จารึกที่ 251 : ฝีปากพยนต์เทวะและความโอหังของอัสนีบาต
ท้องฟ้าเหนือหุบเขาเพลิงผลาญที่เคยสว่างไสวด้วยแสงตะวัน บัดนี้ถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดอันน่าสะพรึงกลัว มวลหมู่เมฆาสีดำทะมึนลอยต่ำลงมากดทับยอดเขาประหนึ่งแผ่นฟ้ากำลังจะถล่ม ภายในเกลียวเมฆที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่งนั้น ปรากฏอัสนีบาตสีม่วงคล้ำแลบแปลบปลาบดุจอสรพิษนับหมื่นตัวที่กำลังเริงระบำ ทุกครั้งที่สายฟ้าฟาดฟันลงมา กฎเกณฑ์ฟ้าดินในรัศมีนับพันลี้ล้วนเกิดการบิดเบี้ยวและสั่นสะเทือน
มันมิใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทว่ามันคือ 'ค่ายกลกักขังอัสนีสวรรค์เก้าทิศ' วิชาระดับสูงของขั้วอำนาจที่ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วทั้งดินแดนต้องหวาดหวั่น... สำนักอัสนีบาต!
ใจกลางวงล้อมของเมฆาทะมึน นาวาทะลวงเมฆา ที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวและคราบเขม่าควัน ลอยนิ่งค้างอยู่กลางอากาศราวกับแมลงที่ติดอยู่ในใยแมงมุม ม่านปราณคุ้มกันของเรือเหาะที่เคยเปล่งประกาย บัดนี้ริบหรี่และกระพริบไหวอย่างอ่อนแรงจากการกรำศึกหนักในซากมหานครใต้พิภพ ทว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนมันอยู่มิใช่ศิลาปราณธรรมดา แต่เป็น 'แกนปราณบรรพกาล' ที่เพิ่งปล้นชิงมา ซึ่งยังคงแผ่กลิ่นอายความเก่าแก่และดุดันออกมาต้านทานแรงกดดันจากเบื้องบน
บนดาดฟ้าเรือที่เจิ่งนองไปด้วยคราบโลหิต อาเจีย ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาทว่าเปี่ยมไปด้วยเจตจำนงแห่งความตระหนี่ ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ร่างกายของเขาโอนเอนประหนึ่งต้นไม้ใกล้ตาย ปราณวิญญาณในจุดตันเถียนเหือดแห้งจนถึงขีดสุด สัมผัสเทวะที่เคยกล้าแข็งบัดนี้อ่อนล้าจากการฝืนใช้ 'ดอกบัวสูญตา' ทว่าลึกลงไปในนัยน์ตาสีเงินยวงของเขากลับปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงความเย็นเยียบและรังสีอำมหิตที่เข้มข้นยิ่งกว่าลาวาใต้พิภพ
"สำนักอัสนีบาต... พวกมดปลวกที่กัดไม่ปล่อย" อาเจียแค่นเสียงลอดไรฟัน รสชาติคาวเลือดดรุณีในปากยังคงชัดเจน
เบื้องหน้าของเขา ห่างออกไปกลางอากาศเพียงไม่กี่สิบจั้ง เงาร่างของผู้บำเพ็ญเพียรในชุดคลุมสีม่วงสลักลายสายฟ้านับร้อยคนยืนตระหง่านเหยียบย่ำอยู่บนความว่างเปล่า ปลดปล่อยเจตจำนงแห่งการกดขี่ลงมาอย่างไม่ปิดบัง ทว่าสิ่งที่ทำให้สหายบนเรือต้องหายใจติดขัด คือชายชราสามคนที่ลอยตัวอยู่แนวหน้าสุด
ชายชราทั้งสามมีใบหน้าเหี่ยวย่นทว่าดวงตากลับสาดประกายคมกริบดุจสายฟ้า กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของพวกเขามิใช่ระดับแก่นทองคำ ทว่ามันคือระดับ วิญญาณแรกเริ่ม (元婴 - หยวนอิง)! ผู้บำเพ็ญเพียรผู้ตัดขาดจากพันธนาการของพื้นดิน ผู้ที่สามารถบงการกฎเกณฑ์แห่งธาตุธรรมชาติเบื้องต้นได้!
