“คงไม่มีอะไรหรอกแค่ไปทำงานเฉย ๆ” ธรณีกล่าวเมื่อผมเล่าเหตุการณ์ในเช้านี้ให้ฟังเมื่อเขากลับถึงคอนโด นี่คงเป็นคำพูดปลอบใจในสไตล์เขา
“จริงเหรอนายไม่ได้เห็นแววตาอีฟตอนที่เถียงฉัน ฉันว่าเธออาจจะสนใจมันก็ได้นะ”ผมโต้กลับโดยไม่ได้ถามว่าวันนี้ธรณีทำอะไรบ้างด้วยซ้ำรู้แค่ว่าเขานั่งทำงานอยู่ในห้องทั้งวันภาพตอนผมออกไปกับตอนกลับมาเหมือนเดิมทุกอย่างให้เดาว่าอาจฟังการดีเบตไม่ทันจนต้องลาพักร้อนเพื่อมานั่งเครียดกับการรักษาตำแหน่งซูเปอร์โหวตเตอร์ มีคนปกติที่ไหนบนโลกทำแบบนี้บ้าง
“ท่านคิดไปเองแหละ”ชายผอมสูงยืนยันคำกล่าวตน
“งั้นนายไปส่งฉันที่เอฟอีเอพรุ่งนี้หน่อยได้ไหม”ผมเสนอ คิดทบทวนมาอย่างดีแล้ว ผมไม่อาจปล่อยสองคนนั้นให้อยู่สองต่อสองนานเกินไปได้ก่อนหน้านี้ผมยืนยันกับรฐรักษ์แล้วจึงมั่นใจว่าสหายยังไม่เคยขออิสราออกเดทสำเร็จมาก่อนหลังจากแฟนเก่าก็ไม่มีใครได้เดทกับอิสรามาตลอดแปดปีผมยังมีโอกาสดีกว่าเขาด้วยซ้ำที่ได้ปั่นจักรยานกับเธอหลายชั่วโมงแต่คนอย่างสหายเป็นคนหน้าตาหล่อเหลา พูดจามีเสน่ห์ แถมจีบสาวเก่งกว่าผมมากขืนปล่อยไว้แบบนี้ผมต้องเสียเปรียบแน่
“ท่านจะตามไปดูเหรอ”ธรณียกคิ้วอย่างประหลาดใจในความทุ่มเทของผม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วแทน “ทำไมท่านไม่รู้จักพึ่งพาตัวเองบ้าง”
“เออ...ไม่รู้สิ”ผมฝืนยิ้มให้ดูเป็นมิตรที่สุด“ฉันกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ถ้าไปกับนายก็สบายใจกว่า ถ้าตำรวจเกิดสงสัยฉันขึ้นมาจะทำยังไง”
ธรณีหัวเราะ “พื้นที่เสรีแบบนี้ตำรวจเขาไม่สนใจหรอกว่าใครจะมาชุมนุม ยกเว้นท่านจะตะโกนโหวกเหวกเรียกร้องความสนใจเอง”
ผมพอเข้าใจคงอารมณ์เดียวกับครั้งก่อนที่ไปงานปราศรัยของพรรคอัตตาเปิดกว้างให้ใครเข้าฟังก็ได้ ผมคงอยู่ดีไม่ว่าดีไปวอนหาเรื่องใส่ตัวหรอกแต่ก็อดกังวลไม่ได้ มีลางสังหรณ์ว่าจะเกิดเรื่องบางอย่างถ้าผมเข้าไปในสถานที่แปลกปลอม
“ขอร้องเถอะวันนี้ท่านก็เคลียร์งานแล้ว พรุ่งนี้ท่านจะว่างขึ้นบ้าง” ผมรบเร้าต่อ “นายก็หาอะไรทำในเอฟอีเอเองก็ได้นี่ ฟังเวทีโน้นเวทีนี้ไงช่วงนี้โรงเรียนปิดเทอมนายก็ไม่ได้ไปสอนไม่ใช่เหรอ”
ธรณีเงียบไปพักหนึ่งเขาเกาศีรษะทำสีหน้าครุ่นคิด
“ไปก็ได้” ในที่สุดเขาก็ตอบรับไม่รู้อะไรดลใจให้เพื่อนเปลี่ยนคำตอบ ความโล่งใจแล่นปราดเข้าจับหัวใจผมเกือบจะกระโดดโลดเต้นแต่เก็บอาการได้ทัน เหลือเพียงรอยยิ้มที่ถูกสะกดกั้นไม่ให้กว้างจนเกินพอดี
