กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    เล่มที่ 3 บทที่ 9

    “เฉินซิ เป็นมัน เฉินซิ ข้าและศิษย์น้องทั้ง 4 เพียงทำตามคำสั่งของมันเท่านั้น เป็นพวกข้าเองที่โลภในสิ่งล่อใจพวกนั้น ตอนนี้ข้าสำนึกแล้ว ศิษย์น้องหยางโปรดอภัยด้วย”ด้วยความหวาดกลัวศิษย์ผู้นี้ตอบคำถามของหยางอี้มาหมดเปลือกโดยไม่ปิดบัง ตอนนี้มันมั่นใจว่าต่อให้เฉินซิมาเองก็มิใช่คู่มือเด็กหนุ่มตรงหน้า หยางอี้ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ไม่นานก็ถามออกมาอีกครั้ง ดูเหมือนเจ้าคนที่มาหาเรื่องเขาเมื่อตอนเข้าสำนักมาใหม่ๆก็มีแซ่เฉินเช่นกัน“ดูเหมือนก่อนหน้านี้จะมีคนแซ่เฉินมาหาเรื่องข้า แต่ข้าจำชื่อของมันไม่ได้แล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าใช่เป็นฝีมือเฉินซิหรือเปล่า”โดยไม่รีรอกลัวว่าจะเป็นการขัดใจหยางอี้ศิษย์ผู้นี้จึงรีบตอบออกมา“อ่า มันมีนามว่าเฉินกวง เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเฉินซิ ดูเหมือนว่าหลายวันก่อนมันจะมาฟ้องเฉินซิเรื่องที่ถูกศิษย์น้องทุบตีกลับมา”“คำถามสุดท้าย เฉินซิแข็งแกร่งแค่ไหน”“บอกตามตรง เฉินซินั้นนับว่าเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งของศิษย์สายใน อายุ 25 ปี อยู่ในระดับปราณปฐพีขั้นที่ 3 รั้งอันดับ 45 ของผังฟ้า”หยางอี้พยักหน้าครั้งหนึ่งก่อนจะเคลื่อนไหวเป็นสายเงาวูบวาบไปโผล่ตรงหน้าศิษย์ผู้นี้ มันเหลือกตาด้วยความตกตะลึง ครั้นจะถอนหนีก็มิทันเสียแล้ว เพราะผ่ามือของหยางอี้บัดนี้ประทับเข้ากับท้องน้อยของมันอย่างจัง มันร้องออกมาอย่างเจ็บปวดก่อนลงไปนอนดิ้นทุรนทุลายบนพื้นอ้ากกก“จ จ เจ้า ไหนรับปากว่าจะปล่อยข้าไป”ศิษย์ผู้นี้กล่าวคำออกมาด้วยความยากลำบาก แววตาของมันจ้องมองไปยังหยางอี้ด้วยความเกลียดชัง มันไม่คิดว่าหยางอี้จะเป็นคนตระบัดสัตย์เช่นนี้ หากรู้เช่นนี้มันจะไม่ยอมปริปากพูดอะไรแน่นอน“เจ้าเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ข้าเพียงบอกว่าจะไว้ชีวิตเจ้า แต่มิได้พูดสักคำว่าจะปล่อยเจ้าไป”หยางอี้พูดออกมาอย่างเรียบเฉยขณะลงมือรื้อค้นบนร่างของทั้ง 4 คนก่อนหน้านี้ แน่นอนว่าในขณะเดียวกันก็ลงมือสังหารศิษย์อีก 3 คนที่นอนหมดสติเช่นกัน เมื่อจัดการรูดทรัพย์มาจนหมดแล้ว หยางอี้จึงลากศพทั้ง 4 ตรงมาหาศิษย์คนสุดท้ายที่นอนอยู่บนพื้นและลงมือปลดทรัพย์บนตัวพวกมันเช่นกัน สำหรับศัตรูแล้วหยางอี้จะลงมืออย่างโหดเหี้ยมเสมอ กับคนที่คิดจะสังหารตนนั้นไม่มีความจำเป็นต้องสงสารหรือเห็นใจ เขานำร่างของทั้ง 4 คนไปมัดไว้กับต้นไม้ใหญ่ก่อนจะใช้ดาบของศิษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ฟันไปยังศพทั้ง 3 จนโลหิตไหลกระฉูด ภายในป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรเช่นนี้การกำจัดศพไม่ใช่เรื่องยาก หยางอี้ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะส่ายหัวอย่างเสียดาย เพราะป้ายที่รับแลกมานั้นไม่สามารถเปิดได้นอกจากเจ้าของป้าย และเมื่อครบกำหนดเวลามันจะเคลื่อนย้ายกลับไปยังตำหนักเอง“เอาล่ะ ข้าทำตามสัญญาแล้ว ขอให้เจ้าโชคดี”หยางอี้พูดออกมาก่อนจะถ่ายลมปราณเข้าสู่ป้ายเงินเพื่อออกจากป่าสวรรค์ท่ามกลางสายตาและเสียงสาปแช่งของศิษย์ผู้นั้นวูปปปเพียงชั่วครู่ร่างของหยางอี้ก็มาปรากฎขึ้นที่หน้าประตูค่ายกลทางเข้าป่าสวรรค์ ท่ามกลางผู้คนมากมายหยางอี้มิได้สนใจเดินตรงดิ่งเข้าสู่ตำหนักทันทีก่อนจะมองหาศิษย์พี่คนเดิมแล้วเดินเข้าไปหาด้านศิษย์บริการของตำหนักที่รู้จักกับหยางอี้ เมื่อเห็นหยางอี้เดินเข้ามาก็ได้แต่ส่ายหัวในใจพลันคิดว่าครั้งนี้หยางอี้คงได้แต่ใช้จ่ายไปอย่างสิ้นเปลืองแล้ว เห็นท่าทีของศิษย์ผู้นี้หยางอี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคิดอะไรอยู่ ชายหนุ่มเพียงยิ้มตอบกลับไปก่อนจะทำการส่งป้ายคืนพร้อมกับถุงมิติ ทันทีที่ออกจากป่าสวรรค์นั้นผนึกที่แหวนมิติก็คลายออกแล้ว ก่อนจะเข้ามายังตำหนักหยางอี้ได้อาศัยช่วงที่คนไม่มีย้ายของจากถุงกลับมาเก็บไว้ในแหวนมิติของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันเรื่องวุ่นวายเขาจึงไม่ต้องการให้ใครเห็นหญ้าบัวราตรี“อย่าได้คิดมากไปเลยศิษย์น้องหยาง นี่เป็นเพียงครั้งแรก แม้จะเสียแต้มไปไม่น้อยแต่หากคราวหน้าเจ้าอาจจะมีโชคมากกว่านี้”หยางอี้เมื่อได้ยินคำปลอบใจก็เพียงยิ้มรับอีกครั้งก่อนจะกล่าวขอบคุณแล้วขอตัวกลับเขาทดสอบทันที กระบี่เหินฟ้าพุ่งทะยานวูบวาบผ่านช่องแคบที่ผาแฝดทางเข้าเขาทดสอบก่อนพุ่งลงยังหน้าเรือนไม้ของหยางอี้หยางอี้นำสมุนไพรทั้งหมดออกมาวางภายในเรือนไม้เพื่อเริ่มตรวจสอบตามตำราอีกครั้งว่ายังคงขาดสิ่งใดบ้างที่จะใช้ในการปรุงยา ระหว่างการตรวจสอบนั้นเสียงลึกลับยังคงกล่าวออกมาอย่างเสียดาย หญ้าบัวราตรีนั้นหากอายุสัก 300 ปี จะกลายเป็นแหล่งพลังปราณที่เพียงพอในการใช้ปลดผนึกหยางอี้ลงมือคัดแยกสมุนไพรที่ได้รับมาจากเขตหนึ่งออกเป็นกอง “โสมอัคคี 7 หญ้าแสงตะวัน 7 กล้วยไม้แดง 5 ยอดหลิวเย็น 7 ใบบัววารี 7 หม่อนน้ำค้าง 5”ดูเหมือนการฝึกปรุงยาครั้งแรกนั้นจะทำได้เพียง 7 ชุด มี วัตถุดิบอีก 2 ชนิดที่ต้องเพิ่มจำนวน และอีก 2 ชนิดที่ยังขาดอยู่ โชคดีที่โอสถระดับ 1 ส่วนมากยังไม่มีวัตถุดิบจากสัตว์อสูรในการปรุงทำให้ช่วยประหยัดไปมากสำหรับการฝึก ตอนนี้ยาเพลิงพิโรธนั้นยังขาด ผงหินอัคคี และยาหัวใจสมุทรยังขาดน้ำค้างจากยอดหญ้าวารีเมื่อจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย หยางอี้ก็มุ่งหน้าไปยังตลาดแลกเปลี่ยนทันที เหตุผลที่ต้องรีบนั้นมิใช่เพื่อซื้อวัตถุดิบที่ยังขาดอยู่ แต่เป็นการหาภาชนะในการเก็บรักษาหญ้าบัวราตรี หญ้าบัวราตรีที่หยางอี้มีอยู่นั้นล้วนแต่เป็นสมุนไพรชั้นเลิศ ด้วยอายุของมันนั้นหากนำออกมาขายมิรู้ว่าจะได้ราคาสูงถึงเพียงไหน ต้องรู้ว่าหญ้าบัวราตรีแม้จะเป็นสมุนไพรระดับ 2 ทว่ามันกลับเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงโอสถระดับ 3 ดังนั้นราคาของมันจึงมิใช่น้อย สำหรับต้นที่มีอายุ 5 ปี ที่หยางอี้เก็บมาต้นแรกก็มีราคาถึง 200 แต้มแล้ว