เล่มที่ 3 บทที่ 13
“70000 แต้ม!”น้ำเสียงแหบพร่าดังออกมาจากทิศทางหนึ่งของมุมห้อง ปรมาจารย์โอสถที่สู้ราคาก่อนหน้านี้พลันตะโกนขึ้นมาทันที ต้องรู้ว่าด้วยตำแหน่งปรมาจารย์โอสถนั้นเป็นที่เคารพของผู้คน แม้กระทั่งผู้อาวุโสสูงสุดยังต้องไว้หน้า“บังอาจ........”ปรมาจารย์โอสถแต่ละคนต่างอยากได้หญ้าบัวราตรีชิ้นนี้เป็นอย่างมาก สำหรับพวกเขานี่คือวัตถุดิบที่จะช่วยลดความยุ่งยากในการเตรียมตัวเพื่องานประชันโอสถลงไปไม่น้อย ทว่าทันทีที่หางตาเขามองเห็นใบหน้าแก่ชราของผู้เกทับราคาเขา ใบหน้ากลับกลายเป็นซีดเผือด ตื่นตระหนก ก่อนที่เสียงลากยาวด้วยความฉุนเฉียวของเขาจะค่อยๆเบาลงจนหายไปในที่สุด“ท่านอาจารย์”เมื่อกล่าวคำนี้ออกมาปรมาจารย์โอสถอีก 4 คนพลันลุกขึ้นทันทีก่อนจะมองไปยังชายชราที่มุมห้อง “ไม่กี่วันนี้ข้าได้คิดค้นตัวยาใหม่ขึ้นมา และสมุนไพรพลังหยินคือสิ่งจำเป็นอย่างมาก”“ศิษย์เข้าใจแล้ว”จากนั้นปรมาจารย์ที่เหลือคำนับครั้งหนึ่งก่อนจะนั่งลงตามเดิม ในทั้ง 5 คนนี้ 4 คนต่างถอนหายใจด้วยความเสียดายที่พลาดโอกาสนี้ แต่เมื่ออาจารย์ของพวกเขามาเองแล้วจะทำอย่างไรได้ ทว่ายังมีหนึ่งคนที่ตอนนี้กลายเป็นเบิกบานถึงที่สุด “น้อง 5 เจ้าจะยิ้มไปถึงเมื่อไหร่กัน”ทั้ง 4 คนได้แต่เก็บความโกรธเอาไว้ในใจ เป็นพวกเขาเองที่ปั่นราคาจนน้อง 5 ผู้นี้ต้องเสียแต้มเพิ่มไปอีกหลายพันในการประมูลก่อนหน้านี้ แต่แล้วอย่างไรตอนนี้กลับมีเพียงน้อง 5 ผู้นี้ที่ได้ครอบครองสมุนไพรพลังหยิน แม้จะด้อยค่ากว่าอายุ 50 ถึงครึ่งแต่ก็ยังคงเป็นสมุนไพรพลังหยินอยู่ดีและในชั่วขณะนั้นเสียงกระซิบกระซาบก็เริ่มดังขึ้นเมื่อตัวตนของชายชราถูกเปิดเผย บรรดาศิษย์ที่นั่งอยู่บริเวณนั้นต่างเงียบกริบไม่กล้ากระทั่งขยับตัว เพราะชายชราผู้นี้คือท่านเจ้าเขาโอสถตำแหน่งผู้อาวุโสคลุมเงิน เป็นชายที่บ้าคลั่งและหมกมุ่นอยู่กับการปรุงยา กับเรื่องอื่นเขาแทบไม่สนใจสักนิด อีกทั้งด้านอารมณ์เองก็เป็นรองผู้อาวุโสคุมกฎมิเท่าไหร่“ต่อไปคือสินค้าชิ้นสุดท้ายของวันนี้เจ้าค่ะ เป็นแหล่งพลังงานระดับสูง ข้าน้อยเชื่อว่าหลายท่านในที่นี้เข้าร่วมการประมูลเพื่อต้องการมัน เมล็ดทานตะวันแสงอาทิตย์ ทรัพยากรที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณระดับสวรรค์ ราคาเริ่มต้นที่ 10000 แต้ม”เสียงฮือฮาบังเกิดขึ้นอีกครั้ง