“แต่พอเข้าไปแล้วท่านก็จัดการตัวเองแล้วกัน เราก็จะทำงานของเรา มีเรื่องที่อยากฟังอยู่พอดี”ธรณีถอนใจก่อนขอตัวกลับเข้าห้องตนเอง
ผมคงต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง อย่างที่เขาพูด
--------------------
พวกเราเดินผ่านอาคารหลังหนึ่งที่ตั้งสูงตระหง่านประดับด้วยกระจกเกือบทั้งหลังมีการจัดสวนแนวแทรกเป็นหย่อม ๆ ซึ่งประกอบด้วยพืชพรรณหลากหลายชนิด ดูโดดเด่นเมื่อเทียบกับตึกรามบ้านช่องโดยรอบ
“นี่คือตึกที่ทำงานของสภาและราชการจังหวัดพฤฒธานี” ธรณีบอกผม
ผมเงยหน้าดูสิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมซึ่งอยู่ไกลออกไปนั้นอีกครั้งเขาบอกว่าบานกระจกส่วนใหญ่เป็นโซลาร์วินโดว์ บางส่วนของตึกที่ทำจากสมาร์ตกลาสเอาไว้ชมวิวหรือปรับเป็นจอภาพอเนกประสงค์ได้สถาปนิกตั้งใจออกแบบให้เป็นกระจกทั้งหลังเพื่อสะท้อนความโปร่งใส เขาบอกว่าตึก 30ชั้นนี้ถูกเรียกว่าอาคารศูนย์ราชการแบบครบวงจรจังหวัดพฤฒธานี (Integrated government complex ofPhrutthani) เป็นทั้งสภาจังหวัด ศูนย์ราชการจวนผู้ว่าราชการจังหวัด และศาลจังหวัดครบวงจร ประชาชนที่มาใช้บริการสามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่มีทางมาผิดที่อย่างแน่นอน ผมขอเรียกมันง่ายๆ ว่า ‘ศูนย์ราชการ’ก็แล้วกัน
พื้นที่ชั้นใต้ดินห้าชั้นใช้เป็นที่จอดรถค่อนข้างเหลือเฟือเพราะคนยุคนี้นิยมใช้ขนส่งสาธารณะมากกว่ารถส่วนตัวผมเชื่อตามที่เพื่อนบอกโดยไม่สงสัยเพราะจอภาพขนาดใหญ่ที่สุดด้านหน้าตึกมีการแจ้งข่าวสารกิจกรรมทางการเมืองที่สำคัญประจำวันไม่ว่าจะเป็นการประชุมโครงการของฝ่ายบริหาร หรือวาระของฝ่ายนิติบัญญัติจอภาพจำนวนมากที่อยู่ชั้นหนึ่งแบ่งกันถ่ายทอดสดบรรยากาศในห้องประชุมแต่ละห้องแบบเรียลไทม์ครอบคลุมพื้นที่ทั้งส่วนใต้ร่มเงาอาคารและสวนสาธารณะกลางแจ้ง ประชาชนและนักข่าวบางส่วนมารวมตัวกันโดยรอบวาระที่สำคัญก็จะนั่งเบียดเสียดกันหน่อยหลายคนสวมเสื้อโชว์ตราสัญลักษณ์พรรคการเมืองชัด น่าจะคอยติดตามการทำงานของนักการเมืองฝ่ายตนรวมทั้งจับผิดนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม บางคนดูเหมือนมาพักผ่อนจับกลุ่มล้อมวงทานอาหารเที่ยงรอบโต๊ะเก้าอี้ในสวนอันร่มรื่นแต่ผมรู้สึกว่าจะเสียเวลามานั่งดูจอภาพที่นี่ทำไมในเมื่อดูผ่านทีวีที่บ้านก็ได้
