[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 196 ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ถึงตัวละครในบท กำลังร่วมแสดงละครกับนางอยู่หรือ

    ตอนที่ 196 ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ถึงตัวละครในบท กำลังร่วมแสดงละครกับนางอยู่หรือ

            เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นอย่างไร้ที่มา ทว่าความจริงกลับปรากฏชัดว่าเขาได้รับแต้มวาสนาและแต้มชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้นมามิน้อย

            “ดูท่าว่าผู้ที่ข้ามภพมาจากโลกเดียวกันจะสังเกตเห็นข้าแล้ว อีกทั้งยังสนใจในตัวข้าเสียด้วย หรือว่าเพราะข้าดูแตกต่างไปจากชาวพื้นถิ่นในโลกนี้กันเล่า”

            ริมฝีปากของกู้ฉางเกอคลี่ยิ้มเล็กน้อย ความคิดที่ผุดขึ้นในใจแฝงเอาไว้ด้วยความลุ่มลึกที่เกินกว่าจะหยั่งถึง ก่อนจะพลันตระหนักได้อย่างรวดเร็ว

            สายตาของเขากวาดมองพระราชวังที่โอ่อ่าหรูหรา ทอประกายแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ ก่อนจะเอ่ยคำสั่งเสียงเรียบ เหล่าผู้ภักดีของเขาต่างก้าวออกมาเพื่อรวบรวมสมบัติที่ตระกูลมังกรสะสมเอาไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

            ครั้นแล้วร่างของกู้ฉางเกอพลันขยับหายวับออกไปยังด้านนอก

            ในเมื่อผู้อื่นได้จับจ้องมาที่เขาเช่นนี้แล้ว ก็เป็นไปได้ว่า อีกฝ่ายคงจะอยู่ท่ามกลางเหล่าสำนักมรรคาและตระกูลใหญ่ที่มารวมตัวกันเมื่อครู่ มิแน่ว่าอาจจะอยู่ใกล้กับเขตแดนของตระกูลมังกรนี้เอง

            กู้ฉางเกอเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายได้ดี

            ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ข้ามภพมาเช่นเดียวกัน การมองชาวพื้นถิ่นด้วยสายตาที่เหยียดหยามอยู่ลึกๆ นั้น ก็ย่อมจะเป็นเรื่องปกติวิสัย หากกำเนิดมาในฐานะสูงส่งหรือมีกุญแจทองคำทรงอำนาจติดตัว ความหยิ่งผยองก็คงจะยิ่งทวีคูณ

            ทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายจะยังมิล่วงรู้ว่าเขาเองก็เป็นผู้ข้ามภพมาเช่นกัน

            เช่นนั้น ก่อนที่ความจริงจะถูกเปิดเผย การเสแสร้งเป็นเพียงชาวพื้นถิ่นที่แปลกตาไปก่อนนั้นก็มิเห็นจะเป็นไร

            เรื่องเช่นนี้ กู้ฉางเกอล้วนช่ำชองราวกับกระทำเป็นกิจวัตร อีกทั้งยังสามารถปกปิดได้อย่างไร้ที่ติ หาได้ทิ้งช่องโหว่อันใดไว้ให้ตรวจพบไม่ นอกเสียจากอีกฝ่ายจะครอบครองระบบที่สามารถล่วงรู้ถึงที่มาที่ไปของเขาได้เช่นกัน

            หากมิเป็นเช่นนั้น ยังไงเสีย อีกฝ่ายก็คงมิอาจจะหลุดพ้นไปจากเงื้อมมือที่เขาใช้ควบคุมได้

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ รอยยิ้มของกู้ฉางเกอก็กลับยิ่งลึกล้ำขึ้นกว่าเดิม ในใจพลันบังเกิดกลอุบายอันแยบคาย

            อีกฝ่ายคิดว่าตนเองฉลาดหลักแหลม รู้ซึ้งถึงบทละครทั้งปวง ทว่าจะมีหรือที่จะตระหนักได้ว่า บุคคลในบทละครนี้กลับกำลังร่วมแสดงกับนางอย่างสุขุมลุ่มลึก

