อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    ดอกไม้มาจากที่ใดกัน

    “สำเร็จแล้ว!”
    เมื่อมองไปยังภาพเบื้องหน้าแล้ว ใบหน้าของหลินอวิ๋นก็เผยความยินดีออกมา
    ถึงแม้ว่าจะเทียบเมฆขาวหมื่นลี้ ลมพายุอันบ้าคลั่งของสวรรค์ชั้นเก้าของเคล็ดวิชาลับแล้ว พลังของหมัดมังกรพยัคฆ์นี้ดูเหมือนว่าจะมีน้อยนิดจนน่าสังเวช
    แต่ว่าตามความเห็นของหลินอวิ๋นแล้ว ก็เพียงพอแล้ว
    มีกระบวนท่าแรกนี้ แม้แต่จะเผชิญหน้ากับผู้มีวรยุทธ์ในระดับแปด หลินอวิ๋นเองก็มั่นใจในพลังว่าไม่มีทางพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายตรงข้ามแน่
    หลินอวิ๋นรู้สึกใจเต้นเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาได้
    วิชายุทธ์บางส่วนจากเซียนเทียน เขาถึงกับฝึกออกมาจนสำเร็จ อีกทั้งยังใช้เวลาเพียงแค่สองวันเท่านั้น
    หากว่าแพร่ออกไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนถึงเพียงไหนกัน
    แน่นอนว่า เป็นไปอย่างราบรื่นเช่นนี้ นอกจากความเข้าใจแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่สำคัญ
    ประการแรกคือหมัดพยัคฆ์ร้ายขั้นสุดยอดของเขา และยังมีม้วนภาพลึกลับ และแน่นอนว่าหมัดพยัคฆ์ร้ายทั่วทั้งสำนักแล้วก็คงจะไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเขาได้
    ประการที่สองก็คือ สำเร็จการเรียกลมพายุและเมฆหน้ารูปปั้นมังกรจู๋หลงในห้องโถงของสำนัก ทำเขาสามารถรู้และเข้าใจความหมายของมันได้
    ยิ่งกว่านั้นแล้ว พลังของหมัดมังกรพยัคฆ์นี้ที่สุดแล้วก็ไม่ใช่กระบวนท่าสังหารที่แท้จริง ดูเหมือนว่าจะมีส่วนที่ไม่สมบูรณ์มากจนเกินไป
    และด้วยเงื่อนไขด้านบนแล้ว ขาดไปอย่างหนึ่งหลินอวิ๋นก็คงจะไม่อาจจะราบรื่นได้เช่นนี้
    เพียงแค่พลังเท่านั้น ก็ยังน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ และถ้าหากใช้หมัดมังกรพยัคฆ์ขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะทำให้ผู้คนตื่นตกใจได้ถึงเพียงไหนกัน!”
    และเมื่อมองเห็นต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้าที่ถูกพลังของหมัดมังกรพยัคฆ์หักโค่นลง ราวกับฝนที่ชะล้างลงบนพื้นดิน หลินอวิ๋นส่งเสียงร้องอุทานออกมาเบา ๆ
    หมัดมังกรพยัคฆ์นี้มีเพื่อเขาเท่านั้น ช่างเข้ากันได้อย่างลงตัว
    แต่น่าเสียดายที่เศษบางส่วนนี้ สามารถเรียนรู้กระบวนท่าแรกของพลังหมัดมังกรพยัคฆ์ได้ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว
    จากนั้นอีกสามวันหลินอวิ๋นตรากตรำฝึกฝนพลังของมังกรพยัคฆ์นี้โดยไม่ทำสิ่งใดอื่นอีก อย่างน้อยในตอนที่สิ้นหวังเช่นนี้ก็ยังสามารถฝึกฝนออกมาได้อย่างราบรื่น แล้วสามารถประสบความสำเร็จเล็กน้อยนี้ได้ภายในสิบห้าวัน
    ไม่ง่ายเลยที่จะสร้างไพ่ลับออกมาเพิ่มได้อีกหนึ่งอย่าง เสริมความมั่นใจในการประลองของเขากับโจวอวิ๋นขึ้นมาก
    แน่นอนว่าย่อมต้องรักษามันเอาไว้ให้ดี!
