บทที่ 51
ณ โกดังสินค้าของกิลด์วินด์สตอร์มสกาย และกลุ่มเพลเยอร์หลายสิบคนกำลังช่วยกันขนสินค้าชิ้นสุดท้ายลงจากรถม้า มันเป็นของที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อดูจากขนาดของลังไม้เพียงชิ้นเดียวก็ใหญ่เต็มรถแล้ว แต่เนื่องด้วยมันเป็นสินค้าชิ้นสำคัญ พวกเขาจึงต้องเรียงท่อนไม้กลมจำนวนมากมารองไว้ที่พื้นแล้วทั้งเข็น และลากลังใหญ่นี้ไปยังจุดหมาย เพราะว่าของสิ่งนี้ไม่ใช่สินค้าที่จะนำไปขาย แต่มันคือสิ่งที่กิลด์ต้องการเพื่อนำไปใช้ประโยชน์บางอย่าง เหล่าสมาชิกกิลด์จึงต้องนำมันผ่านออกจากโกดังสินค้าไปที่โกดังด้านข้างซึ่งมีขนาดใหญ่พอๆกัน แต่ภายในนี้ไม่ใช่โกดังธรรมดา แต่มันคืออู่ต่อเรือของกิลด์วินด์สตอร์ม สภาพภายในอู่ต่อเรือแห่งนี้ก็เป็นเหมือนกับโกดังคือเพดานสูง และที่ว่างภายในก็เต็มไปด้วยเครื่องมือมากมาย แต่ที่สังเกตเห็นได้ชัดนั่นก็คงเป็นเรือลำหนึ่งที่มีเชือกเส้นโตหลายเส้นรองไว้ใต้เรือ แล้วแขวนกับเสาเหล็กทั้งสี่ต้น“โคตรหนักเลยว่ะ ดีนะที่รถม้าเราแข็งแรงมากพอ” นักดาบบ่นกับเพื่อนข้างๆ ขณะที่พวกเขากำลังเข็นลังใหญ่ไปตามทาง“แน่นอนสิ รถม้าของกิลด์วินสตอร์มแข็งแรงกว่ารถศึกที่ใช้ในสงครามซะอีกนะ” นักธนูตอบกลับเพื่อนของเขา“นี่ๆ! อย่ามัวแต่คุยกัน ลังจะตกรางกลิ้งแล้ว ดูดีๆหน่อย” จอมเวทย์ผมเขียวตะโกนบอกกับลูกทีม“อ้ะ..ขอโทษครับคุณสกาย” นักดาบหน้าแตก แล้วเขากับเพื่อนก็รีบออกแรงดันลังให้ตรงทางอีกครั้ง สภาพทุลักทุเลของคนหลายสิบคน ทำให้ชายหนุ่มผมดำที่มองดูจากห้องชั้นบนของอู่ต่อเรือรู้สึกประหลาดใจ เมื่อเห็นของที่ทุกคนช่วยกันลาก และเข็นอยู่นั้นมีน้ำหนักมหาศาลกว่าขนาดที่เห็นมากมายนัก ซึ่งเขาอดไม่ได้ที่จะต้องถามหญิงสาวผมเขียวที่ยืนอยู่ด้านข้าง“พี่เกลครับ ของในลังมันหนักมากขนาดนั้น แล้วรถม้าของที่นี่ขนมาได้ยังไง ตอนที่พวกผมเดินทางมาต้องขึ้นเขาลาดชันตั้งมากมาย ไม่เห็นว่าม้า หรือตัวรถจะมีปัญหาอะไรเลย ทั้งที่มันก็สร้างจากไม้กับเหล็กธรรมดาเท่านั้น” เคออสไม่เข้าใจกับสิ่งที่เห็นเมื่อเทียบกับการเดินทางที่ผ่านมา“ฮะๆๆ รถม้าก็เป็นอาวุธชิ้นสำคัญอย่างหนึ่งของกิลด์วินด์สตอร์มเลยก็ว่าได้ มันมีกลไกเวทย์ที่ช่วยลดน้ำหนักไอเทมได้น่ะ นี่เป็นความลับอย่าไปบอกใครเชียว” หญิงสาวตอบอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับเอานิ้วชี้ขึ้นมาบังที่ปากเพื่อบ่งบอกว่าต้องการปกปิดเรื่องนี้ไว้“เอิ่ม...