ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 41 เจ้าบังอาจ!

            หลังจากที่จบการประลองรอบแรกไปแล้ว ทั่วทั้งลานกว้างเมฆาร่วงโรยแห่งนี้ก็คึกคักขึ้นมาทันที

            สำหรับเหล่าผู้ชมที่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังแล้วผลการประลองครั้งนี้นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับพวกเขามาก เพราะถึงอย่างไรอี้ชังไห่ก็เป็นตัวแทนและเป็นหน้าเป็นตาของนักการช่างแห่งอาณาจักรชูอวิ๋น

            แต่สำหรับตระกูลเฉินและตระกูลโอวหยางรวมถึงซ่างกวันเฟยด้วยแล้ว นี่นับเป็นอับอายขายขี้หน้าครั้งใหญ่

            “เป็นไปไม่ได้!”

            ซ่างกวันเฟยที่กว่าจะนั่งลงกับที่ได้นั้น ยังคงรู้สึกไม่พอใจกับผลการประลองอยู่จนต้องสบถออกมาอย่างก้าวร้าว

            “ขวานศึกวิญญาณเหมันต์ของข้ามันอยู่ในจุดสูงสุดที่อาวุธวิญญาณจะสามารถไปถึงได้แล้วมันจะสับใส่ไอ้โล่นั่นไม่เข้าได้อย่างไร ไอ้แก่นั่นมันต้องแอบใส่วัตถุดิบขั้นสูงอะไรลงไปแน่ๆ!!”

            เฉินเย่เซิงเองก็โมโหจนเส้นเลือดดำปูดโปน

            แต่คนที่มันโมโหนั้นไม่ใช่ใครอื่น ซ่างกวันเฟยนั่นแหละ

            ลูกศิษย์ของตระกูลนักการช่างอันใหญ่โตผู้นี้ปกติแล้วมันก็แข็งแกร่งจนยากที่จะหาใครเปรียบได้อยู่หรอก แต่พอเป็นเวลาสำคัญแล้วมันชอบทำพลาดตลอด

            เรื่องที่เลี่ยนเทียนเฮ่าเมื่อครั้งก่อนก็ทีหนึ่งแล้วมารดามันเถอะ วันนี้มันยังมาทำให้ขายขี้หน้าต่อหน้าชาวเมืองอวิ๋นเฉิงนับแสนอีก...

            ในใจเขาอยากจะระเบิดอารมณ์ออกมาใส่มันจนแทบทนไม่ไหวแต่พอเห็นเงาร่างที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าคลุมสีดำสี่คนที่ยืนคุมอยู่ด้านหลังของซ่างกวันเฟยแล้วก็ต้องทำใจปล่อยไป

            ช่างเถอะ เพราะไม่ว่าอย่างไรชัยชนะในวันนี้ก็ต้องตกเป็นของเขาอย่าง “แน่นอน” อยู่แล้ว หวังหมิงชงไม่มีทางทำอะไรโง่ๆ แน่

            ก็ได้เวินติ่งเทียน ข้ายอมให้เจ้าได้หน้าไปก่อนครู่หนึ่ง

            อย่างไรชัยชนะในวันนี้มันก็ถูกกำหนดว่าต้องเป็นของข้าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว!

            งานประลองครั้งนี้ข้ามลำดับพิธีการหลังการประลองไปอย่างรวดเร็ว

            แต่เดิมแล้วจะต้องมีการสัมภาษณ์นักการช่างทั้งสองฝ่ายให้ผู้ชนะกล่าวแสดงความรู้สึกหวังหมิงชงมอบเหรียนรางวัลและจับมือแสดงความยินดีให้ผู้ชนะ เป็นต้น

            แต่ทั้งหมดถูกตัดทิ้งไปแล้ว

            งานประลองส่วนที่สองอย่างการประลองมหาสมบัติก็เริ่มต่อทันทีโดยตัดพิธีการอื่นๆ ออกหมด เหลือเพียงขั้นตอนการมอบสมบัติของแต่ละฝ่ายและขั้นตอนการตรวจสอบและวัดผลเท่านั้น

