ภายในห้องเรียนที่สี่ ฝูิกำลังอธิบายรายละเอียดของสิ่งที่เขียนอยู่บนกระดานหน้าชั้นเรียน
“สิ่งที่พวกเ้าเห็นอยู่บนกระดาน คือลวดลายบนยันต์อารักขาสี่ทิศ อาคมป้องกันที่มีประสิทธิ์ภาพและแข็งแกร่งที่สุด ในบันดาอาคมป้องกันระดับหนึ่งขั้นสูง พวกเ้าจงรีบจดจำรูปแบบพวกนี้เอาไว้ซะ ข้าจะให้พวกเ้าเขียนมันลงบนยันต์อักขระที่ข้าได้จัดเตรียมเอาไว้ให้”
ขณะที่ฝูิกำลังอธิบาย เสียงของโม่เฟิงที่เพิ่งเข้าชั้นเรียนเป็วันแรกก็ดังขึ้น
“ข้าว่าท่านฝูิคงจะมีการเข้าใจอะไรผิดไป...ยันต์อารักขาสี่ทิศที่ท่านเขียนขึ้นมานั้น ไม่ได้เป็อาคมป้องกันระดับหนึ่งขั้นสูง ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเสียหน่อย?”
ปึ้ง!
ฝูิทุบกระดานหน้าชั้นอย่างรุนแรง เขามองไปที่โม่เฟิงพร้อมกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันเกรี้ยวกราด
“เด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นเ้า จะไปรู้เื่อะไรเกี่ยวกับยันต์อักขระพวกนี้?”
เมื่อกล่าวถึงอาคมป้องกันระดับหนึ่งขั้นสูง โม่เฟิงซึ่งอ่านหนังสือในหอตำรามาหมดแล้ว จึงรู้ว่ายังมีอาคมป้องกันระดับหนึ่งขั้นสูงอยู่อีกมาก ที่มีประสิทธิภาพและทรงพลังมากกว่ายันต์อารักขาสี่ทิศ รวมถึงเื่ที่หลายคนในเมืองตะวันดับที่ต่างก็เข้าใจผิด คิดว่ายันต์อารักขาสี่ทิศนั้นเป็อาคมป้องกันระดับหนึ่งขั้นสูงที่ทรงพลังมากที่สุด
โม่เฟิงลุกขึ้นเล่าเื่ราวห้องเรียนตกอยู่ในสภาวะที่เงียบกริบไปโดยปริยาย เหล่านักเรียนทั้งห้องแลดูกระตือรือร้นอยากรู้เื่ราว
“การที่คนส่วนมากเข้าใจว่ายันต์อารักขาสี่ทิศนั่นทรงพลังยิ่ง ล้วนสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อสามร้อยปีก่อน”
“เมื่อสามร้อยปีก่อนสัตว์อสูรได้ปิดล้อมเมืองตะวันดับจากทั่วทุกสารทิศ ในเวลานั้นเป็่เวลาเดียวกับที่ตระกูลเฟิงได้เปิดตัวยันต์อารักขาสี่ทิศที่พวกเขานำมาจากตระกูลหลัก จึงถือโอกาสนี้แสดงให้ทุกคนได้เห็นประสิทธิภาพของมัน”
“พวกขเให้ผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาระดับสี่ ใช้พลังทั้งหมดที่มีอยู่โจมตีเข้าใส่ผู้ที่ถือยันต์อารักขาสี่ทิศ ปรากฏว่าการโจมตีดังกล่าวนั้น ไม่อาจทะลวงผ่านอาคมป้องกันของยันต์อารักขาสี่ทิศเข้ามาได้เลย นี่จึงเป็เหตุผลว่าทำไมคนในเมืองตะวันดับแห่งนี้ ต่างก็พากันแห่มาซื้อยันต์อารักขาสี่ทิศเพื่อนำไปใช้ป้องกันตัวเองจากสัตว์อสูร”
โม่เฟิงเผยรอยยิ้มออกมา “แต่ใครจะรู้...ว่ายันต์อารักขาสี่ทิศที่พวกเขาขายใน่เวลานั้น เป็คนละอันกับยันต์อารักขาสี่ทิศ ที่พวกเขานำออกมาทำเป็บทเรียนการสอนให้กับคนรุ่นหลังของเมืองตะวันดับ”
“เ้ามีหลักฐานอะไรถึงได้พูดจาใส่ร้ายตระกูลเฟิงของข้า” ฝูิกล่าวออกมาด้วยความเดือดดาล
“หลักฐาน!”
