สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้กลับมาสงบสุขอีกครั้งหนึ่งแล้วหลังจากที่แคว้นเหอฉีสถาปนาความสัมพันธ์กับแคว้นิได้นับวันการค้าของแคว้นเหอฉียิ่งเจริญรุ่งเรืองเป็อย่างมาก
ทางด้านความสัมพันธ์กับเมืองหลวง ก็เหมือนว่าจะกลับมาดีดั่งแต่ก่อนเมื่อหวังหย่งรับหน้าที่เป็ทูตเจรจาไกล่เกลี่ยขอพิพาทในระยะเวลาที่ผ่านมา
ผลจากความสัมพันธ์ระหว่างสองเมืองนี้ส่งผลให้ทุกฝ่ายในแคว้นเหอฉีได้รับผลประโยชน์กันทั่วหน้า ฝ่ายหนึ่งคือประชาชนและขุนนางคนอื่นๆ สามารถทำการค้ากับเมืองหลวงและเหอผิงได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องผ่านนายหน้าอย่างใต้เท้าลี่ถังอีกต่อไป อีกฝ่ายหนึ่งคือใต้เท้าลี่ถังแม้จะสูญเสียเส้นทางการค้าที่สำคัญอย่างเมืองหลวงและเหอผิงไป แต่ก็สามารถเปิดการค้ากับิได้อย่างเต็มที่สินค้ามากมายถูกนำเข้ามาขายยังเหอฉี และบางส่วนถูกส่งต่อผ่านคนกลางไปยังเมืองหลวงเหล่านี้ได้สร้างกำไรให้กับใต้เท้าลี่ถังอย่างมากมาย
องค์รัชทายาทก็ดูจะพอพระทัยกับสถานการณ์ที่เป็อยู่นี้สังเกตได้จากการประชุมขุนนางในทุกครั้ง พระองค์ดูผ่อนคลายขึ้นมีอารมณ์ขันและหยอกล้อกับเหล่าขุนนางอย่างเป็กันเอง ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้วที่สำคัญ ดูเหมือนพระองค์จะให้ความสำคัญกับหวังหย่งมากขึ้นกว่าแต่ก่อน หลายๆครั้งที่พระองค์ถามความเห็นจากหวังหย่งและพระองค์ก็ดูจะเห็นดีเห็นชอบไปกับเขาด้วยเช่นกัน
หวังหย่งยังคงทำหน้าที่ของเขาอย่างปกติทุกเช้าหลังเลิกประชุมเขาจะปลีกตัวไปพูดคุยกับราชครูและอัครมหาเสนาบดีเพียงเวลาสั้นๆจากนั้นก็รีบกลับเข้าตำหนักและไม่ออกจากตำหนักอีกเลย เว้นแต่จะมีภารกิจที่จำเป็
ส่วนงานในหน้าเ้าหน้ากรมพิธีการใต้เท้าหวังเหล่ยแทบจะไม่มอบหมายงานอะไรให้เขาทำเลย ด้านกิจการเกี่ยวกับเมืองหลวงก็ไม่มีอะไรจะต้องจัดการ ดังนั้นแล้ว ที่ผ่านมาเขาจึงเป็เสมือนคนว่างงาน ที่วันๆ เอาแต่เก็บตัวอยู่ในตำหนัก แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้มีความวิตกกังวลใดๆกับเื่นี้
องค์หญิงหนิงอันดีใจที่พระสวามีไม่ต้องผจญกับปัญหาอีกต่อไปตอนนี้ทุกคนรู้ดีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกับรัชทายาทกับราชบุตรเขยนั้นดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ซึ่งนั่นย่อมเป็สิ่งดีอย่างแน่นอน
เช้านี้หลังจากกลับจากประชุมขุนนางหวังหย่งใช้เวลาอยู่ที่ศาลากลางน้ำนานเป็พิเศษปกติเขาจะนั่งอ่านตำราและพักผ่อนอยู่ตรงนั้นเพียงไม่นานแต่วันนี้ดูเหมือนจะมีบางอย่างเกิดขึ้น ที่ทำให้เขามีเื่ต้องครุ่นคิดเป็พิเศษองค์หญิงหนิงอันเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปหา
“ใครๆ ก็บอกว่าเวลาท่านพี่เป็คนโปรดของเสด็จพี่แล้วแล้วทำไมท่านพี่ถึงต้องมานั่งเคร่งเครียดอยู่เช่นนี้เล่า”องค์หญิงหนิงอันเดินเข้าไปนั่งเคียงข้างพระสวามี พร้อมนำขนมและอาหารว่างมาเสริฟให้
หวังหย่งยิ้มรับพร้อมกับหยิบขนมขึ้นมาใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
“อือออ อร่อยดีนิฝีมือของเ้าพัฒนาขึ้นทุกวันเลยนะ” หวังหย่งหยิบใส่ปากไม่ยอมหยุด
“เห็นท่านพี่ชอบใจน้องก็ดีใจแล้วแต่น้องเห็นว่า วันนี้ั้แ่กลับมาจากประชุม ท่านพี่ดูเคร่งเครียดกว่าวันอื่นท่านพี่มีเื่ใดไม่สบายใจ พอจะบอกน้องได้หรือไม่”
“เ้านี่นะอ่านใจข้าถูกไปหมดทุกอย่าง ไม่เคยมีสิ่งใดที่ข้าจะปิดบังเ้าได้เลย เห้ออออ”หวังหย่งดึงตัวองค์หญิงหนิงอันมาไว้ในอ้อมกอด พลางถอนหายใจ ทำเอาองค์หญิงหนิงอันใต้องรีบขอโทษเป็การใหญ่
“น้องผิดไปแล้วที่ทำเช่นนี้ก็เพราะน้องเป็ห่วงท่านพี่ ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่นเลยท่านพี่โปรดให้อภัยน้องด้วย”
“ฮ่าๆๆๆๆ เ้าคิดมากไปแล้ว” หวังหย่งรีบบอก “ที่ข้าถอนหายใจไม่ใช่เพราะว่าเ้าที่คอยจับผิดข้า แต่ข้าถอนหายใจก็เพราะว่าบัดนี้เวลาของความสงบมันกำลังจะหมดไปแล้วต่างหาก”
“ท่านพี่หมายถึงอะไรน้องไม่เข้าใจ”
“มานี่ ข้าจะเล่าให้ฟัง” หวังหย่งคลายอ้อมกอดลงบัดนี้เขานั่งเผชิญหน้ากับองค์หญิงหนิงอันบนศาลาริมน้ำด้วยท่าทีที่กระฉับกระเฉงมากขึ้น สีหน้าแววตา ดูจริงจังและวิตกกังวลเขาค่อยเอ่ยอย่างช้าๆ
“เมื่อกี้เ้าพูดว่าข้าเป็คนโปรดของรัชทายาทใช่หรือไม่ ใช่ข้าเป็ แต่เ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด ที่อยู่ๆ รัชทายาทถึงมีท่าทีที่เปลี่ยนไปนั่นก็เพราะว่าพระองค์อยากได้ข้าไปร่วมงานด้วย ซึ่งแน่นอนหากเป้าหมายของพระองค์ยังเป็บัลลังก์ของฮ่องเต้ข้าก็คงจะร่วมด้วยไม่ได้ เช่นนั้น เ้าจะให้ข้าทำอย่างไร”
“น้องคิดว่าเสด็จพี่คงไม่กล้าคิดการใหญ่เช่นนั้นแน่ทุกวันนี้บ้านเมืองก็สงบดีอยู่แล้ว ทำไมต้องสร้างความโกลาหลอีกละ” องค์หญิงพยายามจะไม่เชื่อในสิ่งที่หวังหย่งพูดแม้จะรู้ดีว่า คนอย่างรัชทายาทลองตั้งใจทำอะไรแล้ว ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนใจได้ง่ายๆ
“ใครๆ ก็คิดเช่นนั้น แต่เ้าลองดูตอนนี้ทุกคนดูจะได้สิ่งที่ตัวเอง้า ใต้เท้าลี่ถังทำมาค้าขายกับแคว้นิได้กำไร ร่ำรวยมหาศาล ขณะที่คนอื่นๆก็ค้าขายกับเมืองหลวงได้อย่างอิสระกว่าแต่ก่อน ข้าเองก็ได้รับการยอมรับในที่ประชุมดูเหมือนทุกคนจะได้สิ่งที่ตนเอง้าหมดแล้ว แล้วรัชทายาทละ พระองค์ได้อะไรบ้าง”หวังหย่งหยุดนิดนึง เพื่อรอให้องค์หญิงได้คิด