ของชิ้นนี้คือสิ่งที่เหล่าศิษย์ต้องการอย่างแท้จริงเพราะมันจะช่วยให้มีความก้าวหน้าทางการบ่มเพาะอย่างมาก และอีกอย่างที่ทำให้การประมูลรอบสุดท้ายนั้นคึกคักก็คือ เหล่าผู้อาวุโสจะไม่เข้ามาสู้การประมูลแน่นอน เพราะผู้อาวุโสที่เข้ามาในชั้นที่สามต่างเป็นระดับสวรรค์ไปหมดแล้ว ทรัพยากรชิ้นนี้จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับพวกเขา110001200013000การประมูลเริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ หยางอี้เองก็ยังมิลงมือประมูลในทันที ชายหนุ่มต้องการดูจังหวะที่ราคาอยู่นิ่งในจุดสูงสุดก่อนจะลงมือชิงมาในครั้งเดียว ! สำหรับคนอื่น 60000 แต้มนั้นอาจจะสำคัญ แต่หยางอี้นั้นแม้จะเป็นคนขี้เหนียวแต่หากเป็นเรื่องที่จำเป็นแล้ว 60000 ไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาเขาหากเทียบกับการปลดผนึกมุก“20000 แต้ม ข้า เหลียงเปา แห่งยอดเขาโรงหลอม ขอพี่น้องโปรดไว้หน้าด้วย”“อ่า นั่นศิษย์พี่เหลียงเปา ศิษย์หลักผู้มีรายชื่ออยู่ในผังเซียน”“ฮ่าๆ น้องเปา ข้าเองก็ต้องการมันเช่นกันเจ้าจะไว้หน้าพี่ชายผู้นี้ได้หรือไม่ 25000 แต้ม”“นั่นศิษย์พี่ซานเว่ย ลูกศิษย์คนโปรดของท่านเจ้าเขากระบี่ แถมอันดับในผังเซียนยังคงสูงกว่า”เหลียงเปาได้แต่นั่งลงอย่างขัดใจก่อนแค่นเสียง หึ ออกมา อีกฝ่ายสูงส่งกว่าเขาจริงๆ ราคายังคงอยู่ที่ 25000 แต้ม ซานเว่ยยิ้มอย่างยินดี แต่ทว่าไม่นานนัก แม่นางเสี่ยวยังไม่ทันนับ 2 เสียงของชายชราก็ดังขึ้น“26000 แต้ม” ซานเว่ยชะงักค้างใบหน้าบิดเบี้ยวก่อนจะหันไปมองต้นเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใด เขาจึงหยุดลงและกล่าวออกมาอย่างสุภาพ ทว่าไม่ใช่กับชายชรา แต่เป็นหญิงสาวสะคราญโฉมที่นั่งอยู่ด้านข้าง“ฮี่ๆ เป็นน้องเตียวนี่เอง เช่นนั้นให้ศิษย์พี่ผู้นี้ให้เป็นของขวัญเจ้าเป็นอย่างไร 27000 แต้ม”“นั่นเทพธิดาเตียว ช่างงดงามสมคำร่ำรือ”“ไม่จำเป็น 28000 แต้ม”เตียวเซียวกล่าวออกมาอย่างเย็นชาก่อนจะเพิ่มการประมูล นางเป็นหลานสาวของหนึ่งในผู้อาวุโสสูงสุด แถมเป็นอันดับหนึ่งในรุ่นเยาว์ของเขาตระกูลเตียว ความหยิ่งทรนงในตัวเองก็มีไม่น้อย เหนความเย็นชาไม่ไว้หน้าจากนางซานเว่ยก็ไม่สนใจอีก ทำให้การประมูลเริ่มแข่งขันกันอีกครั้ง2900030000 ระหว่างนั้นการประมูลยังคงสูงขึ้น