ที่ลานฝึกซ้อม
ไลท์ได้สอบถามกับหน่วยลับเทพยุทธ์ว่าแต่ละคนถนัดอาวุธชนิดไหน
ส่วนมากคนจะเลือกใช้ดาบ แต่ก็มีบางคนที่ใช้หอก ขวานและปืนไรเฟิล และยังมีคนที่ไม่ใช้อาวุธแต่เลือกที่จะต่อสู้ด้วยมือเปล่าแบบเวโรนิก้า
เมื่อทุกคนเลือกอาวุธเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาฝึกฝน
ซึ่งไลท์ได้ทำการสอนคนที่ใช้ดาบก่อนเพราะมีจำนวนมากที่สุดในบรรดาอาวุธทั้งหมด
ผ่านไปกว่าสิบห้านาที ไลท์ก็สอนวิธีการใช้ดาบเบื้องต้นให้เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาจึงไปสอนเทคนิคการใช้หอกและขวานตามด้วยปืนไรเฟิลตามลำดับ
“ ถ้าหากคนอื่นๆอยู่ก็น่าจะดี ” ไลท์ยิ้มออกมา เพราะถ้าหากพวกไลก้า คอลรุยหรือเวโรนิก้าอยู่เขาก็ไม่ต้องมาสอนการใช้อาวุธและเทคนิคการต่อสู้ต่างๆด้วยตัวเองทั้งหมด
หลังจากที่สอนการใช้อาวุธเบื้องต้นให้กับทุกๆคนแล้ว เขาก็คิดที่จะวางค่ายกลที่เหมือนกับค่ายกลในหอคอยสวรรค์เพื่อที่จะทำให้หน่วยลับเทพยุทธ์ได้ทำการฝึกฝนและพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
อย่างที่บอกทหารชั้นยอดคือทหารที่เคยผ่านสงครามมาก่อน เพราะฉะนั้นไลท์จึงอยากให้พวกเขาได้รับประสบการณ์เสี่ยงตายมาก่อน
เมื่อคิดได้อย่างนั้นไลท์จึงเรียกเดซี่มาเป็นครูฝึกจำเป็นก่อนเขาจะไปสร้างค่ายกลขนาดเล็กขึ้นมา ซึ่งความแข็งแกร่งของศัตรูภายในค่ายกลนี้สูงสุดคือระดับA ซึ่งทำให้ไม่ต้องมีความซับซ้อนมากเกินไป
พริบตาเดียวก็ผ่านไปห้าวัน
ไลท์ได้สร้างค่ายกลขนาดเล็กขึ้นมาถึงห้าค่ายกล แม้จะเป็นค่ายกลขนาดเล็กแต่มันก็ต้องใช้ความชำนาญในการสร้างเพราะถ้าหากผิดพลาดนิดเดียวค่ายกลเหล่านี้ก็ไม่สามารถใช้งานได้
ซึ่งค่ายกลนี้จะเริ่มจากศัตรูที่เป็นสัตว์เวทย์หรือปีศาจในระดับEก่อน เพราะถึงอย่างไงหน่วยลับนี้เพิ่งจะเริ่มฝึกฝนได้ประมาณสองเดือนเพราะฉะนั้นคู่ต่อสู้ระดับEหรือระดับDน่าจะเพียงพอไปในระยะหนึ่งเลยทีเดียว
ซึ่งที่ที่เขาสร้างค่ายกลนี้ขึ้นมาก็คือลานฝึกซ้อมที่มีไว้สำหรับฝึกฝนหน่วยลับเทพยุทธ์เท่านั้น
ทางเข้าค่ายกลเหมือนกับประตูดันเจี้ยนที่เป็นสีฟ้าและเมื่อมีคนเข้าไปด้านในแล้วก็จะกลายเป็นสีแดงและไม่สามารถเข้าไปด้านในได้อีก
เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ถึงเวลาที่จะทดสอบว่าค่ายกลใช้งานได้ปกติหรือไม่
ไลท์เดินเข้าไปในค่ายกลแล้วเขาก็พบว่าตัวเขาถูกส่งมายังทุ่งหญ้าขนาดใหญ่
ซึ่งสถานที่ภายในค่ายกลก็จะเปลื่ยนไปทุกครั้งเพื่อให้ทุกๆคนสามารถต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม นอกจากนี้ศัตรูของพวกเขาก็จะชำนาญในพื้นที่เหล่านั้นมากอย่างเช่นทุ่งหญ้าที่ไลท์อยู่
ไลท์สัมผัสว่าทุกอย่างนั้นดูเหมือนกับโลกจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การได้ยิน การดมกลิ่น เป็นต้น