    “ศิษย์พี่หลิน มีจดหมายของท่าน”
    และเมื่อผ่านไปห้าวัน อยู่ ๆ หลินอวิ๋นก็ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งตั้งแต่เช้า
    “ผู้ใดส่งให้ข้ากัน?”
    “ไม่ได้บอกชื่อผู้ที่ส่งมา ศิษย์พี่ ข้าขอตัวก่อนแล้ว”
    ผู้ที่มายิ้มออกมาแล้ว ก็รีบจากไป ไม่ได้รั้งรออยู่
    แปลกจริง ในแคว้นเทียนสุ่ยนี้ ข้าไม่ได้คุ้นเคยกับผู้อื่นอีก ตัวตนของเจ้าของเดิมบนโลกนี้ เดิมก็เป็นเด็กกำพร้า ไม่ได้มีญาติพี่น้องที่ใด
    หลังจากที่หลินอวิ๋นเปิดจดหมายออกมาแล้ว ความสงสัยในใจก็ถูกคลี่คลายลง
    งานประมูล!
    จดหมายจากถงหู่เถ้าแก่ของหอหมื่นทรัพย์เมืองไป๋สุ่ยส่งมา
    ในวันนั้นที่ส่งมอบกระดูกเพลิงโลหิตสิบชิ้นให้แก่ถงหู่นั้น ได้ถูกส่งไปยังงานประมูลแล้ว และอีกไม่กี่วันก็จะถูกนำออกมาประมูล
    “เกือบจะลืมไปแล้วนะเนี่ย”
    หลินอวิ๋นเมื่อได้รับจดหมายแล้วก็ครุ่นคิดขึ้นมา กระดูกเพลิงโลหิตสามารถนำมาสร้างเป็นเกราะเปลวโลหิตทมิฬได้ มูลค่ามิอาจจะประเมินได้
    เพราะเหตุนี้ เขาเลยตั้งตารอคอยมันเป็นอย่างยิ่ง
    “คงต้องเดินทางไปสักรอบแล้ว”
    หลังจากที่เขาเก็บกวาดสิ่งของแล้ว ก็จากสำนักไปทันที
    หลินอวิ๋นที่มีเคล็ดวิชายอดห่านป่าอยู่กับตัว ก็ไม่ได้เช่าม้าของสำนักไปใช้ ใช้วิชากายนั้นรีบเร่งเดินทางไปทันที
    กลางวันรีบเร่งเดินทาง ฝึกซ้อมทักษะร่างกาย กลางคืนสงบเงียบฝึกวิชายุทธ์
    เมื่อออกมายังนอกสำนัก หลินอวิ๋นเองก็ไม่ได้ผ่อนคลายลงสักนิด ยังคงฝึกฝนอย่างหนักอยู่ตลอดเวลา
    เคล็ดวิชาวิชาตะวันบริสุทธิ์ระดับสาม ไม่นานก็สามารถทะลุไประดับสี่ได้
    เคล็ดวิชาวิชาตะวันบริสุทธิ์ทั้งหมดนั้นมีอยู่ห้าระดับ ขึ้นชื่อเรื่องของพลังความแข็งแกร่งภายใน ยากที่จะฝึกฝนยิ่งนัก
    แต่ว่าภายใต้สถานการณ์ที่เขาไม่ตระหนี่ใช้ยาลูกกลอนละลายโลหิตและศิลาวิญญาณระดับล่างแล้ว ก็ก้าวหน้าเป็นอย่างมาก เพียงแค่ครึ่งเดือนก็คงทะลวงขั้นได้
    หากว่ากระดูกเพลิงโลหิต สามารถประมูลได้ในราคาสูง แล้วใช้ศิลาวิญญาณระดับล่างอีกจำนวนมาก เคล็ดวิชาวิชาตะวันบริสุทธิ์ก็ไม่แน่ว่าจะไม่สามารถทะลุไปถึงระดับห้า ถึงระดับขั้นสมบูรณ์แบบได้
    นอกจากนี้แล้ว ในทุก ๆ วันเขายังคงคอยสังเกตดูม้วนภาพลึกลับ เพื่อรวบรวมพลังของพยัคฆ์ร้าย
    ใช้เวลาไปสี่วัน หลินอวิ๋นก็สามารถมองเห็นเค้าโครงของเมืองไป๋สุ่ยได้จากที่ไกล ๆ
    “พรุ่งนี้ช่วงกลางวันก็คงจะเข้าเมืองได้แล้ว”
    และเมื่อเห็นฟ้าใกล้จะมืดลง หลินอวิ๋นก็เลือกสถานที่สงบเงียบแห่งหนึ่งเพื่อพักเดินทาง
    หลังจากที่ใช้เคล็ดวิชาวิชาตะวันบริสุทธิ์ฟื้นฟูกำลังภายในที่ใช้ไปในตอนกลางวันแล้ว หลินอวิ๋นก็นำม้วนภาพลึกลับออกมาอีกครั้ง
    ใจมีพยัคฆ์ร้าย ดอมดมกุหลาบไม้เลื้อย!