เหล่าศิษย์หลักและอัจฉริยะต่างประมูลแข่งกันอย่างไม่ยอมลง จนสุดท้าย การประมูลกลับมาคงที่อยู่ที่ราคา 37000 แต้ม นับว่าใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว เหล่าผู้เยาว์นั้นมิได้ร่ำรวยอย่างปรมาจารย์โอสถ การมีแต้ม 40000 แต้มนับว่าสูงมากแล้ว เว้นแต่พวกลูกหลานจาก 3 ตระกูล ที่มีเขาตระกูลสนับสนุนอยู่ นั่นก็คือตระกูลข่ง ตระกูลเตียว และตระกูลเหล่ย ซึ่งเป็นตระกูลของสามผู้อาวุโสสูงสุดที่ได้รับอนุญาตให้ก่อตั้งตระกูลขึ้นบนเขาที่ตนเองปกครองหยางอี้มองไปยังข่งเย่หลงมาสักพักแล้ว ไม่คาดคิดว่าวันนี้เขาจะเข้าร่วมประมูลด้วย หลังจากการประลองครั้งนั้นจบลงหยางอี้เองก็ไม่รู้ว่าข่งเย่หลงนั้นยังคงเคียดแค้นเขาอยู่หรือไม่ และตอนนี้ใกล้ได้เวลาที่ชายหนุ่มจะลงมือแล้ว หยางอี้คำนวนไว้ว่าเมื่อราคาขึ้นไปถึง 40000 เมื่อใดจะลงมือทันที ด้วยชายหนุ่มยังมิอยากสร้างศัตรูแล้วเป็นจุดเด่นขึ้นมามากนักจึงตัดสินใจห้ำหั่นกับผู้ที่ให้ราคาสูงสุดเพียงคนเดียวจะดีเสียกว่า “โฮะๆ เด็กๆ พวกนี้ช่างร่ำรวยกันเสียจริง”“นั่นน่ะสิ สมัยข้ายังมิเป็นปรมาจารย์โอสถ 40000 แต้มนี่ใช้เวลาเก็บถึง 3 ปีเต็มๆ”เหล่าปรมาจารย์ดูการแข่งขันของเด็กอย่างสนุกสนาน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก แต่ทุกคนก็ต่างคิดว่าการประมูลครั้งนี้จะจบลงด้วยชัยชนะของข่งเย่หลงแน่นอน แม้เตียวเซียวจะมีตระกูลหนุนหลังเช่นกัน แต่ว่าก็ยังด้อยกว่าข่งเย่หลงอยู่ส่วนหนึ่ง“40000 แต้ม”สุดท้ายเป็นข่งเย่หลงกล่าวออกมา เตียวเซียวเองก็ได้แต่มองค้อนกัดฟันแน่นก่อนจะยอมแพ้อย่างไม่พอใจ “อ่า สุดท้ายเป็นนายน้อยข่งเป็นผู้ชนะ”เมื่อเห็นว่าเตียวเซียวยอมแพ้แล้วหลายคนต่างกล่าวประจบประแจงยินดีกับข่งเย่หลง ทว่าในจังหวะนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น“50000 แต้ม”หยางอี้ข่มราคาอย่างไม่เกรงกลัวด้วยความมั่นใจ การเพิ่มราคาเช่นนี้จะเป็นชัยชนะอย่างแน่นอน แต้มมากมายไม่นับเป็นอะไรได้สำหรับหยางอี้ การปลดผนึกตอนนี้สำคัญที่สุด เพราะเสียงนั้นบอกว่าหากปลดผนึกได้การจะหาดวงจิตและแร่บริสุทธิ์จะเป็นเรื่องง่ายราวกับพลิกฝ่ามือเสียงผู้คนระเบิดขึ้นอีกครั้ง ใคร เสียงของใคร ผู้ใดกันที่เพิ่มราคาได้โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ที่ผ่านมาการเพิ่มราคานั่นยังไม่เกิน 1000 แต้ม แต่เจ้าคนผู้นี้กลับเพิ่มถึง 10000 แต้ม มากกว่าเดิม 10 เท่าสายตาทุกคนต่างจับจ้องไปยังที่เดียวกันโดยพร้อมเพียง ชายหนุ่มชุดขาวผู้เอ่ยราคายังคงนั่งอยู่มิได้สนใจรอบข้าง แต่ทว่าใบหน้าของผู้คนกลับกลายเป็นบิดเบี้ยว เพราะอะไรนะหรือ?