พวกเราเดินออกห่างจากตึกนั้นไปสู่จุดหมายปลายทางที่อยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเพียงห้านาทีมันเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเซนทรัลพาร์กพฤฒธานี พื้นที่ 700 ไร่ของมันกว้างใหญ่กว่าอันที่ผมไปงานปราศรัยของพรรคอัตตาถึงสองเท่า ผมมองไปยังพื้นที่สีเขียวที่ทอดออกไปสุดลูกหูลูกตานั้นแล้วรู้สึกอัศจรรย์ใจที่คนยุคนี้สร้างแหล่งธรรมชาติขนาดมหึมากลางป่าคอนกรีตได้สำเร็จผมมองผู้คนสลับไปมาระหว่างที่เดินตามธรณีไป ชายหญิงห้าคนวิ่งจ๊อกกิ้งออกกำลังกายไปพร้อมกันเป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นสองทีมกำลังแข่งกันในพื้นที่สนามบาสเกตบอลอย่างดุเดือดหลายคนนั่งปิคนิค ล้อมวงบนเก้าอี้สำเร็จรูปซึ่งปูบนเสื่อกระจัดกระจายเป็นหย่อม ๆบนพื้นที่โล่ง ผู้ใหญ่วัยกลางคนกำลังเล่นสเกตบอร์ดอยู่กับเด็กคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นลูกหญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำกำลังหยิบอาหารปลาในกำมือโปรยให้เหล่าปลาที่หิวโหยมารุมแย่งกันที่ริมตลิ่ง
{ ผมเดินสวนกับผู้คนในชุดเกราะเอกโซสเกเลทัลหลายต่อหลายคน เสียงเอี๊ยดอ๊าดของเครื่องจักรดังคลอเบา ๆ ในทุกย่างก้าว มีทั้งผู้สูงอายุที่ใช้มันพยุงกายชายพิการขาขาดสองข้างที่กดรีโมทบังคับขาโลหะของตนและชายผู้ที่มีขาเทียมข้างซึ่งเดินอย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นคนปกติ เดาว่าเขาใช้เอวีเอสอีรับคลื่นสมองเพื่อสั่งการโดยตรงผมเบิกตากว้างอย่างตื่นตาตื่นใจเพิ่งเคยเห็นการใช้งานจริงของโครงร่างหุ่นยนต์เหล่านี้ระยะใกล้เป็นครั้งแรกอันที่ผมเคยเห็นที่บ้านยายออมสินดูเด็ก ๆไปเลยเมื่อเทียบกับความหรูหราอลังการที่นี่ ราวกับว่าใส่แข่งกันมาประกวดแต่งคอสเพลย์กันดั้ม[1]
ผมทราบดีว่าสาเหตุที่ไม่ได้สวมใส่กันเกลื่อนจนเป็นแฟชั่นเพราะกฎหมายห้ามไว้สามารถใช้ได้จำกัดในทางการแพทย์ อุตสาหกรรม หรือในกองทัพ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและความเท่าเทียมของสังคมธรณีเคยบอกว่าเจตนาของกฎหมายมีไว้เพื่อให้คนที่มีข้อจำกัดทางกายภาพได้มีศักยภาพเท่ากับคนทั่วๆ ไป ไม่ใช่เสริมให้ใครคนใดคนหนึ่งกลายเป็นยอดมนุษย์
