“หลังจากเราฆ่าพวกมันแล้ว เจ้าคิดว่าจะส่งผลต่อการเดินทางขององค์ราชาไหม?” แลมพาร์ดไม่ได้ห้ามปรามบรู๊ค หลังจากที่สังหารสามราชากับหัวหน้าอัศวินหน้าย่นนั่นแล้วเขาจึงเปิดปากถาม
“ฆ่าหนึ่งหรือสองคนก็ไม่ต่างกัน” บรู๊คเก็บดาบเปื้อนเลือดเข้าฝักพลางส่ายหัวเล็กน้อย หลังจากเผาทุ่งหญ้า พื้นที่ส่วนใหญ่ล้วนถูกทำลายไป เขามองภาพการทำลายล้างเหล่านี้พลางขมวดคิ้วและพูดว่า “ถ้าก่อนหน้านี้พวกเราไม่ได้ฆ่าสามอัศวินนั่น ก็คงไม่มีปัญหาถ้าจะปล่อยพวกมันไป แต่โชคร้ายที่...พวกอัศวินนั่นไม่สนใจคำอธิบายของพวกเรา ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายผิดก็ตาม เหล่าอัศวินผู้ตัดสินที่สูงส่งพวกนั้นก็สนอยู่แค่อย่างเดียว นั่นคือเราสังหารคนของพวกเขา ถ้าตอนนี้ปล่อยมันไป รอจนมันกลับมาล้างแค้นพวกเรา เกรงว่าถึงตอนนั้นพวกเราคงต้องถูกล้างบางด้วยกองทัพอัศวินแห่งราชอาณาจักรแน่ๆ อีกอย่างหนึ่ง การฆ่าคนพวกนั้น ข้าได้คิดเผื่อเรื่องที่ฝ่าบาทไปเยือนเมืองหลวงของราชอาณาจักรแล้วด้วย”
แลมพาร์ดถอนหายใจและไม่ได้พูดอะไรอีกต่อไป เขาเข้าใจในสิ่งที่บรู๊คเอ่ย
ยามที่ลมพัดผ่านใบหญ้า ทันใดนั้นทุกคนก็รู้สึกได้ถึงการกดขี่และความโกรธแค้น พวกเขาทราบว่าพายุกำลังตั้งเค้า แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ แซมบอร์ดไม่ได้มีความทะเยอทะยานที่จะยึดเมืองอื่น สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการก็คือการใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่สงบสุขและปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตาม แผ่นดินอาเซรอทก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายและการฆ่าฟัน ต่อให้พวกเขาไม่อยากมีส่วนร่วมกับปัญหา แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็คงหลีกเลี่ยงมันไม่ได้
“โชคยังดีที่มีเพียงไม่กี่คนที่ทราบเรื่องนี้”
บรู๊คมองเหล่าเทศกิจที่กระจายอยู่รอบๆ มีทหารไม่เกินหนึ่งร้อยคนที่เข้าร่วมการรบในครั้งนี้ มากกว่าแปดสิบคนถูกส่งไปก่อกวนพวกทหารม้าดำก่อนหน้านี้ คนที่รู้ว่าอัศวินระดับสี่ดาวทั้งสี่คนล้วนเป็นอัศวินแห่งราชอาณาจักรมีอยู่ราวๆยี่สิบคนเท่านั้น และพวกเขาทั้งหมดต่างก็เป็นชาวเมืองแซมบอร์ดที่มีความจงรักภักดี บรู๊คหันไปสั่งอย่างเคร่งครัดว่า ไม่อนุญาตให้ใครเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ถ้ามีใครคนไหนที่ปล่อยข่าวลือออกมา พวกเขาจะถูกฆ่าทันที
ในไม่ช้าร่างของสองยอดฝีมือดิ๊กกับอลันที่ถูกสังหารโดยแลมพาร์ดกับ'สองอสุรกาย' ซึ่งก็คืออัศวินเพียร์ซกับดร็อกบา สามราชา กัวโรและหัวหน้าอัศวินหน้าย่นก็ถูกเผาจนกลายเป็นขี้เถ้า ส่วนชุดเกราะกับอาวุธของพวกมันถูกขนย้ายไปที่เตาหลอมของช่างตีเหล็กซามูเอลในเขาวงกตใต้ดิน แม้แต่ร่องรอยการต่อสู้ก็ถูกขจัดออกไปอย่างรอบคอบเช่นกัน บรู๊คให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก งานทำความสะอาดร่องรอยถูกจัดการเป็นอย่างดี ไม่มีอะไรเหลือจากการต่อสู้ในครั้งนี้
“แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องแจ้งให้ฝ่าบาททราบเรื่องที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด แฟรงก์ คืนนี้ให้ออกเดินทางกลับไปหาฝ่าบาทในทันที!”