            "ภูผาสูงก็ย่อมมีลูกที่สูงกว่า"

            “หากข้าคาดเดามิผิด สตรีผู้มีชะตาแห่งสวรรค์ผู้นี้ เกรงว่าคงจะต้องมาหาข้าด้วยตนเองเสียแล้ว... นางสนใจในตัวข้าเช่นนั้นหรือ”

            ระหว่างที่กู้ฉางเกอกำลังวางแผน เสียงกระเพื่อมในอากาศพลันดังขึ้น ความว่างเปล่าถูกแหวกออก ก่อนจะเผยให้เห็นถึงยอดฝีมือผู้หนึ่งจากสำนักเทพกำเนิดฟ้า ที่แปรเปลี่ยนเป็นสายรุ้งเทพพุ่งตรงมา

            “ครืน!!”

            “นายน้อย หวังอู๋ซวง ผู้สืบทอดของตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยงประสงค์จะเข้าเฝ้าท่านขอรับ บัดนี้เขาได้รออยู่เบื้องนอกเกาะมังกรแล้ว”

            ยอดฝีมือผู้นั้นเหลือบมองกู้ฉางเกอที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะรายงานขึ้นด้วยความเคารพ

            “ตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยงอย่างนั้นหรือ”

            “ดูท่าว่าพวกเขาจะมาเร็วมิเบาเลยทีเดียว”

            เมื่อได้ยินดังนั้น กู้ฉางเกอก็พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มบางจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า

            “เชิญพวกเขาเข้ามาเถิด”

            “ขอรับ นายน้อย” หลังจากที่ได้รับคำสั่ง ยอดฝีมือผู้นั้นก็เร่งจากไปอย่างรวดเร็ว

            “เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับคนร่วมแผ่นดินเดียวกัน ดูท่าว่าข้าคงจะต้องเตรียมการเอาไว้บ้างแล้ว”

            กู้ฉางเกอยิ้มอย่างมีเลศนัย หากกล่าวถึงการชิงไหวชิงพริบ คงจะต้องดูว่าผู้ใดจะชำนาญกว่ากัน

            เมื่อสิ้นคำ เขาก็ก้าวเท้าผ่านมิติที่บิดเบือนไป พลันเกิดเส้นทางมิติทอดยาวกลางห้วงอากาศ ก่อนจะพุ่งตรงไปยังยอดเขาลูกหนึ่ง

            ในความเป็นจริง เขาเคยคาดการณ์เอาไว้ว่าจะมีผู้มาเยือน ทว่ากลับคาดมิถึงว่า จะเกี่ยวข้องกับตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยง

            ด้วยนามตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงนั้น ก็ย่อมจะหมายถึงรากฐานอันลึกล้ำที่ยากจะหยั่งถึง แม้แต่จินตนาการก็ยังมิอาจจะพินิจถึงได้

            ในอดีต เคยมีผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรกล่าวว่า แม้แต่ตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงเองก็มิอาจจะทราบถึงขอบเขตของพลังและความน่าหวาดกลัวที่ตระกูลของตนเองครอบครองไว้

            ความจริงในข้อนี้ได้รับการพิสูจน์อย่างดีในตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ด้วยเหตุนี้ กู้ฉางเกอจึงมิได้ประมาทในตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยง ด้วยเพราะทุกตระกูลที่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยาวนานมิล่มสลาย ก็ย่อมจะมีเหตุผลอันเป็นรากฐานของมัน

            ก่อนหน้านี้ เขาได้เฝ้าครุ่นคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้มาเยือนกับหวังอู๋ซวง

            แม้หวังอู๋ซวงจะปกปิดตนเองด้วยหมอกมายาอันคลุมเครือ ทว่ากู้ฉางเกอเองก็มองเห็นถึงความจริงของรูปลักษณ์และรากฐานของอีกฝ่ายได้ในชั่วพริบตา

            ในสายตาของเขา มิมีทั้งผู้กล้าหรือผู้บำเพ็ญเพียรผู้ใดในโลกที่สามารถปกปิดตัวตนไปจากสายตาของเขาได้

