นับตั้งแต่ที่ได้เข้าร่วมกับเครือข่ายวิดีโอนานาจักรวาลและกลายเป็นสมาชิกของ GalaxyTube
จางเจิ้นก็ได้ตัดสินใจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าเส้นทางของเขาควรเป็นแบบไหน และอนาคตควรเป็นอย่างไร ดังนั้นการเข้าร่วมกับวงการบันเทิงจึงไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการแม้แต่น้อย
เหตุนี้เองคําถามเกี่ยวกับเรื่องนี้เขาจึงได้ตอบออกไปในแบบเดียวกัน ทําให้คนจํานวนมากรู้สึกว่าเขาหยิ่งยโสและทะนงตนไม่ใช่น้อย แต่ความจริงนั้นไม่ใช่เลย
หยิ่งยโส?
เขาก็แค่ไม่โลเลและยึดมั่นในเป้าหมายเดิมก็เท่านั้นเอง!
ไม่อย่างนั้นแล้วจะเป็นอะไรไปได้?
หลายนาทีต่อมา
หลังจากที่ได้ถูกรุมล้อมราวไอดอลจางเจิ้นก็หลุดพ้นจากสถานการณ์อันเลวร้ายมาได้สักที เขาจึงมองหญิงสาวแซ่ฉีและรีบเข้าไปหาเธออย่างรวดเร็ว
“นี่จะ...’’ ฉีซีหัวเราะคิกคักและยื่นนํ้าเปล่าขวดหนึ่งให้กับเขาด้วยสายตาที่มองอีกฝ่ายแตกต่างไปจากเดิม
จางเจิ้นไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเลยสักนิดเขารีบรับนํ้าเปล่ามา และเปิดฝาขวดดื่มมันอย่างรวดเร็ว
ไม่ช้าชายหนุ่มก็เริ่มรู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นมาบ้างแล้ววันนี้นอกจากเขาจะได้ใช้เสียงของตัวเองร้องเพลงแล้วเขายังต้องมาคอยตอบคําถามของฝูงชนอีกจึงไม่แปลกที่เขาจะคอแห้งและกระหายนํ้าเป็นอย่างมาก
วินาทีต่อมา
จางเจิ้นมองดูรอบๆแต่เมื่อไม่เห็นกรรมการผู้ตัดสินทั้งห้า และสองอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญอีกต่อไปแล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วอย่างสงสัยขึ้นมา
เจ็ดคนนี้หายไปไหนกัน?
หญิงสาวแซ่ฉีดูราวกับจะเข้าใจความคิดของชายหนุ่มได้เธอจึงหัวเราะเบาๆและอธิบายเพื่อคลายความสงสัยให้กับเขา
พริบตาจางเจิ้นก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
หลังจากที่ผลการแข่งขันการออดิชันถูกประกาศออกมาพี่สาวฉีของเขาก็ได้ถูกแม่เฒ่าผิงเชื้อเชิญเข้าร่วมกับบริษัท DDYโดยมีห้ากรรมการผู้ตัดสินและอาจารย์โหลวคอยแนะนํา และทําความรู้จักกับเธอโดยต้องการให้เธอช่วยขอโทษเขาแทนพวกตัวเองที่ได้ทําผิดพลาดไป
ที่แท้คนพวกนั้นก็กลัวเขานี่เอง!
จางเจิ้นหัวเราะเบาๆออกมาไม่อย่างนั้นคนพวกนั้นจะรีบกลับไปทําไม?
“น้องชายจางเธอเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ได้ยังไง?’’ ท้ายที่สุด ฉีซีที่เห็นชายหนุ่มหัวเราะออกมาก็อดถามออกไปไม่ได้
จางเจิ้นที่ถูกถามก็เลิกคิ้วขึ้นเขาเปลี่ยนไปตรงไหนกัน?
โดยที่ไม่ได้คิดมากอะไร เขาแซวออกไป“ผมหล่อขึ้นอย่างนั้นเหรอ?’’
“...’’ฉีซีหมดคําพูด
เฮ้อ…
หญิงสาวแซ่ฉีอดถอนหายใจยาวออกมาไม่ได้ดูเหมือนว่าเธอจะไม่สามารถรู้คําตอบของเรื่องนี้ได้
…
ขณะเดียวกัน
หลังจากที่การออดิชันจบลงแล้วเหวินลิ่วและเสวี่ยอิ้งก็ได้ถูกเรียกตัวมาโดยเหวินเปา
เพียะ!
