เมื่อเสร็จสิ้นจากการเรียนวิถีปราณโอสถ มู่เชียน ฉวนสี่ โม่เจี้ยน และหยางอี้ปินก็เดินออกมาจากโถงเรียนเพื่อกลับเรือนพักพร้อมกัน
“เหตุใดข้ารู้สึกว่าทางกลับเรือนพักมันไกลกว่าทุกครั้ง โอย…. ท้องของข้า….” โม่เจี้ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหย เขาอาเจียนไปอีกสองครั้งในช่วงบ่ายที่ผ่านมา ชายหนุ่มก้าวเดินอย่างหมดเรี่ยวแรงไปตามทาง ดวงตาสีฟ้าของเขาลึกโหลจนน่าสังเวช
“เอ๋ ไกลหรือ? ….ข้าว่าก็เหมือนทุกทีนี่นา….” หยางอี้ปินเอ่ยด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ วันนี้เขาได้ร่ำเรียนสิ่งที่ตนชื่นชอบ อีกทั้งได้รับความรู้เกี่ยวกับร่างกายอันไม่สามารถหาได้จากที่ใดเช่นนี้ เขามีความสุขมาก
“ศิษย์น้องมู่ เหตุใดเจ้าเอาชนะเทพธิดาอิงนั่นได้ นั่นยอดยุทธระดับกลางเชียวนะ” หยางอี้ปินผู้ยังมีพลังล้นเหลือเอ่ยกับมู่เชียนอย่างร่าเริง
“ชิ เทพธิดาอันใดกัน บ้าคลั่ง เจ้าอารมณ์เพียงนั้น ข้าว่าควรเรียกเป็นนางมารเสียมากกว่า จริงสิ เสี่ยวเชียนเจ้าบาดเจ็บตรงไหนบ้าง ข้าเห็นนางตีถูกเจ้าตั้งหลายครั้ง เจ็บแขนหรือไม่ ?” โม่เจี้ยนเหลือบมองที่แขนของมู่เชียนอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นอันใดหรอกเจ้าค่ะ ชุดของข้าเป็นชุดเกราะเวทย์ นางตีถูกข้าจริงๆไม่กี่ทีเท่านั้น ” มู่เชียนตอบศิษย์พี่ด้วยรอยยิ้ม
“กลับไปอย่าลืมทายาด้วยเล่า…” โม่เจี้ยนยังคงกำชับต่อไปราวกับตาแก่
“ศิษย์น้องโม่ อย่ากังวลไปเลย ข้าเห็นศิษย์น้องมู่พัฒนาฝีมือขึ้นมาก เพียงนักยุทธ์ก็สามารถต่อสู้กับยอดยุทธ์ได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ อีกหน่อยข้าและเจ้าคงถูกนางทิ้งไว้เบืองหลังเป็นแน่” ฉวนสี่เอ่ยขึ้นพร้อมมองมู่เชียนด้วยดวงตาชื่นชม
“นั่นสิ ข้าว่าดูไปแล้วเจ้าดูอาการหนักกว่านางเสียอีกนะ” หยางอี้ปินเอ่ยตามจริง ทว่าโม่เจี้ยนฟังแล้วรู้สึกขัดหูยิ่ง
“ศิษย์น้อง หมื่นธาตุพิษที่เจ้าใช้ตอนนั้น หรือว่าจะเป็นคัมภีร์พิษที่ร้ายกาจที่สุดในตำนานนั่น… ไม่ต้องอาศัยวัตถุดิบใด ใช้เพียงปราณธาตุต่างๆในร่างก็สามารถปรุงยาพิษที่มิอาจมีผู้ใดถอนออกมาได้ ! ” หยางอี้ปินผู้รอบรู้เอ่ยถามด้วยดวงตาเป็นประกาย
“น่าจะใช่เจ้าค่ะ” มู่เชียนยิ้มรับ
“เยี่ยมเลย ศิษย์น้องขอข้าดูสักหน่อยได้หรือไม่ ?” หยางอี้ปินเอ่ยถามด้วยตาเป็นประกายแวววาว
