ผู้ร่วงหล่น

    บทที่ 62 นิมิต.

    ณ ภูเขาที่สูงชันและมีภูเขาเล็กอีก4ลูก ตามทิศ เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ในภูเขาลูกเล็กทั้ง4มีบ้านไม้อยู่เป็นจำนวนมาก มีถนน ทุ่งนา ต้นไม้ที่กำลังจะออกผลผลิตคาดว่าอีกไม่นานคงจะถึงฤดูเก็บเกี่ยว ในถนนมีชาวบ้านที่ไม่สามารถฝึกตนเองได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่ได้กลัวถึงอันตรายต่าง ๆ ที่จะเข้ามา

    ใต้ภูเขาแต่ละลูกมีทหารเดินไปเดินลาดตระเวน ทหารพวกนี้อ่อนแอกว่าทหารที่อยู่ในเมืองระดับต่ำมากนักทว่าพวกทหารได้ไม่ได้แสดงสีหน้าเกร่งกลัวแม้แต่นิดเดียว กลับกันสีหน้าของทหารแต่ละนายกลับหยิ่งผยองด้วยซ้ำ มองคนที่เข้าด้วยสายตาที่เหนือมากกว่าคนคุ้มกันและนักผจญภัยที่รับหน้าที่ให้มาคุ้มกันคนสำคัญได้แสดงสีหน้าอัปยศมากแต่ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเจ้าของที่นี้

    มีบันไดหินที่แกะสลักเป็นแม่น้ำที่สวยงาม ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ พระราชวัง สัตว์ป่า สัตว์อสูรและอื่นอีกมากมายในธรรมชาติแห่งนี้ตามบันไดทางขึ้นไปภูเขาที่สูงที่สุดแห่งนี้

    ที่น่าแปลกใจคือบนท่ามกลางภูเขาที่สูงชันแห่งนี้ไม่ได้มีบ้านเรือนที่เยอะแยะทว่ามีแค่บ้านหลังเดียว สวนสมุนไพรที่ปลุกสมุนไพรนานาชนิดราวกับว่าสวนสมุนไพรแห่งนี้มีสมุนไพรทุกอย่างที่ผู้คนต้องการ น้ำพุที่มีสีราวกับน้ำนมอันบริสุทธิ์ถ้าผู้คนธรรมดากินน้ำพุนี้ไปสามารถมีชีวิตที่ยื่นยาวอีก10ปีได้

    ภายในบ้านบนผนังมีรูปวงกลมขนาดใหญ่ที่มีทิศทั้ง4แยกออกมาจากและตัวหนังสือที่ราวกับการวาดรูปมากกว่าการเขียน กำแพงบ้านมีสีแดงอ่อนแค่ดูก็รู้ว่าทำมาจากแร่ทองแดงทว่าไม่ได้ทำมาจากแร่แต่เป็นต้นไม้ กำแพงทำมาจากต้นไม้ทองแดงพันปี ต้นไม้ทองแดงเกิดบนเหมือนแร่ทองแดงต้นไม้ได้กินทองแดงเป็นสารอาหารแทนน้ำเป็นเวลาหลายสิบหลายร้อยปีจึงเกิดมาเป็นต้นไม้ทองไม้ ต้นไม้ทองมีคุณสมบัติในการนำพลังธรรมชาติมารวมกันและป้องกันการโจมตีจากเวทมนตร์

    โต๊ะคริสตัลที่มีสีแดงมันเงาราวกับเลือดที่บริสุทธิ์ บนโต๊ะได้มีลูกแก้วสีเทาที่เห็นได้ตามร้านทั่วไปถ้าไม่ได้อยู่บนโต๊ะคริสตัลราคาแพงมากผู้คนอาจจะคิดว่ามันเป็นขยะชิ้นหนึ่งเลยก็ว่าได้

    เตียง ตู้แม้แต่จานในขั้นวางยังทำมาจากทองแท้ที่มีความบริสุทธิ์ 50% ภายในบ้านมีคนอยู่ 2 คน มีชายชราร่างเตี้ยและอ้วนกลมมากราวกับท้องเขาสามารถบรรจุอาหารได้หลายปีทว่าดวงตาของชายชราผู้นี้มีความแนวแน่ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดที่ชายชราคนนี้ไม่สามารถหนีจากการรับรู้ของเขาได้สวมชุดสีเทาอ่อน ผมบนขาวราวกับหมดช่วงเวลาของชีวิต

