเงียบงันแห่งความตะลึงจากการต่อสู้เมื่อครู่ลงในพริบตา
“ผ่านการประลองรอบรองชนะเลิศทั้งสองคู่ บัดนี้… เราจะเข้าสู่รอบสุดท้ายของงานประลองเยาวชนตระกูลหลี่!”
เสียงกลองศึกกระหึ่มขึ้นสามครั้ง ก่อนเสียงประกาศจะดังกังวาน
“ผู้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ได้แก่—
หลี่เฉินเฟิง — !”
“และ—หลี่หยาง!”
เสียงฮือฮา สั่นสะเทือนทั่วลานประลอง หลายคนไม่อยากเชื่อสายตาตนเองที่ชื่อของหลี่หยางยืนเคียงข้างกับหลี่เฉินเฟิงในรอบชิง
อาวุโสประกาศต่อด้วยเสียงหนักแน่น:
“จะให้เวลาพักหนึ่งชั่วยาม ก่อนเข้าสู่ศึกสุดท้าย—ศึกที่ตัดสินว่าใครจะเป็นเยาวชนอันดับหนึ่งของตระกูลหลี่ในปีนี้!”