    ตัวอักษรที่จารึกลงบนม้วนภาพนั้น ทุกครั้งที่มองดูล้วนแต่ทำให้หลินอวิ๋นตกตะลึงและครุ่นคิดอยู่นานว่าตกลงแล้วคืออะไรที่เรียกว่าใจมีพยัคฆ์ร้าย ดอมดมกุหลาบไม้เลื้อย อันที่จริงแล้วเขาไม่ค่อยจะเข้าใจนัก
    ม้วนภาพค่อย ๆ เปิดออกทีละน้อย
    ตูม!
    เสียงลมกรรโชกแรงดังขึ้นอยู่ข้างหู พยัคฆ์ร้ายในภาพก็เป็นเหมือนดั่งเช่นเคยในทุกวัน คำรามดังกรุ่นโกรธไม่หยุด พุ่งตรงไปยังส่วนลึกในใจ ราวกับว่าจะกัดกินคนเข้าไป
    ปัง ปัง ปัง!
    ทุกครั้งที่มองดู ในใจก็เหมือนกับว่าโดนโจมตีอย่างหนัก รู้สึกอึดอัดยิ่งนัก
    หลินอวิ๋นในวันนี้ ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว
    เมื่อคิดถึงในทีแรกที่เพียงพริบตาเดียวเขาก็ไม่กล้าที่จะมองดู แล้วก็ถูกม้วนภาพนี้ทำให้ตกใจเสียจนตัวสั่นเทา
    แต่ในตอนนี้หมัดพยัคฆ์ร้ายกำลังหมุนวนอยู่อย่างเงียบ ๆ แล้วจ้องมองไปยังพยัคฆ์ร้ายที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน
    ซึมซับไปกับมัน ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง
    ฟุ่บ!
    และไม่รู้ว่าเป็นเวลาใด แสงกระบี่ค่อย ๆ ปะทุออกมาจากม้วนภาพ ปะทุขึ้นต่อหน้าสายตา แสงกระบี่นั้นส่องสว่างเข้ามาในสายตาของเขาท่ามกลางความมืด
    “แสงกระบี่!”
    ในใจของหลินอวิ๋นส่งเสียงร้องด้วยความตกตะลึง อีกเพียงนิดเดียวก็จะโยนม้วนภาพนั้นทิ้งไปแล้ว
    มองเห็นอีกแล้ว มีแสงกระบี่อยู่จริง ๆ ด้วย!
    ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นแสงกระบี่นั้นเปล่งประกายออกมาแล้วก็วับหายไปในม้วนภาพ หลังจากนั้นก็ไม่อาจจะมองเห็นได้อีกเลย
    ตอนนั้นยังคิดว่าตนเองเห็นภาพลวงตาเข้า มาวันนี้แสงกระบี่ปรากฏออกมาอีกครั้ง ทำให้เขาตื่นเต้นจนไม่อาจจะบรรยายออกมาได้
    หลินอวิ๋นกลั้นลมหายใจ ระงับความประหม่าในใจ รับความกดดันมหาศาลที่มาพร้อมกับแสงกระบี่ พยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาความสงบในใจเอาไว้
    เขาอยากจะเห็น เขาจะต้องมองเห็นให้ชัดเจน แสงกระบี่นี้ ปรากฏออกมาจากที่ใดกัน
    แสงกระบี่เบื้องหน้า ค่อย ๆ สลายไป สายตาของเขาก็ค่อย ๆ มองกลับไปยังม้วนภาพ
    และชั่วขณะที่แสงกระบี่หายไปจนหมดสิ้นแล้ว สีหน้าของหลินอวิ๋นก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ม้วนภาพก็เปลี่ยนไป ตรงกลางของภาพกลับมีจุดที่ไม่เคยมีมาก่อนเพิ่มขึ้นมา
    เพิ่มมาหนึ่งคน
    คนผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีฟ้า หันกายด้านข้าง มือซ้ายของเขาถือกระบี่เอาไว้ชี้ขึ้นไปยังบนฟ้า มือขวาผายออกยื่นไปยังเบื้องหน้า บนฝ่ามือมีดอกกุหลาบเบ่งบานออกมา
    ทั่วทั้งร่างดูผ่อนคลายเรื่อยเฉื่อย ภาพของบทกวี ดูเรียบง่ายอิสระเสรีไม่อาจถูกยับยั้ง
    เมื่อมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง ความหมายของภาพนั้นก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
    พยัคฆ์ร้ายในภาพนั้น ก็ยังคงมีพลังปกคลุมทั่วฟ้าดังเดิม พลังกลืนกินภูเขาแม่น้ำ พุ่งตรงเข้าสู่จิตใจ เพียงแต่ว่าเป้าหมายของมันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่หลินอวิ๋นที่อยู่นอกภาพ แต่เป็นดอกกุหลาบในฝ่ามือของคนในภาพแทน
    ในใจของหลินอวิ๋นนิมิตรภาพได้ถึงพยัคฆ์ร้ายที่มีพลังกลืนกินภูเขาแม่น้ำนี้ในชั่วขณะถัดไปได้
    เมื่อหลับตาลง ก็สูดดมเข้ากลับกลิ่นหอมอันอ่อนโยนของดอกกุหลาบในภาพ
    พยัคฆ์ร้ายในภาพนั้นมีกายใหญ่โต กินพื้นที่ของกระดาษในภาพไปเกินกว่าครึ่ง ส่วนคนในภาพนั้นมีเพียงแค่จุดเล็ก ๆ ตรงกลางเท่านั้น
    ผู้ใดเป็นเจ้าของ ผู้ใดเป็นผู้ติดตาม เพียงมองคราเดียวก็รู้แล้ว
    และในตอนที่หลินอวิ๋นกำลังตื่นตะลึงอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นข้างหู คนในภาพก็ขยับขึ้นมา
    “ดอกไม้มาจากที่ใดกัน!”
    ดอกกุหลาบกลางฝ่ามือเขาลอยขึ้นมา มือขวารับกระบี่เอาไว้แล้วร่ายระบำไปกลางอากาศ
    ดอกไม้ร่ายลงบนปลายกระบี่ บานสะพรั่งแพรวพราว ตอนนี้เขาดูผ่อนคลายสงบนิ่งราวกับธารน้ำไหล
    บนกายนั้นระเบิดพลังของกระบี่ที่ไม่มีที่สิ้นสุดออกมา ดูแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าพยัคฆ์ร้ายเป็นร้อยเท่าพันเท่า เปล่งประกายแพรวพราวเสียยิ่งกว่าดวงดาว และส่องแสงนับล้านประชันกับพระจันทร์สุกสกาว ราวกับว่าเมื่อกระบี่เล่มถัดไปฟาดลงไปแล้ว ภูเขาแม่น้ำที่ไกลออกไปนับหมื่นลี้ก็จะต้องสั่นไหวอยู่ภายใต้คมกระบี่ของเขา
    แต่ทว่าไม่อาจมองเห็นได้แล้ว วิชากระบี่ของเขารวดเร็วยิ่งนัก กระทั่งแม้แต่คำที่เขาเอ่ยออกมาหลินอวิ๋นเองก็ฟังไม่ชัดเสียแล้ว
    รอจนเมื่อเขาเก็บกระบี่แล้ว ดอกไม้สีสันสดใสกลุ่มนั้นก็ร่วงหล่นลงมา
    ทันใดนั้น เขาก็หันกลับมายิ้ม รอยยิ้มคราวนี้ทำให้สีสันของหมู่มวลดอกไม้หายไป
    กระบี่ถูกดึงออกมา กระโดดขึ้นสู่กลางอากาศสูง
    ฝนบุปผาตกลงทั่วท้องฟ้า ผสานเข้ากับวิชากระบี่นี้ของเขา กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายดุร้ายกลืนกินภูเขาแม่น้ำ พุ่งออกมาจากม้วนภาพ
    เกร้ง!
