ตอนที่ 6 ตำราฝึกพลังลมปราณ
อาการป่วยของหนิงซิ่นเจียงยิ่งมายิ่งประหลาด ซ้ำร้ายท่าจะย่ำแย่ขึ้นทุกวัน ยามนี้กระทั่งเืออกจากจมูก สีหน้าขาวซีดกว่าแต่ก่อน ลมหายใจเข้าออกรวยรินคล้ายไม่มีแรง เรียกได้ว่าอาการทรุดอย่างกะทันหัน
ยังดีที่หนิงอันมีสติ รีบหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดคราบเืให้กับมารดา ยามนั้นนางทั้งแตกตื่นใ ทั้งหวาดหวั่น เกรงว่าท่านแม่จะเป็อะไรไปมากกว่านี้ กังวลจนนิ้วมือสั่นระรัวควบคุมไม่อยู่
หนิงซิ่นเจียงยามนี้กระทั่งไม่มีแรงกล่าววาจา ได้แต่เปล่งเสียงแ่เบาในลำคอ ทราบว่าตนคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว เห็นลูกๆ ทั้งสามคนนั่งรายล้อม เหลือบมองพวกเขาทีละคน ยามนี้มีแต่น้ำตาที่ไหลหลั่งพรั่งพรูออกมา แทนประโยควาจาและความรู้สึกที่มันอัดอั้นตันใจ
ในขณะที่หนิงเทียนกับหนิงหนิง พวกเขาพอเห็นมารดามีเืออก ก็พากันร้องไห้โฮอยู่ข้างๆ ไม่หยุด
หนิงเทียนร่ำร้องว่า "ท่านแม่…ท่านแม่ต้องไม่เป็อะไรนะขอรับ ท่านแม่จะต้องแข็งแรง"
ในขณะที่หนิงหนิงก็ร้องไห้สะอื้น เรียกคำ 'ท่านแม่' ไม่หยุดปาก
เห็นน้ำตาและได้ยินเสียงร้องไห้ของพวกเขา หนิงอันก็พลอยจะคล้อยตามร้องไห้ไปด้วย แต่พลันฉุกคิดได้ว่ายามนี้ไม่ใช่เวลาที่ตนจะมาแสดงความอ่อนแอให้พวกเด็กๆ เห็น คนเป็พี่สาวและเป็เสาหลักของครอบครัวส มควรจะเยือกเย็นและพึ่งพาได้ในเวลาเช่นนี้ถึงจะถูก
ดังนั้นนางลอบใช้มือปาดน้ำตาที่หางตาโดยไม่ให้พวกเขาสังเกตเห็น ค่อยหันมากล่าวด้วยความเด็ดเดี่ยวว่า "ท่านแม่จะต้องไม่เป็อะไร พี่สัญญาจะหาทางรักษาท่านแม่ให้หายกลับมาเป็ปรกติให้จงได้ พวกเ้าอย่าได้กังวลหรือร้องไห้ ต้องเข้มแข็งเข้าไว้ อย่าทำให้ท่านแม่ต้องเป็กังวลไปด้วย"
พอได้ยินคำกล่าวของพี่สาว เด็กน้อยทั้งสองค่อยเม้มริมฝีปากแน่น กลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ผงกศีรษะรับอย่างเชื่อฟังและเชื่อมั่นในตัวพี่สาวอย่างยิ่ง ไม่นานเสียงร่ำไห้ก็หยุดลง กลายเป็ความเงียบมาแทนที่
ในสถานการณ์บีบคั้น หนิงอันเผลอพลั้งปากกล่าวออกไป เพื่อทำให้เด็กๆ สบายใจ แต่ความจริงกระทั่งตัวนางเอง จนป่านนี้ยังหาทางรักษาอาการป่วยของมารดาไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นไม่ทราบนางเอาความมั่นใจเล็กๆ นี้มาจากที่ใด ในหัวพลันฉุกคิดถึงตำราเล่มนั้นขึ้นมาที่แม้แต่นางเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม อาการของมารดาก็ดีขึ้นบ้างแล้ว พอจะมีแรงกล่าวออกเสียงได้ แต่ยังนับว่าน่าเป็ห่วงอยู่ ดังนั้นหนิงอันจึงบอกให้หนิงหนิงกับหนิงเทียน เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดแทบไม่ให้คลาดสายตา ส่วนนางแม้กังวลจิตใจระส่ำระสาย ยังคงต้องเข้าครัวทำอาหารเย็นเพื่อเลี้ยงปากท้องคนที่เหลือ
