นับแต่นั้น เวลาในแต่ละวันของสองพี่น้องโจวหยวนเฉิงและโจวหลี่เฉียงก็หมดไปกับการเรียนหนังสือและเรียนการต่อสู้ ทำให้ทั้งสองคนมีพัฒนาการทางร่างกายที่ดูดีและแข็งแรงขึ้นไม่น้อย อีกทั้งในทุกๆ วันโจวหยวนเฉิงจะนำนมสดออกมาจากมิติเพื่อให้เขาและพี่ชายดื่มทุกวัน ความสูงของพวกเขาจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามไปด้วย ไม่เพียงเท่านั้นโจวหยวนเฉิงยังใจดีนำนมสดและขนมปังหลากหลายแบบออกมาให้เพื่อนร่วมก๊วนของเขากินตอนที่เพื่อนๆ มาเรียนหนังสือที่บ้านอีกด้วย
ถึงแม้โจวหลี่เฉียงได้ชื่อว่าเป็นักเรียนที่เรียนดีที่สุดในชั้น แต่เขาก็มีความรู้แค่เท่าที่อาจารย์สอนในตำรา โจวหยวนเฉิงเองก็ไม่ได้มีความรู้ตามศาสตร์ของคนยุคโบราณมากนัก เขาเพียงสอนให้เพื่อนรู้จักตัวเลข การคำนวณ และการท่องสูตรคูณตามแบบของการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สมัยใหม่เท่านั้น
“ข้าว่าเราต้องเชิญอาจารย์มาสอนพิเศษ” โจวหยวนเฉิงเสนอ
“เราจะไปเชิญอาจารย์มาจากไหน” จ้าวตงจื่อถาม
“สำนักศึกษาที่เราเรียนอย่างไรล่ะ ข้าว่าเราไปปรึกษาท่านอาจารย์ใหญ่ดีหรือไม่” โจวหลี่เฉียงเสนอความคิด
“แล้วค่าเล่าเรียนเล่า จะทำอย่างไร” เยี่ยเต๋อถามขึ้นอย่างเป็กังวล หากเป็เพื่อนในกลุ่มสอนกันเอง ย่อมไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเชิญอาจารย์มาสอน เพื่อนทุกคนย่อมจ่ายไหว แต่ตัวเขาย่อมไม่มีปัญญาทำอย่างนั้นแน่นอน
“อย่ากังวลไปก่อนเลยน่า หากต้องเชิญอาจารย์มาสอนพิเศษ ค่าใช้จ่ายพวกเราก็หาญคนละเท่าๆ กัน ค่าใช้จ่ายในส่วนของเ้า ข้าจะออกให้ก่อน ส่วนจะคืนยังไงค่อยมาว่ากันอีกที อ้อ...ไม่ต้องรีบปฏิเสธ ในอนาคตบ้านข้ายัง้าผู้ช่วยอีกเยอะ” โจวหยวนเฉิงบอกเพื่อน
“ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน อาเต๋อเ้าเรียนให้สบายใจเถอะ เื่อื่นอย่าเพิ่งไปคิดเลย” โจวหลี่เฉียงตบบ่าเยี่ยเต๋อ ส่วนเพื่อนคนอื่นก็พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้
เด็กหนุ่มทั้งห้าคนขอเข้าพบอาจารย์ใหญ่ในเย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน อาจารย์ใหญ่นึกแปลกใจ เพราะไม่บ่อยนักที่จะมีนักเรียนมาขอพบตนแบบนี้
“พวกเ้ามาพบอาจารย์ด้วยเื่ใด” อาจารย์ใหญ่ถามขึ้น
“การสอบถงเซิงและซิ่วไฉ่ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว พวกข้าจึงอยากมาปรึกษาท่านอาจารย์ใหญ่เพื่อให้ช่วยหาอาจารย์มาสอนพิเศษให้พวกเราขอรับ” โจวหยวนเฉิงตอบ
การสอบถงเซิงจะจัดขึ้นในเดือนสองและการสอบซิ่วไฉจะจัดขึ้นในเดือนสี่ของทุกปี เด็กหนุ่มทั้งห้าเข้าศึกษาที่สำนักศึกษาแห่งนี้มาหลายปีแล้ว พวกเขาไม่เคยคิดที่จะเข้าสอบเลยสักครั้ง แต่วันนี้พวกเขาเริ่มคิดถึงอนาคตของตัวเองกันแล้ว พวกเขาจึงอยากเข้าร่วมการสอบในครั้งนี้ด้วยใจที่มุ่งมั่น