โม่เฟิงมองฝูิด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ เขาเดินตรงไปยังกระดานหน้าห้อง พร้อมกับลงมือวาดรูปยันต์อารักขาสี่ทิศไว้ข้าง ๆ กับยันต์อารักขาสี่ทิศของฝูิเพื่อให้ทุกคนได้เปรียบเทียบกัน
“นี่คือหลักฐาน!”
ทุกคนมองยันต์อารักขาสี่ทิศของทั้งคู่เพื่อเปรียบเทียบกัน แต่ไม่มีผู้ใดเลย ที่สามารถหาความแตกต่างของยันต์อักขระทั้งสองแบบได้ ฝูิจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“เหอะ! ยันต์อารักขาสี่ทิศที่เ้าวาด กับยันต์อารักขาสี่ทิศที่ข้าวาด มันต่างกันตรงไหน?
โม่เฟิงเริ่มกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง “ยันต์อารักขาสี่ทิศที่ข้าวาด เป็ยันต์ที่ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือไม่กี่เล่มของหอตำรา เป็ยันต์อารักขาสี่ทิศชนิดเดียวกับที่ตระกูลเฟิงของท่านได้ขายให้กับทุกคนในปีนั้น ส่วนข้อแตกต่างของมันอยู่ที่ตรงนี้!”
โม่เฟิงขีดเส้นแนวขวางเล็ก ๆ อีกเส้นหนึ่งไปที่ด้านล่างของกระดาน ทำให้ตัวอักษรบนอาคมของเขานั้นเปลี่ยนไป
“หากวาดเส้นนี้เพิ่มลงไปอีกเพียงหนึ่งเส้น ตัวอักษรบนอาคมก็จะเปลี่ยนไป และหากผู้ใดที่รู้ความหมาย ย่อมจะเข้าใจว่ามันเป็ตัวอักขระของอาคมระดับสอง”
“ฮ่ะ ๆ ๆ” ฝูิหัวเราะออกมาอย่างขบขัน พร้อมกับถามกลับไปว่า “นี่เ้าไม่รู้หรือ? ว่าอาคมระดับสองจำเป็ที่จะต้องใช้แผ่นยันต์ที่สามารถรองรับอาคมระดับสองได้ มิเช่นนั้น...อาคมจะไม่มีทางสัมฤทธิ์ผล..?”
“อาคมระดับสองจะต้องใช้แผ่นยันต์สีส้ม แต่ยันต์อารักขาสี่ทิศที่ขายอยู่ตอนนั้น ต่อให้เ้าไปถามก็ตามที่อาศัยอยู่ในเมืองตะวันดับแห่งนี้ พวกเขาก็ต้องพูดเป็เสียงเดียวกันว่า แผ่นยันต์ที่ตระกูลเฟิงใช้ตอนนั้น คือแผ่นยันต์สีเหลือง ที่ใช้สำหรับอาคมระดับหนึ่ง”
สิ่งที่ฝูิกล่าวออกมา ทำให้บรรดาเด็กในชั้นเรียนต่างก็เริ่มรู้สึกเป็ห่วงโม่เฟิงขึ้นมา เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ระดับของอาคมที่สลักลงบนแผ่นยันต์นั้น สามารถตรวจสอบได้จากสีของแผ่นยันต์ที่ใช้เป็สื่อกลาง ดังนั้นการที่โม่เฟิงกล่าวหาผู้เป็อาจารย์อย่างฝูิ รังแต่จะทำให้โม่เฟิงอยู่ในสถาบันแห่งนี้ได้ยากขึ้น อาจถึงขั้นถูกฝูิกดดันจนต้องลาออกเหมือนกับเด็กคนก่อน
พูดถึงเื่สีของยันต์ โม่เฟิงกลับแย้มยิ้มออกมามากยิ่งกว่าเดิม เขากำลังรอให้ฝูิพูดถึงเื่นี้อยู่พอดี ในที่สุดปลาใหญ่ก็กินเบ็ด ฝูิช่างเขลานัก ตกหลุมพรางที่ข้าขุดไว้