ธรณีเดินนำผมไปอย่างคล่องแคล่วแสดงความสนอกสนใจอย่างเห็นได้ชัดเจนอิสราเคยเล่าให้ผมฟังตอนปั่นจักรยานด้วยกันหนก่อนว่า สามเดือนก่อนอิสรา รฐรักษ์และธรณีเคยมาเที่ยวที่เซนทรัลพาร์กแห่งนี้ด้วยกันธรณีขอแวะเข้าไปเที่ยวในพื้นที่เอฟอีเอสักสองชั่วโมงบอกว่ามีเรื่องที่น่าสนุกรออยู่ อิสราจึงอยู่เป็นเพื่อนกับรฐรักษ์เที่ยข้างนอกผมดูจากป้ายแถวนี้ เธอน่าจะหมายถึงอุโมงค์ต้นไม้ หรือไม่ก็เออาร์มิวเซียม[2]สุดท้ายก็ปาเข้าไปห้าชั่วโมงกว่าธรณีจะยอมออกมากลายเป็นการแยกกันเที่ยวที่มาถึงพร้อมกันเฉย ๆ }
วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งจนแสงแดดกราดส่องมาทุกพื้นที่รอบนี้ผมเตรียมหมวกขยายปีกบังแดดมาพร้อม เสื้อก็ระบายอากาศได้ดีระดับหนึ่งแต่ด้วยระยะทางที่เดินมาก็เรียกเหงื่อได้เหมือนกันเพียงครู่เดียวก็เข้ามาถึงพื้นที่ปิดล้อมที่กั้นด้วยเสาที่มีเทปขึงเชื่อมกันระหว่างเสาแบบเดียวกับที่ผมเห็นตอนไปทำข่าวกับอิสราเมื่อครั้งก่อนแต่คราวนี้เสาดูมีความสูงมากกว่า และเทปซ้อนกันสามชั้น ดูแน่นหนากว่าผมรู้ดีว่านี่คืออาณาเขตของพื้นที่เอฟอีเอซึ่งซ่อนอยู่ใจกลางสวนสาธารณะแห่งนี้เพื่อนเคยบอกว่าที่นี่คือเอฟอีเอที่กว้างที่สุดของประเทศ สาเหตุที่ใหญ่กว่าของเมืองหลวงเพราะภูมิประเทศเอื้ออำนวยมีพื้นที่โล่งมากกว่า
ผมรู้มาสักพักแล้วว่าเอฟอีเอคือพื้นที่พิเศษที่รัฐบาลจัดให้ผู้คนมารวมตัวกันชุมนุมโดยเสรีโดยเฉพาะซึ่งพ้องกับชื่อภาษาอังกฤษที่ตั้ง ‘FreeExpression Area’ มีนักวิชาการบางคนเรียกสิ่งนี้ว่าแอกอรา[3]ซึ่งตั้งชื่อตามเวทีในยุคกรีกที่เป็นการถกเถียงกันและเป็นบ่อเกิดของกฎหมายในขณะที่ชาวบ้านชอบเรียกว่า ‘ลานประชาธิปไตย’ระยะเวลาที่ผ่านมาหลายสิบปีรัฐบาลท้องถิ่นได้พื้นที่สาธารณะเป็นเอฟอีเอทุกตำบลอำเภอ จังหวัด เล็กบ้างใหญ่บ้างตามจำนวนประชากร และสถิติคนมาใช้บริการเหตุผลที่ต้องมีสถานที่จำเพาะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์[4]แบบนี้เพราะในอดีตเคยมีการชุมนุมตามท้องถนนแล้วสร้างปัญหารบกวนผู้คนที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางเสียง หรือกีดขวางการจราจรซ้ำยังสามารถใช้เป็นข้ออ้างของรัฐในการปราบปรามผู้ชุมนุมได้อีก
{ “แบบนี้สู้เดินท้องถนนได้เหรอ”ตอนที่ผมเคยศึกษาเรื่องนี้ใหม่ ๆ เคยถามธรณีเพราะงงว่าการพูดกันเองในพื้นที่ปิดจะสร้างความเปลี่ยนแปลงทำให้รัฐบาลหันมาสนใจได้อย่างไร นึกภาพไปถึงการจัดงานสัมมนาในห้องเล็ก ๆที่ไม่มีตัวแทนรัฐบาลเข้าฟัง