            ก่อนหน้านี้ เขาเคยพิจารณาวางแผนช่วงชิงพลังต้นกำเนิดของหวังอู๋ซวง เพราะทราบดีว่าร่างกายของอีกฝ่ายเป็นกายาศึกไร้เทียมทาน พลังแห่งความไร้เทียมทานนั้นสะท้อนผ่านลวดลายสีทองอ่อนในดวงตาคู่นั้น

            พลังดังกล่าวคล้ายกับวิชาอันลึกล้ำ สามารถเพิ่มพูนพลังแก่ผู้บำเพ็ญในทุกด้าน ทั้งการโจมตี ความรวดเร็ว จิตวิญญาณ และการป้องกัน ทว่าสุดท้าย กู้ฉางเกอก็ละทิ้งแผนการดังกล่าว ด้วยเพราะมีความเสี่ยงสูงและยากที่จะทำสำเร็จได้

            ในตอนนี้ เขามองว่า ผู้ที่จะมาเยือนคงมิใช่หวังอู๋ซวง เพราะแม้แต่หวังอู๋ซวงเองก็ยังต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้มาเยือนผู้นั้น นั่นย่อมบ่งบอกว่าอีกฝ่ายมีสถานะที่สูงส่งกว่า

            หรือจะเป็นพี่สาวของเขากัน

            หรือบางทีอาจจะเป็นปีศาจแห่งยุคบรรพกาลของตระกูลหวังที่ถูกปิดผนึกมานานแสนนาน

            …

            ณ เวลานั้นเอง บนเรือรบโบราณแห่งตระกูลหวัง หวังจื่อจินและหวังอู๋ซวงได้ยืนอย่างสง่างามอยู่ท่ามกลางผู้คน โดยกำลังรอคอยข่าวสารจากภายใน การจะขอเข้าพบกู้ฉางเกอในยามนี้หาใช่เรื่องง่ายดายไม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ตระกูลมังกรเพิ่งจะถูกปราบปรามและความวุ่นวายยังมิสงบลง ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ว่าจะมีผู้ใดฉวยโอกาสนี้เข้ามาก่อความยุ่งเหยิงหรือไม่

            ความรอบคอบจึงเป็นสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเหมาะสมและสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ทั้งเพราะฐานะของกู้ฉางเกอมิใช่เป็นเพียงยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ธรรมดาสามัญ หากแต่ยังสูงส่งเกินกว่าที่จะประมาทได้

            “คุณหนู พวกเราจะได้พบกับนายน้อยฉางเกอในเร็วๆ นี้แล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าตื่นเต้นมากเลย!”

            ซิ่วเอ๋อร์กล่าวขึ้นด้วยท่าทางตื่นเต้นจนเปียทั้งสองข้างของนางกวัดแกว่งไปมามิหยุด ใบหน้าที่แสดงออกถึงความปลื้มปีติของสาวน้อยผู้พบเจอกับวีรบุรุษในดวงใจ ทำให้หวังจื่อจินอดมิได้ที่จะส่ายศีรษะเบาๆ

            นางแทบอยากจะยกมือปิดปากซิ่วเอ๋อร์ในทันที “ข้าบอกให้เจ้าอยู่เงียบๆ มิใช่หรือ เหตุใดจึงมิยอมเชื่อฟังเลยเล่า”

            น้ำเสียงของหวังจื่อจินเจือด้วยความอ่อนล้าปนระอา ทว่าก็มิได้ถือสาหาความมากนัก ด้วยความที่นางเคยชินกับการปล่อยปละละเลยสาวใช้คนนี้จนเสียนิสัย

            “ทราบแล้วเจ้าค่ะ คุณหนู” ซิ่วเอ๋อร์รีบพยักหน้ารับคำราวกับลูกเจี๊ยบที่กำลังจิกข้าวสาร ทว่าในแววตาคู่นั้นกลับยังมิอาจซ่อนเร้นความตื่นเต้นและความคาดหวังของตนได้

