คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    พงไพรที่บิดเบี้ยว

    [26 มิถุนายน]

    ภายในโรงเตี๊ยมเหรียญทองที่ตั้งอยู่ชายขอบพรมแดนเมือง 

    แสงเทียนบนโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่าสั่นไหววูบวาบประหนึ่งเปลวไฟที่กำลังหวาดกลัวความมืด 

    ลมราตรีเล็ดลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ที่ผุพัง ส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงคร่ำครวญของวิญญาณเร่ร่อน

    อคินบรรจงวางปากกาขนนกลงบนแท่นวางอย่างแผ่วเบา 

    เสียงกระทบกันของไม้และก้านขนนกดังชัดเจนในความเงียบสงัด 

    เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรับเอากลิ่นอายของน้ำหมึกและกระดาษหนังแกะที่เขาเพิ่งเขียนรายงานการลาดตระเวนเสร็จสิ้น

    ‘วินัยคือหัวใจของอัศวิน’ 

    อคินย้ำกับตัวเองในใจ ขณะกวาดสายตามองลายเส้นตัวอักษรที่เรียงตัวเป็นระเบียบประดุจแถวทหาร 

    ทุกเส้นสายหนักแน่นและไร้ที่ติ มันคือหลักฐานเดียวที่ยืนยันว่าเขายังคงมีความหมายในโลกที่ล่มสลายใบนี้

    "เรียบร้อย..."

    เขาส่งเสียงพึมพำ ทว่าความรู้สึกยามที่มวลอากาศเคลื่อนผ่านลำคอกลับแห้งผากอย่างน่าประหลาด 

    มันไม่ใช่ความหิวน้ำตามปกติ 

    แต่มันเหมือนกับเนื้อเยื่อภายในของเขาแปรสภาพเป็นกระดาษทรายหยาบๆ ที่ขัดสีกันเองทุกครั้งที่เปล่งเสียง 

    อคินเอื้อมมือที่สวมถุงมือหนังสีขาวสะอาด 

    ซึ่งดูขาวนวลตาเกินกว่าจะเป็นของที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน ไปหยิบขวดน้ำขึ้นมาจิบ

    ของเหลวใสไหลผ่านลิ้นและลำคอไปอย่างรวดเร็ว 

    แต่มันกลับไร้ซึ่งสัมผัสของความเย็น ไม่มีรสชาติ 

    และที่น่ากลัวที่สุดคือไม่มีความรู้สึกว่าความกระหายได้รับการเติมเต็มแม้แต่น้อย 

    ร่างกายของเขาเหมือนท่อเปล่าที่ไร้ประสาทรับรู้ เขาทำได้เพียงรับรู้ว่าน้ำถูกเทลงไป แต่ไม่รู้สึกว่ามันถูกดูดซึม

    อคินขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางลูบคอตัวเองด้วยนิ้วที่สวมถุงมือ

    ‘สงสัยจะเป็นผลข้างเคียงจากการโดนพิษในป่าเมื่อวาน’ 

    เขาคิดพยายามหาเหตุผลมารองรับความว่างเปล่านี้ 

    ‘หรืออาจจะเป็นเพราะระบบเร่งกระตุ้นพลังเวทในร่างมากเกินไปจนประสาทสัมผัสล้าสะสม... ใช่ ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ’

    เขาสลัดความกังวลทิ้งไปทันทีเมื่อเสียงกระดิ่งที่ประตูโรงเตี๊ยมดังขึ้น 

    ร่างหนึ่งก้าวเข้ามาในแสงเทียน 

    ชุดเกราะอ่อนสีทองสว่างไสวสะท้อนแสงวูบวาบจนดูคล้ายกับเทพสงครามในร่างจำแลง 

    มามาเลดเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม แววตาของมันเฉลียวฉลาดเกินกว่าที่สัตว์เลี้ยงทั่วไปจะมีได้ 

    ตามติดด้วยปลาเผาที่ดูเหมือนจะไม่ได้เดินบนพื้น แต่เป็นการเลื่อนไหลไปกับเงามืดของผนังห้องอย่างแนบเนียน

    "อคิน... โลกข้างนอกนั่นมันเริ่มบิดเบี้ยวจนเกินเยียวยาแล้ว" 

    มามาเลดเอ่ยขึ้นพลางขยับไหล่เพื่อปรับสายรัดเกราะ 

    แววตาของมันที่จ้องมองมายังอคินนั้นสั่นไหวด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน 