“ไม่เห็นต้องแคร์รัฐบาลเลยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอยู่แล้ว” คำตอบของธรณีทำให้ผมชะงักลืมคิดไปว่ายุคนี้ปกครองด้วยประชาธิปไตยลื่นไหลกลุ่มผู้ชุมนุมไม่จำเป็นต้องส่งเสียงให้รัฐบาลได้ยินเพียงแต่เผยแพร่อุดมการณ์ของกลุ่มตน เพื่อตามหาผู้มาร่วมกลุ่มให้ได้มากที่สุดทั้งในโลกจริง และโลกออนไลน์ ยังไงก็มีนักข่าวท้องถิ่น หรือสำนักข่าวระดับประเทศมารอทำข่าวสม่ำเสมอ
“เรากับอีฟก็มาหาข่าวจากที่นี่บ่อยๆ พอข้อความที่เราเผยแพร่ไปมีคนสนใจมาก ๆ ก็จะมีเสียงโหวตในการทำประชามติเพิ่มเอง”ธรณีอธิบายต่อ
“ข่าวที่ฉันอ่านเจอบอกว่า ชุมนุมได้แค่วันเดียว ก็มีตัวแทนจากรัฐบาลเข้ามาเจรจาต่อรองเลยทำไมต้องรีบขนาดนั้น”
“ปล่อยทิ้งไว้มีแต่ผลเสียต่อตัวเองยิ่งปล่อยให้กลุ่มชุมนุมใหญ่ขึ้น ยิ่งต้องใช้เงินภาษีอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ชุมนุมเพิ่มและที่สำคัญคือยิ่งมีประชาชนเข้าร่วมมากยิ่งรวบรวมรายชื่อสร้างอำนาจทางการเมืองได้มาก ถ้าเกิน 1,000 คนก็จะมีอำนาจเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนักการเมืองเองได้แต่ถ้าเป็นคนกลุ่มน้อยกว่านี้ก็ยังยื่นเรื่องผ่าน สส. แทนซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ปฏิเสธหรอก เพราะกลัวโดนโอจีดี ไม่อยากลำบากแทน รมต”
“ถ้า รมต.มัวแต่ต้องมาทำอะไรแบบนี้ ก็ไม่ต้องทำอะไรพอดี” ผมวิจารณ์ตรง ๆฟังเพื่อนแล้วรู้สึกสงสารนักการเมืองในยุคนี้จริง ภาระงานทำตามตัวชี้วัดก็หนักถูกตรวจสอบจนพรุนแถมยังต้องมาคอยตอบคำถามยิบย่อยของประชาชนจนไม่มีเวลาโฟกัสกับการทำงานชักช้าก็ไม่ได้เพราะมีกฎการเซอร์ไพรส์อย่างกรณีอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ธรณีเล่าก็มีเวลาเตรียมตัวแค่ 20 วัน ถ้าหลายคนที่กระเสือกกระสนไต่เต้ามามีตำแหน่งใหญ่โตทางการเมืองในยุคผมมาเกิดในปัจจุบันนี้กล้าพนันเลยว่าจะเหลือกันไม่ถึงครึ่ง ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนอย่างธรณีถึงมีความฝันจะเป็นอาชีพนี้ได้
“พวกเขาเลยต้องรีบแก้ปัญหาแต่เนิ่นๆ ไง 20 วันนี่เยอะแล้ว ปกติให้แค่หนึ่งถึงสองสัปดาห์เอง ส่วนใหญ่ รมต ก็ส่งข้าราชการมาเจรจาหรือถ้าโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ต้องอธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงทำตามที่เรียกร้องไม่ได้ ถ้าประชาชนยอมรับเหตุผล เขาก็สลายตัวกันไปเองผู้ชุมนุมเขาก็ฉลาดพอที่จะไม่มารวมตัวกันประท้วงในเรื่องเดิม ๆที่ผ่านการดีเบตไปแล้วหรอก ก็เหมือนการทำงานเผื่ออนาคตนั่นแหละ” }
หลังจากธรณีอธิบายจบพวกผมก็ผ่านเข้าไปบริเวณจุดตรวจอาวุธ มีเครื่องสแกนแบบเดียวกับครั้งก่อนตั้งเรียงต่อ ๆ กันห้าเครื่อง แค่นี้ก็เพียงพอกับจำนวนคนที่ต่อแถวเข้าคิวแตกต่างกันที่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่สวมเครื่องแต่งกายชุดตำรวจเพราะอยู่ในความดูแลของรัฐบาลผมกับธรณีรอแค่นาทีเดียวก็ถึงคิว โชคดีที่ผมมีประสบการณ์มาก่อนเลยคล่องแคล่วมากขึ้น จังหวะที่ผมสบตาชายในชุดเครื่องแบบก็รู้สึกหวั่นกลัวอยู่บ้าง
“นอกจากนาฬิกาข้อมือแล้วของที่ท่านพกมามีแค่บัตรเอ็มการ์ดกับสมาร์ตโฟนใช่หรือไม่”เจ้าหน้าที่ถามเมื่อผมก้าวมาอีกฝั่งของเครื่องสแกน ในขณะที่เจ้าหน้าที่อีกคนนำกำไลเอ็มซีเอสซีทั้งสี่อันมาคล้องแขนกับขาของผมไปด้วยอย่างรวดเร็ว
“ใช่ครับ” ผมตอบพยายามซ่อนท่าทีตื่นตระหนกไว้ พลางปลอบใจตนเองไม่มีทางที่เครื่องสแกนจะละเอียดพอตรวจสอบองค์ประกอบภายในของนาฬิกาข้อมือได้แล้วก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติต่อผมแตกต่างจากคนที่เข้ามาก่อนหน้า
“ท่านจะรับหูฟังหรือไม่”เจ้าหน้าที่อีกคนถามขึ้นหลังจากล็อกกำไลที่รยางค์ทั้งสี่ของผมเสร็จ เขาชี้ไปที่ชุดหูฟังไมโครโฟนที่วางซ้อนกันหลายตั้งบนโต๊ะซึ่งดูเหมือนหูฟังแบบครอบหูไร้สายราคาถูกธรรมดาอันหนึ่ง
“ไม่เป็นไรครับ”ผมกล่าวปฏิเสธผมศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนจึงรู้ว่าในพื้นที่นี้แก้ปัญหาเสียงปราศรัยแต่ละเวทีตีกันโดยมีตัวเลือกสองวิธีวิธีแรกทุกคนสามารถฟังเสียงผ่านแอปเอฟอีเอ (FEA App) โดยกดเลือกหมายเลขของเวทีและที่อยู่ของเวทีเอฟอีเอให้ตรง ก็จะสามารถฟังสดได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตจะพกโทรศัพท์มือถือและหูฟังมาเอง หรือฟังผ่านเอวีเอสอีโดยตรงก็ได้สำหรับคนที่ไม่มีก็สามารถใช้หูฟังที่รัฐให้ยืมใช้เฉพาะในพื้นที่ได้ส่วนวิธีที่สองคือการกำหนดความดังของเสียงผู้พูดบนเวทีผ่านเอไอที่ฝังอยู่ในไมโครโฟนของแต่ละเวทีระบบจะคำนวณเพดานสูงสุดของความดังที่จะส่งไปถึงผู้ชมที่อยู่เวทีอื่นที่ใกล้ที่สุดไม่ให้เกิน40 เดซิเบลซึ่งเทียบเท่ากับความดังเสียงห้องนอนตอนกลางคืนแน่นอนว่าบางคนฟังแล้วไม่สะใจจึงจำเป็นต้องเลือกที่นั่งหน้า ๆหรือไม่ก็กลับไปใช้วิธีแรกแต่รสนิยมส่วนตัวผมไม่ชอบการสวมหูฟังเป็นเวลานานจึงเลือกวิธีที่สอง
ผมรับรีโมทพลาสติกสีดำแล้วรีบเดินออกมาถือว่าผ่านมาง่ายดายและฉับไวกว่าที่คิดไว้มาก พวกเขาไม่ได้ตรวจบัตรประชาชนหรือยืนยันตัวตนด้วยวิธีใด ๆคนที่คิวถัดจากผมไม่จำเป็นต้องถอดหน้ากากแฟนซีออกด้วยซ้ำ ช่างเป็นพื้นที่เสรีจริงๆ ใคร ๆ ก็ผ่านเข้ามาได้หมดแม้แต่โจร แต่ถ้าผมเป็นผู้ก่อการร้ายจริงก็คงคิดหนักถ้าจะเข้ามาที่นี่ในเมื่อมีทั้งกล้องวงจรปิด โดรนอัตโนมัติบินตรวจตราไปมาและหุ่นยนต์ตำรวจอวตารที่ยืนเฝ้าเป็นจุด ๆนี่ยังไม่นับว่าประชาชนทุกคนก็มีรีโมทในมือเป็นอาวุธ
ทันทีที่ผมก้าวพ้นประตูเข้ามาในเขตลานประชาธิปไตยผมก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นมวลชนมหาศาลที่เดินขวักไขว่แน่นขนัดกว่าบริเวณด้านนอกอย่างเห็นได้ชัดผมเคยเห็นแฟชั่นการแต่งตัวที่หลากหลายผสมผสานผ่านกาลเวลามาหลายต่อหลายครั้งในพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่แต่ยังไม่สุดโต่งเท่ากับในพื้นที่นี้บางคนสวมหน้ากากปีศาจเหมือนอยู่ในปาร์ตี้คืนวันปล่อยผีบางคนแต่งตัวเป็นตัวละครในเกมหรือในหนัง แต่ไม่ว่าจะแต่งชุดอะไร ทุกคนก็ต้องมีกำไลเอ็มซีเอสซีสวมไว้ที่แขนขาทั้งสองข้างชั่ววูบหนึ่งผมคิดไปว่า ถ้าเกิดกำไลที่ทุกคนสวมเกิดเป็นระเบิดที่ผู้ก่อการร้ายแอบสลับเอามาติดคงกลายเป็นการสังหารหมู่แน่
ผมส่ายศีรษะปัดภาพสยดสยองในจินตนาการอันวิตถารนั้นออกไป แล้วล้วงมือถือออกจากกระเป๋ากางเกงยกถ่ายรูปเก็บภาพบรรยากาศไว้เป็นที่ระลึก มีโดรนบินโฉบผ่านไปมาเป็นระยะมีทั้งของประชาชน ของสื่อมวลชน และโดรนตระเวนยามของตำรวจ บางรุ่นไม่มีใบพัดเป็นเหมือนลูกโป่งลอยอยู่ในอากาศทั้งที่ดูโครงสร้างเป็นโลหะ ผมจึงไม่แน่ใจว่าใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์เป็นอะไร
เวทีที่เปิดให้ใช้พื้นที่ชุมนุมมีตั้งแต่ขนาดใหญ่ไปจนขนาดเล็ก รวม 30 เวทีผมเห็นบางกลุ่มก็เลือกใช้จุดหนึ่งในพื้นที่กลางแจ้งเป็นจุดประชุมเพราะเป็นกลุ่มขนาดเล็กโดยคนสิบกว่าคนนั้นนั่งบนเก้าอี้พกพาเป็นวงกลมล้อมรอบผู้ปราศรัยที่ยืนตรงกลางแต่โดยส่วนใหญ่ประชาชนจะยืนคุยกันคู่หรือไม่ก็จับกลุ่มราวสี่คนผมได้ยินบทสนทนาของกลุ่มที่ใกล้ผมมากที่สุด พวกเขากำลังถกเถียงกันเรื่องพฤติกรรมของนักการเมืองบางคนที่ผมไม่รู้จักชื่อสีหน้าของคนในกลุ่มดูยิ้มแย้ม