            และยังมีการเปลี่ยนรูปแบบการประลองไปจากเดิมด้วย

            แต่เดิมแล้วการประลองรอบนี้จะแสดงทุกขั้นตอนให้ทุกคนเห็นโดยไม่ปิดบังโดยให้ทั้งสองออกมานำเสนอจุดเด่นของสมบัติของตัวเองเสร็จแล้วก็มอบหน้าที่ให้ข้าราชการของฝ่ายผู้ดูแลภายในเป็นคนตัดสินแบบสดๆ บนเวทีเลย

            แต่รอบนี้กลับไม่ได้ทำอย่างนั้น

            พวกเขาทำการมอบสมบัติและให้คณะกรรมการตัดสินผลการประลองกันหลังเวที

            แค่นี้... ก็พอจะรู้กันแล้วว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น

            บรรยากาศของงานประลองก็เปลี่ยนเป็นเน่าเบื่อสุดขีด

            “เฮ้ยเฮ้ย... ทำไมอยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนไปทำแบบลับๆ กันเล่าอย่างนี้พวกข้าก็มองอะไรไม่เห็นน่ะสิ....”

            เหล่าผู้ชมเริ่มประท้วงกันแล้ว

            “นั่นน่ะสิ ก่อนหน้านี้ก็ประลองกันแบบนี้หรือ?”

            “หึหึ แค่นี้ก็ดูกันไม่ออกหรือ? คงมีใครบางคนกลัวว่าตระกูลเวินจะมีไพ่ตายสุดยอดแอบซ่อนไว้อยู่ก็เลยไม่ยอมให้คนนอกได้เห็นขั้นตอนการตัดสินน่ะสิ... ข้าว่าการประลองรอบนี้น่ะ ถูกกำหนดผลลัพธ์ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว!!”

            ผู้คนที่มาชมการประลองต้องมีคนที่ฉลาดมาดูด้วยอยู่แล้ว และไอ้วิธีแบบปิดหูขโมยระฆังแบบนี้มันก็ดูออกง่ายซะเหลือเกิน

            แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี!

            ใครใช้ให้ตระกูลเวินอยู่ดีๆ ก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าแบบนี้เล่า

            เฉินเย่เซิงเองและหวังหมิงชงเองก็เลยเริ่มไม่มั่นใจว่าจะชนะกันตรงๆได้

            ถึงได้เลือกใช้วิธีที่หน้าไม่อายแบบนี้ออกมา

            งานประลองก็เลยกร่อยไปเลย

            แต่ถึงจะน่าเบื่ออย่างไรพวกเขาก็ยังอยู่ดูต่อ เพราะว่าหลังจากเสร็จสิ้นการประลองอันน่าเบื่อนี้ไปแล้วผลที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่ชวนให้ผู้ชมติดตาม

            พวกเขาต่างก็รู้ว่าผลการประลองครั้งมีความหมายอื่นนอกจากชัยชนะแฝงเอาไว้ด้วย

            โรงงานช่างของเมืองอวิ๋นเฉิงแต่เดิมนั้นกรรมสิทธิ์ตกเป็นของตระกูลเวินแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นหากไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่ายผู้ดูแลภายในละก็ ผู้อื่นจะไม่สามารถเปิดโรงงานช่างอื่นๆในเมืองอวิ๋นเฉิงได้เลย

            และการประลองครั้งนี้ทั้งตระกูลเวินและตระกูลเฉินต่างก็เซ็นสัญญากันไว้แล้ว

            ถ้าตระกูลเฉินเป็นฝ่ายชนะละก็ตระกูลเวินจะต้องปิดร้านค้าสาขาย่อยลงส่วนหนึ่ง และต้องแบ่งส่วนแบ่งในตลาดให้ครึ่งหนึ่งโดยไม่มีเงื่อนไขและอนุญาตให้ตระกูลเฉินสามารถเปิดโรงงานช่างในเมืองอวิ๋นเฉิงได้เพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับตระกูลเวินอย่างยุติธรรม