"สามผู้บำเพ็ญวิญญาณแรกเริ่ม... สำนักอัสนีบาตถึงกับลงทุนส่งผู้อาวุโสระดับสูงออกมาพร้อมกันถึงสามคน เพียงเพื่อดักซุ่มรอพวกเราที่เพิ่งรอดตายจากใต้พิภพ ช่างให้เกียรติกันเสียจริง!" ฉินมู่หลาง แสยะยิ้มเย็นชา เขาก้าวออกมายืนเคียงข้างอาเจีย มือขวากระชับด้ามกระบี่นิรันดร์แน่น แม้ปลายนิ้วจะสั่นระริกจากบาดแผลภายใน แต่เจตจำนงกระบี่ที่พวยพุ่งออกจากร่างกลับแหลมคมยิ่งกว่าเดิมประหนึ่งได้รับการขัดเกลาจากความเป็นความตาย
เฟิงอี้หราน เช็ดคราบเลือดที่มุมปาก สะบัดพัดขนนกสีเพลิงออกเบาๆ "ฮ่าฮ่า ศิษย์พี่ฉินกล่าวถูกต้อง พวกตาเฒ่าใกล้ลงโลงพวกนี้ คงรับรู้ได้ว่าอายุขัยของตนใกล้จะหมดลง จึงต้องมารอเป็นหมาจิ้งจอกขโมยอาหารสิงโต เพื่อหวังจะนำสมบัติของพวกเราไปต่อชีวิตอันไร้ค่าของพวกมัน!"
หลินชิงเสวี่ย และ เย่ปิงอวิ๋น ขนาบข้างซ้ายขวาของอาเจีย หญิงสาวทั้งสองแม้อาภรณ์จะขาดวิ่นและใบหน้าซีดเซียว แต่ม่านปราณเหมันต์และวิถีกระบี่ของพวกนางกลับหมุนวนปกป้องชายหนุ่มอย่างแน่นหนา ในขณะที่ เฟิงหลิงเอ๋อร์ ดรุณีน้อยผู้มีใบหน้างดงามหมดจด ก้าวเข้ามายืนซ้อนอยู่ด้านหลังอาเจีย มือเล็กๆ ของนางจับชายเสื้อคลุมของเขาไว้แน่น แววตาของนางมิได้มีความขลาดกลัว มีเพียงเจตจำนงที่แน่วแน่ว่าหากชายตรงหน้าต้องตกตาย นางก็พร้อมจะแหลกสลายไปพร้อมกับเขา
"ศิษย์น้องอาเจีย... พวกเราพร้อมแล้ว" ฉินมู่หลางเอ่ยเสียงเรียบ "แม้ต้องแตกดับ แต่เจตจำนงกระบี่ของสำนักกระบี่นิรันดร์ จะไม่ยอมคุกเข่าให้แก่สุนัขรับใช้ของสำนักอัสนีบาต!"
อาเจียทอดสายตามองมิตรสหายและอิสตรีรอบกาย ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาที่เคยเต้นเพียงเพื่อศิลาปราณ พลันสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เขาสูดลมหายใจลึก กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นอายของสายฟ้ากระตุ้นให้เส้นชีพจรที่เคยมืดบอดในวัยเยาว์เต้นเร่า
"พวกเจ้าบาดเจ็บหนักเกินไป เก็บแรงไว้เถิด" อาเจียเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าหนักแน่นประหนึ่งขุนเขา เขาก้าวออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ยืนรับแรงกดดันจากยอดคนวิญญาณแรกเริ่มทั้งสามด้วยแผ่นหลังที่ตั้งตรง "สวรรค์อาจตั้งใจส่งพวกมันมาเพื่อบีบคั้นให้พวกเราตายที่นี่... แต่พวกเจ้าจงจำไว้... สวรรค์อยากให้พวกเจ้าตาย แต่ข้า... ไม่ให้พวกเจ้าตาย!"
