ตอนที่ 5 มาแปลก
การถ่ายทำ่บ่ายดำเนินไปเรื่อยๆ ตามลำดับขั้นตอนของทีมงานที่วางเอาไว้อย่างไม่มีปัญหา ทุกอย่างออกมาดี เป็ไปตามแผนที่วางไว้ ทำให้ณคุณยิ้มอย่างอารมณ์ดีเมื่อการถ่ายทำของวันนี้จบลง พิพิมทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี ที่เหลือก็คงเป็เื่ของทีมงานตัดต่อก่อนจะส่งต่อให้ลูกค้า
ส่วนปันหลังจากเลิกกอง เ้าตัวก็เก็บอุปกรณ์ทำมาหากินของตัวเองลงกระเป๋าจัดให้เป็ระเบียบ วันนี้ค่อนข้างเหนื่อย เนื่องจากเขาไม่ได้พักเพราะงานไหลเรื่อยๆ เขาไม่อยากจะพักให้งานนั้นสะดุด คนอื่นทำได้เขาก็ต้องทำได้ อาจจะเพลียนิดหน่อยเนื่องจากเขาไม่ได้ทานข้าวเที่ยง แต่ตอนนี้ท้องร้องประท้วงแล้ว ถ้าใครเดินมาอยู่ใกล้คงได้ยินเสียงท้องเขาร้องประจานเ้าของ ตอนนี้ต้องรีบเก็บของแล้วไปหาอะไรทานเพราะไม่งั้นอาจจะปวดท้องได้ ซึ่งปันจะเป็บ่อยเื่ทานข้าวไม่ตรงเวลา ทำให้เกิดอาการปวดท้องบางทีก็เป็กระเพาะมีครั้งหนึ่งเป็หนักถึงเข้าโรงพยาบาล
******
“ปัน แกจะกลับเลยหรือจะไปไหนธุระที่ไหนต่ออีกมั้ย” ณคุณเดินมาถามรุ่นน้องเมื่อเห็นปันกำลังเก็บของเหมือนมันจะรีบไปไหน
“ปัน คงกลับคอนโดก่อนค่ะ พี่คุณมีอะไรให้น้องรับใช้บอกได้เลย”
“ใครมันจะกล้าไปใช้น้องรักอย่างคุณปันครับ”
“อย่าให้พูด เอ๊ะหรือจะพูดดีน๊า” ปันพูดแล้วหันไปยิ้มล้อพี่ชายสุดที่รัก ก็เล่นใช้ให้เขาไปจีบสาวๆ มาให้ตลอด จะจีบสาวเป็ก็เพราะช่วยพี่คุณนี่แหละ
“อะไร ผมไม่เคยเถอะ ถ้างั้นก็กลับดีๆแล้วกัน เอาไว้ค่อยเจอกัน” ปันส่ายหน้าก่อนจะก้มเก็บของต่อ หิวข้าวมากบอกเลย ตอนนี้ใครชวนไปไหนก็คงขอบายก่อน
หลังจากเก็บของเสร็จ ปันรีบสาวเท้าอย่างไวเพื่อจะไปขึ้นวินหน้าบริษัท รู้สึกได้ว่าตอนนี้ตัวเองเหมือนเดินตัวลอย เหมือนจะเป็ลม เค้าเคยมีอาการแบบนี้แล้วสุดท้ายก็หน้ามืด คิดได้ดังนั่นก่อนจะออกจากตึกปันรีบหาที่นั่ง มองเห็นม้าหินอ่อนอยู่ไม่ไกล แต่ทำไมตอนนี้รู้สึกเหมือนโลกหมุน ปันเดินค่อยๆ เดินประครองตัวเองให้ไปถึงม้านั่ง แต่มันไม่ไหวจริง ปันหลับตาคิดสภาพตัวเองตอนนี้คงเดินไปไม่ถึง คิดว่าตัวเองคงหมดสภาพจริงๆ ก็วันนี้แหละ
*****
“คุณ! คุณ คุณเป็ไงบ้างคะ”
“คุณ คุณคะ” ปันค่อยๆ ลืมตาแต่ก็ยังมีอาการบ้านหมุนอยู่ในตอนนี้
“เราตายแล้วหรอเนี่ย” ร่างสูงพูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง ทำไมเหมือนเจอนางฟ้า
“คุณยังไม่ตาย ไม่ได้กินข้าวละสิถึงเป็ลมแบบนี้” ปันค่อยๆ ลืมตาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงที่มันคุ้นๆ ตอนนี้เขารู้สึกดีขึ้นเหมือนหายใจหายคอสะดวกขึ้น ก็เป็เพราะตอนนี้นางเอกสาวสวยอย่างพิพิมกำลังปฐมพยาบาลให้คุณตากล้องคนเก่งอยู่
