ตอนที่90 อันตรายรอบด้าน
ด้วยสภาพอากาศช่วงเวลาหฤโหดนี้จะส่งผลให้ไม่มีแสงสว่างในเวลากลางวัน โดยจะมืดเหมือนช่วงเวลากลางคืน อาหารก็ขาดแคลนพร้อมด้วยพายุหิมะติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือนอีกด้วย
มิหนำซ้ำยังเป็นช่วงเวลาของหมีขาวคลอดลูกอีกด้วยฉะนั้นการเดินทางไปพิสูจน์ปรากฏการณ์ประหลาดในครั้งนี้ ล้วนเต็มไปด้วยภัยอันตรายรอบด้านอย่างแท้จริง
เมื่อทุกคนขึ้นนั่งบนเครื่องบินของทางทหารเสร็จเรียบร้อยโดยเครื่องบินออกตัวทะยานบินขึ้นสู่ท้องฟ้าในเวลาอันรวดเร็ว บ่งบอกได้ว่าเป็นการทำงานแข่งกับเวลาอย่างเร่งด่วน
สักพักหนึ่งเมื่อเครื่องบินอยู่ในระดับคงที่ทางอากาศแล้วพันเอกจอห์นเดินมาพูดคุยกับทุกคนด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล พร้อมกล่าวถึงแผนการที่เคยเตรียมไว้ให้ทุกคนรับรู้ว่า
“พวกเรามีเวลาแค่หนึ่งวันพ้นวันมะรืนไปก็จะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวเต็มตัว ทุกที่จะมีแต่ความมืดมิด ผมจะจับคู่ให้พวกคุณมีบัดดี้กับฝ่ายทหารไม่สามารถเดินทางไปที่ไหนตามลำพังได้ จะต้องไปด้วยกันเป็นคู่เท่านั้นสภาพแวดล้อมที่นั่นมีแต่อันตรายทั้งนั้น.....เข้าใจไหมครับ?”
“เข้าใจค่ะ/ครับ!” ทุกคนต่างขานรับคำสั่งด้วยความเข้าใจ
“ดีมาก! ผมคู่กับศาสตราจารย์เมสันร้อยเอกดีแลนคู่กับดอกเตอร์โซเฟีย ร้อยโทคาร์เตอร์คู่กับศาสตราจารย์เดวิดร้อยโทไวแอตต์คู่กับศาสตราจารย์สตีเวน ร้อยโทลุคคู่กับศาสตราจารย์ไมเคิล ส่วนร้อยโทเจเดนคู่กับเสิ่นอี้เมื่อนั่งบนฮอแล้ว จะต้องรีบสวมใส่ร่มชูชีพให้พร้อม ส่วนสัมภาระทั้งหมดจะมีลูกทีมคอยจัดการให้ หวังว่าบัดดี้จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ดีนะครับ”
พันเอกจอห์นพยักหน้าพึงพอใจเขาจัดคู่ให้ตามความเหมาะสม โดยมั่นใจว่าแต่ละคู่จะสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ถึงแม้จะเกิดเหตุสุดวิสัยจนอาจถึงแก่ชีวิตได้ ทว่าเขามีเหตุผลเพียงพอในการรายงานกับกองทัพและรัฐบาลได้อย่างง่ายดาย
เสิ่นอี้เหลือบมองคู่หูตนเองด้วยความกังวลใจเขาพบว่าพันเอกจอห์นจงใจจัดตนให้คู่กับทหารที่มีท่าทางอ่อนแอมากที่สุดในทีม ทว่าเขาไม่สามารถโต้แย้งได้จึงเลือกที่จะนิ่งเฉยจะรอเวลาเดินทางไปถึงสถานที่เป้าหมายก่อน
ต่อจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงเครื่องบินร่อนลงจอดยังสนามบินชั่วคราวของประเทศกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นตำแหน่งห่างจากสถานที่เป้าหมายไม่ถึงสามร้อยกิโลเมตร
ชายหนุ่มพบว่ามีการตั้งเต็นท์อำนวยการหลายหลังไว้รองรับบรรดานักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลก
อย่างไรก็ตามเสิ่นอี้และทีมจำเป็นต้องเดินทางต่อด้วยเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงเพื่อเข้าใกล้สถานที่เป้าหมายให้ได้มากที่สุดโดยรับรู้ก่อนหน้าแล้วว่ามีทีมล่วงหน้าไปสำรวจพื้นที่ก่อนแล้วจำนวนสี่คน