แหล่งที่มาของสมุนไพรในสำนักวิหารสวรรค์นั้นเกินกว่า 8 ส่วนมาจากป่าสวรรค์ทั้งสิ้น สำหรับยอดเขาโอสถนั้นมีสวนสมุนไพรเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วใช้ในการศึกษาของศิษย์ มีจำนวนน้อยมากที่ปล่อยออกมายังตลาด และหากมาจากป่าสวรรค์ที่ทุกวันมีศิษย์นับร้อยเข้าไปเพื่อเสี่ยงโชค การเจอสมุนไพรที่อายุมากกว่า 5 ปีนั้นถือว่าคนผู้นั้นมีโชคเป็นอย่างมากแล้ว หากไม่เข้าไปยังเขตใน การจะพบสมุนไพรอายุมากว่า 20 ปี นั้นเป็นเรื่องสุดแสนจะยากเย็นหยางอี้ตรงไปยังร้านสมุนไพรภายในตลาดแลกเปลี่ยนทันที ก่อนจะสอบถามแล้วจัดแจงซื้อกล่องสำหรับเก็บสมุนไพรมาจำนวน 12 ใบ ด้วยความรีบร้อนทำให้เขาได้แต่กัดฟันยอมโดนกรีดเนื้อ ด้วยกล่องสมุนไพรระดับกลางนี้หยางอี้ไม่ต้องการเสียเวลาจึงจำต้องซื้อมาในราคาใบละ 100 แต้ม สำหรับสมุนไพรประเภทนี้ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่คุณภาพก็จะยิ่งลดลงเรื่อยๆเช่นกันเมื่อได้มาแล้วชายหนุ่มเลือกตรงไปยังตรอกแคบแห่งหนึ่งที่ไร้ผู้คนก่อนจะนำหญ้าบัวราตรีออกมาเก็บใส่กล่องอย่างระมัดระวัง เมื่อเสร็จเรียบร้อยชายหนุ่มก็มุ่งตรงไปยังหอสูงใจกลางตลาดทันที การมาเขาแลกเปลี่ยนครั้งนี้นอกจากหาซื้อวัตถุดิบที่ขาดอยู่และกล่องเก็บสมุนไพรแล้วหยางอี้ยังตั้งใจนำหญ้าบัวราตรีบางส่วนออกมาประมูลด้วยเพื่อหาทุนจำนวนหนึ่ง เพราะสิ่งที่ยังขาดอยู่ตอนนี้สำหรับการปรุงโอสถก็คือเตาหลอมโอสถ และเขาเองก็มั่นใจว่าเตาหลอมโอสถต้องมีราคาสูงลิบแน่นอนจึงต้องนำหญ้าบัวราตรีออกมาขายไม่นานร่างของหยางอี้ก็มายืนอยู่ทางเข้าหอประมูลเทียมฟ้า ด้านหน้าทางเข้ายังคงมีศิษย์สายในยืนเฝ้าอยู่สองคน หยางอี้ได้แต่ลอบชมเชย ความแข็งแกร่งของหอประมูลนี้นับว่าอยู่ในระดับสูงเลยทีเดียว เพียงแค่ศิษย์ที่เฝ้าทางเข้าก็อยู่ในระดับปฐพีแล้วหยางอี้แสดงป้ายประจำตัวก่อนจะเดินเข้าไปภายในหอประมูลทันที เมื่อเข้ามาแล้วภายในยังคงเป็นลักษณะคล้ายเคาน์เตอร์ของพวกโรงเตี้ยม โดยมีทางเดินสองข้างเพื่อเข้าไปด้านในแล้วตรงกลางเป็นโต๊ะขนาดใหญ่กั้นขวางอยู่หยางอี้เดินเข้าไปหาศิษย์สตรีใบหน้างดงามคนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่หลังโต๊ะ ไม่ทันให้หยางอี้ต้องกล่าวอะไร น้ำเสียงเรียบเฉยของนางก็ดังออกมาก่อน“50 แต้มสำหรับเข้าร่วมการประมูลชั้นหนึ่ง 100 แต้มสำหรับชั้นสอง และ 200 แต้มสำหรับชั้นที่ 3”หยางอี้ชะงักไปเล็กน้อย หอประมูลนี่จะรีดไถกันเกินไปแล้ว 200 แต้มสำหรับชั้น 3 นี่เพียงแค่ค่าบัตรผ่านนะ หลังจากที่ได้ตรวจสอบทรัพย์สินของทั้ง 5 คนมานั้น ขนาดศิษย์ผู้ที่อยู่ในระดับปฐพียังมีอยู่เพียง 1000 แต้ม สำหรับอีก 4 คนนั้นไม่ต้องพูดถึง รวมกันได้ 500 แต้มก็หรูแล้วหยางอี้ทำได้เพียงปั้นหน้ายิ้มก่อนจะหยิบกล่องสมุนไพรที่เก็บหญ้าบัวราตรีอายุ 20 ปีออกมาวางบนโต๊ะด้านหน้าศิษย์หญิงผู้นี้“ศิษย์พี่หญิง ข้านั้นยังคงต้องการนำของเข้าร่วมประมูลด้วย อยากให้ท่านช่วยตรวจสอบให้หน่อย”

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์ ที่คุณอ่าน