เกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร

    ตอนที่ 30 จันทรามืดลวงจิต

    ดวงตาข้างหนึ่งของจิ้งจอกเรืองแสงสีเงินวาบ

    “เนตรเงาจันทร์—กระชากมายา!” หนึ่งใน ทักษะใหม่ที้จิ้งจอกเงาจันทร์ได้รับมาหลังเลื่อนระดับ ถูกใช้งานออกมาทันที

    โลกเงาทั้งหมดชะงัก


    ภาพของตุ๊กแกล่องหนที่ซ่อนเร้น ถูกฉีกออกจากม่านพรางตัว ราวกับถูกแสงจันทร์จับเปลือยต่อสายตา

    จิ้งจอกหันกลับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฟาดกรงเล็บปะทะใส่ร่างโปร่งแสงของตุ๊กแกอย่างแม่นยำ!

     

    ตุ๊กแกล่องหนสะบัดร่างกระเด็น เลือดสาดกระจาย ก่อนจะล้มลงอย่างไม่อาจขยับได้อีก

     

    ทันทีที่ตุ๊กแกล่องหนล้มลง

    หมาป่าเพลิง คำรามกึกก้อง เปลวเพลิงลุกโชนไปทั่วขนหนา ราวกับโกรธแค้นที่คู่หูถูกจัดการ

    มันพุ่งเข้าใส่จิ้งจอกเงาจันทร์ด้วยความเร็วและพลังที่มากกว่าเดิมหลายเท่า!

     

    “ครืนนน!!”

    เสียงอัคคีระเบิดพร้อมเงาของหมาป่าที่พุ่งเข้าใส่จากด้านข้าง

    จิ้งจอกเงาจันทร์ หลบไปด้านหนึ่ง แต่ก็ยังไม่พ้น ถูกเพลิงลวกเข้าบริเวณสีข้างจนไหม้เป็นรอยดำ!

     

    หลี่หยางขมวดคิ้วแน่น

    เขาเข้าใจดี ว่าตอนนี้คู่ต่อสู้กำลังเร่งเกมเต็มกำลัง หมาป่าเพลิงนั้นมีจุดเด่นด้านพลังโจมตีและความต่อเนื่อง หากจิ้งจอกเงาจันทร์ปล่อยให้ถูกต้อนเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ สภาพจะยิ่งแย่ลงอย่างรวดเร็ว

     

    “จิ้งจอก! ถอยสลับเงา!”

     

    ร่างของจิ้งจอกเงาจันทร์หายวับไปพร้อมเงา แล้วโผล่กลับมาที่ด้านหลังเวทีอีกฝั่ง แต่หมาป่าเพลิงก็ไม่ลดละ มันคำรามอีกครั้งแล้วพุ่งตามมาอย่างไม่ลดละ

    เปลวไฟไล่ล่าดั่งคลื่นคลั่ง!

     

    ผู้ชมต่างกลั้นหายใจ—แม้กำจัดตุ๊กแกได้ แต่หลี่หยางจะรับมือกับเพลิงที่รุนแรงเช่นนี้อย่างไร?

     

    จิ้งจอกเงาจันทร์ถอยร่นไปขณะเลียแผลตื้น ๆ ที่ไหล่ซ้าย ดวงตาเย็นเยือกของมันฉายแววครุ่นคิด สอดประสานกับสายตาของหลี่หยางที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง ราวกับทั้งคู่กำลังสนทนาโดยไม่ต้องเปล่งวาจา

     

    “ถึงเวลาผลิกสถานการณ์แล้ว…” หลี่หยางพึมพำเบา ๆ ก่อนจะสั่งการ

     

    “แยกเงา!”

     

    ทันใดนั้น พื้นเงารอบตัวจิ้งจอกเงาจันทร์ก็สั่นสะเทือน แสงเงินสะท้อนขึ้นจากพื้น เงาจาง ๆ ค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นรอบร่างหลัก ก่อนจะควบแน่นกลายเป็น เงาอีกสี่ร่าง ที่มีรูปลักษณ์เหมือนจิ้งจอกเงาจันทร์ทุกประการ!