คำกล่าวที่เรียบง่ายทว่าแฝงด้วยจิตแห่งการฝืนลิขิตสวรรค์ ดังก้องเข้าไปในห้วงวิญญาณของทุกคน เฟิงหลิงเอ๋อร์หน้าแดงซ่านเล็กน้อยแม้ในยามวิกฤติ หัวใจของนางเต้นแรงกับความโอหังที่เปี่ยมไปด้วยความปกป้องของชายหนุ่ม
ผู้อาวุโสลำดับที่สามแห่งสำนักอัสนีบาต ผู้มีเคราสีเทายาวเฟื้อย เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน "ช่างเป็นวาจาที่โอหังและโง่เขลาเสียนี่กระไร! ไอ้หนู... เจ้าคิดว่าการที่เจ้าเอาชนะค่ายกลเล็กๆ น้อยๆ และรอดพ้นจากใต้พิภพมาได้ จะทำให้เจ้ามีสิทธิ์มาผยองต่อหน้ายอดคนวิญญาณแรกเริ่มงั้นหรือ? ในสายตาของข้า เจ้าก็เป็นเพียงมดปลวกที่พยายามชูคอท้าทายพญาอินทรี!"
ชายชราก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว กฎเกณฑ์อัสนีรอบกายเดือดพล่าน "ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย... ส่งมอบแหวนมิติทั้งหมด แกนปราณผลึกปฐพีที่เจ้าซุกซ่อนไว้ รวมถึงเรือเหาะลำนี้มาให้พวกข้า แล้วข้าจะยอมเหลือวิญญาณของพวกเจ้าไว้ให้ไปเกิดใหม่ มิเช่นนั้น... ข้าจะสูบวิญญาณของพวกเจ้ามาทรมานในค่ายกลสายฟ้าให้ร้องขอความตายไปนับร้อยปี!"
อาเจียหรี่ตาลง สัญชาตญาณพ่อค้าหน้าเงินของเขาพลันทำงาน แม้ในยามวิกฤติ สมองของเขาก็ยังคงคำนวณบัญชีกำไรขาดทุนอย่างรวดเร็ว 'ไอ้แก่พวกนี้... มันต้องการสมบัติของข้า! ศิลาปราณทุกก้อน ข้าต้องแลกมาด้วยเลือดและน้ำตา การจะให้ข้ามอบสมบัติให้พวกมัน... สู้ให้ข้าไปอมหินร้อนตายเสียยังดีกว่า!'
ทว่าสภาพร่างกายของอาเจียในยามนี้ ไม่อาจฝืนใช้วิถีสูญตาได้อีกแล้ว หากฝืนใช้ ลมปราณและวิญญาณของเขาจะแตกซ่านอย่างไม่อาจฟื้นฟู
"หึ... จะปล้นทรัพย์สินของข้าด้วยระดับวิญญาณแรกเริ่มงั้นหรือ..." อาเจียแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนจะถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว แล้วตวัดมือขวาชี้ไปทางผู้อาวุโสทั้งสามอย่างสง่างาม "ในเมื่อพวกเจ้าอยากเจรจาเรื่องทรัพย์สิน... เช่นนั้นก็จงคุยกับ 'ตัวแทน' ของข้าก็แล้วกัน! เจ้าสัว! ออกมารับแขก!"
สิ้นคำรามของอาเจีย พื้นดาดฟ้าของนาวาทะลวงเมฆาพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!
"ตึง! ตึง! ตึง!"
เสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงประหนึ่งภูเขาเหล็กเคลื่อนที่ ดังก้องกังวานไปทั่วแผ่นฟ้า เงาร่างสีทองอร่ามที่สูงถึงสามจั้ง ก้าวออกมาจากความมืดมิดเบื้องหลังดาดฟ้าเรือ
เจ้าสัว พยนต์เทวะในรูปลักษณ์ราชันย์อเวจีกึ่งเซียน ปรากฏกายขึ้นแล้ว!
ร่างกายของมันในยามนี้มิใช่พยนต์ระดับสวรรค์ธรรมดาอีกต่อไป หลังจากที่มัน 'กลืนกิน' แกนปราณบรรพกาลของอสูรสงครามแห่งสำนักหัตถ์กลเข้าไป เกราะโลหะของมันได้แปรสภาพเป็นสีทองอมม่วงที่แฝงไปด้วยความเก่าแก่และลึกล้ำ ปีกโลหะทั้งหกแฉกด้านหลังกางสยายออก กว้างใหญ่จนบดบังแสงสว่าง อักขระหลิงที่สลักอยู่ตรงแกนกลางหน้าอกเปล่งแสงเจิดจรัส หมุนวนสอดประสานกับเจตจำนงจตุรธาตุบรรพกาลที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่าง!
มันมิใช่เครื่องจักรที่ไร้ชีวิต แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดจากมรรคาวิถีแห่งอักขระและการแย่งชิง!
