เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 51 หลินเฟิงคลั่ง

            ฝ่ามือสีทองห่อหุ้มไปด้วยกระแสลมที่รุนแรงขณะที่พุ่งไปหาหลินเฟิง ฝูงชนรอบๆ หรี่ตาลงคล้ายกับว่าได้เห็นฉากที่หลินเฟิงถูกฝ่ามือกระแทกที่หน้าอกจนกระเด็นออกไปแม้แต่น่าหลันเฟิงยังต้านทานไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับหลินเฟิง?

             “ไสหัวไป” หลินเฟิงตวาดออกมาเสียงดัง ก่อนจะชักดาบออกมาปะทะกับฝ่ามือตรงหน้าจนเกิดเสียงเหมือนโลหะกระทบกันดังขึ้น

            จิตวิญญาณกายาทองคำไร้พ่ายนอกจากจะทำให้ชิวหยวนฮ่าวมีพลังโจมตีที่แข็งแกร่งแล้วยังมอบพลังป้องกันที่สมบูรณ์แบบให้กับเขาอีกด้วย ไม่ว่าจะหอกหรือดาบก็ไม่อาจแทงเข้าได้ดังนั้นดาบของหลินเฟิงก็ไม่สามารถทำร้ายเข้าได้เช่นกัน

            ด้วยความแข็งแกร่งทั้งสองด้านนี้ทำให้ชิวหยวนฮ่าวเย่อหยิ่ง จองหอง และไม่เห็นใครอยู่ในสายตา

             “น่าขำสุนัขอย่างเจ้ากระทั่งคุณสมบัติที่จะทำร้ายข้าก็ยังไม่มีเลย”ชิวหยวนฮ่าวพูดจาเหยียดหยาม ก่อนที่แสงสีทองจะระเบิดออกมาอีกครั้งหลินเฟิงรู้สึกได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่สะท้อนกลับมายังตัวดาบด้วยแรงสั่นสะเทือนนั่นทำให้ดาบของเขาแทบจะหลุดออกจากมือ

             “จริงหรือ?” หลินเฟิงตอบกลับเสียงเรียบ

            ดาบถ้าไร้ซึ่งความเร็วและความแข็งแกร่งก็ไม่อาจทำลายสิ่งใดได้

            นักดาบหากเปี่ยมไปด้วยพลังและความกล้า ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถต้านทานคมดาบได้

            ถึงแม้ว่าจิตวิญญาณประเภทอาวุธจะมีมากมายนับไม่ถ้วนแต่ดาบก็เป็นหนึ่งในจิตวิญญาณประเภทอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุด

            หลินเฟิงอาจจะไม่มีจิตวิญญาณแห่งดาบแต่ความเชี่ยวชาญในเชิงดาบก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่านักดาบเลย

             “ดาบและพลัง” หลินเฟิงกระซิบสองคำนี้ในใจเบาๆ ทันใดนั้นดาบในมือก็กะพริบขึ้นมาก่อนที่แสงสว่างจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตรงปลายดาบดูดกลืนลมปราณที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็เกิดเสียงดังกึกกึกไม่หยุด

             “แกร๊ก...”

            ดาบของหลินเฟิงปะทะกับจิตวิญญาณของชิวหยวนฮ่าวอีกครั้งเสียงฉีกขาดก็ดังขึ้นมา ส่งผลให้ชิวหยวนฮ่าวเปลี่ยนสีหน้าทันที เมื่อเห็นว่าท่าไม่ดีแล้วก็รีบถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อหลบการโจมตีของดาบ

            หลินเฟิงเห็นชิวหยวนฮ่าวถอยกลับไปที่เดิมก็ตั้งท่าดาบเตรียมพร้อม และกล่าวเยาะเย้ยออกไปว่า “ไหนเจ้าบอกว่าข้าไม่มีคุณสมบัติที่จะทำร้ายเจ้าไงแล้วเจ้าถอยไปทำไม?”

