ฉั๊วะ..! โลหิตสาดกระจาย แต่ที่หลั่งไหลกลับมิใช่โลหิตของอวี๋เฟิง ผู้ที่ตื่นตะลึงกลับมิใช้เหล่ามือกระบี่เท่านั้น อวี๋เฟิงเองก็ตื่นตะลึงไปด้วย
ผู้ที่ปาดกระบี่เฉือนร่างมือกระบี่ผู้นั่น เคลื่อนไหวด้วยท่าทางที่คุ้นชินนัก เพลงกระบี่แผ่วพริ้วคล้ายจริงคล้ายลวง หลังจากเฉือนร่างคนผู้หนึ่ง การเคลื่อนไหวยังไม่จบสิ้นแทงกระบี่เข้าสู่กลางหลังผู้ที่กำลังแทงหน้าอกหวังเอ้อเหมา กระบี่เสียบเข้ากลางหลังปลายกระบี่ทะลุกลางอก กระบวนท่าต่อเนื่องเรียบลื่นดุจแพรไหม
ใช่แล้ว คนผู้นั้นกลับใช้เพลงกระบี่มายาจันทราอันเป็นเพลงกระบี่ประจำตัวอาจารย์พวกมัน กระบวนท่าพุ่งแทงนั้นกลับเป็นกระบวนท่าไล่จันทรานั่นเอง กระบวนท่าเดียวกันหากแต่ใช้ออกจากคนที่แตกต่าง อานุภาพย่อมไม่เหมือนเดิม
คนผู้นั่นกลับมิได้หยุดเคลื่อนไหว พลันดีดกายพุ่งทะยานเข้าหามือกระบี่ที่กำลังพัวพันอยู่กับจางหยุน คนคล้ายลมพายุหอบหนึ่ง กลับเป็นวิชาตัวเบาเงาวายุนั่นเอง
หลังจากเห็นพวกพ้องประสบเคราะห์กรรม มือกระบี่ที่กำลังพัวพันจางหยุน กลับตัดสินใจเด็ดขาดเร่งเร้าปรานในร่างทุ่มกำลังใช้วิชาตัวเบา หลบหนีจากคนผู้นั้น ไม่แม้แต่จะเหลียวหน้ามามอง
คนผู้นั้นเห็นมือกระบี่คนสุดท้ายหลบหนีไป กลับมิได้ติดตาม รีบเข้าไปห้ามเลือดให้กับจางหยุน หวังเอ้อเหมา สั่งให้อวี๋เฟิงพาเฉินคุนที่กำลังตื่นตระหนกออกเดินทางต่อ ส่วนตนเองหอบหิ้วสองคนที่เหลือออกเดินทางต่อไป
หลังจากเดินทางได้สิบกว่าลี้ ผ่านการต่อสู้เป็นตายอวี๋เฟิงเรี่ยวแรงแทบหมดสิ้น คนผู้นั้นจึงสั่งให้ทั้งหมดหยุดพัก เนื่องจากเสียเลือดมากหวังเอ้อเหมากับจางหยุนจึงเผลอหลับไปเนิ่นนานแล้ว หลังจากปรับลมปรานชั่วครู่ อวี๋เฟิงพลันโค้งคำนับ
"ขอบคุณผู้อาวุโสที่ให้การช่วยเหลือ"
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ มีเพียงรอยยิ้มอันเศร้าหมองที่ตอบกลับมา บรรยากาศกลับ แต่ก็เป็นเพียงครู่เดียวเท่านั้น จึงมีเสียงตอบคำออกมาออกมาจากคนผู้นั้น
"เป็นไปตามที่เจ้าคาดเดานั่นแหละ ข้าเป็นสหายเก่าร่วมสำนักกับอาจารย์เจ้า หลินเฟิง เรียกข้าว่าอาจารย์อาก็ได้" หลินเฟิงเอ่ยปากแนะนำตัว
เมื่อได้ยินดังนั้นในใจของพวกอวี๋เฟิงนอกจากความเคารพยังเพิ่มความสนิทสนมขึ้นอีกหลายส่วน เนื่องจากเพลงกระบี่มายาจันทรา วิชาตัวเบาเงาวายุที่หลินเฟิงใช้ออกล้วนพิสูจน์ยืนยันตัวตนของมันเรียบร้อยแล้ว