    ทั้งความจงรักภักดีและความเศร้าสร้อยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความจริงจัง

    "ข้ากับปลาเผาไม่อยากเป็นเพียงผู้เฝ้ามองในสงครามที่กำลังจะปะทุ" 

    มามาเลดกล่าวต่อ น้ำเสียงของมันหนักแน่น 

    "พวกเราต้องการขึ้นไปถึงระดับ 80... ให้เท่ากับเจ้าและโบ้ เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลา... พวกเราจะได้ปกป้องสิ่งที่ควรปกป้องได้จริงๆ"

    อคินคลี่ยิ้มกว้าง ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านในอก 

    แต่มันเป็นความอบอุ่นที่ปราศจากอุณหภูมิทางกายภาพ 

    มันคือความปลื้มปีติของผู้นำที่เห็นผู้ตามมีความมุ่งมั่น

    "ยินดีที่สุด! ป่าเขาใหญ่ช่วงนี้กำลังคึกคักพอดี" 

    อคินลุกขึ้นยืน ชุดเกราะสีขาวของเขาเปล่งประกายล้อแสงเทียน 

    "มาดูกันว่าป่าเขาใหญ่นั่นจะต้านรับพวกเราได้นานแค่ไหน"

    ...

    [01:30 น.]

    ตลอดสามคืนที่ผ่านมา ป่าเขาใหญ่ที่เคยเป็นฝันร้ายของนักเดินทางถูกแปรสภาพเป็นสนามทดสอบขีดจำกัด 

    อคินเฝ้ามองพัฒนาการของปาร์ตี้ 'นักล่าราตรี' ด้วยความภาคภูมิใจ

    เบื้องหน้าของเขา โบ้ หมาป่าเหล็กไหลร่างยักษ์ยืนปักหลักราวกับขุนเขาที่ไม่คลอนแคลน 

    มันคำรามกึกก้องเรียกใช้สกิล [ยั่วยุ] คลื่นเสียงที่มองไม่เห็นกระแทกใส่ฝูงอสูรจนพวกมันคลุ้มคลั่ง พุ่งเข้าหาโบ้เพียงผู้เดียว 

    ทันทีที่การโจมตีฟาดลงมา โบ้ก็เปิดใช้งาน [กำแพงเหล็กกล้า] 

    ออร่าสีเทาเงินแผ่ออกมาปกคลุมร่างขนสีนิลจนมันดูดุจประติมากรรมโลหะที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

    "มามาเลด! ทางขวา!" 

    อคินตะโกนสั่งการ

    ร่างสีทองพุ่งทะยานไปประดุจลูกกระสุน 

    มามาเลดใช้ความเร็วที่เหนือชั้นตวัดกรงเล็บอาบพลังเวทด้วยสกิล [กรงเล็บฉีกกระชาก] เข้าที่รอยต่อของเปลือกไม้ 

    ทุกรอยแผลที่มันทิ้งไว้จะมีแสงสีแดงแผดเผาเนื้อเยื่อของศัตรูไม่หยุด 

    ขณะที่ ปลาเผา เลือนหายไปในมิติเงาประดุจหมอกควัน 

    ก่อนจะปรากฏกายขึ้นด้านหลังศัตรูเพื่อฝังมีดสั้นเข้าที่จุดบอดอย่างแม่นยำ 

    ทุกการเคลื่อนไหวของเขาคือบทเพลงแห่งความตายที่ไร้เสียง

    บัวลอย แมวสามสีในร่างเงาเคลื่อนที่ไปรอบสนามรบประดุจของเหลวที่ไร้มวล 

    เธอใช้ [เงาพันธนาการ] ตรึงรากไม้ที่พยายามจะลอบกัดอคินจากด้านหลัง 

    พร้อมกับปาขวดยาพิษและกรดเข้มข้นที่เธอปรุงขึ้นเองจนศัตรูชะงักงัน

    ส่วนอคิน... เขาคือศูนย์กลางของพายุแห่งการทำลายล้างนี้

    มือของเขาวาดไปในอากาศอย่างไร้รูปแบบ [คลังสรรพาวุธ] เปิดออกทันที 

    อคินคว้าทวนยาวสีเงินออกมาแทงทะลุกลางแกนกลางของอสูรพฤกษา 

    ก่อนจะหมุนตัวสลับเอา 'ดาบยักษ์ทลายผา' ออกมาในพริบตาด้วยสกิล [สับเปลี่ยนฉับพลัน] 