     

    เสียงลมหอบเย็นผ่านสนาม

    จิ้งจอกทั้ง 5 ร่างกระจายตัวออกจากกัน รุกคืบเข้าใส่หมาป่าเพลิงจาก สี่ทิศทาง — ด้านหน้า ซ้าย ขวา และด้านหลัง …และร่างจริงโจมตีจากด้านบน

     

    หมาป่าเพลิงคำรามลั่น พยายามหมุนตัวป้องกันตัวเอง แต่มันเริ่มสับสน

    การโจมตีซ้อนจากหลายมุมพร้อมกัน ทำให้มันไม่สามารถระบุร่างจริงได้อย่างแม่นยำ

     

    กรงเล็บเงาเฉือนอากาศ

    เพลิงแตกกระจายจากการปะทะ

    สนามประลองกลายเป็นเวทีแห่งการลวงตาและการจู่โจมซ้อนซ่อนเงื่อน

     

    ครั้งนี้—ถึงตาของหลี่หยางที่จะรุกกลับบ้างแล้ว!

     

    หมาป่าเพลิงคำรามกึกก้อง ดวงตาทั้งสองข้างเรืองแสงเป็นสีส้มแดงราวกับภูเขาไฟที่ปะทุ เสียงคำรามของมันดังกระแทกอากาศจนพื้นสั่นสะเทือน เงาเพลิงแผ่กระจายออกจากร่างมันเป็นระลอก ร่างกายของหมาป่าปกคลุมด้วยเพลิงสีแดงเข้มที่กลายเป็นเปลวหนาแน่นรอบตัว

     

    “คลื่นเพลิงสลาตัน!”

     

    ตูมมมมม!

    ระลอกเพลิงมหาศาลระเบิดออกจากตัวหมาป่าเพลิง ราวกับคลื่นทะเลเพลิงถาโถมกวาดสนามประลองในทุกทิศทาง เปลวไฟแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า

     

    เงาจิ้งจอกเงาจันทร์ทั้งสี่ร่างถูกกวาดทลายจนหมดในพริบตา แม้แต่ร่างจริงยังต้อง ดีดตัวถอยหนี โดยฉับพลัน พื้นสนามกลายเป็นสีแดงเพลิง เศษหินลุกไหม้ระอุด้วยความร้อน

     

    หมาป่าเพลิงยืนตระหง่านท่ามกลางเพลิง ร่างกายของมันเปล่งประกายราวกับเทพสงครามเพลิงที่ฟื้นคืนชีพ มันเงยหน้าคำรามอย่างไม่เกรงกลัวใด ๆ อีกแล้ว

     

    “เงาจันทร์… เจ้าคิดว่าจะลวงข้าได้ตลอดหรือ?”

     

    หลี่หยางมองภาพตรงหน้าด้วยสายตานิ่งงัน แม้สถานการณ์จะกลับมาอันตราย แต่รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากของเขากลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง…

    จิ้งจอกเงาจันทร์ยืนสงบนิ่งท่ามกลางเปลวเพลิงที่ยังคงลุกโชติช่วง แม้จะบาดเจ็บเล็กน้อยจากแรงระเบิดของหมาป่าเพลิง แต่ในดวงตาสีเงินประกายจันทรานั้นกลับเต็มไปด้วยความแน่วแน่

     

    หลี่หยางยกมือขึ้น  สั่งการผ่านพันธะจิตวิญญาณ

     

    “จบเรื่องนี้ซะด้วย จันทรามืดลวงจิต!” อีกหนึ่ง กษะถูกใช้ออกทันที

     

    ดวงจันทร์จำแลงโผล่ขึ้นเหนือศีรษะจิ้งจอกเงาจันทร์ แสงจันทร์เย็นเยียบกวาดผ่านสนามประลอง เปลวเพลิงค่อย ๆ มอดลงอย่างผิดธรรมชาติ เงาทั้งสนามดูจะเคลื่อนไหวได้เอง

     

    หมาป่าเพลิงคำรามก้อง พยายามต้านแรงกดดันจากทักษะนี้ แต่กลับพบว่าภาพตรงหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป…

     

    มันเห็นเงาตัวเองถูกสะท้อนในเงา และจิ้งจอกเงาจันทร์ที่อยู่ตรงหน้ากลับกลายเป็นสิบ — ยี่สิบ — เงาเหล่านั้นซ้อนทับ ทับซ้อน โอบล้อมมันไว้ในห้วงภาพลวงตา

     

    “อะ… อะไรกัน…”

    หมาป่าเพลิงตวัดกรงเล็บฟาดใส่เงา

    ฟาดแล้วฟาดเล่า

    แต่ทุกอย่างกลับว่างเปล่า

     

    ฉัวะ!!