สัตว์เวทย์ที่ส่วนมากอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าก็คือพวกหมาป่าหรือสัตว์ร้ายจำนวนมาก
ในขณะที่ไลท์กำลังมองดูทุ่งหญ้ารอบๆเขาก็ได้ยินเสียงหอนของหมาป่าดังขึ้น
ในตอนแรกจะเป็นสัตว์ร้ายธรรมดาที่ยังไม่ใช่สัตว์เวทย์
หมาป่าสามตัวโผล่ขึ้นมาที่ด้านหน้าของไลท์ก่อนที่จะพุ่งเข้ามาขย้ำด้วยความเร็ว
ไลท์โบกมือเบาๆทำให้หมาป่าทั้งสามตัวระเบิดกลายเป็นละอองเลือด
หลังจากที่ไลท์สังหารหมาป่าเสร็จแล้ว ไม่ถึงหนึ่งนาทีหมาป่าขนาดห้าตัวก็ปรากฏตัวขึ้น นอกจากนี้พวกมันยังแข็งแกร่งกว่าตอนแรกอีกเล็กน้อยด้วย
ไลท์ได้สังหารหมาป่าไปเรื่อยๆจนในที่สุดเขาก็สังหารฝูงหมาป่าที่มีระดับAมากถึงสิบห้าตัวและระดับBอีกหนึ่งร้อยตัว
เรียกได้ว่าด่านในค่ายกลนี้มีมากกว่าสามร้อยด่านเลยทีเดียว
และถ้าหากตายในระหว่างทางคนๆนั้นจะสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าไปด้านไหนก็ได้ที่ผ่านมาแล้วหรือจะเข้าไปสู้ในด่านที่ตายล่าสุดก็ได้
ไม่นานไลท์ก็ถูกส่งออกมาด้านนอกค่ายกล
“ ดูเหมือนว่าค่ายกลแรกจะไม่มีปัญหาอะไร ” ไลท์พูดจบเขาก็เดินเข้าไปที่ค่ายกลอันที่สอง
ผ่านไปราวๆสามชั่วโมงไลท์ก็ทำการตรวจสอบค่ายกลเสร็จเรียบร้อยและไม่มีอะไรผิดพลาด จากนั้นเขาก็เรียกให้หน่วยลับเทพยุทธ์ มารวมตัวกันที่ห้องที่มีค่ายกลฝึกซ้อมอยู่
เมื่อหน่วยลับเทพยุทธ์มาถึงพวกเขาก็ยืนรออย่างเป็นระเบียบแม้ว่าพวกเขาจะสงสัยว่าด้านหน้าของพวกเขาคืออะไรกันแน่
เมื่อไลท์มาถึงหน่วยลับเทพยุทธ์ก็ทำความเคารพทันที
“ ทุกคนคงสงสัยใช่ไหมว่าด้านหน้าของทุกคนคืออะไร? ” ไลท์ถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม
หน่วยลับเทพยุทธ์ทุกคนพยักหน้ารับ
“ ที่อยู่ด้านหน้าของทุกคนคือค่ายกลแบบพิเศษที่ฉันสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทุกๆคนได้ฝึกฝนการต่อสู้แบบจริงจัง และศัตรูที่อยู่ในค่ายกลจะค่อยๆแข็งแกร่งขึ้น ถ้าหากทุกๆคนสามารถเคลียร์ค่ายกลนี้ได้ ทุกคนจะกลายเป็นหน่วยลับเทพยุทธ์อย่างเต็มตัว เพราะตอนนี้ทุกๆคนคือหน่วยลับฝึกหัดอยู่ ” ไลท์พูดขึ้น
เมื่อรู้ว่าต้องเคลียร์ค่ายกลด้านหน้าให้สำเร็จจึงจะกลายเป็นหน่วยลับเต็มตัว หน่วยลับเทพยุทธ์ทุกคนพากันตื่นเต้นและอยากที่จะทดสอบฝีมือโดยเร็ว เพราะพวกเขาได้รับการฝึกฝนมาเป็นเดือนๆแล้ว พวกเขาก็อยากที่จะแสดงฝีมือให้ทุกๆคนได้เห็นว่าพวกเขาพัฒนาขึ้น
“ ก็อย่างว่าการพบเจอด้วยตัวเองจะทำให้มีประสบการณ์มากที่สุดเพราะฉะนั้นใครอยากจะเข้าไปเป็นคนแรกไหมเพราะค่ายกลนี้มีถึงห้าอันซึ่งแต่ละอันก็จะเหมือนกันแต่จะแตกต่างกันที่พื้นที่ต่างๆที่ด้านในค่ายกลจะสุ่มมาให้ ” ไลท์ถามขึ้น
หน่วยลับเทพยุทธ์มองหน้ากันก่อนที่จะมีคนเดินออกมาด้านหน้าห้าคน
“ ขอให้ทุกคนโชคดี ” ไลท์ยิ้มก่อนที่จะให้ทุกๆคนเข้าไปด้านในค่ายกล
ผ่านไปกว่าสิบห้านาทีก็มีคนออกมาเป็นคนแรก เป็นหญิงสาวที่อายุประมาณสิบหกปี ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้แต่ร่างกายของเธอก็ยังสั่นเทาอยู่เลย
“ เป็นอย่างไงบ้างมาแชล? ” ไลท์ยิ้มขึ้นพร้อมกับถามออกมา
มาแชลสูดลมหายใจเข้าลึกๆและพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเอง
ผ่านไปไม่นานเธอก็ค่อยๆสงบสติอารมณ์ได้
“ มันน่ากลัวมากเลยท่านไลท์ ด้านในค่ายกลนั้นมันเหมือนจริงมากๆไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหรือเสียงแม้แต่ความเจ็บปวดก็เหมือนจริงทุกๆอย่าง และยิ่งตอนที่โดนฆ่าตายนั้นมันทำให้เหมือนกับว่าตัวเองจะตายจริงๆไปด้วย ” มาแชลพูดขึ้นแม้แต่น้ำเสียงของเธอก็ยังสั่นกลัวอยู่
เมื่อทุกๆคนได้ยินว่าแม้แต่ความเจ็บปวดก็ยังเหมือนจริงก็ยิ่งทำให้ทุกๆคนรู้สึกหวาดกลัว
“ เหมือนจริงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตายจริงๆสักหน่อยใช่ไหม? นอกจากนี้ยิ่งทุกๆคนเจอกับประสบการณ์ในการต่อสู้แบบนี้มากขึ้นก็จะยิ่งเป็นการผลักดันให้ทุกๆคนพัฒนาตัวเองใช่ไหม? ” ไลท์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
หน่วยลับเทพยุทธ์ทุกคนพากันพยักหน้ารับและเข้าใจดี การที่ยิ่งต่อสู้แบบเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้มีประสบการณ์ในการต่อสู้มากยิ่งขึ้นและในอนาคตประสบการณ์เหล่านั้นก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตทุกๆคน
ไม่นานคนอื่นๆก็ออกมาจากค่ายกล
ทุกๆคนก็รู้สึกหวาดกลัวและตกใจเหมือนกับมาแชลไม่มีผิด
ไลท์ให้อีกสี่คนบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวในค่ายกลรวมไปถึงศัตรูที่เจอในค่ายกลให้กับคนอื่นๆฟังเพื่อเป็นการแชร์ประสบการณ์
จากนั้นชุดที่สองก็เข้าไปด้านใน
จนกระทั้งยี่สิบนาทีต่อมาพวกเขาก็ออกมาด้านนอกค่ายกลด้วยความหวาดกลัวแต่ก็สามารถควบคุมสติได้
ไม่นานหน่วยลับเทพยุทธ์ทุกคนก็ได้ลองประสบการณ์ความตายภายในค่ายกลแล้ว ต้องบอกว่าแม้ว่าจะไม่ใช่การตายจริงๆแต่การตายในค่ายกลนั้นเหมือนจริงมากๆจนแม้แต่หน่วยลับเทพยุทธ์ก็ยังคิดว่าตัวเองได้ตายจริงๆในนั้น
“ เอาล่ะถ้าหากพวกเธอมีเวลาว่างก็มาฝึกฝนภายในค่ายกลนี้ได้เพราะมันจะช่วยทำให้ทุกคนมีประสบการณ์ในการต่อสู้และเอาตัวรอดมากยิ่งขึ้น ” ไลท์พูดขึ้น
หน่วยลับเทพยุทธ์ทุกคนตอบรับ พวกเขารู้สึกว่าการที่เข้าไปในหอคอยแห่งนิรันดร์นั้นได้ฝึกฝนตัวเองและยังได้ประสบการณ์ในการต่อสู้มากด้วย
หลังจากที่ออกจากหน่วยลับเทพยุทธ์ ไลท์ก็มุ่งหน้าไปยังหอคอยสวรรค์
ระหว่างทางไลท์ก็หยิบเครื่องมือสื่อสารออกมาและติดต่อไปหาคุณเฟลิกซ์และคนอื่นๆว่าเขาจะเปิดเมืองอีกประมาณสองเดือนข้างหน้า
เมื่อไลท์มาถึงหอคอยสวรรค์แล้วก็พบว่าตอนนี้รอบๆหอคอยสวรรค์เกือบจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ งั้นคงถึงเวลาวางค่ายกลแล้ว ” ไลท์พึมพำออกมาก่อนที่จะเดินเข้าไปในหอคอยสวรรค์
ไลท์หยิบสมบัติจำนวนมากออกมาวางไว้ตามพื้นในหอคอยก่อนที่จะเริ่มลงมือสร้างค่ายกลทันที
เนื่องจากค่ายกลภายในหอคอยสวรรค์เป็นค่ายกลขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมากกว่าหลายร้อยเท่าเลยทีเดียว
ผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนในที่สุดไลท์ก็วางค่ายกลในหอคอยสวรรค์เสร็จสิ้น
แน่นอนว่าไลท์จะต้องทำการทดสอบว่าค่ายกลแห่งนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วจริงๆก่อนที่จะเปิดให้คนอื่นๆใช้งาน
ไลท์เข้าไปในค่ายกล ซึ่งมันก็เหมือนกับค่ายกลที่หน่วยลับเทพยุทธ์เข้าไปแต่ว่ามันมีมากกว่าหนึ่งพันห้าร้อยด่านเลยทีเดียว
ภายในค่ายกลจะเป็นพื้นที่โล่งกว้างเหมือนกับห้องขนาดใหญ่พอๆกับสนามฟุตบอลและมีเฟอร์นิเจอร์ต่างๆมากมายวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ
หลังจากที่เดินไปในระยะหนึ่งแล้วก็จะพบกับเส้นทางที่แยกออกมาถึงสามสิบเส้นทาง ซึ่งเส้นทางเหล่านี้คือเส้นทางที่แท้จริงที่จะนำไปสู่ทางเข้าค่ายกล
ที่ทางเข้าค่ายกลจะมีแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่
ก่อนที่จะเริ่มมันจะมีการบันทึกข้อมูลของผู้ที่เข้าร่วมค่ายกลก่อน เพราะจะได้แบ่งแยกไปยังลำดับรายชื่อได้ถูก นอกจากนี้ยังต้องหยดเลือดเพื่อเป็นการเปิดการใช้งานค่ายกลอีกด้วยเพราะครั้งต่อไปมาจะได้รู้ว่าเคยมาใช้งานค่ายกลแห่งนี้แล้ว
ซึ่งวิธีการลงทะเบียนนั้นง่ายมากเพียงแค่หยดเลือดลงไปบนแท่นหินจากนั้นก็วางมือลงบนช่องสี่เหลี่ยมและทำการบอกข้อมูลของตัวเองภายในจิตใจ
ไม่นานบนช่องสีเหลี่ยมด้านบนก็ปรากฏชื่อของไลท์พร้อมกับอายุ
เนื่องจากอายุของไลท์ต่ำกว่าสามสิบปีทำให้รายชื่อของไลท์อยู่ในช่วงที่อายุต่ำกว่าสามสิบปี หรืออันดับปฐพี
เมื่อทำการยืนยันตัวตนเสร็จเรียบร้อยแล้วไลท์ก็เดินเข้าไปที่ค่ายกลด้านหน้า
ผ่านไปกว่าสิบนาทีไลท์ก็กลับออกมาด้านนอกพร้อมกับรอยยิ้มที่พึงพอใจ
“ เสร็จเรียบร้อยแค่นี้ก็น่าจะใช้งานได้แล้ว ” ไลท์พึมพำออกมา
หลังจากนั้นเขาก็ออกมาด้านนอกหอคอยก่อนที่จะไปยังห้องประชุมเพื่อเรียกรวมตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองอีกครั้ง
ภายในห้องประชุม
ไลท์ได้บอกเกี่ยวกับหอคอยสวรรค์ให้กับทุกๆคนฟัง
เมื่อทุกๆคนรู้ว่าหอคอสวรรค์เสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็รู้สึกตื่นเต้นและอยากที่จะทดลองเข้าไปในหอคอยสวรรค์ พวกเขาอยากรู้ว่าหอคอยสวรรค์จะเป็นเหมือนกับที่ท่านไลท์บอกหรือไม่
ไลท์พาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองไปที่หอคอยสวรรค์
แม้ว่าพวกเขาจะเคยเห็นหอคอยสวรรค์มาก่อนแต่พวกเขาก็ยังทึ่งในความสวยงามของหอคอยสวรรค์อยู่ดี
เมื่อพวกเขาเข้าไปด้านในหอคอยสวรรค์แล้ว พวกเขาก็พบว่าเป็นห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่แม้กระทั้งห้องครัวก็ยังมี
ด้านในหอคอยมีทั้งหมดห้าชั้น ซึ่งแต่ละชั้นจะต้องผ่านการทดสอบก่อนถึงจะขึ้นไปได้
สิ่งที่ทำให้แตกต่างก็คือเมื่ออยู่ชั้นสูงๆก็จะยิ่งแข็งแกร่งและแสดงถึงอำนาจได้ นอกจากนี้ยังมีช่องทางพิเศษในการเข้าค่ายกลเพิ่มให้ทำให้ไมต้องไปเบียดแย่งกับคนที่อยู่ชั้นล่าง
ไลท์เรียกทุกคนให้มารวมกันก่อนเพื่อที่จะประกาศเรื่องต่างๆให้ฟังก่อนรวมไปถึงกฏเกณฑ์ต่างๆภายในหอคอยสวรรค์อีกด้วย
เมื่อทุกๆคนได้ฟังก็พากันตกใจและมองหน้ากันด้วยความลังเล
เพราะท่านไลท์บอกว่าถ้าหากบาดเจ็บในการต่อสู้ภายในนี้ก็จะได้รับบาดเจ็บและรู้สึกถึงความเจ็บปวดจริงๆ ถ้าหากบาดเจ็บหัสก็จะเหมือนจริงทุกอย่างแต่โชคดีที่เวลาตายไม่ได้ตายจริงๆเพียงแต่จะถูกผลักออกมาจากค่ายกล
เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งที่ชื่อว่า คูลิกัส เขามีความแข็งแกร่งในระดับB และเขาอยากที่จะทดสอบค่ายกลเป็นคนแรก เขาจึงเสนอตัวเองและเดินไปที่แท่นหินพร้อมกับทำตามที่ไลท์บอกทุกอย่าง
หลังจากที่ยืนยันตัวตนเสร็จแล้วคูลิกัสก็เดินเข้าไปในค่ายกลทันที
เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆนั่งรอดูว่าคูลิกัสจะอยู่ได้นานแค่ไหน
ผ่านไปกว่ายี่สิบนาทีคูลิกัสก็กระเด็นออกมาจากค่ายกล
ทุกๆคนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคูลิกัสตอนนี้ตัวสั่นด้วยความกลัวพร้อมกับมีสีหน้าที่ซีดขาว
ไม่นานคูลิกัสก็ตั้งสติกลับมาและเดินมายังกลุ่มเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ
“ คูลิกัสเป็นอย่างไรบ้าง? ” เจ้าหน้าที่คนอื่นๆพากันสอบถามด้วยความสนใจและอยากรู้
คูลิกัสกลืนน้ำลายพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาว่า “ ด้านในค่ายกลที่ท่านไลท์สร้างนั้นเหมือนจริงทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง ภาพที่เห็นนั้นราวกับว่าอยู่ในพื้นที่ตรงนั้นจริงๆ แม้กระทั้งได้รับบาดเจ็บหนักเบาก็เหมือนจริงทุกอย่าง แม้กระทั้งตอนที่จะตายแล้วก็ยังรู้สึกว่าจะได้ตายจริงๆ ”
เมื่อเจ้าหน้าที่คนอื่นๆได้ยินก็พากันกลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัว
ทันใดนั้นที่ป้ายรายชื่อของคนที่อายุต่ำกว่าห้าสิบปี ก็มีรายชื่อของคูลิกัสปรากฏขึ้นและมันยังเขียนเอาไว้ว่าคูลิกัสได้ผ่านด่านถึงชั้นไหนแล้ว
[ คูลิกัส อายุสี่สิบสอง - ด่านที่หกสิบเก้า - อันดับที่หนึ่ง ]
เจ้าหน้าที่ที่เห็นรายชื่อของคูลิกัสก็อยากที่จะมีชื่อปรากฏขึ้นมาบ้างจึงมีเจ้าหน้าที่หลายคนเข้าไปในดันเจี้ยนเพื่อที่จะทดสอบความแข็งแกร่งของตัวเอง