            ชิวหยวนฮ่าวมีสีหน้าปั้นยากขึ้นมาเมื่อได้ยินประโยคนี้เขาถลึงตาใส่หลินเฟิงแล้วโต้กลับไปว่า “ข้ายอมรับว่าอาจมองเจ้าผิดไปบ้างแต่ต่อหน้าข้า เจ้าก็ยังคงเป็นสุนัขอยู่ดี ไม่มีทางที่จะต้านทานข้าได้”

             “พูดจาไร้สาระ” น้ำเสียงของหลินเฟิงเต็มไปด้วยความดูถูก “ถ้าความเป็นอัจฉริยะวัดกันที่ปากล่ะก็เจ้าก็คงเป็นยอดอัจฉริยะ”

             “ที่แท้ตั๋วมิ่งก็เก่งขนาดนี้นี่เองไม่น่าล่ะ ถึงกล้าเผชิญหน้ากับชิวหยวนฮ่าว” เมื่อทุกคนเห็นหลินเฟิงกดดันจนชิวหยวนฮ่าวถอยหลังกับตาตัวเองแล้วดวงตาของพวกเขาก็พราวระยับขึ้นมา พวกเขาคิดว่าตัวเองเข้าใจตั๋วมิ่งมากพอ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะประเมินความแข็งแกร่งของตั๋วมิ่งต่ำไปตั๋วหมิงสามารถเทียบเคียงได้กับน่าหลันเฟิงและหลินเชียน

            น่าหลันเฟิงและหลินเชียนจ้องมองไปยังหลินเฟิงอย่างตั้งใจก่อนหน้านี้พวกนางไม่เห็นหลินเฟิงอยู่ในสายตา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกนางทั้งสองคนจะคิดน้อยไปด้วยความแข็งแกร่งของตั๋วมิ่ง เขามีคุณสมบัติมากพอที่พูดคุยกับพวกนาง

             “คนคนนี้ถึงแม้ว่าจะยังไม่เห็นหน้าแต่ดูก็รู้ว่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แถมพรสวรรค์ก็โดดเด่นถ้าสามารถชวนเขาเข้าร่วมกับตระกูลน่าหลันได้ จะต้องเป็นกำลังที่ดีแน่” น่าหลันเฟิงเกิดความคิดดีๆ แวบขึ้นมาในหัวจากนั้นนางก็เดินไปหาหลินเฟิงแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “ตั๋วมิ่ง ข้ายอมรับว่าข้าประเมินเจ้าผิดไป ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้า เจ้าสามารถได้รับการเชิดชูจากตระกูลน่าหลันและถ้าเจ้าทำงานกับตระกูลน่าหลัน หลังจากนี้เราจะได้ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ไงเจ้าว่าดีไหม?”

            น้ำเสียงของน่าหลันเฟิงก็ยังคงแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นใจในตัวเองด้วยพรสวรรค์และหน้าตาที่งดงามของนางนางเชื่อว่าตั๋วมิ่งจะต้องไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน หากนางได้เขามาช่วยงานของตระกูลส่วนเขาก็มีโอกาสสนิทชิดเชื้อกับนาง ถือว่าได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

             “ไสหัวไป”

            สิ่งที่เหนือความคาดหมายของทุกคนคือหลินเฟิงไม่เพียงไม่สนใจน่าหลันเฟิงเท่านั้นแต่ยังเหวี่ยงดาบฟันไปทางน่าหลันเฟิงอย่างไร้ความปรานีอีกด้วย

            รูม่านตาของน่าหลันเฟิงหดลงนางรีบปลดปล่อยจิตวิญญาณแขนเทวะสีทองออกมาและใช้กำปั้นพระเจ้าชกไปยังดาบที่ฟันมาหานาง

            แต่อย่างไรก็ตามกำปั้นพระเจ้าก็ไม่อาจหยุดดาบไว้ได้เลย ฉับพลันก็มีเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องขึ้นมาพร้อมกับคลื่นดาบอันรุนแรงที่ระเบิดออกมาทำลายล้างทุกสิ่ง

            สีหน้าของน่าหลันเฟิงพลันเปลี่ยนไปก่อนที่ร่างบอบบางจะพยายามหลบฉากหนีอย่างรวดเร็ว

             “คลื่นสวรรค์เก้ากระแทก” มือขวาของหลินเฟิงกำหมัดแน่นแล้วปล่อยออกไป

            อากาศตรงหน้าพลันม้วนตัวขึ้นมาเป็นคลื่นอันทรงพลังซ้อนทับกันทีละลูกๆราวกับระลอกคลื่นน้ำที่บ้าคลั่ง

            เร็วเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่พริบตาเดียวหมัดอันทรงพลังนั้นก็ชกไปที่ร่างของน่าหลันเฟิง

            เสียงกรีดร้องดังลั่นขณะที่ร่างของนางกระเด็นไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว จนถึงขอบเวทีประลองอีกเพียงแค่ก้าวเดียวก็ตกจากเวทีประลองแล้ว

            ตอนนี้ทุกคนไม่รู้ว่าควรจะบรรยายความรู้สึกออกมาอย่างไรเพราะเรื่องที่หลินเฟิงทำมันสร้างความตกใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก

            ภาพที่หลินเฟิงเอาชนะน่าหลันเฟิงได้อย่างเด็ดขาดและรวดเร็วทำให้พวกเขาประเมินความแข็งแกร่งของหลินเฟิงสูงขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่หลินเฟิงเคลื่อนไหวพวกเขาก็จะค้นพบความสามารถที่น่าเหลือเชื่อของหลินเฟิงและตระหนักได้ว่าประเมินเขาต่ำเกินไปหลายต่อหลายครั้ง

            เมื่อนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาเคยคิดว่าผู้ที่เป็นตัวละครเอกบนเวทีประลองก็คือน่าหลันเฟิงและหลินเชียนจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มขำออกมา ถ้าไม่มีชิวหยวนฮ่าวกับตั๋วมิ่งสองคนนั้นก็คงจะเป็นตัวละครเอกอย่างที่พวกเขาคิดไว้

            ไม่ใช่แค่ฝูงชนที่คิดอย่างนั้นน่าหลันเฟิงและหลินเชียนก็เช่นกัน โดยเฉพาะน่าหลันเฟิงก่อนหน้าที่ชิวหยวนฮ่าวจะปรากฏตัวออกมา ในสายตาของนางมีเพียงหลินเชียนเท่านั้นในตอนที่ทั้งสามคนยืนอยู่บนเวทีนางก็ระมัดระวังแค่หลินเชียนโดยไม่สนใจตั๋วมิ่งเลยสักนิดพอย้อนนึกดูในตอนนี้ก็รู้เลยว่า การกระทำก่อนหน้านี้มันเป็นเรื่องที่ตลกมาก

             “ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้ายังอยากจะชี้แนะการบ่มเพาะให้ข้าอยู่อีกไหม?” หลินเฟิงปรายตามองไปที่น่าหลันเฟิงก่อนจะย้อนถามกลับด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย ผู้หญิงคนนี้จะเย่อหยิ่งอย่างไรก็ช่าง เพราะมันล้วนไม่เกี่ยวกับเขาแต่สิ่งที่ทำให้หลินเฟิงโกรธที่สุดก็คือการที่น่าหลันเฟิงไม่เคารพผู้อื่นแต่กลับอยากให้คนอื่นเคารพนาง เพราะมีความคิดที่หลงตัวเองเช่นนี้น่าหลันเฟิงจึงส่งคนมาลอบสังหารเขา งูพิษแบบนี้ หลินเฟิงมีแต่ดูถูก  

            น่าหลันเฟิงรู้สึกอับอายเป็นอย่างมากเมื่อย้อนนึกถึงคำพูดที่นางเคยกล่าวไว้ แม้แต่ตัวนางเองก็ยังนึกขันเลย

             “เข้าร่วมกับตระกูลน่าหลันของเจ้าแล้วจะได้ไปมาหาสู่กับเจ้า เหอะ… เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร?ถึงได้คิดว่าตัวเองอยู่เหนือคนทั่วไป และเจ้ามีคุณสมบัติอะไรที่จะให้ข้าไปมาหาสู่กับเจ้า”

            หลินเฟิงยังคงพูดจาดูถูกต่อเขาอยากให้น่าหลันเฟิงรู้ว่าความอวดดีของนางมันน่าตลกแค่ไหน

            ใบหน้าของน่าหลันเฟิงแดงก่ำราวกับไฟนางอยากจะลบล้างความอัปยศก่อนหน้านี้

            ตอนนี้เองคนของคฤหาสน์ท่านเจ้าเมืองก็พากันเงยหน้าขึ้นไปมองบนเวทีและจ้องมองหลินเฟิงด้วยสายตาโกรธแค้น ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารน่าหลันเฟิง คืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลน่าหลันความพ่ายแพ้ของนางคือความอัปยศของพวกเขา

            ไม่มีใครตื่นเต้นมากกว่าฝูงชนในเวลานี้หลินเชียน น่าหลันเฟิง ตั๋วมิ่งและชิวหยวนฮ่าว พวกเขาล้วนเป็นอัจฉริยะ

            หากไร้ซึ่งพลังผู้คนจะดูแคลน แต่ถ้าทรงพลังไร้เทียมทานผู้คนจะรู้สึกเลือดเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้นทันทีซึ่งหลินเฟิงก็ถือว่าเป็นอย่างหลัง

            หลินเฟิงสงวนท่าทีมาโดยตลอดเขาค่อยๆ เปิดเผยความแข็งแกร่งออกมาทีละน้อย จนตอนนี้ดูราวกับว่าบนเวทีประลองแห่งนี้ไม่มีใครสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของหลินเฟิงได้ความบ้าคลั่งของเขาคู่ควรแล้วที่จะเรียกว่าหนุ่มเลือดร้อน

             “ส่วนเจ้าข้าเองก็ไม่มีเจตนาที่จะสู้กับเจ้า และไม่คิดที่จะขวางการล้างแค้นของเจ้าแต่เจ้ากลับไม่เห็นหัวใครเลย มิหนำซ้ำยังดูถูกข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเจ้าคิดว่าตัวเองมีดีมากกว่าคนอื่นอย่างนั้นเหรอ?”

            หลินเฟิงหันไปมองชิวหยวนฮ่าวขณะที่กล่าวอย่างเย็นชาว่า “เจ้าบอกว่าน่าหลันเฟิงสามารถโอ้อวดตัวเองได้แค่เมืองเล็กๆอย่างหยางโจว งั้นตัวเจ้าล่ะ เจ้าไม่ได้เป็นแบบนั้นเหรอ อัจฉริยะ? สุนัข? หึๆ ตอนนี้ข้าจะสอนเจ้าเองว่า อัจฉริยะที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร”

            พูดจบหลินเฟิงก็ก้าวไปด้านหน้า หลังจากที่เขาได้ปลุกจิตวิญญาณให้ตื่นแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะปลดปล่อยมันออกมา

            ดูเหมือนทุกคนจะลืมไปเลยว่าคนที่ยืนอยู่บนเวทีล้วนปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งนักรบออกมา ยกเว้นแค่หลินเฟิง!

            ภาพตรงหน้าหลินเฟิงกลายเป็นความมืดมิดในขณะที่รูม่านตากลับเปลี่ยนเป็นเย็นชาและลึกล้ำมากขึ้นคล้ายกับถ้ำลึกที่ยากจะหยั่งถึง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเหี้ยมโหด

            ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆตัวเหมือนจะเชื่องช้าลง การเคลื่อนไหวของทุกคนหรือแม้แต่สายตาของพวกเขา ล้วนตกอยู่ในสายตาของเขาตราบเท่าที่เขาต้องการ เขาก็สามารถรู้ได้ว่าทุกคนกำลังทำอะไรอยู่

            หลินเฟิงยังได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองและรู้สึกได้ถึงการไหลเวียนของโลหิตในร่าง เช่นเดียวกับที่เขารับรู้ทุกการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆ ของชิวหยวนฮ่าว แม้แต่ลมหายใจของทุกคนก็ไม่อาจรอดพ้นประสาทสัมผัสเขาได้

            หลินเฟิงไม่สามารถหาคำพูดใดมาอธิบายสภาวะที่เป็นอยู่ในตอนนี้ได้ราวกับว่าตอนนี้เขาได้กลายเป็นพระเจ้า และทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ก็ไม่มีทางหลุดรอดสายตาไปจากเขาได้

            ชิวหยวนฮ่าวสามารถมองเห็นดวงตาของหลินเฟิงที่อยู่ภายใต้หน้ากากนั่นได้ร่างกายของเขาสั่นเทาเล็กน้อยเขาไม่สามารถอธิบายความรู้สึกเกี่ยวกับสายตาคู่นั้นได้

            ทันใดนั้นชิวหยวนฮ่าวก็เกิดความรู้สึกหนาวเย็นยะเยือกขึ้นมา

            นี่เขาเกิดภาพหลอนขึ้นมาเองหรือเปล่าความจริงแล้ว ไม่มีใครอยู่ด้านหน้าเขาใช่ไหม?

            แต่ในความเป็นจริงหลินเฟิงก็ยังคงอยู่ตรงหน้าเขา เพียงแต่ว่าชิวหยวนฮ่าวกลับไม่สามารถรับรู้ถึงลมหายใจและฝีเท้าของหลินเฟิงได้เท่านั้นเองราวกับว่าเขากำลังหลับตาอยู่ และในเมื่อเป็นแบบนั้น เขาจะสามารถมองเห็นได้อย่างไรว่ามีคนอยู่ตรงหน้าเขาและกำลังเดินมาเขาอยู่

             “ตึกตึก ตึก...”

            บรรยากาศในตอนนี้เงียบสงบมากสายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่หลินเฟิงราวกับว่าบนโลกใบนี้เหลือเพียงแค่หลินเฟิงคนเดียวเท่านั้น

            จังหวะการเดินของหลินเฟิงไม่เกิดเสียงใดๆขึ้น แต่ทุกฝีก้าวที่หลินเฟิงเหยียบลงบนพื้นกลับทำให้หัวใจของพวกเขาสั่นไหวขึ้นมา

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน