เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!

    ตอนที่ 58: ลุงผีดวงซวย

            ตอนบวชเณร

            อยู่ที่วัดหลวงตาสอนให้ลูกพลับนั่งสมาธิมาแล้วดังนั้นพอป๊ะป๋าบอกว่าทำเหมือนกับตอนนั่งสมาธิลูกพลับก็เข้าใจและทำตามได้ทันที

             

            เออ…จะว่าไปจับลูกบวชตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยกก็มีประโยชน์ดีเหมือนกันแฮะพอต้องมาสอนในวิชาขั้นกว่าแบบนี้ก็รู้สึกว่าอธิบายได้ง่ายดี

             

            “จากนั้นลูกพลับค่อย ๆ แยกมือทั้งสองข้างออกจากกันนิดนึงครับเว้นระยะให้ฝ่ามือสองข้างห่างกันประมาณหนึ่งนิ้ว…เอ่อ...กะระยะห่างตามมือของป๊ะป๋านะครับ” 

            ชายหนุ่มพูดถึงหน่วยวัดนิ้วแล้วก็กลับเปลี่ยนเป็นให้ลูกชายดูตัวอย่างตามที่เขาทำแทนเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าเด็กเล็กขนาดลูกพลับน่าจะยังกะระยะหน่วยวัดไม่เป็น

             

            ลูกพลับดูตามอย่างที่ป๊ะป๋าทำแล้วก็ทำตามบ้างในตอนนั้นเองที่เด็กชายเริ่มมองเห็นว่าแสงสีเหลืองที่ล้อมรอบมือของเขาอยู่ในเมื่อครู่กลับไปรวมกันเป็นดวงกลมเล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเซนติเมตรกว่า ๆ ที่กลางฝ่ามือแล้วหมุนติ้วอยู่ข้างในระหว่างฝ่ามือเล็กๆ ทั้งสองข้างของเขา

             

            เจ้าตัวเล็กจ้องมองดวงแสงสีเหลืองนั้นอย่างตั้งอกตั้งใจแล้วก็เห็นเหมือนกับว่ามันค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนพยายามดันมือฝ่าเล็ก ๆ ของเขาให้ห่างออกจากกันได้มากกว่าเดิม

             

            “ป…ป…ป…ป๊ะ...ป๋าาาา มันใหญ่ขึ้น มันจะระเบิดไหมครับ”

            เด็กชายถามเสียงสั่น หน้าตาเลิ่กลั่กเรียกเสียงหัวเราะจากคนเป็นพ่อขึ้นมาได้ทันที

             

            “ไม่ระเบิดหรอกครับ มันแค่ขยายใหญ่ขึ้น ลูกพลับค่อย ๆ ขยับฝ่ามือขยายให้ห่างออกมาทีละนิดสิครับตามความรู้สึกที่ลูกพลับคิดว่าดวงแสงนั้นขยายขึ้นมาแค่ไหนก็ขยับมือขยายออกมาตามมันเลยครับ”

             

            เด็กชายทำตามคำแนะนำแล้วดวงแสงนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นมาตามที่ป๊ะป๋าบอกจริง ๆ เสียด้วยยิ่งพอลูกพลับมองดูมันนิ่ง ๆ เขาก็รู้สึกถึงแรงผลักที่กลางฝ่ามือให้ต้องขยับมือขยายออกมาแล้วดวงแสงนั้นก็ขยายตามขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นลูกบอลแสงกลมโตขนาดเท่าผลส้ม

             

            “ลูกพลับมองที่มือข้างขวาของตัวเองคิดในใจให้ดวงแสงลอยนิ่งอยู่ที่มือข้างขวา จากนั้นค่อย ๆ ลดมือซ้ายลงมาวางบนตักช้า ๆ นะครับ”

            ชายหนุ่มบอกลูกชายพร้อมกับแสดงให้ดูว่าเขาลดมือลงมาแล้วก็ยังมีดวงแสงสีขาวขนาดเท่าลูกฟุตบอลลอยอยู่ที่กลางฝ่ามือข้างขวาของตนเอง 

             

            ลูกพลับพยายามทำตามอย่างที่พ่อทำบ้างแต่พอเด็กชายลดมือข้างซ้ายลงมา ดวงแสงสีเหลืองก็กลับฟุ้งกระจายหายไปในอากาศ

             

            “อ๊าาา!!” เจ้าตัวเล็กหน้าเบ้ทันควัน

             

            “ฝึกครั้งแรกก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละครับ” 

            ภานุวัฒน์รีบปลอบใจก่อนที่ลูกพลับจะหลุดเสียงร้องไห้ออกมาแต่เออ... ลืมไปว่าปกติแล้วลูกพลับเป็นเด็กที่ไม่ค่อยร้องไห้งอแงนี่เนาะ

             

            “แต่บอลของป๊ะป๋ายังอยู่เลยแล้วก็ลูกใหญ่กว่าของลูกพลับมาก ๆ เลยด้วย” 

            เด็กชายจ้องมองดวงแสงสีขาวในมือป๊ะป๋าตาละห้อย 

             

            “ก็ป๊ะป๋าฝึกมาตั้งนานหลายปีแล้วนี่ครับ” ภานุวัฒน์หัวเราะ

             

            “ไปแอบฝึกตอนไหน ลูกพลับเห็นแต่พ่อกินเหล้าเมาตลอดไม่เคยเห็นฝึกอะไรเลย” เจ้าตัวน้อยจับผิด

             

            “มันก็ต้องเป็นตอนที่ลูกพลับไม่รู้ไม่เห็นแล้วก็ยังไม่เกิดแน่นอนอยู่แล้วสิครับ”ไตเติ้ลตอบฉับพลัน 

             

            หลัง ๆ มานี้ชักจะแสบขึ้นทุกทีแล้วนะเจ้าลูกพลับมีการตั้งข้อสังเกต ซักถามจับผิดกันแบบนี้ด้วย

             

            ฉลาดจนน่าจับมาฟัดหัวเอาซะจริงจริ๊งงง!

     

     

            “ถ้ามีลูกบอลอยู่ที่ฝ่ามือแล้วเราจะสู้กับผีได้เหรอครับ?”

            เด็กชายถาม สองมือเล็ก ๆ ยกขึ้นประกบกันแล้วขยับเว้นระยะพยายามสร้างดวงแสงสีเหลืองลูกน้อยๆ ของตนให้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

             

            "ถูกต้องครับเวลาที่ป๊ะป๋าไล่ผีป๊ะป๋าจะใช้ลูกบอลสีขาวของป๊ะป๋าตบใส่ผี แล้วผีก็จะกระเด็นปิ้ววววววไปเลยล่ะครับ" 

             

            "ม…มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ?" 

            เจ้าตัวเล็กเบิกตากว้างขึ้นถ้าเป็นแบบนี้ลูกพลับก็สามารถใช้บอลสีเหลืองของลูกพลับตบใส่ผีได้เหมือนกันน่ะสิ

             

            "ไม่ง่ายหรอกครับขนาดบอลจิ๋วของลูกพลับในเวลานี้ยังใช้ตบไล่ผีไม่ได้ ผีไม่สะดุ้งสะเทือนเลยครับลูกพลับต้องฝึกจนสร้างบอลลูกใหญ่ได้ขนาดป๊ะป๋าถึงจะใช้ตบใส่ผีแล้วผีหนีกระเจิงไปได้ครับ"

             

            "ลูกพลับอยากเห็นป๊ะป๋าใช้บอลตบผีจังเลยครับ"เด็กชายตาวาวระยับ เป็นประกายขึ้นมาได้ทันที

             

            และในจังหวะบังเอิญที่พอลูกพลับพูดอย่างนั้นก็ดันมีผีดวงซวยเป็นผู้ชายตัวใหญ่ที่ใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น โดนแทงตายมาจากที่ไหนก็ไม่รู้เพราะมีมีดปักอกและมีเลือดโชกเดินออกมาจากเมรุที่วัด เจ้าผีเห็นในเพิงหลังนี้มีแสงสว่างก็แวะมาเผือกดูได้จังหวะเหมาะให้ไตเติ้ลหันไปเห็นพอดี

             

            '...'

            "โทษนะครับพี่ ขอผมสอนลูกหน่อยได้ไหม"ไตเติ้ลบอกกับผีตัวนั้น

             

            เจ้าผีที่ดูเหมือนว่าจะรู้ชะตากรรมของตัวเองดีนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่

             

            "กูอยากกินเหล้าขาว" ผีผู้ชายพูดขึ้น

             

            "บ้านผมเน้นใส่บาตร ไม่เน้นตั้งเครื่องเซ่นไหว้ผี[1] และเหล้าเอาใส่บาตรไม่ได้ครับ"ภานุวัฒน์เริ่มต้นเจรจาธุรกิจ

             

            "ไข่พะโล้ได้ไหม กูชอบ" ผีตัวใหญ่บอก

            "ได้เลยครับ ที่หน้าตลาดมีขายพอดีเดี๋ยวพรุ่งนี้ทำบุญส่งไปให้นะ" ไตเติ้ลเจรจาเงื่อนไขสัญญา

             

            เจ้าผีนิ่งคิดนิดหนึ่งก็เห็นว่าทนเจ็บเล็กน้อยน่าจะคุ้มค่ากับความอิ่มอยู่เพราะตนเองก็ไม่มีญาติที่ไหนจะให้ไปขอส่วนบุญจึงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

             

            ตกลงกับผีเสร็จแล้วก็หันไปมองลูกชายกำลังจะบอกว่าให้ตั้งใจดูให้ดี แต่ลูกพลับที่พอเห็นผีน่ากลัวเดินเข้ามาใกล้จากที่กำลังฝึกพลังอยู่ดี ๆ ก็วาร์ปไปหลบอยู่ข้างหลังพ่อได้อย่างรวดเร็วโดยที่ป๊ะป๋าแทบไม่ทันรู้สึกตัว

             

            'ไอ้เจ้าลูกคนนี้… แล้วต่อไปให้สู้กับผีจะไหวไหมเนี่ย'

            คนเป็นพ่อได้แต่ลอบถอนหายใจเบา ๆ ไอ้เจ้าผีมีดแทงตัวนี้ไม่เห็นจะน่ากลัวเลยออกจะพูดจารู้เรื่องเสียด้วยซ้ำ ก็ยังอุตส่าห์จะผลุบมาหลบหลังพ่อได้อย่างว่องไวอีกนะ

             

            "ดูดี ๆ นะครับเดี๋ยวป๊ะป๋าจะทำให้ดูแล้ว"ภานุวัฒน์ว่า

            ลูกพลับพยักหน้ารับหงึก ๆ โผล่หน้าออกมามองแต่ตัวก็ยังหลบอยู่ข้างหลังพ่ออย่างมิดชิด

             

            ชายหนุ่มเห็นอย่างนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร ค่อย ๆ สอนกันไปถ้าเห็นว่าเขาสู้กับผีได้ลูกพลับจะได้ตั้งใจฝึกพลัง แล้วก็คงจะเลิกกลัวผีไปเอง… ล่ะมั้ง

             

            บอกลูกชายเสร็จก็หันมามองผีดวงซวยที่ยืนรอรับชะตากรรมของตัวเองอย่างใจกล้าหาญชายหนุ่มยกมือข้างที่มีดวงแสงสีขาวสว่างขึ้นเหนือหัวแล้วก็ตบมือข้างนั้นลงกลางอากาศเบา ๆ ดวงแสงสีขาวลอยออกจากฝ่ามือไปกระแทกกับ

             

            ร่างวิญญาณของผีตนนั้นในพลัน.


    [1] การสื่ออาหาร/ของกินให้คนตาย จะมีสองแบบคือการตั้งเครื่องเซ่นไหว้ผี กับการ ใส่บาตร/ทำสังฆทานสองวิธีนี้มีความแตกต่างกันอยู่ค่ะ การตั้งเครื่องเซ่นจะเป็นคล้ายกับการบูชาไหว้ผี เป็นการเสริมพลังให้ผี ถ้าทำกับผีที่รู้จักกัน (เช่น วิญญาณบรรพบุรุษ)จะไม่เกิดปัญหาใด ๆ แต่ถ้าทำกับผีทั่วไป ตามทางสามแพร่ง ตามป่าช้าถ้าเราไปเจอกับพวกอันธพาลที่กินแล้วไม่รู้จักพอ ก็จะโดนสิง โดนตามหากวันไหนเราไม่ให้พวกผีก็จะมารังควาน ราวี ทำให้เราป่วยไข้/อุบัติเหตุได้และพวกนี้จะจัดการยาก เพราะมีพลังเพิ่มขึ้นจากการที่คนเซ่นไหว้

    แต่การทำบุญใส่บาตรนั้นจะเป็นการส่งต่อบุญให้อีกฝ่ายซึ่งละเอียดอ่อนกว่าการเซ่นไหว้พวกผีจะไม่ได้เอามือล้วงมาหยิบของกินในบาตรพระแต่มันคือจิตของคนทำอยู่ที่อาหารใส่บาตรในตอนที่ใส่บาตรเสร็จแล้วกรวดน้ำให้กับผีน้ำก็ไม่ได้กลายไปเป็นอาหารให้ผีนะคะแต่เป็นแค่สื่อของพลังงานทางจิตว่าเราได้ทำสิ่งนี้ไปให้กับผีนะสิ่งที่เราทำมันจะเป็นไปในลักษณะของคลื่นพลังงานทางจิตที่ไปถึงผีตนนั้น ๆ จิตที่เราทำให้พวกผีนั้นอยู่ในมิติที่สี่อันเป็นมิติของพลังงานอยู่แล้วพวกนี้เขาก็จะมีความสามารถทางจิต (ตรงนี้เรียกง่าย ๆ ว่าความทิพย์) ของเขาในการรับคลื่นจิตที่เราส่งไปถึงสามารถแปรพลังงานตรงนี้ให้เป็นไปในรูปของอาหาร / เสื้อผ้าอะไรก็ตามที่เราตั้งจิตส่งไปให้ถึงเขา เขาก็จะได้รับส่วนนี้ไปซึ่งตรงนี้จะเป็นความละเอียดของพลังด้านสว่างที่ผีจะต้องพัฒนาจิตของตนเองเพื่อที่จะสามารถรับในส่วนนี้ได้ง่ายๆ ต่างกับการตั้งเครื่องเซ่นไหว้ค่ะ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K! ที่คุณอ่าน