ภาพตอนนี้ คือปันนอนหนุนตักพิพิม มือเรียวของนางเอกจับยาดมยี่ห้อหนึ่งจ่อมาที่จมูกคนนอนตักเธอ อีกมือให้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำกำลังเช็ดหน้าให้คนเป็ลมอยู่ ตาอีกคนเหมือนจะปิดอยู่ตลอดเวลาแต่เมื่อเธอสังเกตดีๆ คือตาของปันเล็กเขาเป็คนตาชั้นเดียว ดูๆ ไปก็น่ารักดีนะ แต่เอ๊ะคิดแบบนี้อีกแล้วนะยัยพิม
“ดีขึ้นมั้ยคุณ หรือต้องไปโรงพยาบาล” ปันส่ายหน้าไปมาให้อีกคนเข้าใจว่าเขาไม่ดีขึ้นแต่ไม่ใช่ที่ส่ายหน้าคือไม่ไปโรงพยาบาล
“ไม่ดีขึ้นหรอคะ งั้นคุณรอตรงนี้นะฉันไปเอารถก่อน”
“ไม่ใช่ๆ ใจเย็นฉันดีขึ้นมากแล้ว” ปันรีบบอกอีกคนเสียงแ่
“อ่อ”
“ขอบคุณนะ คุณนางเอก” กำลังจะดีอยู่แล้วเชียว
“ไม่เป็ไรค่ะ แค่ไม่อยากเห็นคนตายต่อหน้าฉันกลัวผี” พิพิมรู้สึกได้ว่าอีกคนพูดจาประชดประชันเธอเองก็สวนกลับทันทีเหมือนกัน คิดว่ามีปากคนเดียวหรือไง
“นี่คุณ”
“ถ้าดีขึ้นแล้ว ก็กรุณาลุกออกจากตักดิฉันค่ะ”
“นานๆ จะได้นอนตักคนสวยขอนอนต่ออีกแป๊ปได้มั้ย โอ๊ย!” พิพิมรีบลุกจนทำให้หัวปันล่วงจากตักโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้เ้าตัวกระแทกกับพื้น ก่อนที่นางเอกสาวสวยจะหัวเราะ
“สมน้ำหน้า คิดจะแต๊ะอั๋งฉันหรอ ฝันไปเถอะย่ะ” พูดจบพิพิมก็เดินออกจากบริเวณนั้นตรงไปที่รถเธอทันที โดยไม่หันกลับมามองอีกคนที่เอาแต่หัวเราะชอบใจ ก่อนจะล้มหัวลงนอนที่พื้นอีกสักพักเพราะยังมีอาการมึนๆ ตาลายอยู่ แต่ก็ดีขึ้นมากกว่าเดิมมาก ต้องขอบคุณอีกคนที่ช่วยเขาไว้ไม่งั้นคงหัวกระแทกพื้นเข้าโรงพยาบาลไปแล้ว
******
“อ้าวเ้าปันมานอนทำอะไรตรงนี้ เป็อะไรรึป่าว” พี่กุ่ยทีมงานพึ่งลงมาเห็นปันนอนหลับตาบนพื้น ก็รีบเข้ามาดูด้วยความเป็ห่วง พี่ๆ ทีมงานพากันเอ็นดูปันไม่ใช่เพราะรู้จักกับเ้าของบริษัทอย่างคุณ แต่ด้วยความที่ปันเข้ากับคนอื่นได้ดี ไม่ถือตัว มีความเป็ธรรมชาติเป็ตัวของตัวเองทำให้พี่ๆ ทีมงานรักและเอ็นดูเ้าตัว
“ปันไม่เป็ไรแล้วค่ะ แค่นอนพักเฉย”
“นอนพัก! อยู่พื้นทางเดินเนี่ยนะแถวบ้านเรียกหมดสภาพไม่ใช่นอนพักครับ แล้วทำไมหน้าซีดแบบนี้”
“แค่เป็ลมนิดหน่อยแต่ดีขึ้นมากแล้วค่ะ”
“จะกลับเลยมั้ยพี่จะไปส่งขึ้นรถ”
“พอดีรถปันเข้าอู่ค่ะวันนี้ปันนั่งวินมาทำงาน”
“งั้นพี่ไปส่งแล้วกัน เอาขนมปังไปกินรองท้องก่อนจะได้มีแรง”
“ขอบคุณค่ะพี่กุ่ย” จากนั้นปันก็กัดขนมปังเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ เพื่อให้อาการดีขึ้น จนเดินไปขึ้นรถของพี่กุ่ยได้
******
“แอร์รถพี่กุ่ยนี่เย็นสบายเสียจริง เย็นกว่าทุกคันที่ปันเคยนั่งเลย”
“เ้าปัน หยุดปากหวานเถอะ พี่ไปส่งถึงที่อยู่แล้วครับน้อง” กุ่ยพูดพร้อมกับหัวเราะให้กับน้องที่นั่งข้างๆ มันมักจะปากหวานกับทุกคนแบบนี้แหละทำให้เขาเอ็นดู เด็กมันอยู่เป็ ยิ่งแม่ครัวที่ทำอาหารให้กองติดมันงอมแงมเพราะมันปากหวานอวยคนนั้นคนนี้เก่ง