“นั่นสิ เสี่ยวเชียน เคล็ดวิชาในตำนานเชียวนะ ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นเช่นกัน เจ้าเอาออกมาให้ข้าดูหน่อยสิ”
ฉวนสี่มีสีหน้ากระอักกระอ่วน รู้สึกขัดเขินในการกระทำอันไร้มารยาทของศิษย์น้องทั้งสองอยู่บ้าง
“ไม่ได้..!” เสี่ยวจิ้งปรากฏตัวขึ้นบนไหล่ของนางอย่างกะทันหัน ร่างของชายหนุ่มทั้งสามพลันสะดุ้งขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจ
“เคล็ดวิชานี้มีค่ายิ่ง ข้าเลือกเฟ้นตั้งนานจึงคัดออกมาให้นางได้ พวกเจ้าเป็นใครกันจึงจะขอดูได้ง่ายๆ! ”
คัมภีร์นี่ร้ายกาจขนาดที่พี่สามยกให้เป็นหนึ่งในสามของคัมภีร์สุดรักสุดหวงในคลังของเขาเชียวนะ… ให้เจ้าพวกลูกลิงพวกนี้ดูง่ายๆก็เสียเปรียบน่ะสิ
“ขออภัยศิษย์พี่เจ้าค่ะ เคล็ดวิชานี้มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา เสี่ยวจิ้งจึงค่อนข้างกังวล” มู่เชียนเอ่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ ทำให้หยางอี้ปินหน้าเจื่อนไป ส่วนโม่เจี้ยนนั้นเห็นมู่เชียนมีทีท่าลำบากใจก็เอ่ยปากกลับลำทันทีอย่างไร้มโนธรรม
“หยางอี้ปิน ปกติแล้วเคล็ดวิชาส่วนตัวเป็นสิ่งมีค่ายิ่ง มีผู้ใดขอดูกันเรื่อยเปื่อยเช่นนี้บ้าง”
หยางอี้ปินอ้าปากเหวอไป
“.. เมื่อครู่เจ้ามิใช่..”
“ข้าก็แค่พูดเล่น เจ้าคิดว่าผู้อื่นจะบ้าวิชาเหมือนเจ้าหรือไร?” โม่เจี้ยนเอ่ยเสียงแข็งกับอดีตเพื่อนร่วมอุดมการณ์โดยไม่สบตา ทำให้หยางอี้ปินได้แต่อ้าปาก หุบปาก ราวกับอยากจะพูดแต่ไม่รู้จะพูดอะไร
เห็นท่าทีเช่นนั้นของหยางอี้ปินนั้นทำให้มู่เชียนรู้สึกขบขันและอดสงสารไม่ได้
“แต่หากศิษย์พี่หยางสนใจจริงๆ ข้าสามารถยกบางส่วนของคัมภีร์มาเอ่ยให้ท่านฟังได้นะเจ้าค่ะ”
“จริงหรือ? ขอบคุณศิษย์น้องมู่” หยางอี้ปินที่หน้าสลดก็กลับคลี่ยิ้มสดใสขึ้นอีกครั้งราวดอกไม้ผลิบาน ความรู้เท่านั้นที่เขาต้องการหาใช่ประสงค์ขโมยเคล็ดวิชาผู้อื่นไม่
ระหว่างทาง มู่เชียนและหยางอี้ปินพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ด้านปราณธาตุและปราณโอสถกันอย่างสนุกสนานโดยมีโม่เจี้ยนและฉวนสี่ร่วมฟังอยู่ด้วย
“ที่แท้.. ปราณธาตุที่แตกต่างกันนำมารวมกันในอัตราส่วนที่เหมาะสมสามารถทำให้เกิดโทษได้ขนาดนี้เชียวหรือ” หยางอี้ปินฟังทฤษฎีและผลของคัมภีร์หมื่นธาตุพิษแล้วก็รู้สึกทึ่งเป็นอย่างมาก
“ดูแล้ว ผู้เขียนตำราเล่มนี้ไม่เพียงแต่มีความคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังละเอียดอ่อนอย่างมากอีกด้วย ไม่รู้ว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ท่านใดเป็นผู้คิดค้นกัน” ฉวนสี่เอ่ยขึ้นบ้าง
“ข้าก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ ตำรามิได้ระบุผู้เขียน”
“เห็นพวกเจ้าอยากรู้นักข้าจะบอกให้ก็ได้” เสียงของเสี่ยวจิ้งแทรกขึ้นทำให้พวกเขาทุกคนหยุดฟัง
“เจ้ารู้ด้วยหรือ” หยางอี้ปินเอ่ยถามเสี่ยวจิ้งอย่างกะตือรือร้น
“ผู้คิดค้นตำรานี้ พวกเจ้าทุกคนรู้จักเขาในนามของเทพโอสถไงล่ะ” เสี่ยวจิ้งเอ่ยช้าๆด้วยท่าทีทรงภูมิ หากมู่เชียนฟังไม่ผิดดูมีความภาคภูมิใจอยู่ด้วย
“เทพโอสถเชียวหรือ !”
ฉายานี้หากกล่าวในโลกของผู้ฝึกตนแล้ว ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก ด้วยเทพโอสถนั้นมีชื่อเสียงอย่างมาก หลายร้อยปีก่อนเขาสร้างชื่อด้วยการครองอันดับหนึ่งทั้งด้วยวิถีปรุงโอสถ และปราณโอสถ การเยียวยารักษาของเขานั้นยอดเยี่ยมมากไม่ว่าบาดเจ็บหนักหนาเพียงใด ขอเพียงตามหาเขาพบย่อมสามารถรักษาให้กลับมาเหมือนดังเดิม
เคยมีกรณีที่บุรุษผู้หนึ่งต้องพิษจนกลายเป็นกระดูกไปทั้งร่าง เหลือเพียงศีรษะและหัวใจที่ยังเต้นอยู่อย่างแผ่วเบา ไม่ว่าหมอหรือผู้ปรุงโอสถคนใดล้วนส่ายหน้า กล่าวว่าหมดทางเยียวยา
ทว่าเคราะห์ดี บุญพาวาสนาส่งให้เทพโอสถปรากฏตัวขึ้น เพียงไม่ถึงสองชั่วยามร่างของบุรุษผู้นั้นก็กลับมาแข็งแรงดังเดิม … ภายหลังเขากลายเป็นเจ้าครองแคว้นแห่งหนึ่ง ราชวงศ์ของแคว้นนั้นทุกคนล้วนสาบานตนเป็นทาสของเทพโอสถ ขอเพียงมีคำสั่งมาไม่ว่าบุกน้ำลุยไฟ ลูกหลานราชสกุลเยี่ยนทุกคนต้องปฏิบัติตามไม่เว้น
แม้ชื่อเสียงของเทพโอสถจะเป็นที่กล่าวขานแต่กลับไม่มีผู้ใดทราบหน้าตาที่แท้จริง หรือชื่อแซ่ของเขา ที่อยู่ของเขาก็ไม่เป็นหลักแหล่ง กลายเป็นบุคคลที่ลึกลับอย่างยิ่ง เขามักปรากฏกายในชุดคลุมสีแดงตั้งแต่หัวจรดเท้า เรียกร้องค่ารักษาเป็นของแปลกๆ และจากไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นถามไถ่ หรือตอบแทนใดๆทั้งนั้น
“ไม่ผิดแล้ว…ตำราที่เทพโอสถคิดค้นขึ้น ย่อมพิสดารอย่างยิ่ง” หยางอี้ปินพยักหน้ากับตนเอง ใบหน้าปรากฏความเลื่อมใสชื่นชมขึ้น
“น่าเสียดาย หลายร้อยปีแล้วที่ไม่เคยมีผู้ใดพบเทพโอสถ ท่านผู้นั้นไม่รู้หายสาปสูญไปที่ใด ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ?” ฉวนสี่เอ่ยทอดถอนใจ