            แต่ถ้าตระกูลเวินเป็นฝ่ายชนะ ตระกูลเฉินจะต้องจ่ายค่าชดเชยสำหรับการประลองเป็นวัตถุดิบสำหรับงานช่างที่มีมูลค่ามหาศาล

            แต่สำหรับเวินติ่งเทียนแล้ว ถ้าแพ้ผลลัพธ์ไม่ได้หยุดที่แค่ต้องแบ่งส่วนแบ่งในตลาดให้แน่นอนตระกูลเวินก่อนหน้าก็อยู่ในสภาพที่ร่อแร่เต็มทนอยู่แล้วหากตระกูลเฉินสามารถเปิดร้านได้ละก็โรงงานช่างของตระกูลเวินก็เตรียมปิดตัวลงได้เลยและตระกูลเวินก็จะถูกกำจัดให้หายไปจากเมืองอวิ๋นเฉิง ตลอดกาล

            นี่ก็คือแผนชั่วที่เฉินเย่เซิงวางเอาไว้มานานแล้วที่จริงแผนการก็ดำเนินไปได้อย่างสะดวกราบลื่นด้วยแต่หลังจากการประลองยุทธภัณฑ์ไปแล้ว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจนยากที่จะควบคุมได้อีก

            แต่เฉินเย่เซิงยังคงเชื่อมั่นในตัวของหวังหมิงชงตราบใดที่มีฝ่ายผู้ดูแลภายในคอยสนับสนุนอยู่ตระกูลเวินไม่มีทางพลิกสถานการณ์ได้เด็ดขาด

            หลังจากที่เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยามแล้วนั้น ในที่สุด

            ผลการประลองก็ถูกตัดสินเรียบร้อยแล้ว

            จดหมายฉบับหนึ่งถูกส่งให้กับหวังหมิงชงแล้วสายตาทุกคนล้วนจับจ้องไปยังจุดกึ่งกลางของเวที

            ความขัดแย้งของสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองอวิ๋นเฉิงในที่สุดก็กำลังจะได้ผลสรุปออกมาเสียที

            “ต่อไป ข้าขอประกาศ!”

            หวังหมิงชงลุกขึ้นยืนประกาศข้อความออกมาด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนและฟังชัดเหล่าผู้คนเองก็รอฟังคำตัดสินกันอย่างเงียบสงบ

            “ในการประลองของงานเทศกาลขุมทรัพย์สมบัติวิญญาณในครั้งนี้ผลิตภัณฑ์งานช่างที่ได้รับรางวัลชนะเลิศไปนั่นก็คือ...”

            หวังหมิงชงหันไปมองทั่วทั้งสนาม เวินติ่งเทียนนที่กำลังนั่งฟังอย่างนิ่งสงบและเฉินเย่เซิงที่กำลังได้ใจ

            เขาแอบคิดในใจว่า “เวินติ่งเทียนเอ๋ย เจ้าอย่าโทษข้าเลยนะใครใช้ให้ข้าเข้าร่วมเป็นพวกกับองค์ชายลำดับที่เก้าไปแล้วเล่า...”

            หลังจากที่เขาแอบสารภาพบาปในใจครั้งสุดท้ายไปแล้วเขาก็ประกาศคำตัดสินที่ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วออกมา

            “ผลิตภัณฑ์งานช่างที่ได้รับรางวัลนั้นเป็นอาวุธวิญญาณคุณภาพสูงที่ได้มาจากตระกูลเฉิน- ดาบจันทรารุ่งโรจน์!”

             “ยินดีด้วยท่านประมุจเฉินนักการช่างของท่านสามารถคว้าเกียรติยศอันสูงส่งมาให้ท่านได้แล้วและยังคว้าโอกาสทองในการทำตลาดด้านงานช่างมาให้ท่านได้อีก! ขอแสดงความยินดีให้กับตระกูลเฉินด้วย!!”