            หวังจื่อจินจึงมิได้กล่าวสิ่งใดอีก นางย่อมรู้ดีว่าการติดตามน้องชายไปพบกู้ฉางเกอ ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในยอดยุทธ์รุ่นเยาว์แห่งยุคเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ มิเช่นนั้น ด้วยสถานะอันสูงส่งของนางในปัจจุบัน ก็คงมิอาจจะลดตัวไปพบกับผู้ใดได้ง่ายๆ เช่นนี้

            ด้วยเหตุนี้ นางจึงปลอมตัวเป็นบุรุษในวันนี้ และยังมิมีความคิดที่จะเปิดเผยถึงฐานะผู้สืบทอดแห่งวิหารบรรพชนมนุษย์ของตนแต่อย่างใด หวังจื่อจินเองก็เบื่อหน่ายกับบรรดาผู้แสวงหาความรักที่ไร้สติและตื๊อนางมิเลิก นางจึงปรารถนาเพียงให้ผู้คนอยู่ห่างจากตนโดยสิ้นเชิง

            “ทุกท่าน เชิญตามข้าน้อยมาได้เลย นายน้อยฉางเกอกำลังรอต้อนรับอยู่ภายในเกาะมังกรแล้ว”

            เสียงของผู้แข็งแกร่งที่มารายงานดังขึ้นในมิช้า

            “รบกวนท่านแล้ว” หวังอู๋ซวงกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนที่กลุ่มคนตระกูลหวังจะติดตามเขาไปยังส่วนลึกของเกาะมังกร ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมิน้อยที่อยู่บริเวณโดยรอบต่างจับจ้องไปยังภาพเหตุการณ์นี้ด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความตื่นตะลึง

            ผู้สืบทอดของตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยง หวังอู๋ซวงหรือ เขามาเยี่ยมเยียนกู้ฉางเกอหรืออย่างไร

            เรื่องนี้ช่างน่าสงสัยเกินกว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาได้!

            ในมิช้า เหล่าผู้คนแห่งตระกูลหวังก็เดินตามผู้นำทาง ฝ่าดงภูเขาและเกาะแก่งนับมิถ้วนไปจนถึงยอดเขาที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวอันหนาทึบ

            พรึบ!!

            บนยอดเขานั้น เหล่าผู้แข็งแกร่งที่แผ่กลิ่นอายอันน่าหวาดหวั่นหลายคนยืนเฝ้าอยู่ดั่งองครักษ์ ส่วนกู้ฉางเกอนั้นนั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะหิน ท่าทางสงบนิ่ง สายตาเฉยเมยราวกับน้ำลึก

            บนโต๊ะหินเบื้องหน้ามีชากลิ่นหอมกรุ่น แสงห้าสีเปล่งประกายจางๆ บ่งบอกว่าทุกสิ่งได้ถูกเตรียมพร้อมเอาไว้ต้อนรับพวกเขาอย่างเรียบร้อยแล้ว

            “ขอคารวะศิษย์มรรคากู้!”

            หวังอู๋ซวงก้าวลงสู่พื้น ก่อนจะยกมือขึ้นคารวะกู้ฉางเกอด้วยท่าทีที่สุภาพนำหน้าผู้อื่น

            เบื้องหลังเขายังมีบรรดาสมาชิกของตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยง ทั้งหวังจื่อจิน ซิ่วเอ๋อร์ และสารถีผู้เฒ่า ซึ่งต่างยืนถอยหลังมาครึ่งก้าว แสดงออกถึงการยอมรับว่าหวังอู๋ซวงคือผู้นำของพวกเขา

            “ศิษย์มรรคาหวังมาเยือนถึงที่นี่ มิทราบว่ามีธุระอันใดหรือ”

            “เชิญทุกท่านนั่งก่อน!”

            “นำชาเข้ามา!”