“เป็นไปได้ว่ายังมีชีวิตอยู่ เคยมีผู้คาดเดาว่าระดับการฝึกตนของเขานั้นไม่น่าต่ำกว่ามหาราชันย์ยุทธ์” หยางอี้ปินตอบโต้ทันที ด้วยความที่ชื่นชอบวิถีปราณโอสถเป็นพิเศษ เขาย่อมเคยศึกษาประวัติของท่านเทพโอสถมาไม่น้อย เขาไม่เชื่อว่าตัวตนในตำนานอันยิ่งใหญ่จะเสียชีวิตไปเงียบๆเช่นนี้
มู่เชียนได้ยินเรื่องเกี่ยวกับอายุของมหาราชันย์ยุทธ์เป็นครั้งแรกก็นึกสงสัยขึ้น จึงเอ่ยถามเสี่ยวจิ้งในใจ
‘เสี่ยวจิ้ง ผู้ฝึกระดับมหาราชันย์ยุทธ์อายุยืนมากหรือ?’
‘อ้อ… เจ้าไม่ทราบสินะ ในทวีปแห่งนี้ตัวตนระดับผู้ฝึกตนชั้นสูงนั้นไม่ปรากฏมานับร้อยปีแล้ว ย่อมถูกลืมเลือนไปบ้าง…’ เสี่ยวจิ้งนิ่งรวบรวมความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนไล่เลียงโดยละเอียดให้เด็กสาวฟัง
‘ผู้สำเร็จระดับราชันย์ยุทธ์ขึ้นไปจะมีอายุยืนยาว 100-200 ปี
มหาราชันยุทธ์ 200-500 ปี
เหนือยุทธ์ 1000 ปี
กึ่งเทพยุทธ์ 1000 ปีขึ้นไป
เทพยุทธ์นั้นแน่นอนว่ายืนยงอยู่คู่มิติแห่งนี้’
มู่เชียนกะพริบตาปริบๆ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้รู้เรื่องเกี่ยวกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงที่แท้จริง
อายุนับร้อยนับพันปี… คนพวกนั้นยังนับได้ว่าเป็นมนุษย์อีกหรือ ทันใดนั้นนางหันมองเสี่ยวจิ้งแล้วก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย
‘เสี่ยวจิ้ง แท้จริงแล้วเจ้าอายุเท่าใดกันแน่ ?’
‘หึ…อายุหรือ ของพรรค์นั้น ข้าจำไม่ได้แล้ว นับแต่เทพบิดาให้กำเนิดมิติแห่งนี้ ข้าก็อยู่มาตลอด เจ้าสามารถเรียกข้าว่าท่านปู่ท่านทวด หรือผู้อาวุโสก็ได้’
เสี่ยวจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจอะไร ทว่าดวงตาเย่อหยิ่งและจมูกที่บานออกเล็กน้อยเป็นท่าทีที่เขามักแสดงออกในยามรู้สึกภูมิใจในตนเอง
‘เก็บอาการไม่เก่งเลยสักนิด’ มู่เชียนนึกขำกับท่าทีภาคภูมิใจแบบเด็กน้อยของเสี่ยวจิ้ง อย่างไรนางก็ไม่อาจเห็นเขาเป็นผู้อาวุโสได้จริงๆ
‘อ้อ มิน่าเจ้าถึงชอบเกาะไหล่ข้าเดินทางไปมานัก ข้ายังคิดว่าเจ้าขี้เกียจ ที่แท้ข้าแบกตาแก่คนหนึ่งอยู่ตลอดนี่เอง’
เสี่ยวจิ้งหันขวับมา ไอร้อนสีขาวพวยพุ่งออกมาจากลมหายใจของเทพอสูรน้อยทันที
‘เจ้าว่าใครเป็นตาแก่.. ! รอเจ้ากลายเป็นยายแก่หนังเหี่ยว… ลูกหลานเจ้าทั้งตระกูลผมขาวโพลนหมดแล้วข้าก็ยังสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เลย ถึงยามนั้นข้าจะเอ่ยคำว่าแก่ให้เจ้าฟังทั้งวันทั้งคืนเลย…!! โลกของผู้ฝึกตนไหนเลยจะมองที่อายุอย่างเดียวได้ ?!’