วันต่อมาแลมพาร์ดกับ 'สองอสูรกาย' ก็รีบเร่งออกจากเมืองแซมบอร์ดพร้อมกับเทศกิจห้าสิบนาย ทิ้งฝุ่นตลบไว้เบื้องหลัง
ในตอนเช้าตรู่ของวันที่อาทิตย์สดใสใต้หอสังเกตการณ์มีร่างของสองบุรุษ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยร่วมส่งเสด็จซุนเฟยไปยังเมืองหลวงบุรุษทั้งสองคนนี้คือผู้มีอิทธิพลของกองทัพกับการเมืองในแซมบอร์ด บรู๊คกับเบสท์กำลังยืนอยู่บนป้อมปราการ มองแลมพาร์ดกับคนอื่นออกจากเมืองไปเงียบๆ จนกระทั่งพวกเขาหายลับไปภายใต้เส้นขอบฟ้าที่ห่างไกล
“ไม่น่าเชื่อว่าราชอาณาจักรเซนิทที่มั่นคงมากว่ายี่สิบปีกำลังจะเข้าสู่กลียุค” ตาแก่หน้าขาวเบสท์ถอนหายใจ รู้สึกกังวลอยู่ภายใน
“ข้าได้ยินว่าร่างกายของจักรพรรดิยาซินแย่ลงเรื่อยๆ พระองค์ทรงประชวรหนักเกินไป ตอนนี้กระทั่งทรงม้ายังไม่อาจทำได้ เหล่าองค์ชายของพระองค์ก็เอาแต่จ้องแย่งราชบัลลังก์ บรรดาขุนนางที่เสื่อมทรามก็เอาแต่หาเงินอย่างบ้าคลั่ง ส่วนอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักรก็เตรียมพร้อมต่อต้านราชอาณาจักร ที่แย่ไปกว่านั้น จากข่าวที่ได้ยินมาจากนักบวชแมซโซลา ศัตรูเก่าของราชอาณาจักรเซนิทอย่างราชอาณาจักรสปาร์ตากุสก็เริ่มระดมกำลังที่ชายแดนเมื่อสามเดือนก่อน ดูเหมือนว่าพวกมันต้องการเข้ามารุกราน ช่วงกลียุคที่ดำมืดได้แสดงสัญญาณสองสามอย่างออกมาแล้ว” บรู๊คเอามือลูบกำแพงที่เย็นชืดของป้อมปราการ “สามราชานั่นคงไม่กล้าโจมตีเรา ถ้าสัญญาณของความวุ่นวายไม่ปรากฏออกมา ทุกวันนี้แม้แต่อัศวินของราชอาณาจักรก็เริ่มวางแผนบางอย่างแล้ว”
“เมื่อสงครามมาถึง จะมีหลายอาณาจักรที่ถูกทำลาย ชาวบ้านจะถูกฆ่า และราชวงศ์ต่างๆก็จะถูกทำลายล้าง ถึงแม้แซมบอร์ดจะตั้งอยู่ในภาคเหนือ แต่พวกเราก็ไม่อาจอยู่วงนอกของเรื่องนี้ได้ มีเวลาเพียงเล็กน้อยให้พวกเราได้เตรียมตัว” เบสท์ค่อนข้างมีประสบการณ์เป็นพิเศษ ดูเหมือนว่าเขาจะนึกถึงภาพที่ทุกข์ยากแสนเข็ญอยู่
“สิ่งเดียวที่พวกเราต้องทำก็คือ เรื่องที่ฝ่าบาททิ้งไว้ให้ ข้าเชื่อว่าฝ่าบาทสังเกตเห็นสัญญาณพวกนี้ และได้เตรียมการไว้แล้ว” บรู๊คเป็นทหารคนหนึ่ง เขามีธาตุแท้ของผู้กล้า จึงไม่ได้มองโลกเกี่ยวกับสงครามในแง่ร้ายมากนัก
เบสท์เผยรอยยิ้ม และจู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องพูด “เออ ใช่ เจ้าพบหรือยังว่าใครคือยอดฝีมือชุดดำลึกลับนั่น คนที่โผล่มาฆ่าอัศวินกัวโณในเสี้ยววินาทีนั่นน่ะ?”