            กู้ฉางเกอยิ้มพลางเงยหน้าขึ้น ดวงตามองผ่านกลุ่มผู้มาเยือนจากตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยงทีละคน ก่อนจะแสดงท่าทีเชิญชวนให้นั่งลง

            สายตาของเขาหยุดอยู่ที่หวังจื่อจินซึ่งแต่งกายในชุดบุรุษครู่หนึ่ง ผิวพรรณของคนผู้นั้นขาวผุดผ่อง งดงามสะกดตา เขาเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าทันใดนั้นก็เบือนสายตาไปทางอื่น

            ราวกับสิ่งที่เขาสังเกตเห็นเป็นเพียงความสงสัยชั่วครู่ หาได้มีความใส่ใจเป็นพิเศษแต่อย่างใด

            ท่าทีอันเล็กน้อยนี้มิได้รอดพ้นไปจากสายตาของหวังจื่อจิน นางมิได้รู้สึกแปลกใจ ซ้ำยังมองว่าท่าทีของกู้ฉางเกอนั้นชวนให้น่าสนใจยิ่งนัก

            กู้ฉางเกอเห็นถึงความแตกต่างในตัวนางอย่างชัดเจน ทว่าเขากลับมิซักถามหรือแสดงถึงความอยากรู้อยากเห็นให้เห็น

            เขาเป็นชายผู้ฉลาดหลักแหลม และหาได้เหมือนกับมหายุทธ์รุ่นเยาว์คนอื่นๆ ไม่ นอกจากนี้ เมื่อมองดูใกล้ๆ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงราศีของผู้เป็นเซียน สง่างามเหนือโลกีย์ ทว่าก็มิขาดความสูงส่งเลิศล้ำ

            ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังคงดำรงตนในฐานะตัวร้าย ทว่าหันกลับมาในชั่วพริบตาก็กลับแสดงบทบาทของผู้ปกป้องธรรมะได้อย่างแนบเนียน

            สิ่งนี้เป็นไปได้ด้วยหรือ

            หวังจื่อจินอดมิได้ที่จะครุ่นคิด นึกมิถึงว่าตนเองจะมองบุคคลเช่นนี้ผิดไป กู้ฉางเกอที่มีความสามารถถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าเขามิมีทางเป็นตัวละครผู้พ่ายแพ้ได้ง่ายๆ

            เมื่อทุกคนได้นั่งลงแล้ว

            หวังอู๋ซวงจึงเผยรอยยิ้มพลางกล่าวตอบคำถามของกู้ฉางเกอด้วยน้ำเสียงจริงใจ

            “ที่ข้ามานี้ ก็เป็นเพราะได้ยินถึงชื่อเสียงของศิษย์มรรคากู้ ผู้ที่สามารถใช้กลอุบายอันล้ำลึก เพียงวิธีการง่ายๆ ก็ทำให้ตระกูลมังกรแห่งดินแดนเซียนโบราณต้องสยบยอมด้วยความเกรงขาม วิทยายุทธ์และปัญญาเช่นนี้ทำให้ข้าชื่นชมยิ่งนัก จึงอยากจะมาศึกษาและขอคำชี้แนะจากศิษย์มรรคากู้ด้วยตนเอง”

            ถ้อยคำนี้เปี่ยมล้นด้วยความนอบน้อมและดูจริงใจยิ่งนัก

            หวังอู๋ซวงย่อมรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ หากเขาจะกล่าวออกไปตรงๆ ว่า พี่สาวของเขามีความสนใจในตัวศิษย์มรรคากู้ ก็ย่อมจะทำให้ผู้คนติฉินนินทาได้

            ในฐานะทายาทแห่งวิหารบรรพชนมนุษย์ การกระทำเช่นนั้นย่อมมิอาจจะยอมรับได้!