    เพื่อจามตัดรากไม้ที่พยายามจะพันธนาการขาของเขา

    เมื่ออสูรตัวสุดท้ายล้มลงสลายกลายเป็นเศษซากไม้ที่เน่าเปื่อย 

    อคินทรุดตัวลงนั่งบนขอนไม้ใหญ่ เขามองดูหน้าต่างระบบสีฟ้าที่ลอยเด่นอยู่ตรงหน้าด้วยความภาคภูมิใจ

     

    [มามาเลด ระดับเพิ่มขึ้น! -> เลเวล 79]

    [ปลาเผา ระดับเพิ่มขึ้น! -> เลเวล 79]

     

    "อีกนิดเดียวเท่านั้นเพื่อนยาก..." 

    อคินหยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่มอีกครั้ง พยายามกลืนลงไปช้าๆ เพื่อค้นหา 'สัมผัส' ที่หายไป แต่ความว่างเปล่าก็ยังคงเป็นคำตอบเดียว

    เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางลูบหน้าอกซ้าย หัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะที่มั่นคงเกินไป... 

    มันมั่นคงจนเหมือนนาฬิกาจักรกลที่ไม่มีวันเพี้ยน ไม่มีการหอบ ไม่มีการเต้นรัวจากความเหนื่อยล้า ทั้งที่เพิ่งผ่านการรบราอย่างหนักมา

    ‘ร่างกายนี้... แข็งแกร่งขึ้นจนน่ากลัว หรือว่าพรของระบบจะทำให้ฉันก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว?’ 

    อคินปลอบใจตัวเอง 

    แม้ในใจลึกๆ จะรู้สึกถึงความ 'ผิดที่ผิดทาง' ของจังหวะหัวใจนั้นก็ตาม

    "ขอบใจมากนะอคิน" 

    ปลาเผาเดินเข้ามาสะบัดขนที่เปียกชื้นจากหยดน้ำค้าง แววตาของมันที่มองอคินนั้นสลับซับซ้อน 

    มันมองเห็นรอยขาดบนผ้าคลุมของอคินที่กำลังซ่อมแซมตัวเองด้วยละอองแสงสีฟ้า... ละอองแสงที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตตัวใดในโลกนี้ควรจะมี

    "เราคือปาร์ตี้เดียวกัน" 

    อคินตอบพลางลูบหัวโบ้ที่นอนหอบอยู่ข้างๆ 

    "แต่สังเกตไหม... มอนสเตอร์พวกนี้มันดู 'กลัว' อะไรบางอย่าง เหมือนพวกมันไม่ได้อยากสู้ แต่ถูกต้อนมาจากป่าลึก"

    หน้าต่างระบบสีฟ้าสั่นไหวเล็กน้อย ข้อความใหม่ปรากฏขึ้นด้วยความเร็วที่เร็วกว่าปกติ 

    ราวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังหน้าต่างนั้นกำลังร้อนรนจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่

     

    [อคิน... สัญชาตญาณอัศวินของเจ้าถูกต้อง พลังงานเวทกำลังบิดเบี้ยว... เวลาแห่งความสงบกำลังจะหมดลง...]

     

    "เอาล่ะ! จะตีสามแล้ว" 

    อคินลุกขึ้นปัดชุดอัศวินขาวที่ยังคงขาวสะอาดสะอ้านราวกับมันไม่ได้อยู่ในมิตินี้ 

    "กลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เราจะเข้าสู่ 'เขตต้องห้าม' กัน"

    เหล่าสัตว์เลี้ยงสบตากันเงียบๆ มามาเลดมองรอยไหม้ที่ชายเสื้อของอคินที่เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย... 

    พวกมันรู้ดีว่าสิ่งที่อคินเป็นอยู่ตอนนี้คืออะไร 

    แต่ความสุขและความมุ่งมั่นในแววตาของเขานั้นมีค่าเกินกว่าจะทำลายลงด้วยความจริงอันโหดร้าย

     

     

    [29 มิถุนายน | 20:00 น.]