"คิดว่าอาจารย์พวกเจ้าคงไม่เคยเอ่ยถึงที่มาของตนเองกระมัง งั้นเราจะบอกกล่าวแก่พวกเจ้าเอง พวกเจ้าจะได้รู้ว่าในตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใด" หลังจากกล่าวจบหลินเฟิงเรียบเรียงความคิดแล้วจึงกล่าวต่อ
"เราสองคนเป็นคนของตระกูลหลิน แคว้นฮั่น ในอดีตพวกเรานั้นมีฉายาร่วมกันว่ากระบี่มายาวายุ ได้ติดตามนายท่านหลินชางอวี้เดินทางไปศึกษาศาสตร์แห่งค่ายกลที่สำนักเทียนหวาง ยอดสำนักแห่งแคว้นซ่ง ด้วยอัจฉริยภาพของนายท่านใช้เวลาเพียงสามปีก็เรียนรู้จนหมดสิ้น หลังจากนั้นท่านจึงเริ่มศึกษาแนวทางของตนเองโดยอาศัยทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ของสำนักเทียนหวางเติมเต็มความต้องการ"
"สำนักเทียนหวางได้ชื่อว่าเป็นสำนักค่ายกลอันดับหนึ่งเมื่อมีอัจฉริยะแห่งศาตร์ค่ายกลมาเข้าร่วม ไหนเลยจะไม่ดูแลได้ นายท่านได้รับการดูแลจากสำนักเป็นอย่างดี ไม่ว่าท่านต้องการสิ่งใดท่านสำนักเทียนหวางล้วนมอบให้" น้ำเสียงมันเต็มไปด้วยความภาคภูมิ
"ด้วยความสามารถโดดเด่นของนายท่านจึงถูกวางตัวให้เป็นหนึ่งในผู้ที่สืบทอดตำแหน่งประมุขสำนัก แต่ตำแหน่งประมุขสำนักเทียนหวาง หนึ่งในสี่ยอดสำนักแห่งแผ่นดินไหนเลยจะสืบทอดให้ผู้มาใหม่โดยง่าย จึงเกิดความขัดแย้งมากมายในสำนักขึ้น โดยกลุ่มผู้อาวุโสของสำนักแบ่งออกเป็นสองฝ่าย"
"ฝ่ายแรกสนับสนุนนายท่านหลินชางอวี้อันเนื่องมาจากอัจฉริยภาพทางด้านค่ายกลของนายท่าน ฝ่ายหลังสนับสนุนหลิวชิงหลงบุตรชายผู้อาวุโสรองผู้ที่ถูกวางตัวไว้แต่แรก" กล่าวเสร็จพลันถอนหายใจอย่างแผ่วเบา
"แต่สำหรับนายท่านไม่ว่าจะตำแหน่งประมุขก็ดี ผู้อาวุโสก็ช่าง ท่านไม่ได้แยแสสนใจแม้แต่น้อยท่านจึงบอกปัดตำแหน่งผู้สืบทอด เดินทางกลับตระกูล เพื่อหลบหนีความยุ่งยาก อีกทั้งนายท่านไม่มีสิ่งใดที่ต้องเรียนรู้จากที่นั่นอีกแล้ว เพราะในตอนนั้นนายท่านได้เขียนบันทึกเสร็จสิ้นแล้ว ว่ากันว่าภายในนั้นเต็มไปด้วยความลับต่างๆของธรรมชาติ เป็นสิ่งของล้ำค่าต่อศาสตร์แห่งค่ายกล หรือแม้กระทั้งการฝึกยุทธ์"
" แต่หลิวชิงหลงไหนเลยยินยอมเชื่อว่าท่านจะถอนตัวจากตำแหน่งอย่างง่ายดาย อีกทั้งปล่อยให้บันทึกเล่มนั้นตกอยู่ในมือผู้อื่น จึงได้ดำเนินแผนการใช้ตำแหน่งผู้อาวุโสชักจูงผู้ติดตามของนายท่านโดยแลกกับบันทึกเล่มนั่น"