    ร่างจริงของจิ้งจอกเงาจันทร์พุ่งออกจากเงาหลังหนึ่ง ใช้กงเล็บเวทเงาจันทร์ตวัดใส่จุดอ่อนกลางลำตัวของหมาป่าเพลิงอย่างแม่นยำ

     

    แรงปะทะและพลังจิตวิญญาณจาก จันทรามืดลวงจิต กระแทกหมาป่าเพลิงกระเด็นออกไปสุดสนาม ล้มลงแน่นิ่ง — สลบ!

     

    ทั้งสนามเงียบงัน ก่อนเสียงผู้ชมจะระเบิดขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง

    เสียงในสนามเงียบกริบ… แม้แต่เสียงลมหายใจยังแผ่วเบา

     

    ผู้ชมทุกคนเบิกตากว้าง ตกตะลึงกับภาพตรงหน้า—ท่าจบสังหารของจิ้งจอกเงาจันทร์ ที่แสดงออกมาอย่างสง่างามและเด็ดขาด ราวกับเต้นรำในเงาจันทร์ ทว่ากลับพุ่งเสียบผ่านหัวใจศัตรูอย่างไร้ปรานี

     

    แม้ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างคิดว่า หลี่หยางไม่มีทางรอดพ้นจากเงามืดของตุ๊กแกล่องหน และพลังรุกอันดุดันของหมาป่าเพลิง แต่ตอนนี้… ตุ๊กแกล่องหนล้มแน่นิ่ง หมาป่าเพลิงยืนอ่อนแรง พร้อมร่างที่สั่นสะท้านจากการปะทะสุดท้าย

     

    ผู้คนค่อย ๆ เริ่มหายใจอีกครั้ง จากนั้นเสียงฮือฮาก็ดังกระหึ่มทั่วสนาม—

     

    “เป็นไปได้ยังไง… จิ้งจอกเงาจันทร์โต้กลับได้ในเสี้ยววินาทีเดียว?”

    “เขาวางแผนไว้ล่วงหน้าเหรอ? หรือว่านั่นคือสัญชาตญาณของสัตว์อสูรระดับสูง?”

    “เด็กคนนี้… หลี่หยาง… เขาไม่ใช่แค่โชคดีแน่ๆ !”

     

    ใบหน้าของผู้นำตระกูลหลี่เผยรอยยิ้มบาง ๆ ขณะที่สายตาอาวุโสจากนิกายเมฆาล่องจับจ้องไปยังหลี่หยางด้วยแววตาใหม่… แววตาแห่งการยอมรับและความคาดหวัง

    หลี่หยางและจิ้งจอกเงาจันทร์—ชนะ!!

    บนที่นั่งคนดู…

     

    หลี่เทียนหยุน ผู้เป็นปู่ของหลี่หยาง ลุกขึ้นจากที่นั่งโดยไม่รู้ตัว ดวงตาสั่นระริก มือที่เคยจับไม้เท้ากลับสั่นเล็กน้อย สายตาเขาจับจ้องที่กลางเวทีอย่างไม่กะพริบ

     

    ข้างเขา หลี่ซินเอ๋อร์ น้องสาวของหลี่หยาง กำมือแน่น นัยน์ตากลมโตเอ่อคลอด้วยน้ำใส

     

    เมื่อทั้งสองสบตากันในจังหวะนั้น — ความรู้สึกที่ท่วมท้นเอ่อล้น ทั้งความดีใจ ความโล่งใจ และความภาคภูมิใจ ก่อตัวแน่นในอก

     

    “ท่านปู่… พี่หยาง เขาทำได้แล้วจริง ๆ…” เสียงของซินเอ๋อร์สั่นเครือ ขณะน้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนตัก

     

    หลี่เทียนหยุน เพียงพยักหน้าเบา ๆ น้ำเสียงขาดห้วง

     

    “อืม… ข้าเชื่อในตัวเขามาตลอด… เจ้าหลานคนนี้ ไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังจริง ๆ…”

     