            เฮ

            ภายใต้การนำของหวังหมิงชง ผู้ชมในสนามก็พากันปรบมือส่งเสียง

            ส่วนโอวหยางกงนั้นยืนขึ้นหัวเราะดังฮ่าฮ่า ประสานมือทำท่าคำนับ“ฮ่าฮ่าฮ่ายินดีด้วยพี่น้องเฉินในที่สุดก็สามารถพิสูจน์ความสามารถด้านงานช่างของตระกูลเฉินได้แล้วหลังจากนี้บรรดายุทธภัณฑ์ของตระกูลโอวหยางเรา คงต้องไปซื้อที่คฤหาสน์ตระกูลเฉินแทนแล้วล่ะ!”

            “ไม่หรอก ไม่หรอก บังเอิญน่ะข้าแค่บังเอิญเท่านั้น!” เฉินเย่เซิงเองก็ลุกขึ้นมาตอบรับยิ้มจนแก้มแทบฉีกออกมาแล้ว

            เขาเข้าไปแสดงความขอบคุณกับผู้คนโดยรอบและเดินขึ้นไปบนเวทีและกล่าวปราศรัยให้กับชาวเมืองอวิ๋นเฉิงนับแสนคนว่า

            “ทุกท่านโปรดวางใจ ข้าขอรับประกันไว้ตรงนี้เลยว่ายุทธภัณฑ์ที่ผลิตโดยตระกูลเฉินเรานั้นจะต้องเป็นของที่คุณภาพดีและราคาถูกอย่างแน่นอนทั้งหมดจะเป็นไปตามความต้องการของประชาชนชาวอวิ๋นเฉิงอย่างแน่นอน!”

            “เยี่ยม!”

            “ประมุขตระกูลเฉินใจกว้างยิ่งนัก! ข้าชอบท่าน!”

            “ตระกูลเฉินแข็งแกร่งยิ่งหลังจากนี้คงต้องซื้อของกับเขาแล้วล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า!”

            ในกลุ่มผู้คนนั้นมีหน้าม้าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้วแฝงอยู่ด้วย พอได้โอกาสพวกเขาก็เริ่มปรบมืออวยตระกูลเฉินทันที

            แต่คนจำนวนมากกว่ายังคงนิ่งไม่เคลื่อนไหว

            พวกเขาต่างก็รู้สึกได้ว่าผลลัพธ์ครั้งนี้มีเงื่อนงำบางอย่างดังนั้นพวกเขาก็เลยไม่ได้พูดอะไรออกมา รอดูว่าเรื่องราวในครั้งนี้จะเป็นไปในทิศทางไหน

            เวินติ่งเทียนและเหล่าคนของตระกูลเวินยังคงนั่งมองละครลิงของพวกเฉินเย่เซิงอยู่นิ่งๆ

            พวกเขาไม่ได้แสดงสีหน้าบึ้งตึงออกมาเลยมิหนำซ้ำยังแอบยิ้มอยู่หน่อยๆ ด้วย

            ท่าทีแปลกประหลาดของพวกเขาทำให้เฉินเย่เซิงและโอวหยางกงทั้งสองคนรู้สึกผิดปรกติอย่างมาก

            มารดามันเถอะเวลาแบบนี้เวินติ่งเทียนมันต้องโกรธจนหน้าแดงแล้วสบถด่าออกมาครั้งใหญ่เลยไม่ใช่รึ?

            อย่างน้อยก็ต้องมีท่าทางเหมือนคนแพ้บ้างสิ

            ทำไมตอนนี้เขากลับรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นตัวตลกที่กำลังถูกทั่วทั้งสนามจับจ้องอยู่เลย

            เฉินเย่เซิงมองหน้ากับโอวหยางกงจากนั้นก็ตัดสินใจเข้าไปเปิดฉากหาเรื่องมันก่อนเลย

            “ฮ่าฮ่า พี่น้องเวิน ในที่สุดก็ยอมรับแล้วสินะ! ในวงการงานช่างหลังจากนี้ ข้าก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ พี่น้องเวิน”

            เฉินเย่เซิงหวังจะได้เห็นเวินติ่งเทียนทำหน้าบูดบึ้งออกมาบ้างสักเล็กน้อยก็ยังดีแต่น่าเสียดายที่เวินติ่งเทียนไม่หลงกล

            เวินติ่งเทียนลุกขึ้นมาแล้ว

            เขาดูนิ่งสงบและหนักแน่นราวกับขุนเขาและท้องทะเล

            เขามองไปที่หน้าของเฉินเย่เซิงโดยที่ไม่ยิ้มเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นก็เมินเฉยใส่ทันทีและหันไปมองทางหวังหมิงชงที่นั่งอยู่บนที่นั่งอันหรูหราของเขา

            “ท่านหวัง” เวินติ่งเทียนยืนเอามือไขว้หลังไว้และไม่ใช้ภาษาทางการแบบผู้น้อยพูดกับผู้ใหญ่กว่าแล้ว “ข้ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่ยังไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไร”

            “ประมุขเวินเชิญถาม” หวังหมิงชงที่เห็นท่าทีของเวินติ่งเทียนแบบนั้นแล้วก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าไร

            เวินติ่งเทียนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดังและฟังชัด “ท่านรับส่วยจากตระกูลเฉินมากแค่ไหนกันทำไมถึงกล้าพูดจาไร้สาระแบบนั้นออกมาได้!”

            คำพูดประโยคเดียว ทำเอาเงียบไปทั้งสนาม

            พวกเขาต่างก็คิดว่าตัวเองหูฝาดจนฟังผิดรึเปล่า

            เวินติ่งเทียน... เมือครู่กำลังด่าท่านหวังอยู่อย่างนั้นหรือ?

            มันกล้าด่าหัวหน้าฝ่ายผู้ดูแลภายในของราชสำนักอย่างนั้นหรือ!!

            มันบ้าไปแล้วใช่ไหม!!

            หวังหมิงชงเปลี่ยนสีหน้าทันที “ประมุขเวิน ท่านรู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา?”

            “ข้ารู้อยู่แล้ว” เวินติ่งเทียนกลับยังพูดเสียงดังขึ้นไปอีกหนึ่งระดับด้วยซ้ำ“ยังไม่หมดแค่นั้นหรอกนะ หวังหมิงชง แกมันไอ้ข้าราชการโง่ไม่ได้เรื่อง!”

            คราวนี้ ทั่วทั้งสนามส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที

            เฉินเย่เซิงที่เป็นคนหัวไวนั้น ในจังหวะที่เวินติ่งเทียนกำลังทำผิดอยู่นั้นมันก็รีบเข้ามายุแยงให้ทะเลาะกันรุงแรงขึ้นทันที

            “เวินติ่งเทียน แกบังอาจ! ด่าข้าราชการชั้นสูงของราชสำนักต่อหน้าสาธารณะชนแบบนี้รู้หรือเปล่าว่าต้องโดนโทษทัณฑ์อะไรบ้าง!!”

            บรรยากาศพลันเปลี่ยนไปเป็นกดดันและหนังอึ้งทันทีเวินติ่งเทียนอยู่ๆ ก็ระเบิดความโกรธแค้นทั้งหมดที่สั่งสมเอาไว้นานนับครึ่งปีออกมาท่ามกลางกลุ่มคนของตระกูลเวินในทันที

            “โทษทัณฑ์อย่างนั้นรึ?” เวินติ่งเทียนหันขวับมาจ้องเฉินเย่เซิงด้วยแววตาเย็นเยือก“อย่างนั้นที่แกสั่งฆ่าคนของตระกูลเวินเราไปหกสิบแปดชีวิตนั่นเล่าควรจะโดนโทษทัณฑ์อะไร ?”

            เฉินเย่เซิงหน้าเปลี่ยนสีไป รีบสวนกลับทันที “เวินติ่งเทียน เรื่องนั้นถูกฝ่ายผู้ดูแลภายในตัดสินไปนานแล้วแกจะยังมาต่อความยาวสาวความยืดอีกทำไม!”

            เวินติ่งเทียนแสยะรอยยิ้มแสนเย็นชาออกมา “ก็เพราะอย่างนี้ ข้าเลยบอกว่าพวกผู้ดูแลภายในมันตาถั่วหวังหมิงชงเองก็ปัญญาอ่อนด้วยเช่นกัน”

            “พอได้แล้ว!”

            ในที่สุดหวังหมิงชงก็เริ่มอ้าปากพูดแล้ว

            “เวินติ่งเทียน ข้าเห็นแก่ตระกูลเวินของเจ้าที่สร้างคุณงามความดีให้กับอาณาจักรชูอวิ๋นของเรามายาวนานผลิตยุทธภัณฑ์ต่างๆ ให้เรามานานนับร้อยๆ ปี เรื่องวันนี้ข้าจะไม่ถือสาเจ้าถอยกลับไปได้แล้ว!!”

            พอพูดเสร็จ ก็เห็นหัวหน้าองครักษ์เกราะทองของเชื้อพระวงศ์ซูหมิงชุน ที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาค่อยๆ ลุกยืนขึ้นช้าๆจากนั้นก็เริ่มปล่อยแรงกดดันอันมหาศาลออกมารอบตัว

            ส่วนแม่ทัพตู้หมิงที่เคยดูแลตระกูลเวินมาโดยตลอดนั้นคราวนี้กลับทำเพียงแค่มองมาที่เวินติ่งเทียนด้วยแววตาเห็นใจแต่ไม่ได้ออกมาช่วยทำอะไรเลยสักอย่าง ท่าทางกำกวมเอาแน่เอานอนไม่ได้

            “หวังหมิงชง!”

            เวินติ่งเทียนเรียกชื่อของมันออกมาตรงๆทั่วทั้งร่างลุกไหม้ไปด้วยรังสีฆ่าฟันออกมาโดยไม่ปิดบังไม่มีทีท่าว่าจะยอมก้มหัวให้เลยแม้แต่นิดเดียว “ข้าจะยอมถอยให้ก็ได้ แต่วันนี้เจ้าต้องอธิบายเรื่องสองเรื่องของเราต่อหน้าประชาชนชาวอวิ๋นเฉิงให้รู้เรื่อง”

            ฟึบ

            เวินติ่งเทียนถอดแหวนที่กำลังเปล่งประกายแสงอันศักดิ์สิทธิ์ไปทั่วสี่ทิศออกมาเพียงแค่ชั่วพริบตา ก็สามารถเรียกเอาชั้นวางขนาดสามชั้นที่ทำจากไม้ออกมาบนนั้นถูกวางเอาไว้ด้วยป้ายชื่อของเหล่าคนจากตระกูลเวินทั้งหกสิบแปดชีวิตที่ตายไปจนแน่นเต็มชั้นไปหมด

            เสียงตะโกนกู่ก้องของเขาดังราวอสนีบาตดุจเกลียวคลื่นแห่งความพิโรธอันคลุ้มคลั่ง “แหวนพระสุเมรุของตระกูลเวินเรามีมิติช่องว่างที่กว้างใหญ่ถึงหนึ่งแสนตารางเมตรอีกทั้งมันยังเป็นยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันของจริงด้วย ไหนเจ้าลองบอกข้ามาสิว่ามันสู้ไอ้ดาบระดับวิญญาณกระจอกๆ นั่นไม่ได้ตรงไหน!”

            “เจ้าพูดต่อหน้าวิญญาณของคนในตระกูลเวินเราทั้งหกสิบแปดชีวิตมาสิว่าเจ้าเชื่อจริงๆ ว่าเหตุการณ์สังหารโหดที่เขาเมฆมรกตนั่นไม่เกี่ยวกับไอ้ชาติหมาเฉินเย่เซิงนั่นเลยแม้แต่นิดเดียว!”

            เจ้า พูด ออกมา ซะ!!

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน