บทที่40
ต้องการหาเงิน
หลังจากไล่สายตาอ่านข้อมูลทั้งหมดจนจบ
หยุนโม่ก็เอนตัวพิงแผ่นหลังไปด้านหลังเล็กน้อยแล้วบิดเอวขับไล่ความเมื่อยล้าที่สะสมอยู่
เสียงกระดูกลั่นเบา ๆ ดังเป็นระยะ พลางลมหายใจแผ่วทอดออกจากริมฝีปาก
เขากระตุกมุมปากยิ้มบาง ๆสะท้อนถึงแผนการใหม่ที่ผุดขึ้นในหัว
“เอาล่ะ...แผนการต่อไปก็คงต้องหาเงินก่อนเป็นอันดับแรก”
เขาพึมพำเบาๆแต่แฝงด้วยความหนักแน่นในถ้อยคำ
ปลายนิ้วขยับเบาๆคล้ายสัมผัสภาพในความคิดที่กำลังประกอบขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่าง
แม้เขาจะมีเทคโนโลยีและความรู้จากโลกเดิม
แม้จะมีศักยภาพในการสร้างอาวุธและสิ่งประดิษฐ์ที่แม้แต่ผู้ฝึกตนยังต้องหวาดเกรง
แต่ในโลกใบนี้โลกของผู้ฝึกตนทุกสิ่งล้วนขับเคลื่อนด้วย พลัง และ เงินตรา
โดยเฉพาะวัตถุดิบชั้นสูงที่ใช้ในการสร้างอาวุธหุ่นยนต์ หรือชุดเกราะระดับสูง ล้วนแล้วแต่ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาล
หินวิญญาณ โอสถ อักขระ ยันต์ค่ายกลวัตถุแร่แปลกประหลาด... ทุกอย่างต้องใช้เงิน!
และเงินในโลกนี้ไม่อาจหาได้ง่ายดายนักโดยเฉพาะสำหรับปุถุชนเช่นเขา
ยิ่งเป็นโลกของผู้ฝึกตนยิ่งต้องรู้จัก “ซื้อใจ” และ “ซื้ออำนาจ” ผ่านช่องทางการค้าและผลประโยชน์
หยุนโม่ลุกขึ้นจากโขดหินตรงหน้าปากถ้ำก้าวเดินไปยังโต๊ะเหล็กที่อยู่ด้านในบนมันมีของวางกระจัดกระจายด้วยเครื่องมือและชิ้นส่วนสิ่งประดิษฐ์
สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่วัตถุทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นเด็ก
พื้นผิวเรียบสนิทแวววาวรอยแกะสลักอักขระพรั่งพรายทั่วทั้งลูกแก้วรอยอักขระพวกนั้นมันก็ไม่ได้แตกต่างจากวงจรไฟฟ้ามันทำงานในรูปแบบเดียวกันคือเป็นเส้นทางการขับเคลื่อนของพลังงานอย่างปราณวิญญาณ
มันคือ ลูกแก้วพลังปราณป้องกันอุปกรณ์ที่เขาพัฒนาขึ้นเองจากความรู้เดิมผสานกับปราณวิญญาณของโลกใบนี้
มันก็เหมือนกำไลของเขาแต่แน่นอนว่ามันใช้ได้เพียงครั้งเดียวไม่เหมือนกับกำไลของเขาที่ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อกระตุ้นใช้งาน มันสามารถสร้าง โล่ปราณพลังป้องกันสูงได้ทันที ครอบคลุมพื้นที่รอบตัวเป็นโดมขนาดเล็กป้องกันได้แม้กระทั่งการโจมตีจากผู้ฝึกตนระดับหลอมกายาขั้นกลาง
และหากใช้ในเวลาคับขันเช่นการหลบหนีจากสัตว์อสูรหรือการประลองเดิมพันชีวิต มันคือสิ่งที่เรียกได้ว่าเครื่องรางช่วยชีวิตชั้นดี
หยุนโม่ใช้นิ้วลูบผ่านผิวของลูกแก้วช้าๆ
“หากนำสิ่งนี้ไปขายในเมืองอวี้หยาง...”
เขาพึมพำเสียงแผ่วแต่มุมปากกลับยกยิ้มเล็กน้อย
“ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ต้องสนใจแน่นอนโดยเฉพาะพวกผู้ฝึกตนที่เอาชีวิตไปเสี่ยงตายในป่าอสูรทุกวัน...”