    อีกคนหนึ่งเป็นสาวน้อยที่ไร้เดียงสา สูง 120เมตร สีผมสีน้ำเงิน ดวงตายังมีความไร้เดียงสาอยู่ ปากตรงสายเสมอ แก้มยุ้ยโดยรวมมีความสวยงามที่ผู้คนต้องตา ถ้าโตขึ้นไปอาจจะสวยในระดับฟู่ฉาง สวมชุดสีเดรสสีฟ้า

    ในจังหวะนั้นเองได้มีนกสีเขียวบินมาเกาะตรงหน้าต่างก่อนจะกระพือปีกเพื่อให้เกิดเสียงดังขึ้นมา ชายชราเห็นนกตัวนี้จึงได้พูดกับสาวน้อยว่า

    “ศิษย์รักเจ้าไปเอาจดหมายจากนกสายลมมาหน่อย”

    สาวน้อยได้พยักหน้าด้วยความน่ารัก

    “ได้ค่ะ ท่านอาจารย์”

    สาวน้อยได้วิ่งมาหานกสายลมก่อนจะหยิบขนมจากแหวนมิติของตนเอง ยืนให้กับนกสายลมตัวนี้เป็นค่าส่งสาร

    นกสายลมเห็นขนมจึงปล่อยจดหมายและร้องออกมาด้วยความดีใจก่อนจะกินขนมอันนี้อย่างรวดเร็ว

    สาวน้อยเห็นถึงความน่ารักของนกสายลมจึงจับหัวมันด้วยความอ่อนโยน นกสายลมไม่ได้หนีปล่อยให้สาวน้อยคนนี้ได้จับมันหลังจากที่มันกินเสร็จได้บินหายไปในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่เมฆ

    สาวน้อยได้เอาจดหมายมาให้กับชายชราผู้นี้ ชายชราเห็นจดหมายแล้วขมวดคิ้วของตนขึ้นมาจดหมายนี้เป็นสารจากอาณาจักรยะเซ็น ตัวจดหมายทำมาจากกระดาษที่ย่อยสลายง่ายที่ไม่ย่อยสลายเป็นเพราะมีเวทมนตร์ทับอยู่ ในตรามีรูปธนูสีทองประดับไว้

    ชายชราได้ใช้พลังเวทของตนเองส่งเข้าไปในจดหมาย ตราประทับได้ส่องแสงออกมาก่อนจะเปิดจดหมายขึ้นมาเพื่อให้เห็นเนื้อหาภายใน ถ้าคนอื่นที่ไม่ใช้ชายชราจดหมายจะสลายหายไปในวินาทีเดียวต่อให้ทำลายก็ยังไม่สามารถเปิดได้ถ้าไม่ใช้คนรับแท้จริง

    ชายชราคนนี้ได้อ่านจดหมายหลังจากที่อ่านจดหมายจบสีหน้าแสดงขึ้นความกลัวขึ้นมา สาวน้อยที่เป็นศิษย์ของชายชราคนนี้ได้ถามขึ้นมาด้วยความห่วงใย

    “ท่านอาจารย์ค่ะ สบายดีไหม”

    ชายชราได้หลับตาตนเองเพื่อทำให้อารมณ์ของตนเองเย็นลงก่อนจะหันไปหาสาวน้อย

    “ศิษย์รัก วันนี้พอแค่นี้เจ้าไปพักได้”

    แม้ว่าสาวน้อยคนนี้จะสงสัยบ้างแต่เป็นคำสั่งของอาจารย์ตนเองจึงเดินออกมาจากบ้านไม้สีแดงอ่อนก่อนจะลงไปอาศัยที่ใต้ตีนเขาสูงชันนี้

    หลังจากที่สาวน้อยได้ออกไปชายชราได้ระเบิดอารมณ์ออกมาและขยำจดหมายทิ้งไป ทันทีที่จดหมายตกขึ้นพื้นจดหมายเริ่มที่จะย่อยสลายด้วยตนเอง

    “มันเกิดบ้าอะไรขึ้น!!!!!!!”

