บำเรอรัก
บทที่ 9
คืนนี้เอริคได้นัดเจอกับเพื่อนสนิทที่ผับประจำของกลุ่ม ร่างสูงเดินเข้าไปภายในผับที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติมาเที่ยวกัน เขากำลังจะเดินตรงไปยังโต๊ะประจำที่อยู่ชั้นบนก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อสายตาคมดันสะดุดกับร่างของใครบางคนที่กำลังเสิร์ฟเครื่องดื่มแก่ลูกค้า เขาคิดว่าร่างบางจะกลับเมืองไทยเสียแล้ว เพราะวันนี้ร่างบางไม่ได้ไปดักรอเจอเขาเหมือนทุกวัน
เอริคล่ะสายตาจากร่างบางก่อนจะเดินไปยังที่นั่งชั้นบนซึ่งเป็ชั้นสำหรับลูกค้าวีไอพี ซึ่งมีกระจกใสคันไว้จึงสามารถมองเห็นด้านล่างได้ โดยที่คนด้านล่างไม่สามารถเห็นคน้า ที่นี่จะมีชุดโต๊ะราคาแพงจัดเตรียมไว้ในห่างกันพอสมควร เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเหล่านี้เดินเข้าออกได้สะดวก และจะมีพนักงานเสิร์ฟประจำโต๊ะนั้นหากลูกค้า้า ร่างสูงเดินตรงไปยังโต๊ะประจำก็เจอกับเพื่อนสนิททั้งสองที่มารออยู่แล้ว
เอริคกกับเพื่อนพบหากันมาั้แ่เรียนมหาลัย ในตอนนั้นพวกเขาต่างคนต่างปกปิดฐานะของตนเองไว้ เพราะอยากจะใช้ชีวิตในฐานะนักศึกษาธรรมดาๆ ที่ไม่มีเื่ทางบ้านมาเกี่ยวข้อง และ้าจะหาเพื่อนที่จริงใจไม่ใช่เพื่อนที่คบกันเพราะผลประโยชน์
ในเวลานั้นกลุ่มของเขาเป็เพียงนักศึกษาธรรมดาๆ ที่ถือว่าเป็กลุ่มที่ฮอตมาก เพราะแต่ละคนในกลุ่มมีรูปร่างหน้าตาเป็อาวุธ มีคนเข้าหาเพื่อสานสัมพันธ์ก็ตอบรับไปเท่านั้น แต่ไม่ได้คบกับในฐานะคนรักเลย
การใช้ชีวิตในรั่วมหาวิทยาลัยของพวกเขาก็เหมือนนักศึกษาทั่วไป ทั้งมีเรียนทั้งทำกิจกรรม เมื่อมีเวลาว่างก็จะเที่ยวตามสไตล์หนุ่มโสด แต่ก็ยังคงแบ่งเวลาไป่งานของที่บ้านด้วย พอเรียนจบต่างคนก็ต่างกลับไปทำงานสานต่อกิจการของครอบครัว จึงทำให้ไม่ค่อยมีเวลาได้เจอกันมานัก วันนี้เอริคมาเจอเพื่อนสองคนที่ว่างตรงกัน
เจสัน เบอร์เรล หนุ่มนายแบบสุดฮอตร้อนแรงประจำทศวรรษ ชายหนุ่มมีรูปร่างสูงที่สุดในกลุ่ม ผิวกายสีเข้มดูสะอาดบวกกับร่างกายกำยำพร้อมกล้ามเนื้อที่เรียงกันอย่างสวย แล้วด้วยใบหน้าหล่อคมคายตามฉบับหนุ่มลาติน ที่มีส่วนประกอบบนใบหน้าอย่างชัดเจน เจสันเป็หนุ่มคนขี้เล่น พูดมาก แถมยังเ้าชู้ตัวพ่อ แต่ก็มีความเ้าเล่ห์พอตัว
เรเวน ฮาวแลนด์ หนุ่มนักธุรกิจบ่อนกาสิโน รูปร่างสูงใกล้เคียงกับเอริค หน้าตาหล่อเหลาไม่แพ้เพื่อนๆ ชายหนุ่มเป็คนเ็า ไม่พูดมากหรืออาจจะเรียกว่าเงียบที่สุดในกลุ่ม แต่ก็มีความเ้าเล่ห์มากที่สุดในกลุ่ม เพราะด้วยหน้าที่การงานที่ต้องเจอผู้คนที่ใส่หน้ากากเข้าหาเพื่อหวังผลประโยชน์ เขาจึงต้องทันคนพวกนั้น ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ได้คุมธุรกิจที่ใหญ่โตขนาดนี้ได้
“ไง... สบายดีไหม” เอริคเดินเข้านั่งบนเก้าอี้หนังแสนหรูมาพร้อมราคาแสนแพง ก่อนเอ่ยทักทายเพื่อนสนิททั้งสองที่ไม่ได้เจอกันมาเนิ่นนาน
“ก็ดี” คำตอบสั้นๆ ตามฉบับคนพูดน้อยอย่างเรเวนเอ่ยขึ้น พร้อมใบหน้าที่คงนิ่งเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
“ฉันก็สบายดี” เจสันตอบด้วยท่าทางสบายๆ มือหนายกเครื่องดื่มราคาแพงที่สุดของร้านขึ้นมากระดกเข้าปากด้วยท่าทางสบายๆ ก่อนหันไปถามเพื่อนอย่างไม่เชื่อกับข่าวที่ได้ยินมา
“แล้วนายล่ะ ได้ข่าวว่าจะแต่งงานสละโสดแล้วนี่หรือว่าพ่อเสือของเราสิ้นลายกลายเป็แมวเหมียวแสนเชื่องแล้วว่ะ” เจสันพูดราวกับเื่สนุกพลางยิ้มมุมปาก ก่อนที่ชายหนุ่มจะกระดกเครื่องดื่มที่ถืออยู่ในมือรวดเดียวหมด
“แต่ฉันว่ายังไง เสือก็ยังเป็เสืออยู่วันยังค่ำนั่นแหละ” เรเวนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ อย่างรู้ทัน เพราะคงไม่มีทางที่เสือร้ายจะกลายร่างเป็แมวได้ด้วยผู้หญิงคนเดียว
“หึหึหึ” เอริคก็ขำกลับคำพูดเพื่อนที่ดูเหมือนจะรู้นิสัยของเขาเป็อย่างดี
“เอา... ดื่ม” เจสันรินเครื่องดื่มส่งให้เอริค ทั้งสามชนแก้วกันก่อนจะดื่มไปคุยไปกับเื่ราวต่างๆ
เอริคที่นั่งดื่มอยู่นั้นแทบไม่ได้สนใจเสียงพูดของเพื่อนสักเท่าไร เพราะตอนนี้สายตาของเขากำลังจองมองดูใครบางคนที่เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มไปมาระหว่างโต๊ะโน่นโต๊ะนี้ด้วยท่าทางคล่องแคล่วอย่างตั้งใจ โดยที่ร่างบางไม่รู้ตัวเลยว่ามีใครกำลังมองการกระทำของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
“นายกำลังมองหนุ่มๆ สาวๆ คนไหนอยู่หรอเพื่อน” เสียงทุ้มของเรเวนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถามขึ้น หลังจากที่เขาได้สังเกตเพื่อนมาสักพักแล้ว
“เปล่า” เอริคปฏิเสธออกไปพร้อมกับสายตาที่หันมาสนในเพื่อนๆ เพราะรู้ว่าเพื่อนเริ่มจับผิดเขามาสักระยะ แต่ร่างสูงก็พยายามทำตัวให้เป็ปกติเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนเื่คุย
“ทำไมครั้งนี้นายมาอยู่นานกว่าปกติ” เอริคถามขึ้น เพราะรู้ดีว่าคนอย่างเรเวนจะไม่ใช้เวลาให้เปล่าประโยชน์ และรู้มาว่าเพื่อนได้เดินทางมาถึงเมื่อหลายวันก่อน แต่พึ่งมาเจอกันวันนี้
“มาเที่ยว” เรเวนตอบสั้นๆ คนที่ฟังถึงกับใและไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“อย่างนายนี่นะ.. มาเที่ยว” เจสันพูดออกอย่างไม่เชื่อหูราวกับเจอสิ่งมหัศจรรย์สิ่งใหม่ของโลก