"แต่ผู้ติดตามอันโง่เขลานั่นไหนเลยทราบว่านี่เป็นแผนลอบสังหาร กลับส่งข่าวให้กับฝ่ายศัตรู นายท่านถูกลอบสังหารระหว่างทาง ก่อนสิ้นใจท่านได้มอบหมายให้หลินเฟยนำบันทึกหลบหนี"
"แต่มันเพียงตัวคนเดียวไหนเลยจะหลุดรอดการไล่ล่าจากคนของยอดสำนัก มันหลบหนีเป็นระยะทางหลายร้อยลี้ สุดท้ายโดนพวกจางเหอเข้าโอบล้อม รุมทำร้ายจนเสียขาทั้งสองข้าง ภายหลังหลบซ่อนอยู่ที่นั่น"
" ส่วนคนทรยศนั่นไหนเลยมีหน้าไปเสพสุขกับตำแหน่งผู้อาวุโสที่มันแลกมาด้วยชีวิตนายท่าน หลังจากเหตุการณ์ มันได้ออกตามหาหลินเฟยเพื่อนำบันทึกกลับสู่ตระกูลหลินเพื่อตอบแทนนายท่าน เพื่อตอบต่อมโนธรรมที่ยังพอมีเหลืออยู่ของมัน" เมื่อเล่าถึงตอนนี้หลินเฟิงน้ำตาอาบหน้าตัวสั่นสะท้านจนมิอาจควบคุม
"คนโง่เขลา ทรยศเนรคุณนั้น กลับเป็นเราเอง"
อวี๋เฟิง เฉินคุน หวังเอ้อหมากับจางหยุนตื่นมาทันฟังเรื่องในอดีตพอดี ทุกคนได้แต่ตื่นตะลึง คิดไม่ถึงว่าอาจารย์ตนเองกลับมีที่มาสลับซับซ้อนเช่นนี้ เมื่ออวี้เฟิงกับจางหยุนคิดถึงเรื่องบันทึกที่ตนแบกรับจิตใจพลันหนักอึ้ง คนทั้งสองมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย
ราวกับหลินเฟิงคาดเดาจิตใจทั้งสองได้จึงกล่าวว่า "พวกเจ้าจงเดินทางไปที่สำนักเซิ่งหยวน แคว้นฮั่น เข้าพบผู้อาวุโสเซี่ย บอกว่าข้าแนะนำไป ส่วนบันทึกเล่มนั่นรอจนพวกเจ้าสามารถปกป้องตนเองได้ค่อยนำไปยังตระกูลหลิน"
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายี่สิบกว่าปีมันเฝ้าสืบข่าวคราวของหลินเฟย แต่กลับมิอาจทราบอันใด ภายหลังมันกลับใช้วิธีเดียวกันลอบดึงตัวคนสนิทของเจียงเหอไว้เป็นพวก คอยสืบข่าวคราวของหลินเฟยรอคอยจนถึงวันนี้ วันที่มันได้ทราบข่าวของสหายรัก มันจึงลอบตามกลุ่มเจียงเหอออกมาเพื่อหาโอกาสช่วยเหลือ
แต่มันกลับมองไม่เห็นโอกาสอันใดที่จะช่วยเหลือสหายได้เลย นอกจากศัตรูมีพวกมากแล้วยังมียอดฝีมือระดับจ้าวยุทธ์ขั้นเต็มเช่นเจียงเหออีก เมื่อคิดทบทวนมันเลือกตัดสินใจที่ขัดแย้งกับความรู้สึกตนเองอย่างรุนแรง ละทิ้งหลินเฟย แล้วไปช่วยกลุ่มของศิษย์หลานเพื่อนำบันทึกกลับสู่ตระกูลหลินแทน
"รีบเดินทางเถอะ เราจะวกกับไปถ่วงเวลาให้กับพวกเจ้า อย่าให้อาจารย์พวกเจ้าต้องตายเปล่า" กล่าวจบหลินเฟิงพลิกกายทะยานจากไป แผ่นหลังช่างอ้างว้างเดียวดายยิ่งนัก