            “โอ้ เช่นนั้นหรือ”

            เมื่อได้ฟังคำกล่าวนั้น กู้ฉางเกอก็ยังคงเผยยิ้มมิเปลี่ยนแปลง พลางส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

            “หาได้มีสิ่งใดมากไปกว่าความบังเอิญเพียงเท่านั้น ศิษย์มรรคาหวังช่างยกย่องเกินไปแล้ว ตระกูลมังกรโบราณกระทำการมิดีมากมาย ก็ย่อมจะต้องพบเจอกับจุดจบอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ นี่คือกฎแห่งสวรรค์และปฐพี”

            “ตลอดหลายยุคสมัย พวกเขาอาศัยอำนาจข่มเหงผู้อื่น ถืออำนาจบาตรใหญ่ในดินแดนเซียนโบราณ กระทำการอหังการโดยไร้ผู้ใดจะต้านทานได้”

            “เรื่องนี้ล้วนเป็นผลมาจากการกระทำของพวกเขาเองทั้งสิ้น ข้าเพียงแต่ฉวยโอกาสผลักดันเล็กน้อยเท่านั้น”

            เมื่อได้ยินดังนั้น หวังอู๋ซวงถึงกับกระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น “ศิษย์มรรคากู้กล่าวถ่อมตนเกินไปแล้ว สำหรับข้าแล้ว คนรุ่นเยาว์ในยุคนี้ มิมีผู้ใดที่จะมีความสามารถเทียบเทียมท่านได้”

            กู้ฉางเกอยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เขาเผยยิ้มพลางส่ายศีรษะอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

            “เรื่องเช่นนี้ มิควรค่าแก่ความกังวลของศิษย์มรรคาหวัง หากข้ามิลงมือ ก็คงจะมีผู้ใดสักคนที่ทนมิได้และลงมืออยู่ดี”

            “ข้าก็เพียงแต่ฉวยโอกาสอาศัยบารมีของผู้อาวุโสใหญ่เท่านั้น”

            “ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ต่างหากที่เป็นผู้วางแผนการเบื้องหลัง ข้าเพียงแค่เป็นผู้ที่ถูกดันให้ออกมาในที่แจ้งเท่านั้น อีกทั้งก็ยังฉวยโอกาสสร้างชื่อไปในคราเดียวกันด้วย”

            ถ้อยคำเหล่านี้ล้วนฟังดูสมเหตุสมผล หาได้มีข้อผิดพลาดอันใดไม่ ทว่าผู้ที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น ก็ย่อมจะมิใช่คนเขลา พวกเขาย่อมฟังออกว่า กู้ฉางเกอกำลังผลักความรับผิดชอบออกไปโดยปริยาย

            เขาผลักทุกสิ่งไปให้ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์และตระกูลมังกรโบราณรับผิดชอบเสียสิ้น ในเมื่อกล่าวเช่นนี้แล้ว การกระทำของเขาก็ดูราวกับว่าเป็นการช่วยกำจัดภัยให้แก่ดินแดนเซียนโบราณเสียเอง

            หากมิได้เห็นภาพเบื้องหน้าที่เขากำลังลงมือปล้นรากฐานและสมบัติของตระกูลมังกรโบราณทั้งหมดกับตา พวกเขาก็อาจจะเชื่อถือจริงๆ ก็เป็นได้

            “ศิษย์มรรคากู้กล่าวเช่นนี้ ช่างดูถ่อมตนเกินไปนัก ผู้อื่นต่างใฝ่ฝันที่จะมีชื่อเสียงขจรขจาย ทว่าท่านกลับหลีกเลี่ยงเสียเอง แต่กระนั้นก็ดี ในตอนนี้ มิว่าตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลหรือตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ ต่างก็อยู่ภายใต้การปกครองของท่านทั้งนั้น”

            “บารมีของท่านในยามนี้ ช่างไร้ผู้ใดจะเทียบเคียงได้แล้ว ย่อมมิจำเป็นจะต้องใส่ใจกับเรื่องราวเหล่านี้”

            หวังอู๋ซวงกล่าวด้วยความรู้สึกปลง พลางทอดถอนใจ ถ้อยคำของเขานั้นออกมาจากใจโดยแท้จริง

            “ถ่อมตนหรือ ข้ามิได้ถ่อมตนอันใด เพียงแต่เอ่ยความจริงเท่านั้น” กู้ฉางเกอหัวเราะออกมาอย่างกลั้นมิอยู่ ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ศิษย์มรรคาหวังช่างประเมินข้าอย่างสูงส่งเกินไปแล้ว”