“สิ่งของที่ช่วยให้มีโอกาสรอดเพิ่มขึ้นต่อให้แพงเท่าใดพวกมันก็ยอมจ่าย”
เขาพยักหน้าอย่างพอใจขณะที่โนวาปรากฏตัวเคียงข้างอีกครั้ง
“นายท่านขอรับหากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของลูกแก้วนี้อีกเล็กน้อย อาจจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบระดับสูงเป็นหลักวัตถุดิบเพิ่มเติม”
เสียงรายงานของโนวาทำให้หยุนโม่ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้น
“นั่นแหละ...มันก็ต้องใช้เงินนั่นเอง”
เขาก้าวถอยหลังเล็กน้อยยืนกอดอกประเมินสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดที่วางเรียงรายบนโต๊ะ
“ช่วยไม่ได้...ถ้าอยากพัฒนาเทคโนโลยีไปอีกขั้นก็ต้องหาเงิน...เยอะ ๆ”
หยุนโม่หันกายมองไปทางเมืองอวี้หยางที่อยู่ห่างไกลสุดสายตาเหมือนว่าเขาจะต้องเข้าไปในเมืองรวดเร็วกว่าที่คิด
…
วันที่สิบสี่
หลังจากที่หยุนโม่เหยียบย่างมายังโลกแห่งการฝึกตนแห่งนี้
แผนการเดิมที่เขาคิดไว้ว่าจะหลบซ่อนรอให้คลื่นลมในเมืองอวี้หยางสงบลงเสียก่อนกลับถูกเขาปัดทิ้งไปอย่างง่ายดาย
แทนที่ด้วยความคิดใหม่ทดสอบศักยภาพของสิ่งประดิษฐ์ และทดสอบ "ตลาด"ของโลกใบนี้เสียเลย!
ลูกแก้วปราณป้องกันที่เขาใช้เวลาสร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจไม่อาจปล่อยให้นอนนิ่งอยู่ในห้องเก็บของอีกต่อไป
หยุนโม่ต้องการคำตอบว่ามันจะทำเงินให้เขาได้มากเพียงใดและจะเขย่าความอยากได้อยากมีในใจผู้ฝึกตนระดับไหนได้บ้าง
ดังนั้น ในเช้าวันที่สิบสี่เขาจึงออกเดินทางจากถ้ำลับในป่า
ลัดเลาะไปตามเส้นทางที่เขาคุ้นชินหลังจากสำรวจเส้นทางมาไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง
สองข้างทางเงียบสงบมีเพียงเสียงนกร้องและสายลมพัดแผ่วผ่านยอดไม้
และไม่นานนัก
กำแพงเมืองอวี้หยาง ก็ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า
ตัวกำแพงสูงใหญ่สีเทาเข้มดูเก่าแก่แต่ยังคงแข็งแกร่ง
ยอดป้อมยามตั้งเรียงรายตามระยะห่างเท่ากันอย่างมีระเบียบ
แม้จะเป็นเพียงเมืองเล็กๆเมื่อเทียบกับมหานครในแผ่นดินใหญ่ แต่กำแพงแห่งนี้ก็ยังสูงใหญ่อยู่ดี
ประตูเมืองทิศใต้ เปิดกว้าง
เบื้องหน้าเต็มไปด้วยฝูงชนที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
มีทั้งรถลากบรรทุกสินค้าคาราวานพ่อค้า พวกเร่ขายสมุนไพร และสามัญชนจากหมู่บ้านโดยรอบที่เดินทางเข้ามาในเมืองเพื่อค้าขายหรือหาเลี้ยงชีพ
เสียงพูดคุยเสียงต่อรองราคาคลอไปกับเสียงเกวียนและเสียงฝีเท้าเหล่านี้ผสมผสานกันจนเกิดเป็นความคึกคักที่แตกต่างจากส่วนอื่นของแผ่นดิน
ทว่าหากสังเกตให้ดี... ผู้ฝึกตนที่เดินผ่านประตูเมืองไปมากลับมีไม่ถึงสิบในร้อย
เมืองอวี้หยางแม้จะเป็นเมืองผู้ฝึกตน แต่คนธรรมดายังคงเป็นพื้นฐานของการดำรงอยู่
สายตาหยุนโม่ไล่มองผู้คนเหล่านั้นผ่านหน้ากากเหล็กไร้อารมณ์
เขาสวมอาภรณ์คลุมยาวสีเทาหม่น
ผ้าคลุมปกปิดรูปร่างจนไม่อาจดูออกว่าภายในเป็นบุรุษหรือสตรีสูงหรือต่ำ
หน้ากากเหล็กเต็มใบ ที่ครอบคลุมตั้งแต่หน้าผากจรดปลายคางสลักลายกลไกและอักขระจาง ๆ ปกปิดทุกสิ่งเว้นเพียงดวงตาคมกล้าที่เผยออกมา
ยามเขาก้าวเดินผ่านฝูงชนมีคนหันมองบ้างเล็กน้อย แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับนักรบรับจ้างหรือเร่ร่อนผู้เร้นกายในโลกของผู้ฝึกตนทั่วไปพวกเขาจึงไม่ใส่ใจมากนัก
หยุนโม่ไม่รีรอ เขาเดินตรงไปยัง เขตทิศเหนือของเมืองอวี้หยาง
ที่นั่นคือ ตลาดผู้ฝึกตน
เขตพื้นที่ที่เปิดรับแต่ผู้มีพลังปราณวิญญาณหรือผู้ที่ค้าขายของวิเศษเท่านั้น
บรรยากาศภายในแตกต่างจากตลาดสามัญชนโดยสิ้นเชิง
คึกคัก...แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันบางเบา
สายตาของผู้คนในที่แห่งนี้มีแต่ความระแวดระวังและความอยากได้
สินค้าที่วางขายมีทั้งโอสถ ยาเม็ดยันต์วิญญาณ อาวุธระดับต่ำยันอาวุธวิญญาณรวมถึงสัตว์อสูรและของวิเศษที่ดูแปลกประหลาด
“นี่คือตลาดของผู้ฝึกตนสินะ”