สลับกันหัวเราะคิกคักเป็นครั้งคราวไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งเอาเป็นเอาตายเหมือนในยุคผม ใกล้ ๆ กันมีหญิงหนึ่งถือไมโครโฟนโดยมีหญิงอีกคนตั้งกล้องถ่ายเหมือนกำลังรายงานข่าวสถานการณ์ในพื้นที่เอฟอีเอของเซนทรัลพาร์ก ในขณะที่คนของสำนักข่าวหัวเขียวมาคนเดียวหญิงวัยกลางคนปล่อยให้โดรนที่ลอยนิ่งถ่ายภาพตนเองในรูปแบบเดียวกับที่อิสราเคยใช้พอรายงานจบเธอก็เดินสะบัดผมเท่ ๆ ออกจากเฟรมไป ถ้าอิสราทำแบบนี้คงดูเก๋ไก๋ดีแต่ดูเหมือนเธอไม่ชอบลูกเล่นจำพวกนี้ ชอบให้คนสนใจเนื้อหามากกว่าตัวเธอ
“ไม่นึกว่าจะมีคนมาชุมนุมเยอะขนาดนี้นึกว่าไม่มีอะไรคุยกันแล้วซะอีก” ผมเปรยขึ้นลอย ๆแปลกใจที่การเมืองยุคนี้ดูเหมือนพัฒนามาไกลมากแล้วเมื่อเทียบกับ 70 ปีก่อนจึงควรถึงจุดอิ่มตัวที่ผู้คนไม่มีอะไรถกเถียงกันอีก
“ก็เพราะในทางการเมืองไม่มีคำว่าเพอร์เฟกต์หรือดีที่สุดไงไม่มีทางทำให้ทุกคนพึงพอใจพอทำสิ่งที่คนหนึ่งเห็นว่าดีที่สุดกลับกลายเป็นแย่ที่สุดในสายตาอีกคนข้อสำคัญจึงเป็นการทำให้ทุกคนยอมรับในกติกาเดียวกันต่างหาก” ชายหนุ่มกล่าวผมพยักหน้าเล็กน้อยอย่างเข้าใจ ถ้าการเมืองในยุคผมคือการต่อรองผลประโยชน์ของผู้เล่นในยุคนี้ผู้ต่อรองผลประโยชน์เปลี่ยนมาเป็นประชาชนกลุ่มต่าง ๆแต่สิ่งที่เหมือนกันคือมันไม่วันถึงจุดอิ่มตัว
ธรณีนำผมลึกเข้าไปใจกลางของพื้นที่ ระหว่างที่พวกเรากำลังเดินอยู่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีราว 20คน เดินเรียงแถวกัน หัวหน้าแถวตะโกนนำแล้วคนที่ตามหลังพูดตาม เรียกความสนใจจากประชาชนที่ยืนรอบ ๆ
ประสิทธิออกไปประสิทธิออกไป ประสิทธิออกไป
ทุกคนที่อยู่ในขบวนนั้นชูมือขึ้นเหนือศีรษะใช้นิ้วโป้งกดนิ้วก้อยไว้ ทำเป็นสัญลักษณ์สามนิ้ว
[1]Gundam เป็นชื่อของหุ่นยนต์รบขนาดใหญ่จากอนิเมะชื่อเดียวกันซึ่งมีมากมายหลายภาค
[2]AR Museum พิพิธภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีAugmented Reality เพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการเข้าชม เช่น ภาพกราฟิก 3 มิติ, แอนิเมชัน, วิดีโอ หรือเสียง มาซ้อนทับอยู่บนวัตถุจริงหรือสภาพแวดล้อมจริงในพิพิธภัณฑ์
[3]Agora หมายถึงตลาดกลางแจ้ง หรือพื้นที่สาธารณะส่วนกลางในนครรัฐกรีซโบราณ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชีวิตทั้งด้านกีฬาศิลปะ ธุรกิจ สังคม จิตวิญญาณ และการเมือง
[4]Sanctuary