‘อืมม…. นั่นสิ… เช่นนั้นเจ้าก็เป็นเสี่ยวจิ้งของข้าต่อไปก็แล้วกันนะ’
เสี่ยวจิ้งรู้ว่าตนเองเสียท่าก็พ่นควันร้อนวูบหนึ่งใส่เส้นผมของมู่เชียนอย่างอารมณ์เสีย เห็นเส้นผมสีน้ำตาลปอยหนึ่งของนางเปลี่ยนเป็นหงิกงอแล้วก็ค่อยสาสมใจ จากนั้นเทพมังกรน้อยก็สะบัดก้นหลบเข้าไปอยู่ในร่างของเด็กสาวทันที
“ฮ่าฮ่าฮ่า…..”
จู่ๆศิษย์น้องหญิงก็หัวเราะชอบใจออกมา ศิษย์พี่ทั้งสามด้านข้างก็หันมามองด้วยความแปลกใจ
ณ เรือนพักของมู่เชียน
มู่เชียนเพิ่งก้าวเข้ามาในบริเวณลานด้านหน้า เสี่ยวจือจือในร่างเด็กน้อยน่าเอ็นดูก็ปรากฏตัวขึ้นหน้าประตูเรือนทันทีพร้อมด้วยรอยยิ้มดีใจ
“คารวะคุณหนูเจ้าค่ะ…” ร่างของจือจือผลุบตัวคารวะเล็กน้อยอย่างร่าเริง ในมือของนางมีถาดพร้อมน้ำชาสองถ้วยไว้รอต้อนรับ ทว่านางกลับไม่เห็นเสี่ยวจิ้งอยู่ด้วย
“เอ๋…ท่านเสี่ยวจิ้งเล่าเจ้าคะ..?” แม้เสี่ยวจิ้งมักจะหลบอยู่ในตัวของมู่เชียนเป็นส่วนใหญ่ ทว่ายามอยู่ในเรือนก็มักจะปรากฏตัวออกมาเพื่อพูดคุยกับนางเสมอ คราวนี้ไม่เห็นเขานางจึงเอ่ยถามขึ้นมา
มู่เชียนใช้นิ้วมือข้างหนึ่งยกขึ้นมาจ่อที่ปากเป็นสัญญาณให้จือจือไม่ต้องถามถึง เสี่ยวจิ้งกำลังงอนอยู่ หากยังวุ่นวายกับเขาต่อไปอาจจะพัฒนาเป็นความโกรธแล้ว
เสี่ยวจือจือได้รับสัญญาณจากนายหญิงก็พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
“การเรียนวันนี้เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ เหน็ดเหนื่อยหรือไม่?” เสี่ยวจือจือยื่นถ้วยน้ำชาให้คุณหนูของตน จากนั้นก็เปิดประตูให้นายหญิงก้าวเข้าไปในเรือน
“หากเจ้าไปด้วยต้องตกใจแน่ๆ วันนี้ข้าเรียนวิชากับศพเชียวนะ มู่เชียนหันมาเอียงคอเอ่ยกับเสี่ยวจือจืออย่างหยอกล้อ คาดหวังว่าจะเห็นใบหน้าเล็กของเด็กน้อยซีดเซียวลงเช่นเคย
“ศพหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวจือจือขมวดคิ้วอย่างแปลกใจอยู่บ้าง ทว่ากลับไม่มีทีท่าขยะแขยงหวาดกลัวอย่างที่คาด
มู่เชียนพลันคิดได้ว่ายามนี้เสี่ยวจือจือของนางมิใช่สาวน้อยอ่อนแอคนเดิมที่กลั่นแกล้งได้ง่ายดายแล้ว นางกลายเป็นสัตว์อสูรของแท้ไปแล้ว…