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเจ้าสัวในยามนี้ กดทับมิติอากาศจนเกิดรอยปริแตก มันแผ่ซ่านความโอหัง ความดุร้าย และ... 'ความหน้าเงิน' ที่รุนแรงไม่แพ้เจ้านายของมัน!
"ข้าผู้เป็นพยนต์เทวะ... ได้รับบัญชาให้มาสั่งสอนพวกขอทานที่บังอาจมาขวางทางเจ้านายของข้า!" เสียงกระแสจิตของเจ้าสัวดังก้องกังวานประหนึ่งระฆังทองเหลืองที่ถูกตีด้วยค้อนเหล็ก มันไม่ได้พูดผ่านอากาศ ทว่ามันส่งคลื่นเจตจำนงเจาะทะลวงเข้าไปในโสตประสาทของยอดคนวิญญาณแรกเริ่มทั้งสามโดยตรง!
ผู้อาวุโสทั้งสามแห่งสำนักอัสนีบาตชะงักงัน ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง พยนต์ที่มีจิตวิญญาณและสามารถส่งกระแสจิตได้? นี่มันมรดกจากยุคโบราณกาลชัดๆ! ความโลภในดวงตาของพวกเขายิ่งลุกโชน
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ยอดเยี่ยม! พยนต์วิญญาณระดับนี้ หากสำนักอัสนีบาตของข้าได้ครอบครอง พวกเราจะยิ่งใหญ่เหนือใครในหุบเขานี้! ไอ้หนู ขอบใจที่ส่งของล้ำค่ามาประเคนให้ถึงที่!" ผู้อาวุโสลำดับที่สองหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
ทว่า ก่อนที่เขาจะได้หัวเราะจบประโยค เจ้าสัวก็ขยับปีกโลหะเบาๆ ลอยตัวขึ้นมายืนหยัดเทียบเคียงกับยอดคนทั้งสาม มันยกแขนขวาที่หล่อหลอมจากโลหะนิลกาลขึ้น ชี้หน้านิ้วไปยังผู้อาวุโสทั้งสามด้วยท่วงท่าที่ยโสโอหังที่สุดเท่าที่พยนต์ตัวหนึ่งจะทำได้
"เจ้าพวกเศษสวะชราภาพ!" กระแสจิตของเจ้าสัวสาดซัดออกไปดุจคลื่นพายุ "เปิดดวงตาอันมืดบอดของพวกเจ้าดูให้ดี! เสื้อคลุมสีม่วงที่พวกเจ้าใส่อยู่ ทอจากไหมวิญญาณระดับต่ำต้อย! ตราสัญลักษณ์สำนักบนอกพวกเจ้า ก็สลักจากแร่ธาตุชั้นเลวที่ไม่มีค่าพอให้ข้าใช้เช็ดฝ่าเท้า! พวกเจ้ามีระดับบำเพ็ญเพียรถึงวิญญาณแรกเริ่ม ทว่ากลับยากจนข้นแค้นปานนี้ ยังกล้ามาอวดเบ่งต่อหน้านายท่านของข้าและข้าผู้เป็นพยนต์เทวะอีกหรือ!"
คำด่าทอของเจ้าสัวทะลวงผ่านกฎเกณฑ์ฟ้าดิน พุ่งตรงเข้าเสียดแทงจิตวิญญาณของยอดคนทั้งสามราวกับมีดนับพันเล่ม! ในโลกผู้ฝึกตน การดูหมิ่นระดับพลังนั้นเป็นเรื่องปกติ ทว่าการดูหมิ่นว่า "ยากจน" และ "ใช้วัสดุชั้นเลว" นั้น เป็นการเหยียดหยามเกียรติภูมิของขั้วอำนาจระดับสูงอย่างรุนแรงที่สุด!
ผู้อาวุโสลำดับที่สามหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "ไอ้เศษเหล็กบัดซบ! เจ้ากล้า..."