ได้ครับผมจะไม่บอกใคร แต่พี่พาผมมาอู่ต่อเรือนี่จะดีเหรอ มันเป็นความลับเฉพาะในกิลด์ไม่ใช่นี่ครับ?” เคออสที่รับปากหญิงสาวไปก็กลับมาสงสัยเรื่องที่เขามาอยู่ที่ตรงนี้“เพราะว่าเธอไว้ใจได้น่ะสิ เอาล่ะดูให้ดีว่าของข้างในนั้นคืออะไร” เกลตอบแบบไม่ใส่ใจอะไร แล้วหันไปสนใจการเปิดลังสินค้าที่ด้านล่างมากกว่า“เอ๋!...นั่นมัน...” จอมยุทธหนุ่มอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเห็นของภายในลังนั้น ณ ชั้นใต้ดินของแกรนด์พลาซ่าแหล่งค้ามอนสเตอร์ขนาดใหญ่เวลานี้มีผู้คนเดินดูกันมากมาย แม้ว่าในปัจจุบันเกมBEO ยังถือว่าเปิดตัวมาได้ไม่นาน และเพลเยอร์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็มีคนจำนวนมากสนใจที่จะเลี้ยงมอนสเตอร์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดการมีคู่หูเป็นสัตว์อสูรเหนือจินตนาการเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่น่าดึงดูดใจ แม้ว่าจะยังมีเพลเยอร์อีกหลายคนที่ไม่สนใจจะรับพวกมันมาเป็นภาระก็ตาม“ออก้า! เธอจะลากฉันมาดูสัตว์เลี้ยงทำไมเนี่ย! เธอมาแค่คนเดียวก็พอไม่ใช่หรือไง?” จอมเวทย์ผมสีน้ำเงินในเสื้อคลุมสีน้ำเงินบ่นกับหญิงสาวที่กำลังจับจ้องไปที่ปลาทองตัวหนึ่งในตู้กระจก“นี่ชาร์ค! ดูสิปลาทองตัวนี้น่ารักจังเลย แก้มยุ้ยเชียว” หญิงสาวผมขาวในชุดเกราะสีดำกล่าวโดยไม่สนใจจะฟังคำบ่นของชายหนุ่ม“แล้วเธอจะเลี้ยงมันยังไง? เราต้องเดินทางไปทำภารกิจแทบไม่ได้กลับฐานเลย จะอุ้มโหลแก้วไปตลอดเวลาเลยเหรอ?” ชาร์คอดไม่ได้ที่จะต้องพูดตามความเป็นจริง“เออใช่! จริงด้วย ไม่นะๆๆๆ เจ้าปลาน้อยของฉัน” ออก้าโวยวายออกมาคนเดียวด้วยท่าทางโอเวอร์ตามสไตล์ของเธอ“พอๆๆยัยบ้า อายชาวบ้านเขาหมด” ชายหนุ่มรีบปรามหญิงสาวทันทีเมื่อเห็นคนรุมจ้องมาที่พวกตน แต่ยังไม่ทันที่ออก้าจะสงบสติอารมณ์ของเธอลงได้ ก็มีเสียงร้องโวยวายของหญิงสาวอีกคนมาจากร้านค้าใกล้ๆกัน จนแม้แต่ชาร์คยังต้องหันไปมองดูตามเสียงนั้น“ว้ายๆๆๆ! น่ารักจังเลยเจ้าเหมียว ขออุ้มมันหน่อยได้ไหมคะ? ขอบคุณค่ะ เจ้าเหมียวขนปุย น่ารักที่สุด!” หญิงสาวภายใต้ฮู้ดสีดำทั้งกอดทั้งหอมแมวอ้วนสีขาวขนยาว อย่าง...เอ็นดู“มาว...” แมวขนปุยร้องอย่างพึงพอใจ พร้อมทั้งใช้หัวของมันถูกไถไปกับแก้มนุ่มๆของหญิงสาว“ให้มันน้อยๆหน่อย ยัยมีมี่ เรามีงานต้องทำนะ วางแมวนั่นลงเลย” นักธนูหญิงภายใต้ฮู้ดสีดำเข้ามาเตือนนักเวทย์สาวที่ยังคงลูบไล้แมวอ้วนไม่หยุด“โธ่! อีฟ ก็แมวตัวนี้มันน่ารักมากเลยดูสิ งุ้ย! ขี้อ้อนเชียว” มีมี่เถียงกลับแทนแมวที่กำลังเอาหัวนุ่มๆนั้นซุกไซร้คองามระหงของเธอ“เฮ้อ! ทำไมฉันต้องมาทำงานกับยัยบ๊องอย่างเธอด้วยนะ...