“ข้ามีเงื่อนงำอยู่นิดหน่อย แต่ยังไม่แน่ใจมากนัก”
“เอาล่ะเกอเทอ เจ้าต้องขอบคุณชายลึกลับผู้นั้นนะ ข้าได้ยินจากแฟรงก์ว่าถ้าไม่ได้ชายลึกลับนั่นช่วยเหลือ เจ้าคงจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายไปนานแล้ว”
“ต่อให้เขาไม่ปรากฏตัว ข้าก็ไม่ตายหรอกน่า” ต่อหน้าเพื่อนเก่า บรู๊คไม่ได้ปิดบังอะไรมาก เขายิ้มไปที่กำแพงและพูดว่า “ตอนที่ฝ่าบาทจากไป พระองค์ได้มอบบางอย่างให้กับข้า และก่อนที่จะได้ใช้ ชายคนนี้ก็โผล่มาฆ่านักรบระดับสี่ดาวนั่นเสียก่อน”
……
……
หลังจากองค์หญิงกับคนของนางจากไป กองกำลังของแซมบอร์ดก็ไม่ได้ออกเดินทางในวันที่สอง แต่กลับประจำการอยู่ด้านนอกของเมืองน้ำพุร้อนเอิร์นท์
แหล่งน้ำพุร้อนเป็นหนึ่งในสิบของสถานที่ซึ่งมีชื่อเสียงมากที่สุดในราชอาณาจักรเซนิทที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงเมืองหลวงของมณฑลเอิร์นท์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่โด่งดังทางภาคเหนือของราชอาณาจักรและที่สำคัญกว่านั้นมันเป็นป้อมปราการที่มั่นคง ไม่ว่าขนาดของมณฑลหรือกองกำลังทหาร เป็นไปไม่ได้เลยที่ป้อมปราการของเมืองแซมบอร์ดจะเทียบเคียงได้ อีกอย่างหนึ่ง แหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้ก็เหมือนกับสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางเมืองแซมบอร์ด มีการป้องกันตั้งแต่ถนนจนถึงด้านนอก และมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์มาก ดังนั้นซุนเฟยจึงต้องการอยู่ที่นี่เพื่อสังเกตการณ์ให้มากขึ้น และรอให้แลมพาร์ดกับพวกกลับมายังกองทัพ
เช้าวันที่สองเป็นวันที่แดดจัดและมีชีวิตชีวา
หลังซุนเฟยได้จัดการกับเรื่องราวในค่ายเสร็จสิ้น เขาก็บอกกับผู้คุ้มกันไม่ให้ตามมาพร้อมกับพาแองเจล่ากับเจ็มม่าไปด้วย พวกเขาพากันออกจากค่ายเพื่อไปเยี่ยมชมแหล่งน้ำพุร้อน เมืองใหญ่เช่นนี้ย่อมเจริญรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่กว่าเมืองแซมบอร์ด สำหรับซุนเฟยแล้ว โอตาคุติดบ้านคนหนึ่งในชาติก่อนที่รู้จักโลกภายนอกผ่านทางหนังสือหรือไม่ก็จอหน้าคอมรู้สึกตื่นเต้นพอๆกับสองสาวน้อยที่ไม่เคยมาเมืองใหญ่เช่นนี้มาก่อน เมืองนี้ย่อมมีสิ่งแปลกใหม่น่าสนใจเป็นอย่างมาก
“เฮ้! พวกเจ้าสามคน หยุดก่อน! คนต่างเมืองต้องจ่ายภาษีเพื่อเข้าไปในเมือง”