"หุบปากของเจ้าไปเสีย ไอ้ขอทานเฒ่า!" เจ้าสัวไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูได้พูด มันใช้ฝีปากที่ถอดแบบมาจากความกักขฬะของอาเจียโจมตีอย่างต่อเนื่อง "มองดูแหวนมิติบนนิ้วเหี่ยวๆ ของเจ้าสิ! มันมีพื้นที่เก็บของไม่ถึงสิบจั้งด้วยซ้ำ! ขยะเช่นนี้ นายท่านของข้ายังโยนทิ้งให้สุนัขกิน! พวกเจ้ากล้ามาปล้นขุมทรัพย์ระดับตำนานจากพวกเรา ด้วยสภาพที่ไม่มีแม้แต่ปัญญาจะซื้อเสื้อผ้าดีๆ ใส่... ช่างเป็นความน่าสมเพชที่สวรรค์ยังต้องหลั่งน้ำตา! ข้าแนะนำให้พวกเจ้ากลับไปไถนาที่สำนักเสียเถิด อย่ามาทำให้สายตาของข้าต้องแปดเปื้อนความยากจนของพวกเจ้าเลย!"
"พรวดดดด!!!"
ผู้อาวุโสลำดับที่สาม ผู้มีอารมณ์ร้อนที่สุด ไม่อาจทนรับการดูหมิ่นเหยียดหยามศักดิ์ศรีที่รุนแรงและหยาบคายถึงเพียงนี้ได้ เจตจำนงวิญญาณของเขาสั่นคลอนอย่างหนัก ลมปราณอัสนีตีกลับจนเขากระอักโลหิตสีดำออกมาคำโตกลางอากาศ!
ยอดคนระดับวิญญาณแรกเริ่ม... ถูกพยนต์เทวะด่าจนกระอักเลือด!
ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน และเหล่าอิสตรีบนเรือ ต่างยืนอ้าปากค้าง พวกเขาแทบไม่เชื่อสายตาและหูของตนเอง พยนต์เทวะตัวนี้... มันมิใช่เพียงแข็งแกร่ง ทว่าฝีปากของมันช่างชั่วร้ายและทรงพลานุภาพยิ่งกว่าอาวุธวิเศษใดๆ!
เฟิงอี้หรานลอบยกนิ้วโป้งให้ "ศิษย์น้องอาเจีย... พยนต์ของเจ้า ช่าง... สลักเสลามาได้สอดคล้องกับสันดานของเจ้าอย่างไร้ที่ติจริงๆ"
อาเจียเชิดคางขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นกระแอม "อะแฮ่ม! แน่นอน ศิลปะย่อมสะท้อนจิตวิญญาณของผู้สร้าง การเจรจาด้วยวาจาคือศิลปะชั้นสูงของโลกผู้ฝึกตน!" แม้ภายนอกเขาจะทำทีเป็นสุขุม แต่ในใจเขากลับสะใจจนแทบจะลงไปกลิ้งกับพื้น 'ด่ามัน! ด่ามันอีกไอ้ลูกชาย! เอาให้พวกมันอกแตกตายไปเลย จะได้ไม่ต้องเปลืองแรงสู้!'
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักอัสนีบาต ผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมและอำมหิตที่สุด ก้าวออกมาเบื้องหน้า เขายกมือขึ้นห้ามศิษย์น้องของตน แววตาของเขาเยือกเย็นจนถึงขีดสุด กฎเกณฑ์สายฟ้าสีดำแผ่ซ่านออกจากร่าง ทำลายล้างมิติอากาศรอบด้านจนเกิดเสียงปริแตก
"ดี... ดีมาก... ไอ้หนู เจ้านับว่ามีฝีมือที่สร้างพยนต์ระดับนี้ขึ้นมาได้ ทว่าความโอหังของมัน จะเป็นตัวเร่งให้วิญญาณของพวกเจ้าต้องแหลกสลายเร็วยิ่งขึ้น! ในเมื่อเจ้าปฏิเสธความเมตตาของข้า... เช่นนั้นก็จงกลายเป็นเถ้าธุลีไปพร้อมกับเรือซอมซ่อของเจ้าเสียเถิด!"
ผู้อาวุโสสูงสุดยกมือขวาขึ้นชี้ขึ้นสู่ท้องฟ้า "อัสนีบาตสวรรค์... พิพากษา!"
พริบตานั้น ทะเลเมฆสีดำทะมึนเบื้องบนพลันหมุนวนเป็นน้ำวนขนาดยักษ์ สายฟ้าสีม่วงคล้ำขนาดเท่าลำต้นไม้ร้อยปีนับสิบสาย ฟาดผ่าทะลวงสวรรค์ลงมาด้วยความเร็วที่เนตรมนุษย์ไม่อาจจับจ้อง เป้าหมายของมันคือนาวาทะลวงเมฆาและทุกคนที่อยู่บนดาดฟ้าเรือ!
กฎเกณฑ์แห่งอัสนีนี้มีความมุ่งหมายที่จะ 'ลบล้าง' ทวิลักษณ์ มันอัดแน่นไปด้วยปราณแห่งการดับสูญที่ยอดคนวิญญาณแรกเริ่มกลั่นกรองมาทั้งชีวิต!
"หลบหลังข้า!" อาเจียตะโกนลั่น แม้ปราณจะเหือดแห้ง แต่ในฐานะบุรุษ เขาไม่อาจปล่อยให้อิสตรีและสหายต้องเผชิญหน้ากับความตาย เขาก้าวออกไปเบื้องหน้า ดึงเอาเสี้ยวเจตจำนงสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในร่าง เตรียมจะฝืนกระตุ้นพู่กันนิรันดร์
ทว่าก่อนที่อาเจียจะได้ขยับตัว เจ้าสัว พยนต์เทวะจอมโอหัง ก็พุ่งทะยานตัดหน้าเขาขึ้นสู่กลางอากาศ!
"เจตจำนงอัสนีอันกระจอกงอกง่อย! กล้ามาแสดงความขัดสนต่อหน้าข้าผู้นี้รึ!"
เจ้าสัวคำรามลั่นกระแสจิต ปีกโลหะทั้งหกแฉกของมันสยายออกกว้างสุดหล้า อักขระหลิง 零 ที่สลักอยู่บนเกราะโลหะสีทองอมม่วงสว่างวาบเจิดจ้าประหนึ่งดวงตะวัน มันมิได้ใช้พลังงานจากศิลาปราณของอาเจีย ทว่ามันกำลังดึงเอา 'พลังงานจากแกนปราณบรรพกาล' ที่มันเพิ่งกลืนกินเข้าไปในใต้พิภพออกมาใช้อย่างเต็มพิกัด!
"วิถีจตุรธาตุบรรพกาล... ดูดซับและแปรเปลี่ยน!"
เจ้าสัวอ้าปากที่เต็มไปด้วยฟันเฟืองโลหะกว้างขึ้น รูปลักษณ์ของมันแปรเปลี่ยนเป็นราชันย์มารที่กำลังจะกลืนกินสวรรค์ เมื่อสายฟ้าสีม่วงคล้ำนับสิบสายฟาดลงมาปะทะกับร่างของมัน แทนที่เกราะโลหะจะหลอมละลายหรือแตกร้าว... อักขระสูญตาที่ฝังอยู่ในแกนกลางของมันกลับทำหน้าที่ 'ลบล้าง' กฎเกณฑ์แห่งความตายของสายฟ้าเหล่านั้น!
"เปรี้ยงงงง! ซูมมมม!"
อัสนีบาตสวรรค์ถูกกระชากเข้าสู่ปากและแกนกลางของเจ้าสัวอย่างบ้าคลั่ง! ปราณสายฟ้าที่ทรงพลานุภาพถูกกลไกฟ้าและวิถีอักขระภายในร่างของมัน บดขยี้ บิดเบือน และแปรสภาพให้กลายเป็น 'พลังงานหล่อเลี้ยง' ชั้นยอด! ร่างของเจ้าสัวสั่นสะเทือน โลหะวิญญาณของมันทอประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ มันกำลังดูดซับการโจมตีของยอดคนวิญญาณแรกเริ่มมาเป็นพลังของตนเอง!
"เป็นไปไม่ได้! พยนต์ตัวนั้น... มันกลืนกินกฎเกณฑ์อัสนีของข้า!" ผู้อาวุโสสูงสุดเบิกตากว้างด้วยความตระหนกสุดขีด วิชาที่เขาภาคภูมิใจ กลับกลายเป็นอาหารอันโอชะของเศษเหล็กตัวหนึ่ง!
"รสชาติจืดชืดสิ้นดี! สมกับเป็นวิชาของพวกยากไร้!" เจ้าสัวแสยะยิ้ม มันพ่นควันสีเทาออกจากปาก "ในเมื่อเจ้าให้อาหารข้า ข้าผู้เป็นพยนต์เทวะ ก็จะขอตอบแทนด้วย 'เงินทอน' ที่สมน้ำสมเนื้อ!"
ปีกโลหะทั้งหกของเจ้าสัวกระพืออย่างรุนแรง มันปลดปล่อยคลื่นพลังที่ผสานระหว่างเจตจำนงจตุรธาตุบรรพกาลและปราณอัสนีที่เพิ่งดูดซับมา พุ่งสวนกลับขึ้นไปบนฟ้าเป็นรูปเสี้ยวจันทร์สีทองอมม่วง คลื่นพลังนั้นคมกริบและดุดันยิ่งกว่าการโจมตีเดิมหลายเท่า!
"อ๊ากกก!"
ศิษย์สำนักอัสนีบาตนับสิบคนที่ลอยตัวอยู่ด้านหลังผู้อาวุโส ถูกคลื่นพลังเสี้ยวจันทร์ตัดร่างขาดสะบั้นในพริบตา โลหิตสีแดงสาดกระเซ็นย้อมหมู่เมฆสีดำให้กลายเป็นทะเลเลือด ผู้อาวุโสทั้งสามต้องเร่งกางม่านปราณป้องกันอย่างทุลักทุเล
การตอบโต้เพียงครั้งเดียวของพยนต์เทวะ ทำลายล้อมข่ายของสำนักอัสนีบาตจนเกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่!
อาเจียที่ยืนมองอยู่ด้านล่าง นัยน์ตาสีเงินยวงทอประกายวาบ สติปัญญาและไหวพริบของเขายังคงเฉียบแหลมเสมอในยามวิกฤติ เขาตระหนักดีว่าแม้เจ้าสัวจะแข็งแกร่ง ทว่ามันเพิ่งตื่นขึ้น การจะให้ต่อกรกับยอดคนวิญญาณแรกเริ่มทั้งสามคนพร้อมกับศิษย์นับร้อยจนตัวตาย ย่อมไม่ใช่การลงทุนที่คุ้มค่า!
'เป้าหมายของข้าคือการหนีรอดพร้อมสมบัติ ไม่ใช่การฆ่าล้างโคตรพวกมันที่นี่!'
อาเจียหันไปกระแทกฝ่ามือลงบนแท่นควบคุมหลักของนาวาทะลวงเมฆา ภายในเบ้าหลอมปราณ แกนปราณโบราณนับสิบชิ้นและศิลาปราณบริสุทธิ์นับหมื่นก้อนที่กอบโกยมา กำลังถูกเผาผลาญเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนสูงสุด
"ทุกคน! ยึดเกาะกราบเรือให้แน่นที่สุด! ข้าจะใช้เรือลำนี้เป็นหัวหอก ทะลวงฝ่ามิติค่ายกลของพวกมัน!" อาเจียคำรามลั่น
เขาถ่ายทอดเจตจำนงสูญตาที่เหลือเพียงเสี้ยวเดียว ผสานเข้ากับค่ายกลเรือเหาะ
"วิถีแห่งอักขระ... ปลดลิมิตค่ายกล... ระเบิดพลังขับเคลื่อนบรรพกาล!"
"ตูมมมมม!!!"
นาวาทะลวงเมฆาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจนไม้หอมประดับทองคำลั่นเอี๊ยดอ๊าด พลานุภาพที่อัดแน่นถูกระเบิดออกทางท้ายเรือเป็นเปลวเพลิงสีฟ้าเจิดจ้า เรือเหาะที่เคยชำรุดทรุดโทรม บัดนี้พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ฉีกกระชากกฎเกณฑ์แห่งอวกาศ! มันพุ่งตรงไปยังช่องโหว่ของค่ายกลกักขังอัสนีสวรรค์ที่เจ้าสัวเพิ่งแหวกออก!
"มันคิดจะหนี! ขัดขวางมันไว้!" ผู้อาวุโสสูงสุดแผดเสียงอย่างบ้าคลั่ง
ผู้อาวุโสทั้งสามทิ้งความเย่อหยิ่ง พวกเขาระดมปราณวิญญาณแรกเริ่มทั้งหมด สร้างเป็นโซ่ตรวนสายฟ้านับร้อยเส้น พุ่งเข้าหมายจะรัดพันนาวาทะลวงเมฆาไว้
ทว่าในวินาทีที่โซ่ตรวนอัสนีกำลังจะสัมผัสตัวเรือ เงามืดที่ทอดตัวอยู่ตามกราบเรือก็เกิดการบิดเบี้ยว... เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ ผู้ซ่อนเร้นกายมาตลอด พุ่งพรวดออกมาจากมิติเงา มันอ้าเขี้ยวพิษ พ่น 'ใยโปร่งใสสลายวิญญาณ' ที่อัดแน่นด้วยกฎเกณฑ์แห่งการตัดขาด พุ่งเข้าไปพันธนาการโซ่ตรวนสายฟ้าเหล่านั้น!
ทันทีที่ใยวิญญาณสัมผัสกับสายฟ้า เจตจำนงของยอดคนวิญญาณแรกเริ่มบนโซ่ตรวนพลันขาดสะบั้น โซ่สายฟ้าแตกสลายเป็นเพียงประกายไฟไร้พิษสง! การลอบสังหารเจตจำนงของเจ้าถุงเงินช่างแม่นยำและไร้เสียงประหนึ่งเพชฌฆาตแห่งยมโลก!
"ทะลวง!!!" อาเจียแผดเสียง
นาวาทะลวงเมฆาพุ่งทะยานชนเข้ากับกำแพงค่ายกลกักขังอัสนีสวรรค์อย่างจัง!
"กัมปนาททททท!!!"
การปะทะกันของสมบัติวิเศษที่ขับเคลื่อนด้วยแกนปราณบรรพกาล และค่ายกลของยอดคนวิญญาณแรกเริ่ม ทำให้เกิดระเบิดพลังงานรูปดอกเห็ดที่สว่างไสวบดบังแสงตะวัน มิติอากาศแตกออกเป็นรอยแยกสีดำขนาดยักษ์ คลื่นกระแทกกวาดเอาเมฆาทะมึนและศิษย์สำนักอัสนีบาตนับสิบให้ปลิวว่อนไปไกลนับสิบลี้!
ผู้อาวุโสทั้งสามถูกแรงสะท้อนกลับจนต้องกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว เลือดลมตีกลับจนต้องกระอักโลหิตออกมาพร้อมกัน!
เมื่อแสงสว่างจางหายไป สิ่งที่หลงเหลืออยู่กลางอากาศมีเพียงรอยแยกมิติที่กำลังสมานตัวอย่างเชื่องช้า ทว่านาวาทะลวงเมฆา อาเจีย พยนต์เทวะ และคณะวิปลาสทั้งหมด... ได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย! พวกเขาหนีรอดพ้นเงื้อมมือของสำนักอัสนีบาตไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งไว้เพียงความอัปยศอดสูและความแค้นที่ฝังลึกในใจของยอดคนทั้งสาม!
"อาเจีย... ไอ้เด็กวิปริต! ต่อให้เจ้าหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว สำนักอัสนีบาตก็จะตามล่าเจ้ามาสับเป็นหมื่นชิ้นให้จงได้!!!" ผู้อาวุโสสูงสุดคำรามลั่นท้องฟ้าด้วยความเคียดแค้น เสียงของเขาดังก้องไปทั่วหุบเขาเพลิงผลาญ ประกาศสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด!
ทว่า... ในขณะที่สำนักอัสนีบาตกำลังคลุ้มคลั่งด้วยความแค้น หารู้ไม่ว่าการใช้พลังทะลวงมิติอย่างบ้าคลั่งของอาเจีย ได้นำพาคณะวิปลาสไปสู่โชคชะตาที่เหนือการควบคุม และนำพาพวกเขาไปเผชิญหน้ากับความโหดร้ายที่แท้จริงของโลกผู้ฝึกตน!
...ลึกลงไปในความมืดมิดของห้วงมิติที่บิดเบี้ยว นาวาทะลวงเมฆาถูกกระแสน้ำวนแห่งกาลเวลาดูดกลืน ร่างกายของทุกคนถูกฉีกกระชากด้วยกฎเกณฑ์ที่ไร้ทิศทาง อาเจียที่อ่อนแรงถึงขีดสุด พยายามเอื้อมมือไปคว้าจับร่างของเฟิงหลิงเอ๋อร์ ทว่าความมืดก็กลืนกินวิสัยทัศน์ของเขาไปจนสิ้น...
การเดินทางเพื่อหล่อหลอมวิถีเซียนอันแสนยาวนานและโดดเดี่ยว ใน 'แดนเนรเทศสูญญตา' กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในความมืดมิดนั้น!