หืม?” ขณะที่อีฟกำลังบ่นเพื่อนร่วมงานแสนแบ๊วที่ไม่ยอมปล่อยมือจากเจ้าแมวอ้วนสักที หญิงสาวผู้สวมหน้ากากไม้ก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกแปลกๆบางอย่างจึงได้หันไปมองสำรวจในทิศทางนั้น ซึ่งตรงกับจุดที่เป็นร้านขายปลาพอดี ภายในร้านขายปลา ด้านหลังตู้ปลาจำนวนมากชายหนุ่มกอดล็อกตัวหญิงสาวเอาไว้จากด้านหลังหลบอยู่ในมุมที่ผู้อื่นไม่อาจมองเห็น โดยเฉพาะถ้ามองมาจากร้านขายแมวฝั่งตรงข้าม หญิงสาวผมขาวถูกมือหนาหยาบของชายหนุ่มปิดปากอันอ่อนนุ่มของเธอเอาไว้แน่น แต่เธอก็พยายามขัดขืนไม่หยุด“เงียบก่อน! ศัตรูกำลังมองเราอยู่” ชาร์คกระซิบเสียงเบาข้างใบหูของหญิงสาว“อื้อ อือ อือ อื้อ” ออก้าพยายามออกเสียงประท้วงเบาๆ“ปล่อยก็ได้” แม้จอมเวทย์ผมสีน้ำเงินจะไม่รู้ว่าหญิงสาวต้องการสื่ออะไร แต่คิดว่าเธอน่าจะเข้าใจแล้ว เขาจึงปล่อยเธอจากพันธนาการทางร่างกาย“นายมาพูดข้างหูฉัน มันจั๊กกะเดียมนะรู้ไหม” นักดาบสาวกล่าวออกมาพร้อมกับใบหน้าที่แดงระเรื่อ“เออ...น่า ฉันก็ปล่อยเธอแล้วนี่ เธอเห็นที่ร้านฝั่งนั้นไหม? คนที่ใส่ฮู้ดสีดำคือพวกกิลด์โคลอสซัส” ชาร์ครีบเข้าเรื่องสำคัญทันที โดยเลี่ยงที่จะมองหน้าที่เขินอายหญิงสาว“หืม? นั่นมันอีฟ กับมีมี่! ผู้ช่วยของโรมิวลัส” ออก้าที่แอบมองตามที่ชายหนุ่มบอกก็จำคนทั้งสองนั้นได้ทันที หลังจากที่ออก้ายืนยันตัวตนฝ่ายตรงข้ามอย่างหนักแน่น ก็ทำให้ชาร์คเริ่มคิดประมวลผลถึงสาเหตุของการปรากฏตัวของเพลเยอร์จากกิลด์โคลอสซัสในเมืองยารอนแห่งนี้“จากข่าวที่บอกว่าพวกมันหนีจากเมืองยารอนกันไปหมดแล้ว แต่ที่จริงยังเหลืออยู่ที่นี่ด้วยสินะ คิดว่าโรมิวลัสก็น่าจะยังอยู่ในเมืองนี้ด้วยแน่ๆ หึ! เราสองคนจะจัดการพวกมันที่นี่แหละ” ชาร์คกล่าวอย่างจริงจังเมื่อเห็นเพลเยอร์ระดับสูงจากกิลด์ศัตรูที่กำลังตกอับอยู่ตรงหน้าเขา“เดี๋ยวสิ! พวกเราสองคนจัดการไม่ไหวหรอก ยิ่งถ้ามีโรมิวลัสอยู่ด้วยยิ่งไม่ได้ใหญ่ ยังไงพวกนั้นก็ออกไปจากเมืองนี้ทางประตูเมืองหรือประตูวาร์ปไม่ได้แน่เพราะมีหมายจับอยู่ เราต้องเรียกกำลังเสริมนะยังมีเวลารวบรวมคน” ออก้ารีบปรามความคิดห่ามๆของจอมเวทย์หนุ่มทันที“อืม...ยังไม่เล่นงานมันตอนนี้ก็ได้ แต่ยังไงฉันก็จะไม่เรียกกำลังเสริมหรอกนะ คราวก่อนฉันพลาดตายกลางสงครามจนต้องเสียไม้คทาระดับสูงของกิลด์ไป ตอนนี้ฉันจะกู้ชื่อเสียงของตัวเองกลับมาด้วยสติปัญญาของตัวเองนี่แหละ เวลานี้มีเพียงเราสองคนเท่านั้นที่จะช่วยกัน” จอมเวทย์ผมสีน้ำเงินจ้องไปที่ดวงตาสีดำของหญิงสาวตรงหน้าเขาด้วยความเชื่อมั่น