หลังจากมาถึงประตูเมือง คนเฝ้าประตูก็จ้องพวกเขาราวกับเจอขุมทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ พวกเขามองมาที่แองเจล่ากับเจ็มม่าอย่างมักมาก คนหนึ่งขวางประตูด้วยหอกเพื่อยับยั้งพวกเขาด้วยชุดที่หรูหราและการแสดงออกทางอารมณ์ของพวกเขา พวกทหารรู้ว่าสามคนนี้ต้องไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป ยากจะบอกได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าซุนเฟยกับสองสาวดูไม่เหมือนพวกขุนนาง
“ภาษี? เท่าไร?” ซุนเฟยยิ้มและไม่รู้สึกโกรธ
เขามองชุดเกราะที่สกปรกและไม่เป็นระเบียบของทหารพวกนั้นบวกกับการจัดรูปขบวนก็ดูหละหลวม จังหวะการก้าวเดินก็ไม่มั่นคง ซุนเฟยพอจะรู้ว่าพวกเขาคงไม่เคยเข้าร่วมสงครามและพบเห็นความตายอย่างแน่นอน ทหารพวกนี้ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของหน่วยเทศกิจเมืองแซมบอร์ดได้อย่างแน่นอนกองกำลังป้องกันรักษาเมืองน้ำพุร้อนที่เป็นหนึ่งในสิบเมืองที่มีชื่อเสียงในราชอาณาจักรกลับดูปวกเปียกเอามากๆ มันง่ายที่จะนึกภาพว่าชีวิตที่สงบสุขเหล่านี้ได้ทำให้คนพวกนั้นสูญเสียความระแวดระวังไป
“หนึ่งเหรียญเงินต่อหนึ่งคน”
“หนึ่งเหรียญเงิน? จริงหรือ?! ทำไมมันแพงขนาดนี้?” เจ็มม่าอดไม่ได้ที่จะถามกลับ หนึ่งเหรียญเงินมันมากพอให้ครอบครัวยากจนในเมืองแซมบอร์ดใช้มากกว่าหนึ่งเดือนเลยนะ
ซุนเฟยส่ายหัว เขารู้ว่าทหารพวกนั้นกำลังโก่งราคา แต่ก็ไม่อยากพูดคุยอะไรมากกับคนพวกนี้ เขาโยนเงินออกไปสามเหรียญและเดินเข้าไปในเมืองพร้อมกับสองสาว เหรียญเหล่านั้นหล่นลงบนพื้น ในขณะที่ทหารพวกนั้นคว้ามันราวกับฝูงสุนัขที่พยายามแย่งกระดูก
หลังจากข้ามประตูเมืองที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการปิดล้อม และเดินผ่านพื้นที่เขตด้านนอกแล้ว สุดท้ายก็ไปถึงตัวเมืองหลัก
เมื่อพวกเขาเข้าไปในตัวเมือง โลกใหม่ก็ปรากฏขึ้น
ถนนในเมืองกว้างขวางและสะอาด ถึงแม้จะเป็นช่วงเช้าตรู่ มีผู้คนไม่มากนักอยู่บนถนน แต่มันก็ยังดูวุ่นวายกว่าเมืองแซมบอร์ด คนหาบเร่สองสามคนเริ่มเตรียมตัวตั้งร้านแผงลอย กองคาราวานที่ดูเร่งรีบและทหารรับจ้างกับคนเดินทางที่เลอะเทอะไปด้วยฝุ่น ทุกคนกำลังเริ่มทำงานในวันใหม่ สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่สองฝากฝั่งถนนทำมาจากก้อนหิน ป้ายหลากสีแกว่งไปมาตามลม ร้านค้าจำนวนมากกำลังทยอยเปิด และทั้งถนนเต็มไปด้วยกลิ่นที่น่ารับประทานของอาหาร