    อากาศภายในใจกลางป่าเขาใหญ่หนาแน่นและหนักอึ้งจนอคินรู้สึกเหมือนกำลังก้าวเดินอยู่ใต้ก้นมหาสมุทรที่มืดมิด 

    ทุกลมหายใจที่เขาสูดเข้าไปแฝงไปด้วยกลิ่นอายของการเน่าเปื่อยที่ถูกฉาบไว้ด้วยพลังงานเวทมนตร์อันหอมหวานอย่างน่าประหลาด

    มามาเลดกระโดดขึ้นมานั่งบนไหล่ชุดเกราะของอคินอย่างแผ่วเบา 

    แววตาของเขาสะท้อนแสงจันทร์เป็นสีเขียวเรืองโรจน์ 

    “กลิ่นนี้มัน... ไม่ใช่แค่สัตว์อสูรธรรมดาแล้วอคิน”

    “ฉันรู้” 

    อคินกระชับด้ามดาบในมือ ความเงียบรอบตัวเขานั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามใดๆ

    ฉัวะ!

    เสียงแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกับร่างของ งูสามหัว เลเวล 64 ที่พุ่งดิ่งลงมาจากยอดไม้ประดุจลูกธนูสีดำ 

    มันอ้าปากกว้างพ่นของเหลวสีม่วงเข้มเข้าใส่จุดตาย อคินปฏิกิริยาฉับไว ยกโล่ขึ้นรับแรงปะทะทันที

    ฟู่ววว!

    ควันกรดที่กัดกร่อนโลหะจนเกิดรอยด่างดำส่งกลิ่นเหม็นไหม้ 

    อคินขมวดคิ้ว เขาแทบไม่รู้สึกถึงแรงกระแทกที่ส่งผ่านโล่มายังข้อมือ 

    ราวกับร่างกายของเขาไม่มีมวลกระดูกที่จะสั่นสะเทือนตามกฎฟิสิกส์

    ทว่ายังไม่ทันได้ตั้งตัว พื้นดินก็สั่นสะเทือน ม้าเกราะกะโหลก เลเวล 73 พุ่งทะยานออกมาจากเงามืด 

    มันชนเข้าที่สีข้างของโบ้อย่างจังจนหมาป่าเหล็กไหลร่างยักษ์กระเด็นไปปะทะกับต้นไม้ใหญ่จนหักโค่น

    "ระบบ! ทำไมระดับมอนสเตอร์มันกระโดดแบบนี้!" 

    อคินสบถพลางกวาดสายตาไปรอบๆ

    ดวงตานับร้อยคู่เริ่มสว่างไสวขึ้นมาประดุจดวงไฟนรก บาซิลิสก์หางงู เลเวล 76 นับสิบตัวเริ่มเลื้อยปิดล้อมปาร์ตี้ 

    กลิ่นอายสังหารรุนแรงจนอากาศเริ่มบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น

    "มากันไม่หยุดเลยงั้นเหรอ... ได้! [คลังสรรพาวุธ] สลับ 'หอกอสุนีบาต'!"

    อคินควงหอกยาวเข้าสกัดกั้นคมเขี้ยวจากทุกทิศทาง ทว่าในวินาทีที่เขาวาดหอก 

    ร่างกายกลับรู้สึกหนักอึ้งอย่างมหาศาล มันไม่ใช่ความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ 

    แต่มันคือการ 'สั่นพ้อง' ของพลังงานในร่างที่กำลังขัดแย้งกับสิ่งแวดล้อม

     

    [แจ้งเตือน: ความหนาแน่นของพลังเวทในพื้นที่สูงขึ้นผิดปกติ]

    [แจ้งเตือน: กำลังก้าวเข้าสู่อาณาเขตของ 'มินิบอส'] 

    [อคิน! รีบฝ่าออกไป!]

     

    "เงียบไปเลยระบบ! ฉันคืออัศวิน... ฉันไม่ทิ้งเพื่อน!" 

    อคินตะโกนก้อง หน้าต่างระบบสั่นไหวราวกับสัญญาณภาพที่กำลังจะขาดหาย

    อคินยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อม สะบัดหอกอาบแสงไฟฟ้าสลับกับดาบใหญ่ในพริบตา 

    ทุกการโจมตีของเขาหนักแน่นขึ้นตามความกดดัน 

    แต่ทว่า... ยิ่งเขาสู้ พลังชีวิตที่ระบบพยายามพยุงไว้ก็ยิ่งรั่วไหลออกไปสู่ความมืดมิดของเขตต้องห้ามแห่งนี้มากขึ้นทุกที

    ทันใดนั้น ความเงียบสงัดก็ถูกทำลายด้วยเสียงกัมปนาทที่สั่นไปถึงจิตวิญญาณ 

    ร่างมหึมาสูงกว่าสามเมตรทะยานออกมาจากม่านหมอกประดุจรถถังมีชีวิต

     

    [หมียักษ์ขนเหล็ก เลเวล 86]

     

    ขนของมันดำขลับดุจเหล็กกล้าที่ชโลมด้วยเวทมนตร์ธาตุโลหะ 

    พลังเวทที่เข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวส่งเสียง เปรี๊ยะ! ของไฟฟ้าสถิต

    "โบ้! ต้านไว้!"