“ใส่เสื้อชูชีพให้เรียบร้อยด้วย”ร้อยโทเจเดนคู่หูของเสิ่นอี้เอ่ยทักเขาขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ร้อยโทเจเดนเหลือบมองเสิ่นอี้อย่างดูแคลนเขาไม่ชื่นชอบชาวเอเชียเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้วทว่าไม่สามารถขัดคำสั่งของหัวหน้าทีมได้ โดยคิดว่ารูปร่างผอมบางของชายหนุ่มชาวจีนจะต้องกลายเป็นภาระในการให้ความช่วยเหลือสำหรับตนเองอย่างแน่นอน
ทั้งนี้เขาไม่สนใจด้วยซ้ำไปว่าเสิ่นอี้จะโดดร่มเป็นเหมือนกับนักวิชาการคนอื่นที่ใส่เสื้อชูชีพเรียบร้อยตั้งแต่ขึ้นมาบนเฮลิคอปเตอร์แล้ว
“เข้าใจแล้ว”เสิ่นอี้พยักหน้ารับด้วยความเข้าใจ
เขาลอบถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อพบว่าต้องช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดทว่าเขามีโอกาสในเวลาอันจำกัดเพื่อเรียนรู้เทคนิคการสวมเสื้อชูชีพและการโดดร่มของทหารจากคลิปวิดีโอก่อนหน้าแล้วจึงสวมใส่ตามขั้นตอนให้เรียบร้อยในทันที
เสิ่นอี้สัมผัสได้ถึงการจ้องมองจากทิศทางของโซเฟียเขาผินหน้าไปมองและเห็นเธอพยักหน้าเป็นเชิงให้กำลังใจจึงรู้สึกดีขึ้นบ้างเล็กน้อยพลางพยักหน้าทักทายเธอตอบกลับด้วยความเข้าใจ
เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงจากทางกองทัพเป็นรุ่นทันสมัยที่สามารถทำความเร็วได้มากถึงสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงทำให้เดินทางไปถึงสถานที่เป้าหมายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
จากนั้นพันเอกจอห์นเดินมาพร้อมศาสตราจารย์เมสันเพื่อเตรียมตัวโดดร่มก่อนเป็นคู่แรกพร้อมด้วยคู่ถัดมาซึ่งต่างไปยืนอออยู่ด้านท้ายของเฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่ ในขณะที่มีทหารกลุ่มหนึ่งผูกร่มชูชีพติดไว้กับสัมภาระซึ่งได้รับการห่อหุ้มไว้เป็นอย่างดีป้องกันการแตกหัก
กระทั่งมีเสียงสัญญาณแจ้งตำแหน่งปลอดภัยให้ทุกคนเริ่มกระโดดเหินตัวลงจากเฮลิคอปเตอร์ได้ประตูด้านท้ายเฮลิคอปเตอร์พลันยกตัวลงเปิดเส้นทางให้สัมภาระถูกกลุ่มทหารโยนออกไปในทันทีตามด้วยคู่แรกระหว่างพันเอกจอห์นและศาสตราจารย์เมสัน
“พร้อมยัง?” ร้อยโทเจเดนยืนอยู่ข้างเสิ่นอี้เขาเหล่ตามองแล้วสอบถามชายหนุ่มข้างกายอย่างกังวลใจ
“พร้อมครับ”เสิ่นอี้ตอบกลับอย่างสุภาพ
ทันใดนั้นเขาถูกเจเดนผลักส่งอย่างแรงเพราะใกล้พ้นเขตปลอดภัยทำให้ทุกคนต้องเร่งรีบกระโดดลงจากเฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่ทันที
เสิ่นอี้พยายามประคองร่างตนเองกลางอากาศซึ่งเขาสามารถเรียนรู้ความแตกต่างของลมแรงที่พัดเข้ามาปะทะร่างกายจนแทบจะไม่สามารถควบคุมได้
ฉับพลันมีลมพายุหิมะพัดผ่านเส้นทางของกลุ่มเสิ่นอี้พอดีจนทำให้หลายคนไม่สามารถควบคุมการกระตุกร่มชูชีพให้กางออกได้ทันเวลา บางส่วนร่มกางออกแล้วแต่ทิศทางเป๋ไปมาจากแรงลมพายุหิมะ
“ซวยละสิ! ดันเจอพายุหิมะเข้าให้”
เสิ่นอี้พึมพำด้วยความกังวลใจเขาไม่คาดคิดว่าจะมีเหตุอันไม่คาดฝันเกิดขึ้น จนทำให้ร่างแต่ละคนต่างถูกลมพายุพัดกระจัดกระจายกันไปในทันที
ชายหนุ่มสื่อสารกับเหมียวน้อยเพื่อให้ช่วยนำร่างแต่ละคนลงสู่พื้นเบื้องล่างให้ปลอดภัยในทันที
พลันมีเสียงตอบรับของเหมียวน้อยที่แปลงร่างจากแมวน้อยกลายเป็นจานบินขนาดเล็กโดยมันกำลังบินมาถึงตำแหน่งของเสิ่นอี้ในอีกไม่กี่วินาทีว่า
“โอเคเจ้านายที่เคารพที่นี่มีพลังบางอย่างแผ่ออกมาแรงมาก มันไม่เหมือนหินพลังงานเสียทีเดียวเจ้านายโปรดระวังตัวด้วย”
เหมียวน้อยเอ่ยเตือนเสิ่นอี้ด้วยความห่วงใยซึ่งเป็นอีกความรู้สึกหนึ่งที่มันได้พัฒนาขึ้นมาโดยร่างกายของเหมียวน้อยสามารถรับรู้ได้ถึงรังสีชนิดหนึ่งซึ่งกระจายตัวทั่วอากาศโดยมีบรรยากาศอันคุ้นเคยที่มันต้องการเข้าไปพิสูจน์ให้ชัดเจนเสียก่อน
“ขอบใจมาก อย่าให้พวกเขาเห็นร่างของแกเข้าให้ละ”
เสิ่นอี้กล่าวขอบใจเหมียวน้อยอย่างรู้สึกดีพลางสั่งการให้มันทำหน้าที่ช่วยเหลือคนอื่นในทางลับ เนื่องจากไม่ต้องการให้บรรดาอาจารย์ทั้งหลายได้เห็นสภาพของเหมียวน้อยในเวลานี้เพราะจะทำให้เกิดความวุ่นวายอย่างแน่นอน
ชายหนุ่มรู้ดีว่าหากบรรดาอาจารย์ทั้งหลายได้พบเห็นเหมียวน้อยย่อมจะต้องรับรู้ได้อย่างแน่นอนว่าเหมียวน้อยเป็นหุ่นยนต์จากปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่โลกยังพัฒนาไปไม่ถึงซึ่งจะกลายเป็นปัญหาสำหรับตนอย่างแน่นอน
เหมียวน้อยไม่ได้ตอบกลับเสิ่นอี้เพราะกำลังวุ่นวายในการพุ่งตัวไปช่วยแต่ละคนโดยมันเลือกช่วยโซเฟียก่อนเพราะถูกลมพายุพัดออกห่างจากกลุ่มเพื่อนมากที่สุดซึ่งมันไปเกาะอยู่ด้านหลังร่มชูชีพที่ยังไม่ถูกกางออก ก่อนช่วยปลดล็อกให้ร่มกางออกมาได้แล้วออกแรงบังคับทิศทางให้ร่อนลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย
เสิ่นอี้ไม่ได้สนใจการทำงานของเหมียวน้อยเพราะเขาจำเป็นต้องควบคุมทิศทางพร้อมกะระยะในการกระตุกร่มชูชีพให้กางออกมา
พอได้จังหวะที่ลมพายุพัดผ่านไปแล้วเขากระตุกร่มชูชีพให้กางออกมาทันที ซึ่งโชคดที่ร่มชูชีพไม่มีติดขัดแต่อย่างใดพลางทอดสายตามองเห็นแต่ละคนเริ่มทยอยกระโดดลงสู่พื้นหิมะเบื้องล่างกันอย่างปลอดภัยแล้ว
เมื่อเท้าแตะพื้นเบื้องล่างอย่างปลอดภัยเขารีบทำการเก็บร่มชูชีพตามที่ได้เรียนรู้มาจากคลิปวิดีโออย่างทะมัดทะแมง
“ไม่ต้องเก็บดีขนาดนั้นพวกเราต้องรีบเดินทางต่อแล้ว”
เจเดนเอ่ยท้วงเสิ่นอี้ด้วยน้ำเสียงแสดงความไม่พอใจเพราะคิดว่าการกระทำของชายหนุ่มทำให้ทีมเสียเวลาโดยใช่เหตุ
“โอเค.....พร้อมแล้ว”เสิ่นอี้พยักหน้าเข้าใจ
เขารีบไปไปช่วยคนอื่นแบกอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการตรวจวิเคราะห์ซึ่งบรรจุในสัมภาระที่ถูกส่งลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ก่อนหน้าแล้ว
เขาพบว่าการเดินบนหิมะหนาเป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่งนักถึงอย่างนั้นเขากลับวิ่งไปถึงตำแหน่งของกล่องสัมภาระแรกเร็วพอ ๆ กับพันเอกจอห์น
“ไม่เลวนี่”พันเอกจอห์นเอ่ยชมเสิ่นอี้ด้วยความจริงใจ
เขาคิดว่าไม่ควรดูแคลนนักศึกษาต่างชาติจากรูปร่างภายนอกเพราะลอบสังเกตเสิ่นอี้ตั้งแต่กระโดดร่มตามหลังลงมาซึ่งพบว่าชายหนุ่มที่น่ากังวลใจมากที่สุด กลับสามารถควบคุมทิศทางของร่มชูชีพให้ตกลงบนพื้นได้แม่นยำมากที่สุดแทน
“ขอบคุณครับ”เสิ่นอี้กล่าวขอบคุณคำชมจากพันเอกจอห์นอย่างมีมารยาท