    เสียงเงียบในสนาม กลับเต็มไปด้วยความเคารพและยอมรับ — ชื่อ “หลี่หยาง” เริ่มสลักลึกในใจผู้ชมทีละน้อย

     

     

     ( ในสวนด้านหลังคฤหาสน์ตระกูลหลี่ เมื่อหลายปีก่อน)

     

    แสงแดดอ่อนยามเช้า สาดลอดผ่านกิ่งไม้ใหญ่ เงาไม้ไหวเบา ๆ ขณะเด็กชายคนหนึ่งนั่งหอบหายใจเหนื่อยอยู่กลางลานหิน ฝ่ามือของเขาเต็มไปด้วยรอยถลอกและแผลถากจากการฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

     

    เบื้องหน้า เด็กคนนั้นคือ หลี่หยาง ในวัยเยาว์ ขณะยกมือปาดเหงื่ออย่างดื้อดึง ไม่ยอมล้มเลิกง่าย ๆ แม้จะล้มซ้ำแล้วซ้ำเล่า

     

    “ข้าทำไม่ได้ ท่านปู่… ทำไม่ได้เลยสักอย่าง…” เด็กชายกัดฟัน น้ำตาไหลซึมโดยไม่รู้ตัว

     

    แต่เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างมั่นคง

     

    “ไม่ได้ตอนนี้… ไม่ได้แปลว่าจะไม่ได้ตลอดไป”

     

    หลี่เทียนหยุนในวัยที่แข็งแรงกว่า ยืนอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้าเย็นสงบ เขาก้าวเข้ามาคุกเข่าข้างหลานชาย ก่อนจะวางมือลงบนไหล่เล็ก ๆ นั้น

     

    “หยางเอ๋อ เจ้าจำคำของข้าไว้ให้ดี… ผู้ที่ยืนอยู่สูงสุด ไม่ใช่คนที่เก่งตั้งแต่ต้น แต่คือคนที่ลุกขึ้นทุกครั้งที่ล้ม — แล้วก้าวต่ออย่างไม่ย่อท้อ”

     

    เด็กชายเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่พร่ามัวกลับสว่างขึ้นทีละน้อย………

     

    กลับมาที่ปัจจุบัน — เวทีประลอง

     

    หลี่เทียนหยุนกำมือแน่น สายตาสั่นสะท้อนความทรงจำในวันวาน — เด็กคนนั้นที่เคยร้องไห้ว่า “ทำไม่ได้” วันนี้ยืนตระหง่านบนเวที ดั่งวีรบุรุษผู้เอาชนะชะตากรรมของตนเอง

     

    ซินเอ๋อร์ซบไหล่ปู่ น้ำตาไหลไม่หยุด

     

    “ท่านปู่… พี่ชายของข้า เก่งที่สุดในโลกแล้วใช่ไหม…”

     

    หลี่เทียนหยุนไม่ตอบ มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ กับน้ำตาแห่งความปลื้มใจที่เขาพยายามซ่อนเอาไว้

     

    เสียงอาวุโสควบคุมการประลองดังขึ้นก้องทั่วสนาม ลบความเงียบงันแห่งความตะลึงจากการต่อสู้เมื่อครู่ลงในพริบตา

     

    “ผ่านการประลองรอบรองชนะเลิศทั้งสองคู่ บัดนี้… เราจะเข้าสู่รอบสุดท้ายของงานประลองเยาวชนตระกูลหลี่!”

     

    เสียงกลองศึกกระหึ่มขึ้นสามครั้ง ก่อนเสียงประกาศจะดังกังวาน

     

    “ผู้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ได้แก่—

    หลี่เฉินเฟิง — !”

    “และ—หลี่หยาง!”

     

    เสียงฮือฮา สั่นสะเทือนทั่วลานประลอง หลายคนไม่อยากเชื่อสายตาตนเองที่ชื่อของหลี่หยางยืนเคียงข้างกับหลี่เฉินเฟิงในรอบชิง

     

    อาวุโสประกาศต่อด้วยเสียงหนักแน่น:

     

    “จะให้เวลาพักหนึ่งชั่วยาม ก่อนเข้าสู่ศึกสุดท้าย—ศึกที่ตัดสินว่าใครจะเป็นเยาวชนอันดับหนึ่งของตระกูลหลี่ในปีนี้!”

     


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน