ตอนบวชเณร
อยู่ที่วัดหลวงตาสอนให้ลูกพลับนั่งสมาธิมาแล้วดังนั้นพอป๊ะป๋าบอกว่าทำเหมือนกับตอนนั่งสมาธิลูกพลับก็เข้าใจและทำตามได้ทันที
เออ…จะว่าไปจับลูกบวชตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยกก็มีประโยชน์ดีเหมือนกันแฮะพอต้องมาสอนในวิชาขั้นกว่าแบบนี้ก็รู้สึกว่าอธิบายได้ง่ายดี
“จากนั้นลูกพลับค่อย ๆ แยกมือทั้งสองข้างออกจากกันนิดนึงครับเว้นระยะให้ฝ่ามือสองข้างห่างกันประมาณหนึ่งนิ้ว…เอ่อ...กะระยะห่างตามมือของป๊ะป๋านะครับ”
ชายหนุ่มพูดถึงหน่วยวัดนิ้วแล้วก็กลับเปลี่ยนเป็นให้ลูกชายดูตัวอย่างตามที่เขาทำแทนเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าเด็กเล็กขนาดลูกพลับน่าจะยังกะระยะหน่วยวัดไม่เป็น
ลูกพลับดูตามอย่างที่ป๊ะป๋าทำแล้วก็ทำตามบ้างในตอนนั้นเองที่เด็กชายเริ่มมองเห็นว่าแสงสีเหลืองที่ล้อมรอบมือของเขาอยู่ในเมื่อครู่กลับไปรวมกันเป็นดวงกลมเล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเซนติเมตรกว่า ๆ ที่กลางฝ่ามือแล้วหมุนติ้วอยู่ข้างในระหว่างฝ่ามือเล็กๆ ทั้งสองข้างของเขา
เจ้าตัวเล็กจ้องมองดวงแสงสีเหลืองนั้นอย่างตั้งอกตั้งใจแล้วก็เห็นเหมือนกับว่ามันค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนพยายามดันมือฝ่าเล็ก ๆ ของเขาให้ห่างออกจากกันได้มากกว่าเดิม
“ป…ป…ป…ป๊ะ...ป๋าาาา มันใหญ่ขึ้น มันจะระเบิดไหมครับ”
เด็กชายถามเสียงสั่น หน้าตาเลิ่กลั่กเรียกเสียงหัวเราะจากคนเป็นพ่อขึ้นมาได้ทันที
“ไม่ระเบิดหรอกครับ มันแค่ขยายใหญ่ขึ้น ลูกพลับค่อย ๆ ขยับฝ่ามือขยายให้ห่างออกมาทีละนิดสิครับตามความรู้สึกที่ลูกพลับคิดว่าดวงแสงนั้นขยายขึ้นมาแค่ไหนก็ขยับมือขยายออกมาตามมันเลยครับ”
เด็กชายทำตามคำแนะนำแล้วดวงแสงนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นมาตามที่ป๊ะป๋าบอกจริง ๆ เสียด้วยยิ่งพอลูกพลับมองดูมันนิ่ง ๆ เขาก็รู้สึกถึงแรงผลักที่กลางฝ่ามือให้ต้องขยับมือขยายออกมาแล้วดวงแสงนั้นก็ขยายตามขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นลูกบอลแสงกลมโตขนาดเท่าผลส้ม
“ลูกพลับมองที่มือข้างขวาของตัวเองคิดในใจให้ดวงแสงลอยนิ่งอยู่ที่มือข้างขวา จากนั้นค่อย ๆ ลดมือซ้ายลงมาวางบนตักช้า ๆ นะครับ”
ชายหนุ่มบอกลูกชายพร้อมกับแสดงให้ดูว่าเขาลดมือลงมาแล้วก็ยังมีดวงแสงสีขาวขนาดเท่าลูกฟุตบอลลอยอยู่ที่กลางฝ่ามือข้างขวาของตนเอง
ลูกพลับพยายามทำตามอย่างที่พ่อทำบ้างแต่พอเด็กชายลดมือข้างซ้ายลงมา ดวงแสงสีเหลืองก็กลับฟุ้งกระจายหายไปในอากาศ
“อ๊าาา!!” เจ้าตัวเล็กหน้าเบ้ทันควัน
“ฝึกครั้งแรกก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละครับ”
ภานุวัฒน์รีบปลอบใจก่อนที่ลูกพลับจะหลุดเสียงร้องไห้ออกมาแต่เออ... ลืมไปว่าปกติแล้วลูกพลับเป็นเด็กที่ไม่ค่อยร้องไห้งอแงนี่เนาะ
“แต่บอลของป๊ะป๋ายังอยู่เลยแล้วก็ลูกใหญ่กว่าของลูกพลับมาก ๆ เลยด้วย”
เด็กชายจ้องมองดวงแสงสีขาวในมือป๊ะป๋าตาละห้อย
“ก็ป๊ะป๋าฝึกมาตั้งนานหลายปีแล้วนี่ครับ” ภานุวัฒน์หัวเราะ
“ไปแอบฝึกตอนไหน ลูกพลับเห็นแต่พ่อกินเหล้าเมาตลอดไม่เคยเห็นฝึกอะไรเลย” เจ้าตัวน้อยจับผิด
“มันก็ต้องเป็นตอนที่ลูกพลับไม่รู้ไม่เห็นแล้วก็ยังไม่เกิดแน่นอนอยู่แล้วสิครับ”ไตเติ้ลตอบฉับพลัน
หลัง ๆ มานี้ชักจะแสบขึ้นทุกทีแล้วนะเจ้าลูกพลับมีการตั้งข้อสังเกต ซักถามจับผิดกันแบบนี้ด้วย
ฉลาดจนน่าจับมาฟัดหัวเอาซะจริงจริ๊งงง!
“ถ้ามีลูกบอลอยู่ที่ฝ่ามือแล้วเราจะสู้กับผีได้เหรอครับ?”
เด็กชายถาม สองมือเล็ก ๆ ยกขึ้นประกบกันแล้วขยับเว้นระยะพยายามสร้างดวงแสงสีเหลืองลูกน้อยๆ ของตนให้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
"ถูกต้องครับเวลาที่ป๊ะป๋าไล่ผีป๊ะป๋าจะใช้ลูกบอลสีขาวของป๊ะป๋าตบใส่ผี แล้วผีก็จะกระเด็นปิ้ววววววไปเลยล่ะครับ"
"ม…มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ?"
เจ้าตัวเล็กเบิกตากว้างขึ้นถ้าเป็นแบบนี้ลูกพลับก็สามารถใช้บอลสีเหลืองของลูกพลับตบใส่ผีได้เหมือนกันน่ะสิ
"ไม่ง่ายหรอกครับขนาดบอลจิ๋วของลูกพลับในเวลานี้ยังใช้ตบไล่ผีไม่ได้ ผีไม่สะดุ้งสะเทือนเลยครับลูกพลับต้องฝึกจนสร้างบอลลูกใหญ่ได้ขนาดป๊ะป๋าถึงจะใช้ตบใส่ผีแล้วผีหนีกระเจิงไปได้ครับ"
"ลูกพลับอยากเห็นป๊ะป๋าใช้บอลตบผีจังเลยครับ"เด็กชายตาวาวระยับ เป็นประกายขึ้นมาได้ทันที
และในจังหวะบังเอิญที่พอลูกพลับพูดอย่างนั้นก็ดันมีผีดวงซวยเป็นผู้ชายตัวใหญ่ที่ใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น โดนแทงตายมาจากที่ไหนก็ไม่รู้เพราะมีมีดปักอกและมีเลือดโชกเดินออกมาจากเมรุที่วัด เจ้าผีเห็นในเพิงหลังนี้มีแสงสว่างก็แวะมาเผือกดูได้จังหวะเหมาะให้ไตเติ้ลหันไปเห็นพอดี
'...'
"โทษนะครับพี่ ขอผมสอนลูกหน่อยได้ไหม"ไตเติ้ลบอกกับผีตัวนั้น
เจ้าผีที่ดูเหมือนว่าจะรู้ชะตากรรมของตัวเองดีนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่
"กูอยากกินเหล้าขาว" ผีผู้ชายพูดขึ้น
"บ้านผมเน้นใส่บาตร ไม่เน้นตั้งเครื่องเซ่นไหว้ผี[1] และเหล้าเอาใส่บาตรไม่ได้ครับ"ภานุวัฒน์เริ่มต้นเจรจาธุรกิจ
"ไข่พะโล้ได้ไหม กูชอบ" ผีตัวใหญ่บอก
"ได้เลยครับ ที่หน้าตลาดมีขายพอดีเดี๋ยวพรุ่งนี้ทำบุญส่งไปให้นะ" ไตเติ้ลเจรจาเงื่อนไขสัญญา
เจ้าผีนิ่งคิดนิดหนึ่งก็เห็นว่าทนเจ็บเล็กน้อยน่าจะคุ้มค่ากับความอิ่มอยู่เพราะตนเองก็ไม่มีญาติที่ไหนจะให้ไปขอส่วนบุญจึงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
ตกลงกับผีเสร็จแล้วก็หันไปมองลูกชายกำลังจะบอกว่าให้ตั้งใจดูให้ดี แต่ลูกพลับที่พอเห็นผีน่ากลัวเดินเข้ามาใกล้จากที่กำลังฝึกพลังอยู่ดี ๆ ก็วาร์ปไปหลบอยู่ข้างหลังพ่อได้อย่างรวดเร็วโดยที่ป๊ะป๋าแทบไม่ทันรู้สึกตัว
'ไอ้เจ้าลูกคนนี้… แล้วต่อไปให้สู้กับผีจะไหวไหมเนี่ย'
คนเป็นพ่อได้แต่ลอบถอนหายใจเบา ๆ ไอ้เจ้าผีมีดแทงตัวนี้ไม่เห็นจะน่ากลัวเลยออกจะพูดจารู้เรื่องเสียด้วยซ้ำ ก็ยังอุตส่าห์จะผลุบมาหลบหลังพ่อได้อย่างว่องไวอีกนะ
"ดูดี ๆ นะครับเดี๋ยวป๊ะป๋าจะทำให้ดูแล้ว"ภานุวัฒน์ว่า
ลูกพลับพยักหน้ารับหงึก ๆ โผล่หน้าออกมามองแต่ตัวก็ยังหลบอยู่ข้างหลังพ่ออย่างมิดชิด
ชายหนุ่มเห็นอย่างนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร ค่อย ๆ สอนกันไปถ้าเห็นว่าเขาสู้กับผีได้ลูกพลับจะได้ตั้งใจฝึกพลัง แล้วก็คงจะเลิกกลัวผีไปเอง… ล่ะมั้ง
บอกลูกชายเสร็จก็หันมามองผีดวงซวยที่ยืนรอรับชะตากรรมของตัวเองอย่างใจกล้าหาญชายหนุ่มยกมือข้างที่มีดวงแสงสีขาวสว่างขึ้นเหนือหัวแล้วก็ตบมือข้างนั้นลงกลางอากาศเบา ๆ ดวงแสงสีขาวลอยออกจากฝ่ามือไปกระแทกกับ
ร่างวิญญาณของผีตนนั้นในพลัน.
[1] การสื่ออาหาร/ของกินให้คนตาย จะมีสองแบบคือการตั้งเครื่องเซ่นไหว้ผี กับการ ใส่บาตร/ทำสังฆทานสองวิธีนี้มีความแตกต่างกันอยู่ค่ะ การตั้งเครื่องเซ่นจะเป็นคล้ายกับการบูชาไหว้ผี เป็นการเสริมพลังให้ผี ถ้าทำกับผีที่รู้จักกัน (เช่น วิญญาณบรรพบุรุษ)จะไม่เกิดปัญหาใด ๆ แต่ถ้าทำกับผีทั่วไป ตามทางสามแพร่ง ตามป่าช้าถ้าเราไปเจอกับพวกอันธพาลที่กินแล้วไม่รู้จักพอ ก็จะโดนสิง โดนตามหากวันไหนเราไม่ให้พวกผีก็จะมารังควาน ราวี ทำให้เราป่วยไข้/อุบัติเหตุได้และพวกนี้จะจัดการยาก เพราะมีพลังเพิ่มขึ้นจากการที่คนเซ่นไหว้
แต่การทำบุญใส่บาตรนั้นจะเป็นการส่งต่อบุญให้อีกฝ่ายซึ่งละเอียดอ่อนกว่าการเซ่นไหว้พวกผีจะไม่ได้เอามือล้วงมาหยิบของกินในบาตรพระแต่มันคือจิตของคนทำอยู่ที่อาหารใส่บาตรในตอนที่ใส่บาตรเสร็จแล้วกรวดน้ำให้กับผีน้ำก็ไม่ได้กลายไปเป็นอาหารให้ผีนะคะแต่เป็นแค่สื่อของพลังงานทางจิตว่าเราได้ทำสิ่งนี้ไปให้กับผีนะสิ่งที่เราทำมันจะเป็นไปในลักษณะของคลื่นพลังงานทางจิตที่ไปถึงผีตนนั้น ๆ จิตที่เราทำให้พวกผีนั้นอยู่ในมิติที่สี่อันเป็นมิติของพลังงานอยู่แล้วพวกนี้เขาก็จะมีความสามารถทางจิต (ตรงนี้เรียกง่าย ๆ ว่าความทิพย์) ของเขาในการรับคลื่นจิตที่เราส่งไปถึงสามารถแปรพลังงานตรงนี้ให้เป็นไปในรูปของอาหาร / เสื้อผ้าอะไรก็ตามที่เราตั้งจิตส่งไปให้ถึงเขา เขาก็จะได้รับส่วนนี้ไปซึ่งตรงนี้จะเป็นความละเอียดของพลังด้านสว่างที่ผีจะต้องพัฒนาจิตของตนเองเพื่อที่จะสามารถรับในส่วนนี้ได้ง่ายๆ ต่างกับการตั้งเครื่องเซ่นไหว้ค่ะ