    หลินอวิ๋นตกตะลึง ม้วนภาพจึงตกลงสู่พื้นดิน แล้วทันใดนั้นก็ตกใจตื่นขึ้นมาราวกับฝันไป
    เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
    มองไปรอบ ๆ ทิศที่มีแต่ความมืดมิด จะมีดอกไม้นับร้อยอยู่ที่ไหนกัน จะมีคนที่ระบำกระบี่อยู่ที่ไหนกัน
    หลินอวิ๋นตะลึงไร้คำพูดออกมา ราวกับว่ายังไม่ได้สติ
    ชั่วขณะนั้น ก็ไม่รู้ว่ากายของตนนั้นอยู่ที่ใดกัน
    ในใจล้วนแต่เป็นภาพของคนผู้นั้นที่หมุนกายกลับมาพร้อมกับกระบี่ ล้วนแต่เป็นคนผู้นั้นที่อยู่ยงคงกระพันไร้เทียมทาน
    เมื่อผ่านไปนานแล้ว เขาถึงได้ตื่นมีสติ ก้มหัวลงแล้วเก็บม้วนภาพขึ้นมา
    และเมื่อมองไปใหม่อีกครั้ง พยัคฆ์ร้ายก็ยังคงเป็นพยัคฆ์ร้ายตัวนั้น เพียงแต่ว่าเบื้องหน้าของพยัคฆ์ร้ายนั้นมีคนผู้หนึ่งอยู่จริง ๆ มือข้างหนึ่งเป็นดอกไม้ มืออีกข้างถือกระบี่เอาไว้ พยัคฆ์ร้ายที่มีพลังกลืนกินภูเขาแม่น้ำ มีกลิ่นจาง ๆ ของดอกไม้ แตกต่างจากรูปร่างใหญ่ยักษ์นั้นอยู่มาก
    ที่แท้คนผู้นั้นอยู่ตรงนั้นมาโดยตลอด ไม่ใช่ภาพที่เปลี่ยนไป เพียงแต่ว่าก่อนหน้านั้นเขาถูกพยัคฆ์ร้ายปิดบังดวงตาทั้งคู่เอาไว้
    มองไม่เห็นกระบี่ มองไม่เห็นดอกไม้ มองเห็นได้เพียงแต่พยัคฆ์ร้ายที่กินคน
    ใจมีพยัคฆ์ร้าย ดอมดมกุหลาบไม้เลื้อย... หลินอวิ๋นตระหนักได้และได้รับประโยชน์จากมันมากมาย
    ที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าคือในม้วนภาพนั้นกลับซ่อนวิชากระบี่ชุดหนึ่งเอาไว้ เพียงแต่วิชากระบี่ชุดนั้น ไม่ว่าเขาจะพยายามจำมันเช่นไร ก็นึกขึ้นได้แต่เพียงประโยคที่ว่าดอกไม่มาจากที่ใดกัน
    จิ๊จิ๊จิ๊!
    หลินอวิ๋นเก็บม้วนภาพนั้นไว้อย่างดี ชักกระบี่บุปผามรณะออกมาจากฝัก ไม่เอ่ยอะไรออกมา ก็ฝึกฝนอยู่ท่ามกลางราตรีนี้อย่างไม่หยุดหย่อน
    “ดอกไม้มาจากที่ใดกัน ดอกไม้มาจากที่ใดกัน!”
    แสงกระบี่ขยับเริงระบำ ปากของเขาก็เอ่ยพึมพำออกมาไม่หยุด ราวว่ามีเวทย์มนตร์
    -โปรดติดตามตอนต่อไป-

    คล้ายกับเรื่องอหังการยอดคนเหนือยุทธ ที่คุณอ่าน