    ในจดหมายเขียนเอาไว้ว่า

    “ผู้นำพาแห่งความมืดรอดจากการปิดเมืองและจอมนักรบกับจอมเวทได้”

    ชายชราคนนี้คือนักปราชญ์อู๋ฉิน อู๋ฉินไม่คิดเลยว่าผู้นำพาแห่งความมืดจะสามารถรอดไปได้จากระดับพลังแค่ปีศาจฝึกฝนเพราะระดับพลังมันต่างราวสวรรค์กับนรก

    อู๋ฉินร้อนใจมากที่ตนเองได้ทำนายตำแหน่งผู้นำพาแห่งความมืดนั้นเพราะว่าสมบัติของอาริโนมีสิ่งที่อู๋ฉินต้องการเพื่อยกระดับพลังตนเองพอดีจึงได้ทำนายให้อาริโนและบอกไปว่าผู้นำพาแห่งความมืดพึ่งเข้าสู่เส้นทางฝึกฝนจริง

    อู๋ฉินไม่คิดเลยว่าผู้นำพาแห่งความมืดจะรอดไปได้ทั้งที่อาริโนเตรียมตัวไปตั้ง 1 ปีส่วนผู้นำพาแห่งความมืดนั้นไม่รู้อะไร

    อู๋ฉินจึงเดินไปที่โต๊ะก่อนจะจับลูกแก้วสีเทาในมือก่อนจะนั่งสมาธิ

    ทันทีนั้น อู๋ฉินได้มาอยู่ที่ไหนไม่รู้ ท้องฟ้าจากสีฟ้าสดใสกลายมาเป็นสีแดงเข้มราวกับมีเลือดสด ๆ ลงมาสู่พื้นดิน พื้นดินใบหญ้าได้ตายลงไปทั้งหมดจากพลังงานสีดำอันมืดมิด ต้นไม้หักโค่นลงมาทั้งหมด บ้านเรือนแตกกระจายเป็นซาก ทหารได้ร้องออกมาอย่างความสิ้นหวังบนพื้นไม่สามารถยืนขึ้นมาได้เพราะโดนตัดแขนตัดขาออกไป เลือดที่ควรจะไหลออกจากบาดแผลแขนขากับโดนปิดโดยพลังที่อู๋ฉินไม่รู้จัก

    ชาวบ้านของภูเขาทั้งทิศที่ป้องกันภูเขาสูงชัน ชาวบ้านผู้ชายถูกตรึงอยู่ในเสาไม้ที่ไม่รู้มาจากไหน ชาวบ้านผู้หญิงได้ถือมีดในมือพร้อมกับร้องไห้ออกมา ชาวบ้านผู้หญิงคนนี้พูดอะไรสักอย่างที่อู๋ฉินไม่สามารถได้ยินก่อนจะลงมือแทงชาวบ้านผู้ชายที่ถูกตรึงอยู่ในเสาไม้ ชาวบ้านผู้ชายคนนี้ได้ตะโกนคนสาปแช่งออกมาก่อนจะตายลงไป ไม่ได้มีแค่ที่เดียวกับเป็นอีกในหลาย ๆ ที่บนภูเขาแห่งนี้มันไม่ได้สงบสุขอย่างเดิม

    อู๋ฉินราวกับสามารถรับรู้ความโกรธของชาวบ้านได้ หัวใจในอกของอู๋ฉินเต้นเร็วจนเกือบจะทำให้อู๋ฉินเป็นลม ภาพต่อมาทำให้อู๋ฉินเข้าใจความโกรธของชาวบ้านเพราะว่าภาพนี้อู๋ฉินเห็นลูกศิษย์ของตนเองถูกถลกหนังออกมา ลูกตาทั้งสองถูกควักมา ฟันในปากถูกถอนออกทั้งหมด คางถูกกระชากหายไป แขนและขาถูกตัดและมีพลังอะไรบังไม่ใช้เลือดออกมาจากบาดแผล

    อู๋ฉินตอนนี้ได้คุกเข่าอยู่ตรงหน้าชายที่สวมชุดสีดำทั้งตัว หน้ากากที่ครึ่งหนึ่งหัวเราะอีกครึ่งหนึ่งร้องไห้ออกมา ชายคนนี้กำลังจะกำลูกตาของศิษย์ตนเองอยู่ พร้อมกับเสียงพูดขึ้นมา

    “จงกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง”

    ลูกศิษย์ของอู๋ฉินได้ร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือดจากตาที่ไม่มีลูกตา พร้อมกับจะพูดอะไรแต่ปากถูกกระชากไปแล้วทำให้ไม่สามารถพูดได้แต่พยายามจะพูดออกมา

    อู๋ฉินพยายามจะที่ลุกขึ้นมาทว่าเหมือนกับร่างกายไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ก่อนจะกรีดร้องออกมา

    “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก-----!”

    ทันใดอู๋ฉินได้ลืมตาขึ้นมาเหงื่อไหลทั่วร่างกาย เสื้อผ้าได้เปียกราวกับจมน้ำมาอู๋ฉินได้มองรอบ ๆ ก่อนจะเห็นว่าทุกอย่างปกติดีพร้อมกับมองลูกแก้วสีเทาอันนี้จึงได้รู้ว่าสิ่งที่ตนเองเห็นเมื่อสักครู่เป็นนิมิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแม้ว่าการมองดูอนาคตความแม่นยำจะลดลงไปมากแต่อู๋ฉินยังเชื่อสิ่งที่ตนเองเห็นในนิมิตเป็นความจริง

    อู๋ฉินได้บินลงไปใต้ตีนเขาลูกนี้ ในตีนเขาสูงชันยังมีเมืองที่เทียบได้กับเมืองระดับสูงทีเดียว ผู้คนที่นี่น้อยมากแค่ประมาณ1-2แสนคนเท่านั้นแต่ผู้คนที่อาศัยอยู่เมืองนี้ได้ต้องมีเงินหรือยศที่มั่นคงเพราะค่าครองชีพที่นี้สูงมาก ๆ และความปลอดภัยสูงมากไม่มีใครอยากเป็นศัตรูกับผู้ที่ทำนายตำแหน่งของตนเองได้จึงตั้งแต่สร้างเมืองมาไม่เคยมีใครโจมตีสักครั้งเดียว

    อู๋ฉินบินผ่านเข้าเมืองไป ทหารที่เห็นว่ามีคนบินผ่านจึงได้แตกตื่นขึ้นมาก่อนจะเคาะระฆัง

    เต้งงงงงงงงงง

    เต้งงงงงงงงงง

    ผู้คนในเมืองได้ออกมายื่นดูว่ามีคนโง่คนไหนที่กล้าเข้ามาโจมตีเมืองแห่งนี้ ตำหนักกลางที่เป็นคนดูแลเมืองได้เปิดประตูขนาดใหญ่ขึ้นมาก่อนจะชายวัยกลางคนเดินออกมาพร้อมกับดูว่าใครกล้าบินที่เมืองแห่งนี้

    พอชายวัยกลางคนมองคนที่บินที่เมืองแห่งนี้ก็ได้คุกเข่าลงก่อนจะตะโกนออกไป

    “ยินดีต้อนรับท่านนักปราชญ์”

    “ยินดีต้อนรับท่านนักปราชญ์”

    เสียงได้ดังกังวานเมืองราวกับว่าให้ผู้คนในเมืองและทหารได้ยิน พอผู้คนในเมืองได้ยินก็ดีใจขึ้นมาก่อนจะหยิบผลึกสื่อสารขึ้นมา ทหารได้ลดอาวุธลงก่อนจะไปประจำที่เดิมพร้อมกับความตั้งใจในการทำหน้าที่มากกว่าเดิม

    อู๋ฉินได้บินลงมาหน้าตำหนักกลาง ผู้ดูแลตำแหน่งกลางชื่อว่า วาริมิ ได้ต้อนรับนักปราชญ์อู๋ฉินด้วยความเต็มใจก่อนจะคุกเข่าและพูดออกมา