ทันทีที่ชายวัยกลางคนแซ่เหวินเดินมาถึงเขาก็ได้ยื่นมือออกไป และตบเข้าที่หน้าของลูกชายของเขา จนส่งเสียงดังฉาดออกมา
“แกรู้ไหมว่าฉันตบแกเพราะอะไร?’’เหวินเปาถามโดยไม่สนใจท่าทางของเสวี่ยอิ้งที่ยืนอยู่แม้แต่น้อย
“รู้ครับ!’’เหวินลิ่วกัดฟันกรอดฝืนทนความแสบร้อนบนใบหน้าเขารู้อยู่แล้วว่าเรื่องในวันนี้จะต้องทําให้พ่อของเขาโกรธมากและมันก็เป็นไปอย่างที่เขาคิดจริงๆ
เสวี่ยอิ้งก็ดูจะตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่น้อยแต่เธอก็ไม่สามารถทําอะไรได้นอกจากยืนมองดูภาพตรงหน้าที่เกิดขึ้นด้วยร่างกายที่แข็งทื่อ
“เสวี่ยอิ้งเธอออกไปก่อน’’เหวินเปาพูดขึ้น ท่าทีของเขาดูเย็นชาเป็นอย่างมาก
เสวี่ยอิ้งไม่กล้ารีรอเธอรีบพาร่างกายของตัวเองออกไปอย่างรวดเร็ว
“ถ้าอย่างนั้นลูกก็เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทําไมพ่อถึงได้ตบลูก?’’ หลังจากที่หญิงสาวแซ่เสวี่ยออกไปได้ไม่นานท่าทีของเหวินเปาก็เปลี่ยนไป และแสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นของคนเป็นพ่อออกมาเขาเองก็รู้สึกเจ็บปวดไม่ใช้น้อยที่ได้ตบหน้าลูกชายสุดที่รักของเขาแต่หากเขาไม่ทํา ลูกชายของเขาก็จะไม่สามารถเติบโตขึ้นได้
วินาทีนั้นเหวินลิ่วรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกนี่ไม่ใช่ครั้งแรกและก็ไม่ใช่ครั้งที่สอง ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าให้กับพ่อของเขาอย่างตื้นตันใจ
“เข้าใจแล้วครับพ่อ’’
ไม่ช้าสองพ่อลูกแซ่เหวินก็ได้พูดคุยปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน
…
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่...
“จริงสิเธอไปเอาใบรับรองลิขสิทธิ์โดยไม่มีพี่ไปด้วยได้ยังไง?’’ ฉีซีถามขึ้นอย่างสงสัยเธอสงสัยเป็นอย่างมากว่าทําไม เขาถึงสามารถจดลิขสิทธิ์โดยชื่อของเธอได้
“พี่ลืมลุงจู้ไปแล้วอย่างนั้นเหรอ?’’จางเจิ้นเพียงหัวเราะเบาๆ เขาและเธอสนิทกับลุงจู้คนนี้เป็นอย่างมากการไปจดลิขสิทธิ์โดยการช่วยเหลือของอีกฝ่าย จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
“ลุงจู้นี่เอง!’’ฉีซีอุทานและเข้าใจได้อย่างรวดเร็วเธอเกือบลืมไปซะสนิทเลย ว่าเขาคนนี้สามารถช่วยพวกเธอในเรื่องนี้ได้
“แล้ววันนี้พี่คิดว่ายังไงล่ะ?’’ท้ายที่สุด จางเจิ้นถามออกไปเขาดูมีความสงบนิ่งอย่างตอนที่มอบบทเรียนให้แก่กรรมการผู้ตัดสินทั้งห้าไม่ใช่น้อย
ฉีซีชะงักความสงบนิ่งตรงหน้านี้ ทําให้เธอรู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้ แต่เธอก็เพียงแค่หัวเราะคิกคัก
“จะให้คิดว่ายังไงล่ะ?ก็เธอมันบ้าน่ะสิ!’’
“...’’จางเจิ้นที่ได้ยินก็หมดคําพูดไป เขาไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
หลายนาทีผ่านไป
จางเจิ้นและหญิงสาวแซ่ฉีได้พากันไปทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
ระหว่างนี้เองชายหนุ่มแซ่จางและหญิงสาวแซ่ฉีจึงได้พูดคุยกันเกี่ยวกับชีวิตในอนาคต
“น้องชายจาง เธอไม่คิดที่จะเข้าร่วมกับวงการบันเทิงจริงๆอย่างนั้นเหรอ?’’ฉีซีรอคําตอบอย่างใจจดใจจ่อ ความสามารถของเขานับว่าน่าทึ่งไม่น้อยเกรงว่าหากเขาเข้าร่วมกับวงการบันเทิง การทําเงินมหาศาลก็จะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป
จางเจิ้นปฏิเสธโดยไม่ลังเล ก่อนฉายให้เห็นถึงรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์
“โทษทีที่ต้องทําให้พี่สาวฉีผิดหวังนะครับแต่น้องชายจางคนนี้ของพี่ไม่มีความสนใจจริงๆ อีกอย่างพี่รู้ไหมว่าทําไมวันนี้ผมถึงกล้าขึ้นไปต่อหน้าคนมากมาย?’’
“ทําไมล่ะ?’’ฉีซีเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ หรือว่าจะมีเหตุผลบางอย่างที่เธอไม่รู้?
“ก็เพราะคนพวกนั้นไม่ได้ถ่ายวิดีโอเลยยังไงล่ะไม่อย่างนั้นพี่คิดเหรอว่าคนที่ไม่อยากเข้าวงการบันเทิงอย่างผม จะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงต่อหน้าคนมากมายโดยไม่สนใจเรื่องราวที่จะเกิดขึ้น?’’ จางเจิ้นยิ้มจางๆ ก่อนเขาจะขึ้นบนเวทีและแสดงความสามารถของตัวเองออกไปเขาได้ตรวจสอบมาหมดแล้วว่าภายในงาน มีใครถ่ายวิดีโออยู่ไหม
แน่นอนว่าเรื่องที่ไม่มีใครถ่ายวิดีเลยไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะพวกเขาคงคาดไม่ถึงว่าการออดิชันของบริษัท JC เล็กๆจะมีคนที่มีความสามารถถึงขนาดต้องจดจําและเผยแพร่
ดังนั้นหลังจากจบงานจึงมีคนมากมายที่เสียดายเป็นอย่างมากที่ไม่ได้ถ่ายวิดีโอเอาไว้
ไม่อย่างนั้นแล้วจะเป็นอะไรไปได้?
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทําให้ชายหนุ่มแซ่จางกล้าเล่นใหญ่และแสดงตัวต่อหน้าคนมากมาย!
ฉีซีตกตะลึงกับคําตอบที่ได้ยินเป็นอย่างมากเธอเผลออ้าปากค้างไปชั่วขณะเธอไม่อยากเชื่อเลยจริงๆว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่เขาเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว
นี่น้องชายจางของเธอฉลาดขนาดนี้เลยอย่างนั้นเหรอ?
วินาทีนั้นหญิงสาวแซ่ฉีมองชายหนุ่มตรงหน้าของเธอ ด้วยสายตาที่แตกต่างจากเดิมอีกครั้งสงสัยว่าต่อจากนี้ไปเธอคงไม่สามารถมองเขาในฐานะน้องชายจางคนเดิมได้อีกต่อไปแล้ว
แน่นอนว่าจางเจิ้นไม่ใช่พ่อมดหรือเทวดาเขาจึงไม่สามารถรับรู้ถึงความคิดที่หญิงสาวแซ่ฉีมีต่อเขาได้เลยดังนั้นเวลานี้เขาจึงทานอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อยโดยที่ในใจลอบมีความสุขกับสิ่งที่จะทําในคืนนี้ไม่น้อย
คืนนี้หลังจากที่ลงวิดีโอที่สองจะเป็นยังไงนะ?
จางเจิ้นตื่นเต้นจนเผลอยิ้มกว้างขึ้นมาเขาคาดหวังไว้กับคอนเทนต์ที่สองนี้มากว่าจะทําให้เขาได้จํานวนผู้ติดตามและยอดวิวที่เพิ่มมากขึ้น