หลังจากกลับถึงคอนโด ปันก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาทันที กะจะนอนพักให้อาการปกติร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อนค่อยไปทำอะไรทาน ตื่นมาอีกทีก็เกือบสามทุ่มนี่เขาหลับไปนานเหมือนกันนะ ตอนนี้ปันกำลังอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่น และมันก็ช่วยได้มากเมื่อน้ำเย็นๆ ทำให้ร่างกายตื่นสดชื่นขึ้นมาก ร่างสูงเดินออกจากห้องน้ำแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์ตัวเองมาดูว่ามีคนโทรหารึเปล่า เห็นเบอร์เจนโทรเข้า ปันรีบกดโทรกลับเพื่อนทันที
: ว่าไงเจน
: เป็หยังยุบ่คึนานรับโทรศัพท์แท้
: บ่ๆ นอนหลับเลยไม่ได้รับ มีอะไร”
: พอดีพรุ่งนี้พ่อจะเข้ามาส่งผลไม้ที่กรุงเทพพ่อให้ถามว่าแกจะเอาอะไรมั้ย”
: อื้ม เอาผลไม้มาก็ได้จะเอาไปฝากพี่ๆ ทีมงานสักหน่อย
: โอเค ได้เดี๋ยวบอกพ่อให้ แค่นี้ก่อนนะมีธุระ”
ปันวางสาย แล้วส่ายหน้าไอ้เจนนี้นะจะมีธุระตอนนี้ ไปแอบจีบสาวอยู่ละสิ ่กลับบ้าน เห็นจับโทรศัพท์ไม่วาง ปกติมันจะไม่ติดโทรศัพท์ขนาดนี้ ต้องมีอะไรผิดพลาดตรงไหนไม่เข้าใจเลยสักครั้ง คิดแล้วก็อดขำเจนไม่ได้ ่นี้มีความรักหน้าตาสดใส เขาก็ยินดีกับเพื่อนด้วย
******
หลังจากเรียนหนักมาทั้งอาทิตย์รวมทั้งที่หนักไปกว่านั้นคือปันต้องตื่นเร็วกว่าปกติเพื่อเผื่อเวลาในการเดินทางไปขึ้นรถเมย์ เพื่อเดินทางไปเรียนในแต่ละวัน หลังจากได้ไม่มีรถขับ ปันรู้สึกได้ทันทีั้แ่ครั้งแรกที่ขึ้นรถเมย์คือทำไมต้องรอนานขนาดนั้น บางวันคนขับก็ซิ่งเกินไม่รับผิดชอบความปลอดภัยของผู้โดยสารเอาซะเลย บางคันพูดจาเสียงดังยังกับไปโกรธใครมา ปันเคยขึ้นรถสาธารณะของต่างประเทศตอนไปเรียนซัมเมอร์มันช่างต่างจากของบ้านเรามาก เมื่อไหร่เมืองไทยจะทำให้เป็มืออาชีพเหมือนที่อื่นเค้าบ้างน้า ปันได้แต่คิดในใจ
เมื่อถึงป้ายหน้ามหาวิทยาลัยปันกับนักศึกษาที่นั่งมาเพื่อลงป้ายนี้ทยอยกันลง เหมือน์ยังไงอย่างงั้น วันนี้คนเยอะ และเขาก็ได้ยืนเบียดกับหลายๆ ที่ขึ้นรถคันนี้ ร้อนก็ต้องทนเพราะเป็รถเมย์พัดลม ปันรีบลงจากรถเพื่อเดินเข้ามหาลัย สมชายก็บอกว่าจะไปรับแต่เขาบอกว่ามันคนละทางเสียเวลาเดี๋ยวมาเอง สมชายจึงตามใจเพื่อน
“ปี๊ด ปี๊ด” เสียแตรรถดังจากด้านหลังทำให้ปันหันไปมอง พิพิมลดกระจกลงทำให้ปันรู้ว่าคนขับเป็ใครเลยหยุดเดิน ก่อนจะมองเข้าไปข้างในรถ
“อ้าวนึกว่าไผ”
“ขึ้นรถสิ”
“ขึ้นไปหยัง” ปันทำหน้างงอยู่มาชวนขึ้นรถ
“จะไปส่งที่คณะ เห็นว่าทางเดียวกัน เดินอีกตั้งไกลกว่าจะถึง”
“แนะ คิดหยังกับเฮายุเบาะนิ” ปันยิ้มกรุ่มกริ่มมองคนในรถยนต์
“พูดมากจะขึ้นไม่ขึ้น ถ้าไม่ฉันจะได้ไป...”