    “ผู้น้อยไม่สามารถจัดการต้อนรับท่านนักปราชญ์ได้ดี ขอท่านนักปราชญ์ให้อภัยแก่ผู้น้อยด้วย”

    อู๋ฉินตอนนี้ไม่ได้มีเวลามาติดหรูความจึงได้พยักหน้าแล้วบอกไปว่า

    “ลุกขึ้นมาแล้วเข้าไปคุยในตำหนัก”

    วาริมิแปลกใจแต่ไม่ได้ถามอะไรมากก่อนจะเดินตามหลังอู๋ฉินเข้าไปในตำหนักกลางก่อนจะถึงห้องพูดคุยอู๋ฉินได้พูดขึ้นมาว่า

    “ไม่ต้องให้คนมาส่งน้ำชาและเอาทหารกับคนใช้ออกไปจากตำหนักกลางให้หมด”

    วาริมิได้ทำตามที่อู๋ฉินได้สั่ง ทหารได้เดินออกไปพร้อมกับความสับสนคนรับใช้ได้ทำความเคารพนักปราชญ์อู๋ฉินกับวาริมิก่อนจะออกไปตามกัน อู๋ฉินได้กางบาเรียด้วยพลังอีกขึ้นหนึ่งก่อนจะพูดว่า

    “วาริมิ ผู้นำพาแห่งความมืดหน้าตาเป็นยังไง”

    วาริมิได้โล่งอกนึกว่าเรื่องใหญ่ที่แท้เป็นเรื่องผู้นำพาแห่งความมืดเอง

    “ผู้คนที่พบเจอไม่สามารถเห็นรูปหน้าตาเพราะใส่หน้ากาก หน้ากากที่ครึ่งหนึ่งหัวเราะอีกครึ่งหนึ่งร้องไห้ สวมชุดสีดำทั้งตัวแม้แต่ผมยังมีผ้าคลุม แต่ท่านนักปราชญ์อู๋ฉินไม่ต้องเป็นห่วงตอนนี้นักล่าค่าหัว นักผจญภัยและยอดฝีมือจากที่ต่าง ๆ กำลังจะไปล่าผู้นำพาแห่งความมืดที่อ่อนแอในช่วงนี้ เงินรางวัลตั้ง1พันล้านเหรียญทองคงไม่มีใครพลาดหรอกครับ ถ้าผมอยู่ที่เมืองอาริโซด้วยคงเข้าร่วมด้วยเงินรางวัลเยอะจริง ๆ แม้ว่าเจตนารมณ์แห่งสวรรค์จะบอกว่าผู้นำพาแห่งความมืดเป็นภัยพิบัติแต่ผมว่าไม่เกิน 1 ปีผู้นำพาแห่งความมืดก็จะตายลงในที่สุด ฮ่า ๆ”

    วาริมิหัวเราะโดยไม่ได้มองสีหน้าของอู๋ฉินเลยที่ตอนนี้กำลังจะกลัวจนตัวสั่น เหงื่อในตัวเริ่มที่จะออกมาภาพที่เห็นในนิมิตปรากฏในหัวอีกครั้งหนึ่ง

    สิ่งที่อู๋ฉินเห็นนั้นคือพื้นที่รอบนี้และคนที่บุกมาฆ่าทุกคนคือผู้นำพาแห่งความมืด อู๋ฉินยังไม่สามารถหลบหนีไปได้ทว่าตอนนี้ผู้นำพาแห่งความมืดพึ่งเข้าสู่เส้นทางฝึกตนจึงต้องฆ่าให้ได้ไม่งั้น

    วาริมิที่กำลังจะหัวเราะอยู่ อู๋ฉินได้ตะโกนออกไปว่า

    “จงไปบอกทุกคนว่าฉันจะทำนายที่อยู่ของผู้นำพาแห่งความมืดให้และแน่นอนว่าต้องสมกับราคาด้วย”

    วาริมิไม่ได้เห็นสีหน้าของอู๋ฉินจึงนึกว่านักปราชญ์ต้องการเงินด้วยจนทำความเคารพและเดินออกไป บอกข่าวกับทุกคน

    ............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................