ศิษย์สายนอก?บัดซบชุดมันเป็นชุดของศิษย์สายนอกศิษย์สายนอกปู่เจ้าสิจะร่ำรวยถึงขนาดมี 50000 แต้มทันใดนั้นเสียงหัวเราะด่าทอก็ดังขึ้นทันที“ฮ่าๆ บัดซบ ใครปล่อยให้เจ้าสารเลวนี่เข้ามาได้”“50000 แต้ม? ฮ่าๆ ข้าพนันว่า 500 แต้มเจ้ายังไม่มีเสียด้วยซ้ำ ”เสียงเยาะเย้ยถากถางยังคงดังขึ้น แต่หยางอี้ไม่ได้ให้ความสนใจนัก แม่นางเสี่ยวเองก็พูดขึ้นเช่นกัน“อ่า คุณชาย โรงประมูลเทียมฟ้ามิใช่สถานเล่นๆ เมื่อกล่าวออกมาแล้วท่านต้องรักษาคำพูดของท่าน”หยางอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย แม่นางผู้นี้กลับสงสัยในตัวเขา? หยางอี้กล่าวยืนยันอย่างเย็นชาก่อนจะหันไปทางข่งเย่หลง“ศิษย์พี่ข่ง ข้ามิได้ต้องการจะหักหน้าท่าน แท้จริงแล้วของชิ้นนี้จำเป็นต่อข้าในตอนนี้มากจริงๆ หากในอนาคตข้ามีโอกาสได้พบสมบัติเช่นนี้ คงได้แต่ตอบแทนท่านแล้ว”หยางอี้เลือกที่จะประนีประนอมก่อน หากข่งเย่หลงยังคงไม่ปล่อยวางเช่นนั้นก็คงต้องเป็นศัตรูกันอย่างแน่นอน ลดศัตรูลงหนึ่งย่อมดีกว่าเพิ่มขึ้นหนึ่ง อีกทั้งตอนนี้ปัญหาก็มีมากพอแล้วชายหนุ่มจึงเลือกที่จะกล่าวอย่างสุภาพในเบื้องต้นเสียก่อนเพื่อหยั่งเชิงข่งเย่หลง ส่วนข่งเย่หลงนั้นเขาเองก็ต้องการของชิ้นนี้แต่ก็มิถึงกับขาดมิได้ ตอนนี้เขากำลังจะทะลวงเข้าสู่ระดับกลางสิ่งนี้จะช่วยให้โอกาสสำเร็จมากยิ่งขึ้น แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่ทดแทนกันได้ ข่งเย่หลงมิใช่คนโง่ การที่พ่ายแพ้ให้กับหยางอี้นั้น ทำให้เขาเข้าใจว่าเด็กหนุ่มผู้นี้อนาคตจะรุ่งโรจน์ ไม่ควรเป็นศัตรูด้วย อีกอย่างยังเป็นหยางอี้ที่สุภาพมาก่อน ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่จะปล่อยวางความขุ่นเคืองครั้งก่อน ข่งเย่หลงชอบรังแกคนก็จริง แต่นั่นหมายถึงผู้ที่อ่อนแอกว่ามิใช่ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเช่นหยางอี้ !“เช่นนั้นเจ้าก็เอาไปเถิด”ข่งเย่หลงกล่าวขึ้นพร้อมกับนั่งลง ทว่าบรรยากาศในโรงประมูลตอนนั้นกลับกลายเป็นเงียบกริบทันที ผู้ที่เยาะเย้ยหยางอี้กลายเป็นอ้าปากค้าง