    โบ้พุ่งเข้าใส่สุดตัว ทว่าเพียงแค่หมีมินิบอสเหวี่ยงหมัดที่ประดับด้วยหนามเหล็ก 

    แรงปะทะมหาศาลก็ซัดร่างของโบ้จนกระเด็นหายไปราวกับตุ๊กตา 

    อคินสลับอาวุธเป็น 'ดาบยักษ์เพลิงตะวัน' พุ่งเข้าฟาดฟัน 

    ทว่าคมดาบกลับทำได้เพียงสร้างรอยขีดข่วนบนขนเหล็ก 

    เล็บมรณะของบอสสวนกลับแทงทะลุไหล่ซ้ายของเขาอย่างโหดเหี้ยม

    อคินทรุดลง ความรู้สึกที่ควรเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัสกลับกลายเป็นเพียง 'ความเย็นเยียบ' 

    บาดแผลของเขาไร้ซึ่งหยดเลือด มีเพียงละอองแสงสีฟ้าที่หลุดลอยออกมา 

    ร่างของเขาสั่นพร่าคล้ายภาพโฮโลแกรมที่สัญญาณขาดหาย

    "อึก... ระบบ... ขอพลัง... มากกว่านี้!" 

    อคินตะโกนด้วยความสิ้นหวัง

    วินาทีนั้น จิตวิญญาณของ 'ใครบางคน' ที่ซ่อนอยู่ในมิติเร้นลับดูเหมือนจะตัดสินใจบางอย่างที่ยากลำบาก 

    และพลังชีวิตของอคินเหลือไม่ถึง 20% แต่มันคือพันธสัญญาที่ไม่อาจบิดพลิ้ว

     

    [เปิดใช้งานสกิล: ผสานวิญญาณ]

    [เงื่อนไขครบถ้วน: สกิล 'เข้าทรง' และ 'หยิบยืมพลัง' ประสานการทำงาน]

    [กำลังอัญเชิญ: จิตวิญญาณแห่งท้าวเวสสุวรรณ (เสี้ยวพลัง) ]

    " [เข้าทรง] [หยิบยืมพลัง] !"

     

    วูบ! 

    บรรยากาศรอบเขาใหญ่พลันเงียบสงัด แสงสีทองเจิดจ้าปะทุออกจากร่างอคินจนป่าทั้งป่าสว่างไสวดุจกลางวัน 

    ร่างเงา 'ยักษ์' สีทองอร่ามสูงนับสิบเมตรปรากฏซ้อนทับร่างเขา 

    ใบหน้าดุดันสวมมงกุฎทรงชฎาแผ่อำนาจข่มขวัญจนบอสหมียักษ์ต้องก้าวถอย 

    อาวุธในมือแปรเปลี่ยนเป็น 'กระบองยักษ์'

    "ไปตายซะ!" 

    อคินเหวี่ยงกระบองยักษ์สุดแรง

    ตูม! 

    แรงระเบิดซัดขนเหล็กแหลกเป็นผง ร่างหมียักษ์กระเด็นชนหน้าผาจนหินแตกกระจาย 

    ทว่าในวินาทีที่มันกำลังจะสิ้นใจ 

    รากไม้ประหลาดสีดำคล้ำกลับพุ่งออกมาจากใต้ดิน 

    พันรัดและแทงทะลุเนื้อหมียักษ์อย่างรวดเร็ว

     

    [แจ้งเตือนวิวัฒนาการฉับพลัน: เรดบอส ระดับ A - เจ้าพฤกษาปรสิต]

    [อสูรหมียักษ์ถูกยึดครองโดย 'อสูรเถาวัลย์กินคน'] 

     

    ร่างหมียักษ์บวมพอง กลายเป็นปีศาจพฤกษาที่มีเถาวัลย์นับสิบเส้นกวัดแกว่งดุจแส้เหล็ก 

    อคินพุ่งเข้าปะทะอีกครั้ง แต่แสงสีทองรอบตัวเขาก็เริ่มริบหรี่ ร่างกายเขากำลังถึงขีดจำกัดสูงสุด

    "นี่มัน... อะไรกัน..." 