“ไม่ได้อะไรเลย” องค์หญิงเอ่ยออกมาเบาๆ
“ถูกต้องพระองค์ไม่ได้อะไรเลยจากเหตุการณ์นี้ ถ้าเป็คนอื่นการดำรงอยู่ในอำนาจของแผ่นดินที่สงบสุขและอุดมสมบูรณ์ย่อมเป็ที่ปรารถนาแต่กับรัชทายาทคนนี้ มันไม่ใช่เช่นนั้น พระองค์้ามากกว่านั้นและพระองค์รู้ดีว่า คนรอบข้างของพระองค์ให้สิ่งนั้นกับพระองค์ไม่ได้ผู้นำที่ทะเยอทะยาน หากไร้ซึ่งกุนซือที่เก่งกาจ ก็เป็ได้แค่ทรราชที่รอวันถูกปะา”
“เสด็จพี่จึง้าท่านพี่เพื่อไปช่วยให้บรรลุเป้าหมายนี้” องค์หญิงตอบกลับมา
“แต่ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร” หวังหย่งกล่าวออกมาอย่างเศร้าๆพร้อมๆ กับที่เหมยลี่เด็กรับใช้ขององค์หญิงวิ่งเข้ามาหาคนทั้งสองที่ศาลากลางน้ำ
“กราบทูลองค์หญิงมีคนจากตำหนักรัชทายาท มาแจ้งว่า รัชทายาทเรียกตัวคุณชายให้ไปพบเป็การด่วนเพค่ะ”
หวังหย่งและองค์หญิงหันไปสบตากันโดยที่หวังหย่งไม่ได้แสดงท่าที่ใอะไรผิดกับองค์หญิงที่แสดงความวิตกออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านพี่คาดการณ์ไว้ไม่ผิดจริงๆ น้องจะไปกับท่านด้วย” องค์หญิงเสนอ
“ไม่ต้องหรอก ข้าจะไปคนเดียวเ้ารออยู่ที่นี่แหละ ข้าไปไม่นานหรอก” หวังหย่งลุกขึ้น เดินตามเหมยลี่ออกไป
หวังหย่งมาถึงตำหนักรัชทายาทในเวลาไม่นานนักเขาถูกนำตัวเข้าไปพบรัชทายาทยังห้องทรงงาน ที่นั่น หวังหย่งพบว่ามีรัชทายาทและหลี่ซือรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
“เป็เกียรติอย่างยิ่งที่เ้ารับคำเชิญของเรา เชิญ เชิญนั่งลงก่อน” รัชทายาทให้การต้อนรับอย่างเป็กันเอง หวังหย่งนั่งลงจิบน้ำชาที่รัชทายาทรินให้อย่างเต็มใจ
“เป็ข้าหม่อมฉันมากกว่าที่รู้สึกเป็เกียรติที่ได้รับเชิญจากรัชทายาทในครั้งนี้”
“ฮ่าๆๆ ดี เช่นนั้นก็ดีแล้วข้าเพียงแต่เพิ่งนึกได้ว่า เ้ามาอยู่ในจวนแห่งนี้ก็นานมากแล้วแต่พวกเราไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยกันเลยข้านี้ช่างเป็เ้าบ้านที่ไม่เอาไหนเสียจริงๆ”
“เช่นนั้นหม่อมฉันก็เป็แขกที่ไม่เอาไหนเช่นที่มาอยู่ตั้งนาน ยังไม่ได้มาคารวะเ้าของบ้านเลย รัชทายาทโปรดให้อภัยด้วย” หวังหย่งรู้ดีว่ารัชทายาทจะมาไม้ไหนเขาจำเป็ต้องตามน้ำไปก่อน ว่าไงว่ากัน
“ดี วันนี้เราได้พบกันแล้วข้าจะไม่เสียเวลาพูดนอกเื่ คนฉลาดอย่างเ้า น่าจะรู้ดีว่าเราเรียกเ้ามาทำไม” รัชทายาทลองหยั่งเชิงดูแต่หวังหย่งไม่หลงกลง่ายๆ
“หม่อมฉันเกรงว่าจะไม่ทราบ”
“เ้า้าอะไรกันแน่”รัชทายาทเริ่มมีน้ำเสียงดุดันขึ้นมา หวังหย่งไม่ตอบได้แต่นิ่งเงียบเขาเหลือบหันไปมองหลี่ซือแว๊บนึง จนรัชทายาทสังเกตเห็นได้