“ทุกคนเข้าใจถูกแล้ว สีของแผ่นยันต์เป็ตัวบ่งบอกถึงวัสดุที่ใช้ ยันต์สีเหลืองที่รองรับอาคมระดับหนึ่งทำจากเส้นขนของแกะสามเขา ส่วนยันต์สีส้มที่ใช้รองรับอาคมระดับสองทำจากขนของนกห้วงอัคคีที่ยังโตไม่เต็มวัย”
“ในห้องเรียนแห่งนี้มีใครพกยันต์ระดับสองกับหินเปลวอัคคีติดตัวมาบ้างหรือไม่ เอามาให้ข้ายืมใช้หน่อยเถอะ”
โม่เฟิงถามหาแผ่นยันต์ระดับสอง แต่เด็กหลายคนในห้องเรียนที่สี่ล้วนแต่ยากจน แม้บางคนพอจะมีติดตัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่กล้านำออกมา เพราะเกรงจะถูกฝูินั้นหมายหัว
“ข้ามี!” ท่ามกลางความเงียบสงัด ปิงหยุนได้ยื่นหินเปลวอัคคีกับยันต์ระดับสองที่ว่างเปล่าแผ่นหนึ่งให้กับโม่เฟิง
เมื่อได้ของทั้งสองอย่างมาแล้ว โม่เฟิงจึงวางหินเปลวอัคคีไว้ที่โต๊ะตัวหนึ่ง ก่อนจะทุบมันจนแตกออก เกิดเป็เปลวเพลิงกลุ่มหนึ่งลุกโชนขึ้นมา
โม่เฟิงยื่นแผ่นยันต์ระดับสองเข้าไปในกองเพลิงพลางอธิบายว่า “นกห้วงอัคคีที่โตเต็มวัยแล้ว ความแข็งแกร่งของมันสูงถึงขอบเขตผสานดวงจิต ทำให้ผู้คนส่วนมากเลือกที่จะล่านกห้วงอัคคีในขณะที่มันยังเล็กอยู่ ดังนั้นยันต์ที่รองรับอาคมระดับสองทั้งหมด จึงถูกทำขึ้นจากขนของนกห้วงอัคคีที่ยังไม่โตเต็มวัย”
“โดยขนของนกห้วงอัคคีที่ยังไม่เต็มวัยนั้น ขนของมันจะเป็สีส้ม แต่หลังจากที่ร่างกายของมันผลิตความร้อน ิัของมันจะลุกโชนด้วยเปลวเพลิง ขนของมันจะเริ่มเปลี่ยนจากสีส้มไปเป็สีเหลือง ยันต์ที่ทำจากขนของนกห้วงอัคคีในวัยเด็กก็เช่นกัน หากได้รับความร้อนสูงก็จะเปลี่ยนเป็สีเหลือง”
เื่การเปลี่ยนสีขนของนกห้วงอัคคี หากไม่ใช้ผู้ที่ศึกษาเื่นี้โดยตรงแล้ว แม้แต่ผู้ที่อยู่ในสายผนึกอักขระมาหลายสิบปีก็ยากที่จะรู้ โม่เฟิงเองก็เช่นกัน หากเขาไม่ได้อ่านเจอ ตัวเขาเองก็ยากที่จะรู้เื่นี้
อธิบายจบไปได้ไม่นาน ยันต์ระดับสองที่เคยเป็สีส้มก็เริ่มเปลี่ยนเป็สีเหลือง ไล่จากด้านล่างสุดที่มีความร้อนสูงขึ้นมา้า ก่อนที่ยันต์ทั้งแผ่นจะกลายเป็สีเหลือง เหมือนกับยันต์ระดับหนึ่งไม่มีผิดเพี้ยน
ปิงหยุนมองแผ่นยันต์ที่โม่เฟิงถืออยู่ในมือ หากสิ่งที่โม่เฟิงพูดเป็ความจริง นั่นก็หมายความว่าตระกูลเฟิงได้หลอกลวงคนในเมืองตะวันดับ ให้หลงเชื่อมาโดยตลอด ว่ายันต์อารักขาสี่ทิศนั้นเป็ยันต์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดายันต์อาคมป้องกันระดับหนึ่ง!
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ศึกษามาไม่ดี เจอพี่โม่เข้าไป ก็หน้าแหกไปสิครับอาจารย์ (ไปเรียนมาใหม่) 55555555+
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