ท่าทีของนายหญิงที่มองมาอย่างผิดคาดทำให้เสี่ยวจือจือที่ไวต่อความรู้สึกทำตัวไม่ถูก ท่ามกลางความกระอักกระอ่วน มู่เชียนก็ยิ้มให้นางอย่างเป็นธรรมชาติแล้วเอ่ยต่อทันที
“จริงสิ จือจือ วันนี้มีคนหาเรื่องคุณหนูของเจ้าด้วย เป็นถึงยอดยุทธ์ระดับกลางทีเดียว”
ดวงตาสีน้ำเงินของจือจือพลันเข้มขึ้น นางรีบมองสำรวจร่างของมู่เชียนแล้วก็พบร่องรอยการต่อสู้จริง สาวใช้ตัวน้อยรีบเข้ามาปรนนิบัติมู่เชียนให้ถอดชุดคลุมออก ชุดเกราะเวทย์นี้คงหมดฤทธิ์ไปแล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ ระหว่างนั้นก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ใครหรือเจ้าคะคุณหนู ต้องการให้ข้าไปสั่งสอนหรือไม่ ?”
มู่เชียนถอดชุดคลุมออกแล้วก็เดินไปนั่งลงที่โต๊ะกลมกลางห้อง หมุนถ้วยชาพร้อมครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยตอบ
“ไม่จำเป็นหรอก เป็นเพียงการประมือฉันท์มิตรเท่านั้น ข้าดูแล้วนางมิได้มีเจตนาร้ายอันใด” หากเป็นผู้อื่นที่รกหูรกตากว่านี้ ให้จือจือจัดการไปก็ไม่เลวเหมือนกันนะ… !
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ แต่คุณหนูโปรดอย่าลืม ต่อไปหากมีอันตรายต้องเรียกข้านะเจ้าคะ” เสี่ยวจือจือเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาสีน้ำเงินมีความห่วงใยเอ่อล้นออกมา
จากพันธสัญญาสัตว์อสูรขั้นสูงที่พวกนางมีต่อกันนั้น มู่เชียนสามารถสื่อสารกับนางได้ตลอดเวลา และขอเพียงผู้เป็นนายต้องการ เสี่ยวจือจือก็สามารถไปปรากฏตัวข้างกายนางได้ในเวลาเพียงชั่วอึดใจ นางกลัวแต่เพียงนายหญิงจะไม่เรียกหานางเท่านั้น
เห็นเสี่ยวจือจือเป็นห่วงปานนี้ มู่เชียนก็ยื่นมือมาลูบหัวเด็กน้อยแล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“หากมีอันตรายข้าจะเรียกเจ้าแน่นอน เจ้าเป็นองครักษ์อันดับหนึ่งของข้าเชียวนะ !”
ในขณะที่เสี่ยวจือจือยิ้มอย่างดีใจ เสี่ยวจิ้งที่ยังงอนอยู่ในร่างของมู่เชียนกลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างยิ่ง
หึ… เจ้าเด็กสองคนนี้เห็นข้าเป็นอะไรกัน ?
หากพบอันตรายจริง มีหรือเขาจะใจแข็งปล่อยให้นางเผชิญหน้าอยู่เพียงลำพังได้…