อาจารย์ใหญ่มองเด็กหนุ่มทั้งห้าอย่างชื่นชม สีหน้าแห่งความมุ่งมั่นของแต่ละคนฉายชัด อีกทั้งที่ผ่านมา ท่านก็ได้ยินอาจารย์พูดถึงเด็กหนุ่มทั้งห้าในทางที่ดี อาจารย์ทุกท่านต่างลงความเห็นว่าเด็กหนุ่มทั้งห้าล้วนมีพร์ในการเรียน ถึงแม้จ้าวตงจื่อจะเรียนช้ากว่าเพื่อนคนอื่นอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าเขาปรับตัวและมีความพยายามที่จะเรียนตามเพื่อนให้ทันอยู่ในระดับที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก
“ผลการเรียนของพวกเ้าก็ดีมากอยู่แล้ว เหตุใดพวกเ้าจึง้าหาอาจารย์มาสอนพิเศษเพิ่มอีกเล่า” อาจารย์ใหญ่ถามอย่างสงสัย
“ถึงแม้ผลการเรียนของพวกเราจะพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่ยังมีบางเื่ที่ยังบกพร่องอยู่ขอรับ และการสอบครั้งนี้สำคัญมาก พวกเราไม่อยากสอบตกและเสียเวลาเพื่อรอสอบใหม่ในปีหน้า ท่านอาจารย์ใหญ่ขอรับ พวกเราตั้งใจว่าจะสอบซิ่วไฉให้ได้ในปีนี้ขอรับ”
“หากจะหาอาจารย์เพื่อสอนพิเศษให้พวกเ้า ก็ต้องให้เขาไปสอนพวกเ้าที่บ้าน ไม่อาจให้พวกเ้าใช้สถานที่ของสำนักศึกษาได้ ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดข้อครหาตามมา”
“ไปสอนที่บ้านข้าได้ขอรับ คนที่ร่วมเรียนทั้งหมดมีด้วยกันห้าคน มีข้า พี่ใหญ่ จ้าวตงจื่อ หวงป๋อฉือ และเยี่ยเต๋อ ส่วนค่าสอนพิเศษจะคิดเท่าใดนั้น ข้าจะรบกวนให้ท่านอาจารย์ใหญ่ช่วยพิจารณาตามความเหมาะสมได้เลยขอรับ”
“เื่นั้นเดี๋ยวอาจารย์ใหญ่จะช่วยเ้าพิจารณาเอง ส่วนคนที่จะไปสอนพิเศษให้กับพวกเ้า อาจารย์คิดว่าให้ ‘มู่หวังหย่ง’ ไปสอนก็แล้วกัน เ้าอย่ามองว่าเขาเป็เพียงอาจารย์ฝ่ายปกครอง ความจริงแล้วเขาเป็คนที่มีพร์และเรียนเก่งมาก สอบเป็ซิ่วไฉได้ั้แ่อายุเพียงสิบห้าปี เพียงแต่ในยามที่เขาสอนหนังสือนั้น เขาค่อนข้างที่จะจริงจังและเข้มงวดอยู่มาก ผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยพอใจในวิธีการสอนของเขา ฟังอย่างนี้แล้วเ้าคิดว่าอย่างไร”
“เข้มงวดก็ถือว่าดีขอรับ พวกข้าจะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ใหญ่และสำนักศึกษาของเราต้องผิดหวังแน่นอน” โจวหยวนเฉิงตอบรับหนักแน่น
ด้วยความเอาใจใส่ของอาจารย์ใหญ่ อาจารย์ฝ่ายปกครองนาม ‘มู่หวังหย่ง’ ก็เริ่มทำการสอนพิเศษให้เด็กชายทั้งห้าคนทันที
อาจารย์มู่หวังหย่งเป็หนุ่มโสดที่มีอยู่เพียงยี่สิบสามปี บิดามารดาทอดทิ้งเขาไปั้แ่ยังแบเบาะ เขาเติบโตมากับชายพเนจรคนหนึ่ง จนเมื่อเขาอายุได้ห้าขวบ เขาและชายพเนจรได้ช่วยชีวิตเศรษฐีชราคนหนึ่งไว้ ชายพเนจรเสียชีวิตไปในเหตุการณ์นั้น เศรษฐีชราเห็นใจและนึกสงสารเด็กชาย จึงนำตัวเขามาฝากไว้ที่สำนักศึกษาของเพื่อนสนิท ซึ่งก็คืออาจารย์ใหญ่ที่สำนักศึกษานั่นเอง นอกจากนี้ เศรษฐีชรายังได้มอบเงินจำนวนหนึ่งไว้สำหรับเป็ค่าใช้จ่ายกับเขาอีกด้วย
มู่หวังหย่งเป็คนมีพร์และเรียนเก่ง ทำให้เขาสอบซิ่วไฉได้ั้แ่อายุยังน้อย และเพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณอาจารย์ใหญ่ เขาจึงเสนอตัวเข้าเป็อาจารย์สอนที่สำนักศึกษาโดยไม่ขอรับค่าจ้าง โดยเขาได้บอกกับอาจารย์ใหญ่ว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เขาจะขอออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง อาจารย์ก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะอาจารย์ใหญ่เป็คนที่เลี้ยงดูมู่หวังหย่งมาั้แ่เด็ก ทำให้ท่านรู้ว่าแท้จริงแล้ว มู่หวังหย่งนั้นเป็คนรักอิสระและชอบการเดินทางมากเพียงใด อาจารย์ใหญ่ก็ได้แต่เอาใจช่วยและขอให้มู่หวังหย่งค้นพบเส้นทางชีวิตของตัวเอง
“อาจารย์มู่ขอรับ พวกเรามีเวลาทบทวนตำราแค่ไม่กี่เดือน ใน่ที่มีการสอนพิเศษ ท่านมาพักที่บ้านข้าได้หรือไม่ขอรับ” โจวหลี่เฉียงเสนอ
“บ้านเ้าอยู่ไม่ไกลจากสำนักศึกษา อาจารย์ใช้เวลาเดินทางไม่นานนักหรอก พวกเ้าไม่จำเป็ต้องจัดหาที่พักไว้ให้” มู่หวังหย่งกล่าวอย่างใจดี ซึ่งขัดกับบุคลิกและท่าทางที่ดูจริงจังของเขาเป็อย่างมาก
“ท่านอาจารย์ขอรับ จ้าวตงจื่อ หวงป๋อฉือ และเยี่ยเต๋อ พวกเขาจะเรียนกับเราถึงแค่่บ่ายเท่านั้น แต่ตัวข้ากับพี่ใหญ่ยังอยากจะขอเรียนกับอาจารย์ต่อหลังจากอาหารมื้อค่ำด้วยขอรับ” โจวหยวนเฉิงบอกเหตุผล
“จากระดับความรู้ของพวกเ้า การสอบถงเซิงนี้ไม่น่าจะมีปัญหา เหตุใดเ้าจึงต้องกดดันตัวเองอย่างนั้นด้วยเล่า” มู่หวังหย่งสงสัย
“เพราะการสอบซิ่วไฉมีความสำคัญกับพวกเรามากขอรับ พวกเราอยากสอบผ่านให้ได้ในครั้งแรกนี้เลย หลังจากนั้นพวกเราจะได้ออกมาช่วยกิจการของครอบครัวได้อย่างเต็มที่ขอรับ” โจวหยวนเฉิงบอกเหตุผล
“เช่นนั้นอาจารย์ก็จะไม่ขัดความประสงค์ของเ้า หากอาจารย์อยากจะขอให้เยี่ยเต๋อมาร่วมเรียนกับพวกเ้าหลังมือค่ำด้วยอีกคน เ้าจะยอมหรือไม่” มู่หวังหย่งถามออกไป เขาเป็เด็กกำพร้าและยากจนมาก่อน แต่เพราะเขามีพร์และได้รับโอกาสที่ดีในการเข้าศึกษา ทำให้ชีวิตของเขาไม่ได้ลำบากเหมือนเด็กกำพร้าคนอื่นๆ
ในความคิดของมู่หวังหย่ง เยี่ยเต๋อเป็เด็กดีที่มีพร์คนหนึ่งเช่นกัน หากเด็กชายมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี อนาคตของเด็กชายคนนี้จะต้องไปได้ไกลแน่นอน
“พี่ใหญ่กับข้าไม่มีปัญหาหรอกขอรับ เพียงแต่ว่าบ้านของเยี่ยเต๋ออยู่ไกลจากบ้านข้าไปพอสมควร การเดินทางในตอนค่ำจะเป็อันตรายกับเขาหรือไม่ขอรับ” โจวหยวนเฉิงถาม
“ไม่มีปัญหา เ้าไม่ต้องกังวลเื่นั้น ข้าจะให้ท่านพ่อมารอรับข้าทุกวัน” เยี่ยเต๋อรีบบอกอย่างดีใจ
หลังจากตกลงกันได้ เด็กชายทั้งห้าคนก็เริ่มทบทวนตำรากันอย่างหนัก และไม่ได้เกินไปกว่าคำที่อาจารย์ใหญ่เคยบอกเอาไว้แม้แต่น้อย อาจารย์มู่หวังหย่งนั้นเข้มงวดกับเด็กนักเรียนทั้งห้าคนของเขามากจริงๆ เขาไม่ปล่อยให้ลูกศิษย์เสียเวลาในแต่ละวันไปโดยเปล่าประโยชน์เลย
เด็กชายทั้งห้าคนเข้าใจคำว่าเข้มงวดขึ้นมาได้ทันทีทั้งที่ไม่ต้องอธิบาย พวกเขาได้แต่แอบโอดครวญอยู่ในใจ แต่เพื่อความสำเร็จ พวกเขาจึงต้องอดทนและตั้งใจเรียนโดยไม่มีใครปริปากบ่นเลยสักคำ