ทันใดนั้นแองเจล่าและเจ็มม่าก็ถูกดึงดูดโดยภาพที่วุ่นวายพวกนางส่งเสียงร้องราวกับเป็นนกขมิ้น พวกเธอมองทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งหมดล้วนแปลกใหม่และสวยงาม
ซุนเฟยเดินตามหลังพวกเธอไปพร้อมรอยยิ้ม คอยสำรวจเมืองไปพลางคุ้มกันสองสาวไปพลาง
เป็นเวลานานแล้วที่ซุนเฟยรู้สึกสงสัยว่าในเมื่อแผ่นดินอาเซรอทมียอดฝีมือระดับสุริยะในตำนานที่ว่ากันว่าสามารถย้ายภูเขาด้วยสองมือหรือกระทั่งผ่าท้องฟ้าได้อย่างง่ายดายกำแพงเมืองพวกนี้จะช่วยป้องกันเหล่ายอดฝีมือพวกนั้นได้อย่างไรเกรงว่าในสายตาของพวกเขาคงมองกำแพงเมืองพวกนี้แข็งแกร่งไม่เท่าเส้นผมของตัวเองเลยกระมัง ราวกับว่าเพียงเขาถอนหายใจออกมาไม่ว่ากำแพงของท่านจะมั่นคงและทนทานสักปานใดก็คงพังทลายลงในพริบตา อย่าว่าแต่ระดับสุริยะหรือจันทราเลยแม้แต่นักรบระดับดาวยังกระโดดข้ามมาได้ ทั้งๆที่เป็นแบบนั้น แล้วทำไมพวกราชอาณาจักรใหญ่โตถึงยังต้องสร้างกำแพงเมืองหรือป้อมปราการขนาดใหญ่พวกนี้ขึ้นมาอีก? มันดูไม่สิ้นเปลืองวัสดุกับเงินมากไปหรือ
แต่เมื่อสักครู่นี้ ซุนเฟยเจอกับสิ่งที่น่าสนใจบางอย่าง
อิฐแต่ละก้อนบนกำแพงทางเข้าบ่อน้ำพุร้อนถูกจารึกไว้ด้วยอักขระเวทมนตร์บางอย่าง อักขระพวกนี้ จริงๆ แล้วไม่ยากที่จะเข้าใจ ด้วยความรู้ทางด้านเวทมนตร์ที่ซุนเฟยร่ำเรียนมาจากป้าอาคาร่ากับลุงเคน ทำให้เขามองออกว่าพวกมันเป็นวงเวทง่ายๆที่มีไว้เพื่อเสริมให้ก้อนหินและดินแข็งแกร่งขึ้น เขาแอบใช้ฝ่ามือกดกำแพงหินดูก็พบว่าเมื่อออกแรงกดลงไปแล้วพลังเวทที่อยู่ข้างในกำแพงจะปรากฏออกมา ถ้าเป็นยอดฝีมือที่ต่ำกว่าระดับสามดาวจะไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆให้กับกำแพงนี้ได้
นอกจากนี้หลังจากเข้าไปในเมืองน้ำพุร้อนแล้ว ซุนเฟยรู้สึกได้ถึงความผันผวนของพลังเวทที่อยู่ในเมืองทันที มันเกือบจะเป็นสองเท่าของที่เขาสัมผัสได้ตอนอยู่นอกเมือง ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ เพียงไม่กี่ก้าวกลับต่างกันมากขนาดนี้!
แต่เพียงไม่กี่นาที เขาก็ค้นพบแหล่งที่มาของปรากฏการณ์อันน่ามหัศจรรย์นี้
------------------------