“ฮ่าฮ่าฮ่า.. ฝนตก ฝนตกหนักแน่ๆ เลยว่ะ คนอย่าง เรเวน ฮาวแลนด์ เ้าพ่อนักธุรกิจบ่อนกาสิโนชื่อดังเอาเวลาอันแสนมีค่ามาเที่ยวนี้น่า” ก่อนจะหันไปถามความเห็นของเพื่อนอีกคน
“นายเชื่อไหมเอริค”
“ฉันก็ไม่เชื่อที่นายบอกหรอก” เอริคพูดออกไปตามที่คิด
“แล้วแต่พวกนายจะคิด” เรเวนหยักไหล่เบาๆ ก่อนที่เขาจะกระดกเครื่องดื่มในแก้วจนหมด เรเวนมองเอริคโดยที่เ้าตัวไปรู้ตัว ก่อนจะยิ้มอย่างมีเล่ห์ในสิ่งที่ตนได้สังเกตเห็น
“เอริค” เ้าของชื่อหันมามองคนพูดด้วยความไม่เข้าใจว่าเรียกตนทำไม
“นายมีเวลามากมานั่งสอดส่อง.. หนุ่มเสิร์ฟ เหรอว่ะ” เรเวนพูดต่อราวกับสิ่งที่เอ่ยขึ้นมาลอยๆ โดยไม่ได้ใส่ใจ เอริคเองก็ใเล็กน้อยไม่คิดว่าเพื่อนจะจับผิดได้เร็วขนาดนี้
“ไหนวะ คนไหนที่นายสนใจว่ะ เอริค” เจสันที่ได้ยินถึงกับหูพรึงพร้อมกับกวาดสายตามองหาเด็กเสิร์ฟทันที
“นายเชื่อเรเวนหรือเปล่า” เอริคหันไปถามเพื่อนที่กำลังมองบรรดาพนักงานเสิร์ฟของร้าน
“เอ่อ... เรเวนแกบอกมาสิ คนไหน” เจสันอ้ำอึ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปถามเพื่อนที่นั่งดื่มเหล้าหน้าตาเฉยด้วยท่าทีสนุก
“มองไปที่สิบนาฬิกา คนนั้นไง” เรเวนพูดลอยด้วยความสบายใจ หลังจากได้บอกตำแหน่งของร่างบางที่กำลังเดินเสิร์ฟเครื่องดื่มอยู่ เจสันที่มองลงไปด้านล่างก็ต้องใกับสิ่งที่เห็น
“ว๊าว.. แม่เ้าเอ่ย...นั้นคนหรือนางฟ้าว่ะ” เจสันมองร่างบางอย่างหลงใหล มีคิดว่าจะได้เจอสิ่งที่สวยงามน่าหลงใหลขนาดนี้
“คงจะเป็นางฟ้าเดินดิน” เสียงเรียบของเรเวนเอ่ยขึ้น สายตาคมมองเพื่อนอย่างไม่ได้ใส่ใจ
“โคตรแจ่มเลยว่ะ หน้าตานี้อย่างกับผู้หญิง ไหนจะร่างที่บอบบางนั้นอีก แค่คิดก็.. อือ ..เสียวแล้วว่ะ” เจสันพูดสาธยายร่างบางโดยไม่รู้ว่ามีสายตาของใครบางคนที่มองมาอย่างไม่พอใจ
“หึหึหึ.. ก่อนที่นายจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ ช่วยหันไปดูหน้าเพื่อนด้วย” เรเวนเตือนเสียงเรียบราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็เื่สนุก
“ขอโทษคร๊าบ อย่าฆ่าผมเลยคร๊าบบบ” เจสันยังคงพูดติดตลก แต่ก็ไม่สามารถทำให้เอริคหัวเราะได้ ร่างสูงยังคงหงุดหงิดพร้อมกับส่งสายตาอาฆาตกลับไปแทนคำตอบ
“ถ้านายสนใจเด็กนั้น ทำไมไม่เรียกผู้จัดการมาคุยล่ะ รู้อยู่แล้วนี่ว่าเด็กเสิร์ฟที่นี่ไม่ได้ทำงานเสิร์ฟอย่างเดียว” เรเวนบอกตามความเป็จริงของโลกใบนี้ ที่พนักงานเสิร์ฟของที่นี่มักจะมีงานเสริมอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำงานนี้ ก่อนที่ชายหนุ่มจะกระดกเหล้าที่อยู่ในแก้วจนหมด
“ฉันก็เห็นด้วยนะ ดูจากสายตาที่นายมอง... ก็พอรู้แล้วว่านายสนใจเด็กคนนั้น” เจสันสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนที่แสดงออกว่าสนใจร่างบางมากแค่ไหน ถ้าจับร่างบางกินได้เพื่อนคงจัดการไปแล้ว สายตาแบบนี้ของเพื่อนที่เขาไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่
“รึว่าพ่อเสือของเราสิ้นลายแล้วจริงๆ ว่ะ ฮ่าฮ่า.. ” เจสันยังพูดกวนประสาทเพื่อนต่อไม่เลิก
“นายอยากจะลองกับหนุ่มเอเชียรึว่ะ” เรเวนถามขึ้น
“เปล่า” เอริคตอบสั้นๆ ถ้าคิดจะลองเขาก็สามารถหาซื้อได้สบาย แต่กับร่างบางนี้เขามีความสนใจที่อธิบายไม่ได้
“ฉันว่าเอริคคงกลัวว่าคู่หมั้นจะรู้ เดี๋ยวเธอก็มาอาละวาดอีกหรอก” เจสันเอ่ยขึ้นกับความเป็จริงที่ได้รับรู้ คู่หมั้นของเพื่อนเป็คุณหนูอารมณ์ร้ายที่ไม่พอใจสิ่งใดก็จะจัดการโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
ครั้งหนึ่งที่คู่หมั้นของเอริคมาอาละวาดหญิงสาวที่เป็คู่ขาของร่างสูง จนคู่ขาของเอริคได้รับาเ็หนักพอสมควร ตอนนั้นร่างสูงโกรธมากที่เธอแสดงกิริยาอย่านั้นออกมา เอริคเกือบจะถอนหมั้นแล้ว แต่เธอได้ขอร้องไม่ให้เขาถอนหมั้นและให้สัญญาว่าจะไม่ยุ่งเื่ส่วนตัวของชายหนุ่มจนกว่าจะแต่งงานกัน
“ฉันยังไม่ได้แต่งงาน เธอก็ไม่มีสิทธิมายุ่งเื่ส่วนตัวของฉัน” เอริคบอกออกไป แต่สมองกับคิดเื่ของร่างบางที่มาทำงานอยู่ที่นี่ หรือว่าร่างบางจะมาทำอาชีพอย่างว่า เพราะส่วนใหญ่พนักงานเสิร์ฟของที่นี่มักจะทำงานอย่างว่าทั้งนั้น
“สรุปว่านายสนใจไหม เดี๋ยวฉันจะบอกผู้จัดการร้านให้” เรเวนถามย้ำเพื่อนอีกครั้ง
“ไม่ล่ะ ขอบใจ” เอริคปฏิเสธความช่วยเหลือ แต่ก็ยังอดมองร่างบางไม่ได้ ร่างสูงคิดว่าที่ร่างบางเข้ามาใกล้ชิดเพื่อหวังเงินทองจากตัวเองเหมือนกับคู่ขาคนอื่นๆ ของเขา
“ฉันถามอะไรนายหน่อยน่ะ” เจสันที่อดสงสัยเื่เพื่อนไม่ได้
“นายแน่ใจแล้วเหรอที่จะแต่งงาน” เจสันถามเพื่อนไปตรงๆ เพราะรู้นิสัยเพื่อนดีว่าไม่ได้รักหญิงสาวคนนั้นเลย
“ก็สมควรจะแต่งได้แล้ว” เอริคหยักไหล่ตอบไม่จริงจังนัก ก่อนที่จะกระดกเหล้าจนหมดแก้ว
“สมควรของแกมันหมายความว่ายังไง” เรเวนถามต่ออย่างสงสัยเช่นเดียวกับเพื่อน
“ความเหมาะสมไง ทั้งฐานะ ชาติตระกูล ความรู้และการศึกษา” เอริคบอกเพื่อนไปอย่างที่ตัวเองคิด เพราะสำหรับเขาคู่ครองคือคนที่จะช่วยเหลือ สนับสนุน และเป็ที่เชิดหน้าชูตาให้กับเขาเท่านั้น
“นายรักเธอเหรอว่ะ” เรเวนถามต่อ เพราะการที่จะเอาชีวิตมาผูกกับผู้หญิงคนเดียวไปแบบนี้ มันไม่คุ้มค่าสำหรับเขาเลย
“เื่นั้นไม่สำคัญ นายก็รู้” เอริคตอบอย่างรู้ความคิดเพื่อน สำหรับเขา ลิเดียร์ คาเรน คือตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
“ฉันว่าแล้ว ว่าอย่างนายจะรักใครเป็” เจสันพูดบอก เพราะรู้ดีว่าเพื่อนไม่เชื่อเื่ความรัก
“ฉันว่าเธอไม่เหมาะกับนาย” เรเวนบอกตรงๆ อย่างที่คิด
“ฉันตัดสินใจไปแล้ว”
สำหรับเอริครักหรือไม่รัก นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ที่เขาคิดคือตัวเองอายุมากขึ้นแล้วควรจะแต่งงานเพื่อมีทายาทมาสานต่อกิจการของตัวเอง
เอริคและเพื่อนๆ ก็อยู่คุยกันจนดึก ก่อนที่เรเวนจะนั่งเครื่องบินส่วนตัวกลับลาสเวกัส เมื่อลูกน้องโทรมาบอกว่าเรือส่งสินค้ามีปัญหา ส่วนเจสันก็ต้องรีบกลับบ้าน เพราะพรุ่งนี้เช้าจะต้องเดินทางไปถ่ายแบบที่เมืองนอก เอริคนั่งฟังเพลงจนร้านปิด เพราะวันนี้ร่างสูงไม่มีอารมณ์ที่จะไปนอนค้างกับคู่ขาคนไหนทั้งนั้น
วันนี้พระพายทำงานที่ผับนี้เป็วันแรก ร่างบางได้รับรู้ว่าที่นี่ใน่เช้าถึงบ่ายสามจะเปิดเป็ร้านอาหาร หลังจากนั้นหกโยงเย็นถึงตีหนึ่งครึ่งจะเปิดเป็ผับ ซึ่งพระพายได้งานใน่เวลาของผับจึงต้องมาเตรียมความพร้อมของร้านก่อนเปิด ร่างบางมาถึงที่ทำงานเร็วจึงได้เจอกับเพื่อนร่วมงานที่มีหลากหลายเชื้อชาติ พระพายก็ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานจนสนิทกันอย่างรวดเร็ว ที่ทำงานเขามีหน้าที่เสิร์ฟเครื่องดื่มเท่านั้น
ผับแห่งนี้ถือเป็สถานที่ท่องเที่ยวสุดหรูแห่งหนึ่ง ภายในผับนั้นจะแบ่งออกเป็สองส่วน ชั้นล่างเป็ผับเปิดสำหรับบุคคลทั่วไป ส่วนชั้นบนจะเป็โซนวีไอพีไว้สำหรับสมาชิกเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ใช้ได้
เมื่อถึงเวลาเปิดภายในผับก็มีเสียงของเพลงที่เปิดไปทั่ว ลูกค้าหลากหลายเชื้อชาติที่เข้ามาเที่ยวเรียกสั่งเครื่องดื่ม มีบางครั้งที่ร่างบางถูกลูกค้าลวนลาม แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากต้องอดทนไว้เท่านั้น พระพายทำงานจนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน
“จะกลับแล้วหรอกพาย” เสียงของชายหนุ่มที่เป็เพื่อนร่วมงานเอ่ยถามขึ้น
“ครับ” พระพายหันไปมองคนถาม
“แล้วจะกลับยังไง” ชายหนุ่มถามต่อ
“พายว่าจะเดินกลับนะ ห้องพักของพายอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นะ” พระพายตอบกลับไป แม้ว่าจะดึกมากแล้วแต่ก็ยังคงมีไฟของท้องถนนที่ยังคงสว่างอยู่
“แต่นี้มันดึกแล้วนะ อันตรายด้วย ให้นิคไปส่งไหม” ร่างสูงบอกด้วยความเป็ห่วง เพราะเพื่อนเป็คนตัวเล็กแถมมีหน้าตาอย่างกับผู้หญิงอีกด้วย แล้วเดินกลับบ้านดึกๆ แบบนี้ คงต้องเกิดอันตรายแน่
“นั้นสิพาย ให้ไอนิคไปส่งเถอะ” เพื่อนร่วมงานอีกคนก็เอ่ยบอก
“ไม่เป็ไรหรอกเกล พายเดินกลับดีกว่า” พระพายบอกอย่างเกรงใจ
“รู้นะว่าเกรงใจ แต่พวกเราทุกคนเป็ห่วงพายนะ ยิ่งตัวเล็กๆ แบบนี้แหละน่าเป็ห่วงที่สุด” เกลบอกต่อ เพราะพระพายเป็คนตัวเล็กที่สุดในกลุ่มพนักงาน แถมยังเป็เด็กใหม่อีกด้วย เกลจึงอดห่วงไม่ได้
“ขอบใจทุกคนมากนะ แต่พายเดินกลับเองดีกว่า” พระพายเอ่ยอย่างซึ้งใจ เพราะทุกคนที่นี่ดีกับเขามาก แม้ว่าพึ่งจะรู้จักกันก็เถอะ
“พายแน่ใจนะ” ร่างสูงของนิคถามย้ำ
“แน่ใจซิ นั้นพายกลับก่อนนะ บ๊ายบาย” พระพายโบกมือลาเพื่อนร่วมงาน
พระพายเดินออกทางประตูหลังของร้าน งานวันนี้ทำให้เขาเหนื่อยมากที่ต้องเดินเสิร์ฟเครื่องดื่ม ไหนจะโดนลูกค้าลวนลามอีก ร่างบางถอดหายใจด้วยความเหนื่อยกับความโชคร้ายนั้น แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่ เมื่อเขาได้เจอเพื่อนใหม่ที่นิสัยดี
พระพายเดินออกจากร้านมาได้ไม่กี่ก้าว เขาก็เริ่มรู้สึกเหมือนมีใครเดินตามมา ร่างบางรีบหับกลับไปมองด้านหลังก็เจอกับชายหนุ่มผิวดำสองคนที่เดินตามมา เมื่อเห็นดังนั้นสมองก็สั่งให้เขาวิ่งหนีทันทีทันใด แต่กลับช้าไปเสียแล้ว เมื่อชายคนหนึ่งได้จับแขนของเขาไว้
“จะรีบไปไหนจ๊ะคนสวย” เสียงของชายหนุ่มผิวดำที่จับแขนร่างบางเอ่ยขึ้น
“ปล่อย.. ปล่อยผมนะ พวกคุณเป็ใคร มาจับผมทำไม” พระพายเอ่ยถามด้วยความรู้สึกกลัว เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเขา แต่ครั้งนั้นยังโชคดีที่มีคนมาช่วย แต่ครั้งนี้ล่ะจะมีใครมาช่วยเขาบ้าง
“พวกพี่เป็ใครหรอก” ชายหนุ่มผิวดำที่จับแขนร่างบางหันไปมองเพื่อนที่มาด้วยกัน
“พวกพี่ก็กำลังจะเป็ผัวน้องยังไงล่ะ” ชายหนุ่มอีกคนก็ตอบแทนเพื่อน
“ไม่.. ไม่นะ ปล่อยนะ ปะ.. อือ..” พระพายได้ฟังก็ใ ร่างบางจึงร้องะโขอความช่วยเหลือ แต่ก็ถูกมือหนาของชายหนุ่มปิดปากเอาไวเสียก่อน
“เฮ้ย.. มึงนะยืนบื้ออยู่ได้ เอาสเปรย์นั้นมาพ่นใส่หน้ามันสิ” ชายหนุ่มผิวดำที่ปิดปากร่างบางก็เอ่ยบอกเพื่อน ชายหนุ่มอีกคนจึงลวงกระเป๋ากางเกงเอาสเปรย์ออกมาพ่นใส่ร่างบาง
พระพายที่โดยพ่นสเปรย์ใส่ก็เริ่มรู้สึกง่วงนอน เขาพยายามฝืนตัวดิ้นไปมาแต่กลับไร้เรี่ยวแรง ไม่นานสติของร่างบางก็ค่อยๆ ดับหายไปจนไม่รู้สึกตัว พระพายไม่รู้ว่าตื่นมาเขาจะเจอกับอะไรบ้าง