            เหล่าผู้อาวุโสแห่งตระกูลหวังที่อยู่ ณ ที่นั้น ต่างก็ได้แต่นิ่งเงียบ พลางส่ายศีรษะอย่างหมดคำจะพูด
    พวกเขาพบว่า การมองดูบุคคลเพียงภายนอกหาใช่เรื่องที่สมควรไม่ พวกเขาประเมินความสามารถของกู้ฉางเกอในการพูดจาเสแสร้งทำเป็นมิรู้มิเห็นต่ำเกินไปนัก

            สิ่งที่เจ้าทำ ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่เห็นกันทั้งนั้น!

            เหตุใดจึงมิแสดงความจริงใจออกมาเสียบ้าง

            เวลานี้ยังจะมาสวมหน้ากากจิ้งจอกอยู่ด้วยเหตุอันใดอีก

            พวกเขาแทบจะกล่าวถ้อยคำนี้ออกมาตรงๆ กับกู้ฉางเกอ

            ขณะนั้นเอง ราวกับว่ากู้ฉางเกอจะล่วงรู้ถึงความคิดในใจของทุกคน

            กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เจือความเสียดายและอาลัย “ข้ารู้ว่าท่านอาจจะมองว่าคำพูดนี้ของข้าเป็นเพียงลมปาก ทว่าเผ่าพันธุ์อย่างตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลและตระกูลอสรพิษโบราณ ต่างก็ช่วยเหลือข้าด้วยก็เพราะความเกี่ยวพันกับมหาเทพวัฏสงสารทั้งสิ้น”

            “บัดนี้ เรื่องราวก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว ข้อตกลงระหว่างพวกเขากับข้าก็ย่อมถือเป็นอันสิ้นสุด ต่างคนต่างแยกย้าย ข้าคงยากที่จะเรียกใช้พวกเขาได้อีกต่อไป”

            สิ้นคำ เขาก็เผยสีหน้าแสดงความเสียดายออกมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ ถ้อยคำที่เปล่งออกมานั้นล้วนชวนให้เชื่อถือ ผู้คนรอบข้างล้วนแล้วแต่เกิดความคล้อยตามอยู่บ้าง

            ท้ายที่สุดแล้ว การที่ผู้อาวุโสในขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุดจากสามตระกูลใหญ่ต่างร่วมมือกันในครานั้น พลังอำนาจอันสะท้อนฟ้าสะเทือนดินก็ช่างยากเกินกว่าที่จะลืมเลือนได้ ความน่าหวั่นเกรงในวันนั้นยังคงตราตรึง

            พวกเขายากจะทำใจยอมรับ ว่าผู้ทรงพลังระดับนี้จะยอมเชื่อฟังเด็กหนุ่มคนหนึ่งได้

            คำกล่าวของกู้ฉางเกอช่วยให้จิตใจของพวกเขาโล่งขึ้นเล็กน้อย ราวกับความจริงนี้อยู่ในขอบเขตที่พอจะเข้าใจได้

            “ท่าทางที่กล่าววาจาซึ่งดูสูงส่งและยิ่งใหญ่เช่นนี้ ช่างดูเสแสร้งเสียจริง”

            หวังจื่อจินเผยรอยยิ้มบาง พร้อมกับหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงราวกับสายลมพัดพา เสียงหัวเราะนั้นช่างไพเราะจับใจ

            นางมิได้รู้สึกว่าการกระทำของกู้ฉางเกอมีสิ่งใดผิดแปลก ในโลกแห่งการต่อสู้ที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่เช่นนี้ คนดีนั้นมิเคยมีชีวิตยืนยาว

            ผู้ที่เชิดชูธงแห่งความยุติธรรม ทว่ากระทำสิ่งที่คล้ายกับผู้ร้ายอย่างกู้ฉางเกอนั้นกลับสามารถอยู่รอดได้นานเป็นพิเศษ เรื่องราวของเขานั้น ชวนให้นางยิ่งสนใจใคร่รู้มากขึ้น

            ในยามนั้นเอง เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของหวังจื่อจิน กู้ฉางเกอจึงหันมามองนาง สายตาที่จับจ้องมากลับเจือความฉงนและความแปลกใจอย่างพอเหมาะพอควร พลางเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

            “ท่านผู้นี้คือผู้ใดกัน”

            “นางคือพี่สาวของข้า มีนามว่าหวังจื่อจิน นางเพิ่งจะกลับมาจากการฝึกฝน ณ ที่แห่งหนึ่ง นางกำลังจะกลับสู่ตระกูล ทว่าด้วยเพราะระหว่างทางได้ท่องผ่านดินแดนอนันต์สวรรค์ จึงได้แวะมาพบข้าเสียก่อน”

            หวังอู๋ซวงเอ่ยแนะนำสั้นๆ โดยที่มิได้กล่าวถึงว่านางมาจากวิหารบรรพชนมนุษย์แต่อย่างใด

            “โอ้ เป็นถึงพี่สาวของศิษย์มรรคาหวังนี่เอง ข้าก็นึกสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง เห็นทีจะมิธรรมดาเลยจริงๆ”

            กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ ประหนึ่งเพิ่งรับรู้ถึงเรื่องราวนี้อย่างแท้จริง

            เขากล่าวพลางยกถ้วยชาขึ้น ในถ้วยนั้นเป็นชาอันหอมหวนที่อบอวลในถ้วยหยกขาว เขากล่าวเชื้อเชิญด้วยท่าทีสง่างามต่อหวังจื่อจิน

            เมื่อเห็นว่าหวังอู๋ซวงมิได้มีทีท่าจะอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม กู้ฉางเกอจึงมิได้ซักไซ้ต่อ เพราะเกรงว่าจะไปกระทบกระเทือนความตั้งใจของอีกฝ่าย

            “ข้าขอคารวะศิษย์มรรคากู้ ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว ในวันนี้ก็ได้พบเห็นด้วยตาตนเองเสียที นับว่าชื่อเสียงสมคำร่ำลือนัก”

            หวังจื่อจินกล่าวพลางยกถ้วยชาแย้มยิ้มบาง ก่อนจะดื่มจนหมดถ้วยด้วยท่าทีเรียบง่ายและสง่างาม

            “ฮ่าฮ่า คุณหนูจื่อจินกล่าวเกินจริงไปแล้ว ชื่อเสียงเหล่านั้นก็เป็นเพียงลมปาก หาได้มีสิ่งใดพิเศษไม่”

            กู้ฉางเกอหัวเราะพลางเอ่ยตอบกลับอย่างสุภาพ ทั้งสองสนทนากันอย่างถูกอัธยาศัย

            ใบหน้าที่สง่างามราวกับหยกเทพเป็นประกายเรืองรอง ยิ่งทำให้ซิ่วเอ๋อร์คอยลอบมองอยู่มิวางตา ดวงตาเปี่ยมล้นไปด้วยความชื่นชมและเลื่อมใส

            ต่อจากนั้น กู้ฉางเกอจึงเริ่มสนทนากับหวังจื่อจินและคนอื่นๆ ด้วยท่าทีสงบนิ่ง สายตาและน้ำเสียงของเขามิได้เผยพิรุธใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย

            ในทันทีที่เห็นหวังจื่อจิน เขาได้ยืนยันแล้วว่า นางคือผู้ที่ข้ามมิติ ตัวตนของนางเปล่งประกายด้วยโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ แต้มวาสนาที่สะสมไว้นั้นก็สูงถึงหลายหมื่นแต้มจนมิอาจจะมองข้ามไปได้

            ยิ่งไปกว่านั้น คุณลักษณะในตัวของหวังจื่อจินยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความสูงส่งและห่างเหิน มีความเย่อหยิ่งที่มิใส่ใจสิ่งใดในโลกหล้า

            กู้ฉางเกอแยกแยะได้ในทันทีว่า นางแตกต่างจากสตรีผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิตทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

            ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจจะปฏิบัติตามแผนที่วางเอาไว้ตั้งแต่แรก 

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน