นั่งรออยู่สักพักก็มีเสียงฝีเท้าคนเดินมือที่จับนางไว้แน่นก็ค่อย ๆ คลายออก อู๋เสี่ยวหรันถอนหายใจอย่างโล่งอกและดึงมือของตนเองกลับมา
เป็นเวลาเดียวกันกับที่องครักษ์ขออนุญาตและเปิดประตูเข้ามาคนที่นำหน้ามาคือหลี่จวิ้น ติดตามมาด้วยชายวัยประมาณสี่สิบปีไว้เครายาวคาดว่าน่าจะเป็นหมอประจำค่ายทหารแห่งนี้ และสองคนสุดท้ายก็คือเหลียนฮวาและซุนหนี่
“คุณชายอู๋ท่านนี้คือหมอประจำค่ายทหารแห่งนี้ท่านหมอเติ้ง เติ้งหลุนขอรับ”
หมอเติ้งเดินขึ้นมายกมือขึ้นคารวะและถาม
“ไม่ทราบว่าคุณชายอู๋เรียกให้ข้ามาที่นี่ด้วยเหตุใดหรือขอรับหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านอ๋อง”
“ตอนนี้ท่านอ๋องกำลังนอนหลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นข้าเพียงอยากถามเกี่ยวกับอาการป่วยของท่านอ๋องน่ะ”
“เอ่อ…คือ”
หมอเติ้งมีท่าทีลังเลเขามองทุกคนที่อยู่ภายในห้อง ซึ่งทั้งหมดนี้เขารู้จักเพียงคนเดียวนั่นก็คือหัวหน้าองครักษ์หลี่ที่ติดตามเฉิงอ๋องมาตลอดหลายปีนี้ ส่วนคนอื่น ๆ เขาไม่เคยเห็นหน้าเลยจึงไม่กล้าที่จะพูดออกไป
“หากท่านไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไรแต่รบกวนท่านอยู่ในห้องนี้ระหว่างที่คนของข้าตรวจอาการท่านอ๋อง”
อู๋เสี่ยวหรันกวักมือเรียกให้เหลียนฮวาและซุนหนี่เข้ามา
หมอเติ้งเห็นดังนั้นจึงพยักหน้ารับและเดินออกไปยืนอยู่ข้าง ๆ หลี่จวิ้น
ซุนหนี่ผายมือให้เหลียนฮวาเป็นผู้ตรวจอาการของชายตรงหน้าก่อน เหลียนฮวาเห็นดังนั้นนางจึงเดินเข้ามาและกำลังจะจับมือของเฉิงอ๋องให้ออกมาจากผ้าห่มเพื่อที่นางจะได้จับชีพจรได้
“แค่ก ๆ”
แต่แล้วเสียงไอจากเฉิงอ๋องก็ดังขึ้นทำให้นางตกใจและลุกขึ้นทันที คนที่กลัวเฉิงอ๋องอย่างไรก็ยังคงกลัวอยู่ดี
แต่กับซุนหนี่นางไม่ได้รู้จากชายคนตรงหน้านางรู้เพียงแต่ว่าชายคนนี้ก็คือเฉิงอ๋องสามีของอู๋เสี่ยวหรันเท่านั้นเอง เมื่อสังเกตเห็นท่าทีหวาดกลัวของเหลียนฮวาจึงเป็นผู้เดินเข้าไปและใช้เข็มเงินปักลงไปที่เหนืออกขวาและใต้ราวนมเขาอย่างรวดเร็วทำให้ตัวของเฉิงอ๋องอ่อนยวบลง
หลี่จวิ้นเห็นดังนั้นเขาก็พยายามที่จะพุ่งตัวมาเพื่อจับซุนหนี่ให้ออกไป แต่ก็ถูกอู๋เสี่ยวหรันสกัดเอาไว้ก่อน
“เชื่อใจนางเถอะ”
เพียงประโยคเดียวสั้น ๆ จากอู๋เสี่ยวหรันเขาก็เชื่อฟังกลับไปยืนอยู่ที่เดิมเพื่อสังเกตการณ์ต่อไป การกระทำของเขาสร้างความแปลกใจให้กับหมอเติ้งเป็นอย่างมากแต่เขาก็เลือกที่จะมองอยู่เงียบ ๆ ต่อไป
หลังจากที่ซุนหนี่จากชีพจรเรียบร้อยแล้วนางก็หันมาหาอู๋เสี่ยวหรัน
“ข้าต้องเปิดผ้าห่มออกเพื่อตรวจร่างกายเจ้าค่ะ”
“ได้สิ…หลี่จวิ้นไปช่วยนาง”
หลี่จวิ้นพยักหน้ารับและเดินเข้าไปข้างเตียง ค่อยๆ ดึงผ้าห่มลงมาจนกระทั่งถึงบริเวณเอวเมื่อเขาได้เห็นเจ้านายที่เขาจงรักภักดีมากกว่าชีวิตของตนมีสภาพเป็นเช่นไรก็ให้ตกตะลึงและเสียใจเป็นอย่างมากที่ไม่ได้ติดตามมาปกป้องเฉิงอ๋องให้ดี เขาถอยออกมายืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
เมื่ออู๋เสี่ยวหรันเห็นว่าซุนหนี่กำลังจะแกะผ้าพันแผลออกนางจึงเดินเข้าไปช่วย โดยมีเหลียนฮวาเข้ามาเป็นลูกมือด้วยอีกคน
หลังจากที่บาดแผลตามตัวของเขาถูกเปิดเผยออกมาในใจของอู๋เสี่ยวหรันสั่นไหวอย่างรุนแรงและรู้สึกเจ็บปวดความเจ็บปวดวิ่งพล่านอยู่ในอกและพุ่งเข้ามาโจมตีหัวใจนางทำให้นางหยุดมือลงและต้องถอยหลังออกมาเล็กน้อยเพื่อให้จิตใจนั้นสงบลง
บริเวณหน้าอกของเขามีรอยสีม่วงขึ้นมาเป็นขนาดใหญ่แทบจะกินพื้นที่ทั้งหมด มีบาดแผลขนาดใหญ่ประมาณหนึ่งชุ่นอยู่ใต้อกซ้ายเล็กน้อยบริเวณรอบ ๆ บาดแผลบวมและช้ำมากที่สุด
ซุนหนี่นางใช้มือค่อย ๆ ลูบคลำไปตามซี่โครงของเขาและใช้ไฟจากตะเกียงส่องดูบาดแผลให้ชัดเจนจากนั้นก็เปิดม่านตาดูฝ้าลิ้นของเขา
“พี่เหลียนฮวาช่วยเตรียมผ้าสะอาดสำหรับเปลี่ยนและยาต้มแก้อาการเลือดคั่งภายในด้วยเจ้าค่ะ”
เมื่อบอกกับเหลียนฮวาเรียบร้อยแล้วซุนหนี่ก็หันไปหาหมอเติ้งและถามเขา
“ก่อนหน้านี้ท่านอ๋องมีอาการตัวร้อนไข้ขึ้นสูงหรืออาเจียนบ้างหรือไม่และสิ่งแปลกปลอมที่ยังฝังอยู่ในตัวของเขาคืออะไรเจ้าคะ”
หมอเติ้งได้ฟังคำถามของเด็กสาวตรงหน้า ก็ตกใจเป็นอย่างมากที่นางดูอาการของท่านอ๋องเพียงแค่ใช้เวลาไม่กี่อึดใจ นางสามารถวิเคราะห์และสอบถามได้อย่างตรงประเด็นหลังจากตั้งสติได้เขาก็ส่ายหน้า
“หลังจากที่ท่านอ๋องได้รับบาดเจ็บกว่าจะนำตัวของท่านมาถึงที่นี่ก็กินเวลามาเกือบวันตอนนั้นหัวลูกศรที่ฝังอยู่ด้านในก็ไม่สามารถนำออกมาได้แล้วข้าได้ให้กินยาสำหรับบำรุงเลือดและยาถอนพิษแมงมุมและยางไม้บางอย่างไปแล้วแต่ท่านอ๋องก็ยังไม่ฟื้น”
“โชคดีที่ไม่ได้ดึงหัวลูกศรนั้นออกเพราะมันอยู่ติดกับหัวใจของท่านอ๋องหากขยับผิดพลาดก็อาจจะ….”
ไม่ต้องให้ซุนหนี่พูดต่อจนจบประโยคคนทั้งหมดที่อยู่ในห้องก็ได้รับรู้ถึงความร้ายแรงนี้แล้ว
“เจ้านำมันออกมาได้หรือไม่”
อู๋เสี่ยวหรันถามขึ้นทันทีเพราะนางเคยเห็นซุนหนี่ผ่าตัดให้กับทหารที่บาดเจ็บ นำเอาหัวลูกศรของโจรป่าออกมาได้และตอนนี้ชายคนนั้นก็ยังมีชีวิตรอดอยู่
ซุนหนี่พยักหน้าให้กับนางอย่างไม่ต้องคิด
“ทำได้เจ้าค่ะแต่ข้าต้องขอเวลาสักวันสองวันเพื่อเตรียมยาและอุปกรณ์ทั้งหมดให้เพียบพร้อมเสียก่อนอีกอย่างข้าต้องการคนที่จะให้เลือดกับเขาด้วย เพราะการนำหัวลูกศรออกมาครั้งนี้ไม่ได้ง่ายดายเหมือนกับของทหารนายนั้นเลยเจ้าค่ะ”
หมอเติ้งที่ยืนฟังการสนทนาเงียบ ๆ มาตลอดก็โวยวายขึ้นมา
“ผ่างั้นหรือ!ผ่าที่เจ้าพูดถึงหมายถึงการกรีดลงไปบนร่างกายของท่านอ๋องแล้วหยิบเอาสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาเฉย ๆ อย่างนั้นหรือ ตาย ๆ ๆเรื่องนี้มีแค่ในนิทานปรัมปราหรือตำนานเรื่องเล่าเท่านั้นข้าไม่มีทางยินยอมให้เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้ามาเล่นพิเรนทร์กับร่างกายอันสูงค่าของท่านอ๋องเด็ดขาด!”
“ท่านจะปล่อยให้ท่านอ๋องหลับใหลแล้วค่อยๆ ตายไปเช่นนี้อย่างนั้นหรือ ยาถอนพิษที่ท่านบอกว่าให้เขาดื่มไปมันไม่ได้ผลเลยสักนิดมิเช่นนั้นหน้าอกของเขาจะยังคงเขียวคล้ำอย่างนี้หรือแหล่งกำเนิดพิษมันอยู่ที่หัวลูกศรนั้น หากไม่เอามันออกมาพิษก็ไม่มีทางที่จะหายไปเพราะฉะนั้นวิธีการเดียวที่จะยื้อชีวิตกลับมาจากยมทูตได้ก็คือต้องนำเอาจุดกำเนิดพิษออกมา การกำจัดก็ต้องกำจัดที่ต้นตอเรื่องเท่านี้เหตุใดท่านจึงคิดไม่ได้เล่า”
ซุนหนี่เองก็ไม่ยินยอมเช่นกัน
อู๋เสี่ยวหรันทนเห็นการทะเลาะเบาะแว้งของหมอทั้งสองคนไม่ได้จึงออกมายืนขวางหน้าทั้งสองไว้
“เจินเจินหยุด!ท่านหมอเติ้งเป็นผู้อาวุโสกว่า ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จากัน”
คำพูดนี้ของนางทำให้หมอเติ้งเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแต่แล้วเขาก็ต้องตกใจในประโยคต่อมาของนาง
“แต่ท่านหมอเติ้งหากรักษาตามวิธีการของท่านข้าคงต้องเสียท่านอ๋องไปสักวัน ดังนั้นข้าจะให้ซุนหนี่เป็นผู้รักษาเขาต่อจากนี้ไปนางจะเป็นผู้รับผิดชอบรักษาท่านอ๋องเอง”
“นะ นี่ท่านเป็นใครกันสามารถชี้เป็นชี้ตายชีวิตท่านอ๋องได้อย่างนั้นหรือข้าเป็นหมอมากว่ายี่สิบปี รักษาคนให้รอดตายมานักต่อนัก ไม่มีทางยินยอมเด็ดขาด”
อู๋เสี่ยวหรันรู้สึกว่าหากถกเถียงกับหมอหัวรั้นผู้นี้ต่อไปก็ไม่ได้ประโยชน์อันใด นางจึงหันไปสั่งหลี่จวิ้นแทน
“หัวหน้าองครักษ์หลี่เชิญท่านหมอเติ้งกลับไปพักผ่อนเถอะ”
“ขอรับ เชิญท่านหมอ”
หลี่จวิ้นผายมือเชิญหมอเติ้งซึ่งหมอเติ้งเองก็รู้สึกว่าถูกหยามหน้ามากเกินไปด้วยความโมโหจึงสะบัดชายเสื้อและเดินนำลิ่วโดยไม่รีรอ
เหลียนฮวาที่ไปเตรียมยาและผ้าพันแผลใหม่ก็เดินสวนทางเข้ามาพอดีซุนหนี่รับเอาถ้วยยาจากมือของเหลียนฮวาขึ้นมา ใช้ช้อนคนและสูดดมเล็กน้อยก็พยักหน้าจากนั้นก็วางถ้วยยาไว้ด้านข้าง
อู๋เสี่ยวหรันเดินเข้ามาและรับเอาผ้าสะอาดจากมือของเหลียนฮวาเพื่อจะเปลี่ยนให้กับเฉิงอ๋องด้วยตนเอง
“ไม่จำเป็นต้องพันทั้งร่างกายเหมือนเมื่อครู่เพียงใช้ผ้าสะอาดนี้ปิดทับไว้ด้านบนของปากแผลเท่านั้นก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”
“เข้าใจแล้ว”
พูดจบอู๋เสี่ยวหรันก็ลงมือด้วยความคล่องแคล่วทันทีเพราะตัวนางเองก็ได้เรียนรู้วิชาแพทย์มาบ้างในชาติก่อนและยังทำเช่นนี้นับร้อย ๆ ครั้งในสนามรบมาแล้ว
หลังจากที่อู๋เสี่ยวหรันค่อย ๆ ป้อนยาต้มให้กับเฉิงอ๋องกินทีละน้อยทีละน้อยจนหมดแล้วซุนหนี่ก็เข้ามาฝังเข็มให้กับเขาบริเวณหน้าอกอีกครั้ง เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนสกัดกั้นพิษและขจัดเอาเลือดคั่งที่อยู่ในหน้าอกของเขาออก
“หลังจากนี้ท่านอ๋องอาจจะอาเจียนหรือขับถ่ายเอาเลือดออกมาท่านไม่ต้องตกใจนะเจ้าคะนั้นแสดงว่าเลือดบางส่วนที่อุดตันเส้นลมปราณได้ถูกขับออกมาแล้วข้าขอตัวไปเตรียมยาและของที่จำเป็นในการผ่าตัดก่อนเจ้าค่ะ”
หลังจากกำชับเสร็จซุนหนี่ก็ออกไปพร้อมกับปิดประตูให้อู๋เสี่ยวหรันอยู่ด้านในดูแลสามีของนางตามลำพัง
อู๋เสี่ยวหรันจึงเป็นผู้ถูกมอบตำแหน่งผู้ดูแลประจำตัวของเฉิงอ๋องไปโดยปริยาย
เมื่อซุนหนี่ออกไปนอกห้องก็เห็นว่าเหลียนฮวากำลังรอนางอยู่ทั้งสองจึงเดินไปที่รถม้าที่พวกนางเก็บสมุนไพรไว้พร้อม ๆ กัน
“เจินเจินเหตุใดต้องฝังเข็มที่จุดเทียนหูกับหมิงเหมินด้วยนั้นมันจะทำให้คนหมดสติชั่วคราวมิใช่หรือ”
เหลียนฮวาถามด้วยความสงสัยแต่ซุนหนี่กลับอมยิ้มแล้วตอบนางว่า
“ก็ใช่น่ะสิ หากเขาไม่หมดสติพวกเราจะสัมผัสตัวเขาได้หรือ คิก ๆ”
เหลียนฮวาได้ฟังคำตอบก็ยังไม่เข้าใจนางเกาหัวแกรกและบ่นพึมพำ
“คนหมดสติอยู่แล้วจะฝังเข็มให้หมดสติอีกทำไม............. ไอหย๊า ! ข้ารู้แล้วแสดงว่าเขายัง....โอ้”
“อืม ๆ ในที่สุดศิษย์พี่ก็ตาสว่างสักที”
หลังจากที่เฉิงอ๋องได้กินยาของเหลียนฮวาเรียบร้อยแล้วไม่ถึงสองเค่อเขาก็ผุดลุกขึ้นและอาเจียนออกมาจริง ๆโชคดีที่อู๋เสี่ยวหรันเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้วจึงสามารถคว้าเอากระโถนไปรองรับได้ทัน
ตัวของนางเองก็นั่งลงด้านหลังเขาช่วยพยุงตัวของโม่เสวี่ยเยวียนหรือเฉิงอ๋องเอาไว้ เพื่อให้เขายังทรงตัวได้
เป็นเพราะขนาดตัวของพวกเขาทั้งสองต่างกันมากจึงทำให้อู๋เสี่ยวหรันต้องใช้แรงทั้งหมดเพื่อประคองตัวเขาให้อยู่
“ใครอยู่ข้างนอกเข้ามาที”
นางตะโกนเรียกออกไปแทบจะในทันทีทันใดประตูถูกเปิดเข้ามา เป็นหลี่จวิ้นนั้นเองที่เข้ามาพร้อมองครักษ์อีกคน
“เกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะให้ตามหมอหรือไม่”
หลี่จวิ้นถามทันทีที่เห็นว่าปากและเสื้อผ้าของทั้งสองมีรอยเลือดเปรอะเปื้อนอยู่
“ไม่ต้องเรียก!มาทำความสะอาดร่างกายให้ท่านอ๋องก่อน อย่าให้แผลโดนน้ำเด็ดขาดข้าเองก็ต้องไปจัดการตัวเองเช่นกัน”
อู๋เสี่ยวหรันพูดจบก็ปล่อยให้คนสนิทของเฉิงอ๋องจัดการที่เหลือต่อส่วนตนเองก็ออกไปยังห้องที่อยู่ติดกัน ซึ่งเหลียนฮวาได้เข้าจัดเตรียมไว้ให้ทั้งหมด
เมื่อได้อาบน้ำชำระล้างร่างกายและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่จนรู้สึกสบายเนื้อสบายตัว อู๋เสี่ยวหรันจึงใช้เวลานี้ปีนขึ้นเตียงเพื่อนอนหลับเพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน และยังต้องดูแลอาการของเฉิงอ๋องทำให้นางหมดแรงจริง ๆ
ทางด้านของเฉิงอ๋องเขาเองก็ตื่นขึ้นมาแล้วเช่นกัน เมื่อได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดจากหลี่จวิ้นโดยที่เขาไม่ได้ปิดบังแม้กระทั่งเรื่องที่ทิ้งพระชายาไว้เบื้องหลังและออกเดินทางมาเองเพราะไม่อยากให้นางติดตามมาด้วยหลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากหลี่จวิ้นแล้ว เฉิงอ๋องก็หมดแรงและหลับไปอีกครั้ง
เช้าวันรุ่งขึ้นอู๋เสี่ยวหรันก็ยังคงทำหน้าที่ของพระชายาที่ดีนางเข้าไปเยี่ยมเฉิงอ๋องในตอนเช้า พบว่าเขานั้นก็ยังนอนหลับอยู่ นางจึงใช้เวลานี้ตามหานายทหารที่มีชื่อว่า ‘ซังกวนเล่อ’หรือก็คืออดีตคนสนิทของนางเมื่อชาติก่อน’กวนหย่งเล่อ’ที่เขายังรอดชีวิตอยู่และเข้ามาเป็นทหารอยู่ในกองกำลังของเฉิงอ๋องมาพบ