“เ้าไม่ต้องกังวลหลี่ซือทำงานกับข้ามานาน มีอะไรก็พูดออกมาได้เลย”
หวังหย่งยังคงไม่ยอมปริปากพูดจนรัชทายาทต้องเปลี่ยนท่าที
“หลี่ซือ เ้าออกไปก่อน” รัชทายาทรับสั่งออกไปแต่ดูเหมือนหลี่ซือจะไม่ได้ยินหรืออย่างไร เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมจนรัชทายาทต้องรับสั่งอีกครั้ง “ข้าบอกให้เ้าออกไปก่อนไง” ได้ยินดังนั้นหลี่ซือได้แต่เดินคอตกออกจากห้องไป
“เอาละตอนนี้เหลือแค่เราสองคนแล้ว เ้าอยากจะพูดอะไรก็พูดมา”
หวังหย่งขยับตัวเล็กน้อยเขายังคงมีสีหน้าปกติ ไม่มีแววของความกังวลใดๆ และดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะเป็คุมสถานการณ์ได้ดีกว่ารัชทายาทแล้ว
“ท่าน้าทราบเื่อะไรก่อนละ”
“ทำไมเ้าจึงช่วยข้า”รัชทายาทถามตรงๆ
“หม่อมฉันไม่ได้ช่วยท่าน” หวังหย่งตอบในทันที “หม่อมฉันแค่อยากจะช่วยแคว้นของเราเท่านั้นท่านรู้หรือไม่ว่าเยมูผู้นี้คือใคร เขาคือแม่ทัพคนสนิทของผู้นำชาวิเขาคือนักรบที่เก่งกาจ แต่ดูคนที่ท่านส่งไป หลี่ซือผู้นี้แทบไม่มีวรยุทธ แถมคนที่เขาเรียกมาใช้งานเป็เพียงอันธพาลที่ไม่รู้เื่การศึกอะไรเลยเช่นนี้แล้วท่านจะพลาดท่าเสียทีให้กับเยมูได้ง่าย หม่อมฉันจึงต้องชิงตัดหน้าไปก่อน เพื่อให้หลี่ซือเป็วีรบุรุษของเหอฉีที่ไปช่วยทูตกลับมา เช่นนี้จะไม่ดีกว่าหรือ”
“เ้าอยากให้เราผูกสัมพันธ์กัิงั้นหรือ”
“ใช่”
“เ้าไม่กลัวเมืองหลวงเข้าใจเช่นนั้นรึ”
“ไม่”
“ทำไม”
หวังหย่งจ้องหน้ารัชทายาทเขม็งเขาพยายามชั่งใจว่าจะพูดออกไปดีหรือไม่ แต่สุดท้ายเขาก็ต้องเอ่ยออกมา
“ท่านคิดว่าเมืองหลวงเห็นท่านเป็ศัตรูงั้นหรือต่อให้ท่านกับิรวมกัน ก็ไม่สามารถบั่นทอนความมั่นคงของเมืองหลวงได้เลยพวกเขาไม่ได้กลัวท่านซะด้วยซ้ำไป สิ่งที่ท่านทำมันเป็เพียงลูกไม้ตื้นๆ ที่ใครๆก็อ่านออก ท่านลองมองรอบตัวท่านสิ มีใครที่จะช่วยท่านให้บรรลุเป้าหมาย ลี่ถังเหรอหรือว่าเฟยฉี ไม่มีเลย ทุกคนรู้ดีว่าคนเ่าั้ล้วนไร้ความสามารถพวกเขาเป็ใหญ่เป็โตได้ก็เพราะรู้จักประจบสอพลอเท่านั้น เช่นนั้นท่านจะทำอะไรได้”
ได้ยินดังนั้นรัชทายาทโกรธหน้าแดงเขาได้แต่กำหมัดแน่น อยากจะต่อยหน้าหวังหย่งให้สุดแรงแต่ทำได้เพียงทุบลงบนโต๊ะแรงๆ จนมือชา
“นี่เ้า กำลังสอนข้าหรือ”
“หามิได้หม่อมฉันเพียงแค่มาเตือนท่าน ทุกย่างก้าวของท่านเต็มไปด้วยความเสี่ยงหากยังใช้คนเช่นนี้อยู่อีก รังแต่จะนำความเดือนร้อนมาสู่แคว้นของเรา”
“เพราะแบบนี้แหละข้าจึงอยากให้เ้ามาร่วมมือกับข้า”
“หม่อมฉันเกรงว่าไม่อาจจะทำตามประสงค์ของท่านได้”