ตกถึง่เย็นอากาศก็เย็นลงเรื่อยๆ ฟ้าด้านนอกเริ่มมืดสลัวเลือนราง เป็ปรกติของฤดูหนาว ที่กลางวันจะน้อยกว่ากลางคืน
หนิงอันทำกับข้าวอยู่ในครัวคนเดียว ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดี หากเป็เช่นนี้ต่อไปเกรงว่าท่านแม่จะย่ำแย่แล้ว ยามนั้นเหลือบมองตำราสีดำที่วางอยู่ข้างๆ นางพลิกดูแล้วดูอีกอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังไม่ทราบจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร
ขณะที่นางครุ่นคิดเลื่อนลอย พอดีกำลังจะใช้มีดเล่มเล็กหั่นผักในมือ แต่ไม่ทันระวังจึงโดนคมมีดเฉือนนิ้วมือข้างซ้ายจนมีเืไหลซึมออกมา กระทั่งรู้สึกเจ็บแปลบที่นิ้วมือนางค่อยสะดุ้งรู้สึกตัว พลันชักมือกลับแล้วร้องซีดคำหนึ่ง
ยามกะทันหันรีบหันกายหมายจะเอามือไปล้างน้ำสะอาด พอดีขณะจะหันกายนั้น เืที่ไหลซึมออกมาจากปากแผลไหลรวมกันกลายเป็หยดเื กระเซ็นหยดถูกปกตำราที่วางอยู่ด้านข้าง
หนิงอันย่อมไม่สังเกตเห็น นางง่วนอยู่กับการล้างแผลทำแผล จนกระทั่งเกิดแสงสีเขียววูบวาบขึ้นที่ด้านหลัง ส่องสว่างจนทั่วทั้งห้องครัวกลายเป็สีเขียว แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะแล้วก็หายไป หนิงอันต้องหันขวับกลับหลังไปมองดู ภาพที่เห็นทำให้หญิงสาวตะลึงตาค้าง ตำราที่เคยวางนิ่งๆ อยู่บนโต๊ะ ยามนี้กลับลอยขึ้นเหนืออากาศ พร้อมกับเปล่งแสงสีเขียว มีริ้วเส้นแสงแผ่กระจายออกมาอยู่โดยรอบ ััได้ถึงกลิ่นอายโบราณและความลึกลับพิสดาร บรรยากาศกดดันจนทำให้หนิงอันอึดอัดแทบหายใจไม่ออก
"นั่นมันอะไร?" สีหน้าหนิงอันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น แต่อีกใจก็ตื่นเต้นสงสัย ด้วยเพราะไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน แต่พอคิดว่าสิ่งนี้เป็ของวิเศษที่ชายชราเคยกล่าวไว้ นางต้องเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิม "หรือจะเป็ตำราวิเศษจริงๆ?"
ฉับพลันนั้น ตำราที่ลอยอยู่ท่ามกลางอากาศก็ค่อยอับแสงลง หล่นร่วงลงมาวางอยู่ที่เดิมราวกับไม่เคยมีเื่ราวใดเกิดขึ้น
หนิงอันสังเกตดูอยู่ชั่วครู่ พบว่าไม่มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอีก ค่อยสืบเท้าเดินเข้าหาอย่างระวังตัว จวบจนเดินถึงตรงหน้าตำราเล่มนั้น นางต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เพ่งตามองอักษรสองตัวที่อยู่หน้าปกตำราด้วยแววตาซับซ้อน แต่ก่อนนางดูแล้วไม่เข้าใจ แต่ยามนี้ไม่ทราบอะไรสิงสู่ กระทั่งรู้ว่ามันอ่านออกเสียงอย่างไรและมีความหมายอย่างไร
"ตำราฝึกลมปราณ" หนิงอันกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ "หรือจะเป็พลังลมปราณในตำนาน!"
'พลังลมปราณ' ที่จริงนางเคยได้ฟังผู้อื่นเล่ามา มันเป็พลังของเหล่าผู้ฝึกตนในตำนาน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่เหนือไปกว่าคนธรรมดาทั่วไป บ้างว่าทำให้คนสามารถทะลายก้อนหินใหญ่ได้เพียงแค่ฝ่ามือเดียว บ้างก็ว่าทำให้คนเหาะเหินเดินบนอากาศ ข้ามน้ำข้ามูเาได้ดั่งใจนึก
หากตำรานี้ช่วยให้นางมีพลังวิเศษเช่นนั้นได้จริงๆ ก็เป็เื่ที่ประเสริฐยิ่งแล้ว ไม่แน่ว่าสามารถช่วยรักษาอาการป่วยของมารดาได้
หนิงอันยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้นยินดี แต่กลับไม่แน่ใจว่าพลิกดูตำราอีกคราครั้งนี้จะประสบผลอย่างไร ดังนั้นนางสูดหายใจเข้าลึก เอื้อมมือพลิกหน้าปกตำรา ภายในใจร้อนรุ่มดั่งไฟสุม ภาวนาขอให้พบพานความผิดปรกติ ผิดแปลกจากครั้งก่อนสักนิดก็ยังดี อย่างน้อยมีเบาะแสพอจะสืบสาวถึงความลับของมันได้
แต่เพียงแค่มือััถูก ตำราก็สั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นพลิกเปิดออกด้วยตัวเอง
หนิงอันสะดุ้งใรั้งมือกลับแทบไม่ทัน ยามนั้นมีแสงสีเขียววูบขึ้น ทันทีที่หน้าปกเปิดออก ภายในหน้ากระดาษมีตัวอักษรประหลาดอยู่เต็มหน้า ยังเห็นว่ามันเคลื่อนไหวอยู่ในหน้ากระดาษราวกับมีชีวิต แม้ยามนี้มืดสลัว แต่อักษรแต่ละตัวเปล่งแสงสีเขียวเรืองรอง สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในที่มืด
นี่ย่อมมิใช่การเขียนบันทึกแบบทั่วไป หากแต่เป็วิธีการบางอย่างที่มีพลังวิเศษเข้ามาเกี่ยวข้อง บ่งบอกได้ว่าคนเขียนตำราเล่มนี้ขึ้นมาต้องเป็ตัวตนที่สูงส่งอย่างไม่ต้องสงสัย คนทั่วไปเห็นอักษรประหลาดพวกนี้ ย่อมดูไม่เข้าใจความหมาย แต่หนิงอันอ่านมันออกได้และยังเข้าใจแจ่มแจ้ง ราวกับนางเป็คนบัญญัติคิดค้นตัวอักษรพวกนี้ขึ้นมาเองกับมือ ดังนั้นเพียงกวาดตามองอ่านผ่านๆ ก็รู้ความหมายของข้อความที่บันทึกไว้
หนิงอันอ่านจนตาพร่าพราย ใจเต้นระทึก รู้สึกราวกับตัวเองหลุดเข้าไปยังโลกอีกใบ เพียงแค่อ่านก็ทำให้เืลมพลุ่งพล่าน ในข้อความบันทึกเขียนบอกวิธีการฝึกปรือพลังลมปราณ ั้แ่แรกเริ่มจวบจนถึงขั้นวิธีการใช้
หนิงอันกล่าวพึมพำว่า “นี่มันตำราฝึกพลังลมปราณจริงๆ ด้วย..” ดวงตาพลันทอประกายวูบขึ้น "หรือนี่เราจะกลายเป็ผู้ฝึกตนในตำนาน?"