    อคินรู้สึกถึงพลังที่ไม่ได้มาจากระบบ แต่มาจาก 'สายใย' บางอย่างที่เชื่อมเขากับเพื่อนๆ

     

    [เปิดใช้งานสกิลลับ: องค์ลง]

    [กำลังอัญเชิญ: จิตวิญญาณแห่งท้าวเวสสุวรรณ (อีกครั้ง)]

    [เปิดใช้งานสกิลลับ: เชื่อมจิตหมู่]

    [ได้รับบัฟพิเศษ: พลังแห่งยักษ์ 360 วินาที]

     

    ออร่าสีเขียวทองแผ่ซ่านออกจากร่างอคินเข้าโอบอุ้มมามาเลด ปลาเผา บัวลอย และโบ้ 

    อาวุธของพวกเขาทุกคนแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธทองคำสลักยันต์ศักดิ์สิทธิ์

    "พวกเรา! จัดการมัน!" 

    อคินประกาศก้อง

    บัวลอยเคลื่อนที่ดุจเงาปีศาจ เธอปาขวดแก้ว 'ยาสลายพลังเวท' เข้าใส่ส่วนหัวของบอส 

    ก่อนจะกระแทกฝ่ามือลงพื้นร่าย [มืดบอด] ยิงแสงสีดำเข้าตาบอสจนมันชะงักงัน 

    เส้นเงาสีดำนับร้อยพุ่งขึ้นจากดินรัดตรึงลำตัวของเจ้าพฤกษาปรสิตไว้แน่น

    โบ้ที่บัดนี้มีเกราะสีทองส่องประกายคำรามลั่น 

    มันเหวี่ยงร่างหมุนตัว 360 องศาด้วยสกิล [พายุหมุน] กรงเล็บทองคำตวัดตัดฉีกเถาวัลย์ที่พุ่งเข้ามาจนขาดสะบั้น 

    มามาเลดและปลาเผาพุ่งเข้าจู่โจมซ้ำประดุจสายฟ้าแลบ 

    ทิ้งรอยแผลที่แผดเผาด้วยไฟจากอาคมทองคำ

    อคินทะยานขึ้นสู่เวหา กระบองยักษ์ในมือส่องสว่างจนถึงขีดสุด 

    พลังจากทุกคนหลอมรวมเข้าสู่จุดเดียว

    "ตายซะ! [ทัณฑ์สวรรค์] !"

    อคินเหวี่ยงกระบองกระแทกลงกลางลำตัวหมียักษ์อย่างแรง

    ตูมมมมมมม!

    แรงสั่นสะเทือนมหาศาลส่งผ่านพลังงานศักดิ์สิทธิ์ทะลวงลึกเข้าไปถึงแกนกลางปรสิต 

    ร่างของมันสั่นสะเทือนก่อนจะระเบิดออกเป็นชิ้นๆ พร้อมกับร่างของหมียักษ์ ความเงียบสงบกลับคืนสู่ป่าอีกครั้ง

    ทว่า... นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่อคินรับรู้

     

    [แจ้งเตือนวิกฤต: พลังงานระบบต่ำกว่า 5%... ปิดฟังก์ชันพยุงร่าง...]

     

    แสงสีเขียวทองดับวูบลง อคินพยายามเอื้อมมือไปหาโบ้ที่รีบพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยความตระหนก 

    แต่ร่างกายของเขากลับโปร่งแสงจนเขาสามารถมองเห็นใบไม้ผ่านหลังมือของตัวเองได้ชัดเจน

    "โบ้... นาย... นายดูเหนื่อยนะ..." 

    อคินพยายามจะยิ้ม แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่ใบหน้าอีกต่อไป

    เขาล้มลงอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่ร่างอัศวินขาวจะสลายเลือนหายไปในเงามืด 

    เหลือเพียงความอ้างว้างของพงไพรที่เยือกเย็น และเหล่าสัตว์เลี้ยงที่ยืนล้อมกองเสื้อผ้าที่ว่างเปล่า... 

    เฝ้ารอเวลาที่ดวงตะวันจะลับขอบฟ้าอีกครั้ง เพื่อให้ 'อัศวิน' ของพวกมันกลับมามีตัวตนในโลกแห่งความฝันนี้อีกหน

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน