จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 84 เมืองหลวงเทพมนุษย์


    ตอนที่ 84 เมืองหลวงเทพมนุษย์ ในขณะนี้เอง กลุ่มก้อนเมฆาทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ทิศทั้งแปดต่างปรากฏเพียงแต่ก้อนเมฆ เหนือกลุ่มก้อนสีขาวนวล เทพสงครามเหินร่างผ่านด้วยความเร็วดุจสายอัสนี ผู้เฒ่าชำเลืองมองลาซิเฟียแวบหนึ่ง ใบหน้าสงบของผู้ชรากลับทำให้หญิงสาวรู้สึกกดดัน “หลานรัก---เจ้ารู้หรือไม่ว่าได้ทำอะไรลงไป” เทพสงครามกล่าว ในขณะเดียวกัน ผู้เฒ่าก็ไม่ลดความเร็วของฝีเท้าลง “หลานรู้” ลาซิเฟียกล่าวเสียงแหบแห้ง เรื่องราวที่เธอทำลงไป มันส่งผลต่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลอย่างมาก เหตุเป็นเพราะว่า เธอมีคู่หมั้นหมายอยู่ก่อนแล้ว!! “ข้ายังไม่อยากให้ข่าวนี้แพร่กระจายออกไป แต่ดูจากความเย่อหยิ่งของเจ้าเด็กนั่นแล้ว มันคงเปิดตัวความสัมพันธ์ระหว่างมันกับเจ้าเป็นแน่” เทพสงครามกล่าวเสียงสลด ถึงเขาจะไม่ยอมรับในตัวของกาติรัส หรือ ต่อให้ผู้นำตระกูลคริธาเลียจะไม่ยอมรับ มันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงข้อหนึ่งได้ พวกเขาทั้งสองต่างชอบพอกัน! “เจ้าแน่ใจหรือว่าชอบเด็กหนุ่มนั่นจริงๆ” เทพสงครามเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง ผู้ชรายังไม่ยอมทำใจเชื่อได้ลง ลาซิเฟียขมวดคิ้วมุ่น เธอคิดว่าตนตอบคำถามได้ชัดเจนแล้ว ถึงกระนั้น คำถามเดิมๆก็ยังคงถาโถมมาเรื่อยๆ ลาซิเฟียสูดลมหายใจลึกก่อนกล่าวอย่างขึงขัง “หลานรักเขา!” เทพสงครามเบิกตาโพลงกว้าง คำตอบนี้เหลือเชื่อขึ้นไปอีกระดับ! หลานของตนชอบพอบุรุษว่าน่าเหลือเชื่อยิ่งแล้ว คราวนี้ เธอกลับเอ่ยคำว่ารักออกมา! ความชอบและความรัก มันมีเส้นบางๆกั้นอยู่ หากแต่เส้นบางๆนี้ เป็นความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่นัก! “หลานรัก! เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่?! ไม่ใช่ความลุ่มหลงใช่รึไม่!! บุรุษบนโลกใบนี้ยังมีอีกมากมายมหาศาลนัก เด็กนั่นอาจไม่ใช่บุรุษที่ดีด้วยซ้ำ! เจ้ารักเขาจริงๆน่ะหรือ?!!” ลาซิเฟียตอบกลับในทันควัน “ถ้ากาติรัสเป็นบุรุษไม่ดี โลกใบนี้คงไม่มีบุรุษคนไหนไม่ชั่ว!!” คำกล่าวของเธอเป็นความจริง! หากแต่เป็นความจริงเพียงบางส่วน กาติรัสไม่ใช่คนดี เขาไม่ใช่พ่อพระที่เปี่ยมเมตตาต่อทุกชีวิตบนโลก สำหรับชายหนุ่มแล้ว เขาเข่นฆ่าผู้อื่นราวกับผักปลา ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้ฆ่าโดยไร้เหตุผล และ คำว่าบุรุษที่ดีของลาซิเฟีย คือบุรุษที่ดีต่อสตรี! ในคุณสมบัติส่วนนี้ เธอมั่นใจและเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างยิ่ง  ชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนรักษาคำสัตย์  ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นคนโลภมากอีกด้วย เมื่อของของเขาถูกชิงไป เขาย่อมไปเอามันกลับคืน! แววตาของลาซิเฟียแน่วแน่อย่างที่สุด ในตอนที่เธอหนีออกจากเมืองหลวงของเทพมนุษย์ แววตาของหญิงสาวยังไม่เด็ดขาดเท่าช่วงเวลานี้! คำตอบของลาซิเฟียถึงกับทำให้เทพสงครามกลืนน้ำลายคำโต ผู้เฒ่าเงียบงันอยู่นานโขก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ---ข้าล่ะไม่อยากจะคิดว่าองค์รัชทายาทจะแสดงสีหน้ายังไง” … หลังจากการจากไปของเทพสงคราม บรรยากาศโดยรอบยังคงเงียบสนิทอยู่นาน ผู้คนต่างมองหน้ากันและกันหากแต่ไม่กล้าส่งเสียงอันใดออกมา ทุกคู่สายตาต่างจับจ้องกาติรัสเป็นภาพเดียว! ฉับพลัน เสียงสายหนึ่งก็ได้ทำลายความเงียบสงบ กาติรัสเอ่ยขึ้นเสียงราบเรียบ “เอาล่ะตาเฒ่า ข้าเป็นผู้ชนะเลิศย่อมมีสิทธิ์เข้าสถาบันมังกรใช่หรือไม่?” ทันใดนั้น ปรมาจารย์ฝู่ชิงพลันขนลุกชูชันรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งตัว ผู้ชราเป็นคนเดียวที่ได้ประมือกับเด็กหนุ่มเบื้องหน้า และเป็นคนเดียวในหมู่ปรมาจารย์ที่เข้าใจความน่ากลัวของกาติรัสได้ดีที่สุด! “เจ้าจะเข้าร่วมกับสถาบันมังกรจริงรึ!? ด้วยความแข็งแกร่งระดับเจ้า มันมีเหตุผลใดที่ต้องไปร่ำเรียนที่นั่นกัน!” ปรมาจารย์ฝู่ชิงเอ่ยขึ้นอย่างลนลาน กาติรัสไม่กล่าวตอบ ใบหน้าของชายหนุ่มไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ด้วยเหตุนี้ มันยิ่งทำให้บรรยากาศกลับกลายเป็นอึดอัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปรมาจารย์ฝู่ชิง เขารู้สึกเหมือนตนเองถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ระดับปรมาจารย์ออกตัวพูดคุยด้วยตัวเอง ทว่า อีกฝ่ายกลับเมินเฉย! ปรมาจารย์ยูไคที่เห็นท่าไม่ดีจึงเอ่ยกล่าวขึ้น เขาหวังจะทำลายบรรยากาศแปลกๆนี้ทิ้งไป “แน่นอน เจ้าเป็นผู้ชนะเลิศย่อมมีสิทธิ์เข้าสถาบันมังกรโดยได้รับการรับรองจากพวกข้า” ปรมาจารย์ยูไคกล่าวพลางโยนตราสัญลักษณ์ปริศนาไปทางกาติรัส ตรานั้นพุ่งตรงดุจลูกศร ชายหนุ่มคว้าจับในทันใด “ตรานั่นคือการรับรองจากพวกข้า ตราเบญจราช” เพียงพริบตาเดียว สีหน้าของฝูงชนกลับกลายเป็นบิดเบี้ยวขึ้นมา ตราเบญจราช! ตราสัญลักษณ์ชิ้นนี้ประกอบไปด้วยรูปลักษณ์ของธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟตามทิศทั้งสี่ โดยที่ตรงกลางจะเป็นรูปของมนุษย์สวมงกุฎดุจราชา ทิศทั้งสี่บ่งบอกถึงเสาหลักที่ค้ำจุนดินแดมนุษย์เอาไว้ และตรงใจกลาง บ่งบอกถึงผู้ปกครองทั้งปวงแห่งแดนมนุษย์ “ท่านเทพมนุษย์” ผู้ใดครอบครองตราเบญจราช คนผู้นั้นคือผู้ที่ถูกยอมรับจากเสาหลักของดินแดนมนุษย์ หนึ่งในเสาหลักย่อมมีห้าปรมาจารย์อยู่ด้วย ตราดวงนี้จะเรียกว่าสมบัติระดับดินแดนก็มิปาน เพราะอภิสิทธิ์ของผู้ครอบครองนั้นคือการเดินเข้าออกวังเทพมนุษย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาต! หรือกระทั่ง ตอนที่เข้าร่วมโรงประมูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของดินแดนมนุษย์ เขาก็จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ไม่เว้นแม้แต่ สถาบันมังกร! เพียงชูตราเบญจราชขึ้นมา สถาบันมังกรพร้อมอ้าแขนรับเข้าเรียนทันที!! หนำซ้ำ ยังได้อยู่ในระดับชั้นที่สูงส่งกว่าคนอื่นด้วย กาติรัสที่ไม่รู้ความพิเศษของตราเบญจราช แต่ดูจากอากัปกิริยาของผู้คนรอบข้างแล้ว ตราสัญลักษณ์นี้อาจเป็นปัญหา! เขาเก็บมันเข้าไปในเสื้ออาภรณ์ก่อนจะมองปรมาจารย์ยูไคพลางเอ่ยขึ้น “มีสิ่งอื่นอีกหรือไม่? ของที่มันไม่ยุ่งยากเท่าตรานี้” “มี!” ปรมาจารย์ยูไคกล่าวพลางโยนม้วนกระดาษไปทางกาติรัส “สิ่งนั้นคือใบรับรอง พิธีการย่อมยุ่งยากกว่าตราเบญจราช แต่ดูเหมือนเจ้าแค่ไม่อยากเป็นเป้าสายตาจนเกินไป” กาติรัสคว้าจับใบม้วนกระดาษพลางเก็บเข้าไปในเสื้อ ก่อนเอ่ยขึ้นเสียงราบเรียบ “ถูกต้อง” ถ้าว่ากันตามหลักแล้ว ตราเบญจราชย่อมทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนทั่วทั้งดินแดนมนุษย์ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเมืองหลวงเทพมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่า  กาติรัสได้ยินมาว่า ห้าปรมาจารย์คือจุดสูงสุดของดินแดนมนุษย์ พวกเขาเป็นรองเพียงแค่ท่านเทพมนุษย์เท่านั้น แต่ที่ไหนได้ มันกลับมีตัวตนแบบเทพสงครามปรากฏกายขึ้นมา! บางที อาจมีสัตว์ประหลาดเฒ่าเร้นกายอีกจำนวนมาก พวกมันแค่รอเวลาอันสมควร ดังนั้น การใช้ตราเบญจราชย่อมสะดุดตาจนเกินไป ชายหนุ่มเลือกจะใช้วิธีการที่ธรรมดากว่านั้น “เจ้าฉลาดดีนี่” กาติรัสเผยรอยยิ้มเล็กน้อย แววตาของชายหนุ่มมองปรมาจารย์ยูไคอย่างมีเลิศนัย เพียงพริบตาเดียว เรือนร่างของเขาก็หายวับไป ผู้คนโดยรอบต่างถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในที่สุด! พวกเขาก็สามารถหายใจได้คล่องเสียที! แรงกดดันไร้ลักษณ์เลือนหายไปพร้อมกับร่างของกาติรัสที่อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย ห้าปรมาจารย์ต่างทึ่งกันไปตามๆกัน แม้กระทั่งพวกเขาก็ไไม่อาจมองเห็นการเคลื่อนไหวของกาติรัสได้ทัน! “ท่านพี่ยูไค ถึงขั้นให้ตราเบญจราชไปกับมัน ไม่กลัวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่หรอกหรือ?” ปรมาจารย์ธูมัสถามเสียงเรียบ เขาคิดยังไงก็ไม่เข้าใจการกระทำของปรมาจารย์ยูไค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้าปรมาจารย์ต่างใช้ตราเบญจราชเดียวกัน กล่าวได้ว่าตราเบญจราชเป็นของส่วนรวม! โดยลงความเห็นกันว่าจะเก็บที่ปรมาจารย์ยูไคเพราะเขาเป็นผู้นำมากที่สุด แต่ทว่า ผู้นำที่เหล่าปรมาจารย์ไว้ใจกลับมอบของสำคัญระดับดินแดนให้กับผู้อื่น มันสร้างความไม่พอใจอย่างมาก “ยูไค! ถ้าเจ้าให้สิ่งอื่นแก่มัน ข้าจะไม่ตำหนิเจ้าเลย แต่นี่ตราเบญจราช…” ปรมาจารย์ฝู่ชิงกล่าวเสียงสั่น เขาไม่พอใจอย่างมาก อภิสิทธิ์ของตราเบญราชนั้นทำให้ใช้ชีวิตได้สะดวกสะบาย หนำซ้ำ ตราเบญจราชเปรียบดั่งการยอมรับจากเสาค้ำจุน ผู้ที่ครอบครองอาจนำไปทำในเรื่องไม่ดี! ท่ามกลางความไม่พอใจของเหล่าปรมาจารย์ ปรมาจารย์ยูไคกลับปิดปากเงียบ คราวนี้เองที่ปรมาจารย์โชลิชได้พูดขึ้น “ข้าเห็นด้วยกับท่านพี่ยูไค” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนกล่าวต่อ “พวกท่านย่อมได้เห็นศักยภาพของเจ้าเด็กนั่นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านพี่ฝู่ชิง ท่านน่าจะเข้าใจพลังของมันได้ดีที่สุด” เหล่าปรมาจารย์ที่ได้ฟังดังนั้นต่างก็พยักหน้ายอมรับพลางครุ่นคิด คำพูดของปรมาจารย์โชลิชทีเหตุผลที่หนักแน่น “ข้าเห็นว่าท่านพี่ยูไคพยายามสานสัมพันธไมตรีกับเด็กนั่น มันไม่ดีกว่าหรือที่เราจะยอมเสียของสำคัญเพื่อให้เจ้าเด็กนั่นติดบุญคุณพวกเราไว้” ปรมาจารย์โชลิชกล่าวพลางมองสีหน้าของปรมาจารย์คนอื่นๆ พวกเขาต่างแสดงใบหน้าขมขื่นออกมา “ท่านพี่ฝู่ชิง---ท่านเรียกมันว่าอสูรกาย เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าพรสวรรค์ของมันนั้นน่ากลัว!! ในทางกลับกัน หากมันไม่เป็นภัยต่อเรา มันก็เปรียบดั่งอัจฉริยะในรอบหลายหมื่นปี เด็กสิบห้าสิบหกปีที่สามารถต่อกรกับปรมาจารย์แห่งดินแดนมนุษย์! อย่างไรเสีย ตราเบญจราชพวกเราก็ไม่ค่อยได้ใช้กันอยู่แล้ว ตั้งแต่พวกเราย่างกรายเข้าสู่อายุพันปี พวกเราต่างเร้นกายจากโลกภายนอกกันอยู่แล้ว เช่นนั้นตราเบญจราชจะไปมีประโยชน์อันใดอีกเล่า?” ปรมาจารย์โชลิชอธิบาย เหล่าปรมาจารย์ที่ได้ฟังดังนั้นต่างคอตกพลางพวกศีรษะ สิ่งเดียวที่เหล่าสัตว์ประหลาดมีนิสัยเหมือนกัน คือการปลีกตัวออกจากทางโลก! พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องใช้ตราเบญจราชเลย เพียงแต่… ปรมาจารย์ธูมัส,ปรมาจารย์ฝู่ชิง,ปรมาจารย์โหวู๋ พวกเขาก็แค่เสียดายความทรงจำดีๆเหล่านั้น ตราเบญจราชเปรียบดั่งหน้าต่างของความทรงจำ “เฮ้อ---ข้าเข้าใจพวกท่านแล้ว” ปรมาจารย์โชลิชกล่าวเสียงสลด “อดีตหรืออนาคต ช่างมันปะไรเสีย สิ่งสำคัญคือปัจจุบัน ปัจจุบันตอนนี้ที่เราอยู่พร้อมหน้ากันทั้งห้าคน!” สิ้นคำกล่าวของปรมาจารย์โชลิช เหล่าปรมาจารย์คนอื่นต่างเผยอยิ้มเล็กน้อย คำพูดเหล่านั้นปลอบประโลมจิตใจได้อย่างดี ส่วนปรมาจารย์ยูไคที่พยายามคิดว่าจะอธิบายออกมายังไงดี ทว่า ปรมาจารย์โชลิชกลับพูดความในใจของเขาออกไปหมดแล้ว ปรมาจารย์ยูไคแย้มยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น “ฮ่าฮ่าฮ่า! ใช่แล้ว! น้องโชลิช! เจ้าก็มีมุมที่เป็นผู้ใหญ่เหมือนกันนี่! วะฮ่าฮ่าฮ่า” ปรมาจารย์โหวู๋หัวเราะลั่น ร่างใหญ่ยักษ์ใช้แขนโอบรอบศีรษะของปรมาจารย์โชลิชอย่างเริงร่า “ว่าไปนั่น” ปรมาจารย์โหวู๋สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา สายตาของเขามองไปทิศที่เมืองหลวงเทพมนุษย์ตั้งอยู่ “คลื่นลูกใหญ่บังเกิดขึ้นแล้ว…” … เวลาผ่านพ้นไปถึงหนึ่งวันเต็ม กาติรัสใช้กำลังฝีเท้าทะยานร่างสู่เมืองหลวงเทพมนุษย์ตั้งแต่หัววันจนเช้าของอีกวันแล้ว ท่ามกลางป่าเขาและต้นไม้มากมาย เงาร่างของชายหนุ่มต่างวิบวับวิบวับดุจภูติผี เพียงพริบตาเดียว กาติรัสก็พ้นป่าใหญ่ ในขณะนี้ ชายหนุ่มกำลังยืนอยู่บนหน้าผาสูงชัน เบื้องหลังของเขาเป็นป่าดิบชื้นขนาดยักษ์ ชายหนุ่มที่ทอดมองลงมาจากเบื้องบน ภาพเบื้องหน้าปรากฏป่าไม้ครอบคลุมเป็นบริเวณกว้าง ทว่า จากจุดที่กาติรัสยืนอยู่ เขาสามารถมองเห็นเมืองๆหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปไกลแสนไกล เงาของเมืองนั้นเลืองลางอย่างยิ่ง ฉับพลัน ชายหนุ่มเร่งรุดหน้าสู่เป้าหมายอย่างไม่ลดละ สายเลือดของเขาคืออันเดดครึ่งก้าวสู่สายเลือดอันเดดบริสิทธิ์ ไม่จำเป็นต้องนอนหลับ! ด้วยข้อได้เปรียบมหาศาลนี้ทำให้ชายหนุ่มใช้เวลาเดินทางจากมหาแผ่นดินมาเทพมนุษย์เพียงหนึ่งวันเท่านั้น “ถ้าบินอาจจะเร็วกว่านี้… แต่ข้าอยากใช้เวลานี้สำรวจภูมิประเทศไปด้วยเลยดีกว่า” … ณ เมืองหลวงเทพมนุษย์ เมืองหลวงของเทพมนุษย์ปกคลุมไปด้วยลำน้ำโดยรอบ แต่ทว่า ลำน้ำนี้กว้างใหญ่ดุจทะเลสาบขนาดย่อมๆ โดยที่เมืองหลวงเทพมนุษย์ตั้งอยู่ ณ ใจกลางทะเลสาบ สะพานหินสีขาวทอดยาวจากผืนดินของโลกภายนอกสู่เมืองหลวงเทพมนุษย์ ภาพเบื้องหน้างดงามดุจดั่งประติมากรรมของเทพเจ้า เสียงของระลอกคลื่นดังขึ้นอย่างแผ่วเบา สายน้ำที่สาดกระทบสะพานหิน บรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกสดชื่นและคึกคักได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะมองจากภายนอก ตัวอาคารในตัวเมืองต่างก็มีแต่สีขาวบริสุทธิ์ สีขาวของมันเป็นสีขาวที่ลงตัว ไม่ได้ขาวกระจ่างจนแสบแก้วตาแต่อย่างใด เมืองแห่งนี้ราวกับเมืองของเทพไม่มีผิด ถึงกระนั้น ขนาดของเมืองหลวงเทพมนุษย์มีขนาดใหญ่กว่าที่คิด มันใหญ่กว่าเมืองศักดิ์สิทธิ์นับร้อยเท่าพันเท่า!! มันไม่เกินไปเลยที่จะถูกเรียกว่าจักรวรรดิ!! มันมีขนาดใหญ่เกินคำว่าเมืองจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทะเลสาบนั้นก็กว้างใหญ่เกินไป ใหญ่กว่าทะเลสาบที่ผู้คนเข้าใจกันเสียอีก! หากถูกบอกมาว่าเป็นทะเลพวกเขาย่อมเชื่อเป็นแน่! ในขณะนี้ บริเวณตลาดเบญจราชต่างเต็มไปด้วยความอึกทึกครึกโครม ตลาดแห่งนี้ประดับไปด้วยรูปปั้นของเสาหลักตั้งตระหง่าน รูปปั้นเหล่านั้นต่างมีขนาดใหญ่โตโอฬารสูงราวสามสิบเมตรเลยทีเดียว ต่างประกอบไปด้วย สี่ปรมาจารย์,เทพสงคราม,เทพอักขระ,เฮนโรวและท่านเทพมนุษย์… เนื่องจากตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถาบันมังกรมากนัก มันไม่ยากไปเลยที่จะหาเหล่าเด็กนักเรียนในบริเวณนี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน หนึ่งในสิบคนต้องมีคนที่สวมเครื่องแบบของสถาบันมังกรอยู่ สถาบันมังกรให้อิสระในการท่องเที่ยว เหตุนั้นเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์! แต่ทว่า สิ่งหนึ่งที่สะดุดตามากที่สุด คงจะเป็นผู้คนที่สวมอาภรณ์หรูหราดูดีมีสกุล ในขณะเดียวกัน พวกเขาเหล่านั้นต่างก็มีบุคคลที่เดินตามหลังมา หากสังเกตผู้ที่เดินตามหลังมาดีๆ จะพบว่า… พวกเขาต่างสวมปลอกคออยู่ “โอ้!? แม้แต่ผู้คนของราชอาณาจักรเทพยังต่อต้านเรื่องนี้ แต่สถานที่แห่งนี้ กลับปล่อยตามสะดวก…” กาติรัสกล่าวขึ้นในใจด้วยความทึ่ง เขาไม่คิดไม่ฝัน ช่วงเวลาผ่านพ้นมาถึงสามพันปี ถึงกระนั้น โลกใบนี้กลับถดถอยลง… ในยุคที่มหาสงครามลุกโชติช่วง การพบเจอทาสย่อมเป็นเรื่องปกติ กาติรัสปัดความคิดยุ่งยากทิ้งไปก่อนเอ่ยขึ้น “บางที---มันอาจจะเป็นผลดีต่อแผนการของข้าก็ได้” ..สเตตัสปัจจุบัน...
    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์เลเวล:10,315 พลังกาย:55,811,078 พลังเวทย์:55,997,991 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