โครตพลังดวงตาเทพเจ้า

    ตอนที่ 40 ถือกระเป๋าออกเดินทาง

    ตอนที่ 40 ถือกระเป๋าออกเดินทาง"ศิษย์พี่ยอดเยี่ยมมาก ผมใช้เพียงทักษะเล็กน้อยเท่านั้น" เซิงห่าวไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะตบคำพูดที่ประจบประแจงไปประโยคหนึ่งความจริงแล้ว เขายังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาไม่หวั่นไหว นั่นก็คือระบบได้ช่วยทำการการประเมินให้เขาไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม้แกะสลักชิ้นนี้ได้ทำขึ้นมาจากปี 1970 ถึง1980 ชื่อของผู้ที่ทำไม้แกะสลักชิ้นนี้เขาก็ไม่รู้จัก อนาคตอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แฝงตัวอยู่ในโลกใบนี้ก็เป็นได้ น่าเสียดายที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น มิฉะนั้นไม้แกะสลักนี้คงจะมีมูลค่าแล้วสำหรับสิ่งที่ฉีเจาพึ่งจะพูดในเวลาเดียวกันนั้น ฉีเจาเพียงแค่หยั่งเชิงเขาเล็กน้อยๆ อย่างนั้นต้องรอให้ถึงงานประชุมนักประเมินครั้งที่สองแล้ว นั่นคงจะยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก"เทคนิคเล็กน้อยนั้นในบางครั้งก็สามารถที่จะช่วยได้อย่างมาก" ฉีเจาพูด "ในบางเวลาโดยปกติจริงๆ แล้วนั้นใครก็ไม่สามารถแยกแยะโบราณวัตถุว่าเป็นของแท้หรือปลอมได้อย่างแน่นอนหรอก ณ ตอนนี้ก็จำเป็นจะต้องพึ่งพาเทคนิคเล็กน้อยเหล่านี้แหละ แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็ยังจำเป็นที่ต้องสั่งสมประสบการณ์"เซิงห่าวพยักหน้า : “ศิษย์พี่พูดถูกแล้ว” ฉีเจาเอาไม้แกะสลักเก็บไปแล้วพูดว่า : "สัปดาห์หน้า การประชุมผู้ประเมินถูกจัดขึ้นที่ใจกลางเมือง การประชุมจะจัดขึ้นเป็นเวลาสามวัน เธอก็ไปขอลาหยุดเรียนไว้ด้วย หลังจากนั้นก็จัดเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย พวกเราคงจะต้องอยู่ที่นั่นสักสองสามวัน"“ได้ครับ” เซิงห่าวพยักหน้าหลังจากที่ออกมาจากร้านของฉีเจาแล้ว เซิงห่าวได้กลับบ้านมาบอกกับจงซิ่วฉินเรื่องที่เขาจะไปเข้าร่วมงานการประชุมนักประเมินในครั้งนี้ เมื่อตอนแรกเริ่มจงซิ่วฉินก็ไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก แต่ทว่าในท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงพยักหน้าให้ เพียงแต่ได้กำชับเอาไว้เซิงห่าวห้ามทิ้งการเรียนเป็นอันขาด เซิงห่าวพยักหน้ารับ นี่ถึงทำให้ยินยอมขึ้นมาได้สำหรับงานการประชุมผู้ประเมินนั้น เขาสามารถพูดได้ว่าในใจเข้านั้นแยแส แต่ก็พูดได้อีกว่าไม่ค่อยจะแยแสเท่าไรเพราะว่าเขานั้นมีระบบอยู่ เขาแทบที่จะต้องทำเพียงแค่มีสิ่งของอยู่ตรงหน้า ก็สามารถที่จะประเมินออกมาได้ ถ้าหากต้องการที่จะเข้าร่วมการแข่งขันแล้วละก็ ก็สามารถที่จะผ่านไปได้อย่างง่ายดายมาก ดังนั้นเขาถึงได้ไม่แยแสมากเท่าไรนักแต่ทว่าถ้าหากเขาสอบผ่านการใช้ระบบ มันก็จะเป็นเรื่องที่ยากมากที่เข้าจะได้เรียนรู้ความรู้ที่แท้จริง เมื่อคิดได้อย่างนี้ เขาถึงได้ตัดสินใจ อย่างไรก็ตามเขาเพียงแค่อยากจะไปเพิ่มพูนประสบการณ์สักหน่อย เมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่ต้องใช้ทักษะ แล้วในที่สุดก็จะสามารถแยกแยะได้ด้วยตัวเอง นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เขาให้ความสนใจหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็วเซิงห่าวถือสัมภาระของตัวเองและฉีเจาจัดขึ้นรถตั้งแต่เช้าตรู่ มุ่งหน้าเดินทางไปยังศูนย์กลางของเมืองฉีเจามีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เท่าสองคนครึ่ง และยังมีกระเป๋าใบเล็กอีกหนึ่งใบ เขาถึงขั้นจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยมาอีกสองคน เหมารถมาคันหนึ่ง เมื่ออยู่บนถนน ยังคงกำชับคนขับรถไม่หยุด ว่าให้ขับรถขับช้าหน่อย ไม่ต้องขับเร็วเกินไปนัก และห้ามไม่ให้ขับรถบนถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อเช่นกันดังนั้นเมื่อรอให้ทั้งสองคนมาถึงใจกลางเมืองแล้วนั้น ท้องฟ้าได้มืดลงแล้วเมื่อลงจากรถ ฉีเจาแข็งขันที่จะเป็นคนถือกระเป๋าหนังเดินทางใบใหญ่ทั้งสองใบนั้นด้วยตัวเอง และยังมีความระมัดระวังเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะเดินได้ค่อนข้างช้า ก็ไม่ยอมที่จะรีบร้อนจนเกินไประหว่างทางเซิงห่าวก็ได้ทำการสแกนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ทั้งสองใบนั้นมาก่อนหน้านี้แล้ว ค้นพบว่าภายในกระเป๋าหนังใบนั้นโดยรอบถูกยัดด้วยผ้าที่อ่อนนุ่มและกระดาษนุ่มๆ อยู่เต็มไปหมด ที่อยู่ตรงกลางกระเป๋าเดินทางใบใหญ่นั้น ก็คือแจกันใบหนึ่งแจกันนั้นมีขนาดเล็กกว่ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ประมาณสองนิ้วมือ แต่จากที่คำนวณดูแล้วก็ค่อนข้างที่จะสูงแล้ว ช่วงตัวขวดคอดยาว มีส่วนหัวที่เล็ก ส่วนตรงกลางจึงเป็นจุดที่เริ่มใหญ่ขึ้นมาบนแจกันดอกไม้มีลายพฤษชาติอยู่บางส่วน ดูจากภาพวาดที่เห็นบางส่วนนี้เป็นเหมือนกับหญิงสาวที่กำลังเต้นรํา และยังดูงดงามและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ทั้งสองใบนั้นล้วนเป็นแจกัน เพียงแต่ว่าแจกันอีกใบนั้นไม่ใช่รูปผู้หญิง แต่กลับเป็นบุรุษที่เผยหน้าอกดูเยี่ยมยุทธ์ ท่าทางองอาจสง่าผ่าเผยขี่อยู่บนม้า และเมื่อดูจากการแต่งกายแล้ว ก็พอที่จะรู้ว่าต้องเป็นของสมัยโบราณเนิ่นนานมาแล้วเซิงห่าวเขาได้เคยถามฉีเจาครั้งหนึ่งว่าภายในนั้นที่จริงแล้วมันมีอะไรอยู่กันแน่ ฉีเจาเพียงแค่ยิ้มอย่างลึกลับแล้วพูดว่า : "ภายในนี้มันคือสมบัติของฉัน"เซิงห่าวไม่ต้องถามมากก็สามารถรู้ได้แล้วว่า แจกันเหล่านั้นจะต้องล้ำค่าและมีชื่อเสียงอย่างแน่นอน จะต้องเป็นลวดลายวัตถุโบราณอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นของราชวงศ์ไหนเขามองไปที่โรงแรมที่โอ่อ่าตระการตาที่อยู่เบื้องหน้านั้น ฉีเจาได้ให้คำแนะนำขึ้นมาว่า : "โรงแรมแห่งนี้ได้รับการจองจากงานประชุมผู้ประเมินไว้หมดแล้ว คนที่อยู่ภายในทั้งหมดนั้นล้วนแต่เคยผ่านการจัดการกับวัตถุโบราณมาไม่มากก็น้อย และฐานะก็ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน "เซิงห่าวรู้ว่าเขากำลังบอกใบ้เขาอยู่ โรงแรมนี้ไม่มีขาดผู้คนที่มีฐานะสูงศักดิ์ ให้เขาเมื่อถึงเวลาแล้วจะทำเรื่องอะไรต้องระวังเอาไว้บ้างเขาพยักหน้าเล็กน้อย ถือกระเป๋าเดินทางของตัวเอง เดินตามหลังฉีเจาขึ้นไปด้านบนพร้อมพูดออกมาว่า "ผมรู้แล้วครับ"ทันทีที่เดินเข้าไปด้านใน ก็ได้มีชายที่สวมชุดอย่างเป็นทางการคนหนึ่งเดินเข้ามาหา "รบกวนแสดงจดหมายเชิญด้วยครับ"จดหมายเชิญของเซิงห่าวนั้นได้ส่งให้กับฉีเจาตามข้อกำหนดตั้งแต่แรกแล้ว ฉีเจาได้หยิบสมุดเล่มเล็กสีแดงทั้งสองเล่มที่อยู่บนตัวของเขาออกมาส่งให้กับชายคนนั้นหลังจากที่ชายคนนั้นดูเสร็จแล้วเพียงเล็กน้อย ก็ได้ปล่อยให้ทั้งสองคนเดินเข้าไป รอจนเมื่อได้เปิดห้องให้แล้วเสร็จ ก็ต้องแสดงจดหมายเชิญออกมาอีกเช่นเคย เช่นนี้จึงค่อยเปิดห้องมาได้สองห้องทั้งสองได้หยิบกุญแจห้องมา จากจึงค่อยขึ้นลิฟต์เพื่อไปยังชั้นบน"เย็นวันนี้เธอก็พักผ่อนให้เพียงพอสักหน่อย ทำจิตใจให้ปลอดโปล่งมีสมาธิเข้าไว้ งานประชุมจะเริ่มเปิดอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ เมื่อถึงเวลานั้นเธอก็ไปพร้อมกับฉัน ถ้ามีอะไรที่ไม่เข้าใจก็ให้มาถามฉัน" ตอนที่อยู่ในลิฟต์นั้น ฉีเจาก็ได้พูดกำชับทีละข้อเซิงห่าวพยักหน้าเล็กน้อย : “ได้ครับ” เมื่อเดินออกมาจากลิฟต์ เมื่อตอนที่ฉีเจากำลังเดินออกมานั้นก็ได้เผชิญหน้าจนเกือบชนเข้ากับใครคนหนึ่ง ทั้งสองคนเกือบที่จะชนกัน ฉีเจาถูกทำให้ตกใจเป็นอย่างมาก กระเป๋าเดินทางถึงกับหลุดมือไปทันที กระเป๋าเดินทางของอีกคนเองก็ได้หลุดจากมือไปทันทีเหมือนกัน“อ๊ะ!” หน้าของฉีเจาก็ได้เปลี่ยนเป็นสีขาวไปในทันทีเซิงห่าวขยับมือคว้าไว้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ทันระวังจนกระทบไปเล็กน้อย"นายไม่ได้เอาตาเดินด้วยหรือไง! " ฉีเจาก็ได้รีบร้อนคว้ากระเป๋าเดินทางของตัวเองเอาไว้ และก็ไม่ได้มองว่าคนคนนั้นเป็นใครก็ได้ด่าขึ้นมาแล้วถ้าหากว่าสิ่งของภายในกระเป๋าเดินทาง มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้น เซิงห่าวเชื่อว่าฉีเจาจะสามารถไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้นและต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างสุดชีวิตแน่นอน เพียงแค่เห็นจากที่ฉีเจาให้ความสนใจกับแจกันทั้งสองใบที่อยู่ข้างในนั้นมาตลอดทาง ก็สามารถที่จะเดาออกได้เขาได้สแกนอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าข้างในแล้วไม่ได้มีตรงไหนแตกหักก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที"เป็นคุณ? " เสียงหงุดหงิดที่คุ้นเคยร้องดังขึ้นมาต่อหน้าของเขาทั้งสองคนเซิงห่าวเงยหน้าขึ้น เมื่อมองไปเห็นเสื้อและใบหน้าที่รังเกียจของเขา ไม่คาดคิดเลยว่าคนที่อยู่เบื้องหน้านี้จะเป็นเจียงรุ่ย"คุณมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน? " เซิงห่าวได้ขมวดคิ้วแล้วมองไปที่เขา เมื่ออดีตนั้นเขาทั้งสองมีความแค้นต่อกันทำให้เขามองไปที่เจียงรุ่ยด้วยความขัดหูขัดตาตั้งนานแล้ว"เจียงรุ่ย ถ้าหากว่าของที่อยู่ข้างในนี้ของฉันเกิดพังแล้วละก็ คุณเตรียมรอที่จะต้องชดใช้มาได้เลย! " ฉีเจาเงยหน้ามามองไปเห็นเขา ก็ได้โกรธเกรี้ยวขึ้นมา "พวกเราไป กลับไปที่ห้องกันก่อนไปดูว่าของข้างในนี้มีอะไรเสียหายหรือเปล่า แล้วออกห่างจากผู้ชายที่ไม่ได้เอาตามาด้วยจะดีกว่า""ทำไมคุณถึงพูดอย่างนั้นเล่า ภายในนั้นของคุณมีสิ่งของอะไรที่ล้ำค่าขนาดนั้น ไม่เห็นจะเป็นไรชุดใช้เงินให้คุณก็เท่านั้นเอง " เจียงรุ่ยมองไปที่กระเป๋าเดินทางนั้น แต่เขาก็ไม่ได้มีทักษะการสแกนแบบเซิงห่าว ย่อมที่จะไม่รู้ว่าของข้างในนั้นเป็นอะไรอย่างแน่นอนเขาคิดว่าอย่างมากที่สุดก็เป็นสิ่งของที่ล้ำค่าสักอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามแค่ชดใช้ด้วยเงินก็เท่านั้นเอง"และยิ่งไปมากกว่านั้น ฉันเดินไปข้างหน้าแต่พวกคุณเดินออกมา หรือว่าพวกคุณจะไม่เห็นผมอย่างนั้นหรือ? หรือว่าพวกคุณตั้งใจที่จะเข้ามาชน แล้วคิดที่จะขู่กรรโชกฉัน? "เมื่อฉีเจาได้ยินประโยคนี้ อย่าพูดถึงความโกรธในใจที่เพิ่มมากขึ้น : "คุณรู้หรือเปล่าว่าของข้างในเป็นอะไร? ต่อให้คุณก็เงินก็ชดใช้ไม่ไหวหรอก! ""ออกไปก่อนแล้วค่อยเข้าทีหลัง ทุกคนต่างก็รู้ถึงกฎข้อนี้ดี ที่จริงแล้วเป็นพวกเราตั้งใจหรือคุณตั้งใจกันแน่ คุณต้องรู้ใจตัวเองดี " เซิงห่าวเอ่ยปากกล่าว เขาเองก็ไม่คิดที่อยากจะปะทะกับเจียงรุ่ยในเวลานี้ : "ศิษย์พี่ พวกเรากลับไปดูกันก่อนว่าของภายในกระเป๋าเดินทางมีปัญหาอะไรหรือเปล่าเถอะครับ "...

    คล้ายกับเรื่องโครตพลังดวงตาเทพเจ้า ที่คุณอ่าน