“ป ไปสิคุณ อย่าพึ่งใจร้อนสิ”
หลังจากขึ้นรถของอีกคนแล้วปันได้สูดอากาศเย็นจากแอร์รถยนต์คันหรูรู้สึกสบายตัวขึ้นมาเลย หลังจากที่ยืนอัดกันที่รถเมย์อยู่นานจนเหงื่อท่วมตัว ทำให้ไม่กล้าแม้จะนั่งพิงเบาะ กลัวเหงื่อจะติดเบาะ
“แล้วทำไมไม่นั่งดีๆ ทำยังกับนั่งสอบสัมภาษณ์งาน” พิพิมหันไปมองแล้วเหมือนปันจะเกร็งๆ เธอแค่อยากให้เขานั่งสบายๆ
“ไม่เป็ไรหรอกคุณ นั่งแบบนี้ดีแล้ว เสื้อฉันเปื้อนเหงื่อเดี๋ยวกลิ่นจะติดเบาะรถคุณเปล่าๆ” ร่างสูงพูดจบนางเอกสาวที่ตอนนี้ยังจอดรถอยู่ริมฟุตบาท อยู่ๆ สาวสวยก็โน้มตัวมาเอาจมูกมาใกล้ร่างสูงจนปันใ
“เอ๊ยๆ คุณทะทำอะไรอ่ะ”
“ก็ดมกลิ่นไง ออกจะหอม ไม่เห็นได้กลิ่นเหงื่อเหมือนคุณพูดเลย” พิพิมตอบหน้าตาเฉย แต่คนที่ใมากคือคนที่นั่งข้างจากที่นั่งตัวตรงอยู่แล้วตอนนี้ยืดหลังตรงแถมเอียงชิดประตูอีกข้างอีก ทำให้พิพิมขำออกมาเมื่อเห็นปฏิกิริยาของอีกคน
“เป็อะไรคะ นั่งดีๆ ค่ะ”
“ขนลุก หยุดพูดจาแบบนี้เถอะขอร้อง” คนที่ไม่เคยพูดจาแบบนี้อยู่ๆ มาพูดค่ะขาเขาไม่ชิน ยัยนี้จะมาไม้ไหนกัน
“ทำไมคะ”
“ถ้าบ่หยุดข่อยสิลงจากรถตอนนี้”
“โอเคๆ” จากนั้นนางเอกอย่างพิพิม ขับรถมุ่งหน้าไปที่คณะของอีกคน โดยไม่พูดอะไร เอาแต่อมยิ้มจนปันคิดว่าใครเอาคนบ้ามาเป็นางเอกซีรี่ย์กัน
หลังจากที่ตกอยู่ในความเงียบไม่นาน พิพิมจึงถามร่างสูงที่นั่งหลังตรงข้างๆ ว่ารถจะเสร็จตอนไหน เธอจะพาไปรับรถ แต่ปันปฏิเสธไปทำให้พิพิมต้องใช้ไม้ตาย ว่าเธออยากพาไปเพราะรู้สึกผิดที่ทำให้เขาเสียเวลา จนปันตอบตกลงเพราะขืนไม่ตอบตกลงนางเอกคนนี้คงพูดเสียงอ่อนเสียงหวานใส่เขาไปจนถึงที่หมายเป็แน่