ในขณะนั้นเองภายในห้องฝึกฝนระดับเจี่ยไป๋ฉางเซิงรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังจะขาดใจตายอยู่ที่นี่
คำว่า‘ลงกระทะทองแดง’ ที่เจียงจืออวี๋เคยบอกไว้นั้นไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด
ไม่สิความเจ็บปวดที่เขาได้รับอยู่ในตอนนี้ มันรุนแรงยิ่งกว่าการลงกระทะทองแดงเสียอีก
จุดเดือดของน้ำมันอย่างมากก็แค่สามร้อยกว่าองศาอุณหภูมิระดับนั้นสำหรับไป๋ฉางเซิงที่มีเกล็ดมังกรปกป้องถือว่าไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงที่จะทนได้
แต่ตอนนี้ยาเลือดมังกรบริสุทธิ์กลับทำให้เลือดในกายของเขาร้อนระอุยิ่งกว่าน้ำมันเดือด!
แถมความร้อนนี้ไม่ได้แผ่จากภายนอกสู่ภายในแต่มาจากภายในสู่ภายนอก
ไม่มีเกล็ดมังกรคอยป้องกันเลือดที่เดือดพล่านไหลเวียนไปทั่วร่าง ซอกซอนไปทุกรูขุมขนอย่างไม่ละเว้น
ความรู้สึกที่ตามมาคือไป๋ฉางเซิงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกหั่นเป็นหมื่นๆ ชิ้นในเวลาเดียวกันแล้วเอาไปย่างไฟซ้ำอีก
ความเจ็บปวดรุนแรงบีบให้เขาต้องดิ้นพล่านอย่างบ้าคลั่งหวังจะพังข้าวของเพื่อระบายความทรมานนี้ให้เบาลง
แต่เห็นได้ชัดว่าการดิ้นรนไม่ได้ช่วยอะไรเลยสิ่งเดียวที่ทำได้คือรอให้ฤทธิ์ยาหมดไปเพื่อให้การกระตุ้นสายเลือดมังกรเสร็จสมบูรณ์
คราวนี้เป็นไงล่ะจากสัตว์เลือดเย็นกลายเป็นสัตว์เลือดร้อนไปเสียแล้ว
เจียงจืออวี๋ที่ยืนดูอยู่ข้างๆเห็นไป๋ฉางเซิงทรมานขนาดนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นพลางร้องบอก“พยายามเบี่ยงเบนความสนใจ โคจรพลังจิตเร็ว!”
ไป๋ฉางเซิงไม่ได้ยินเสียงของเจียงจืออวี๋ด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย ทำให้เขาหูอื้อจนไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว
แต่เขาก็ยังทำตามสัญชาตญาณลึกๆฝืนดึงพลังจิตออกมาเพื่อปิดกั้นประสาทสัมผัสทั้งห้าจากนั้นก็ทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการควบคุมการไหลเวียนของพลังจิต
จะว่าไปพอปิดกั้นการรับรู้ทางร่างกายส่วนใหญ่ ความเจ็บปวดรุนแรงนั้นก็เบาบางลงไปเยอะอย่างน้อยเทียบกับสภาพปางตายเมื่อกี้ ก็ถือว่าดีขึ้นมาก
สภาวะนี้ดำเนินต่อไปนานถึงครึ่งชั่วโมงความเจ็บปวดจึงค่อยๆ เลือนหายไป ไป๋ฉางเซิงรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว เหงื่อไหลโชกแถมยังเหนียวเหนอะหนะไม่สบายตัวสุดๆ
พอมองดูก็พบว่าตามร่างกายมีเมือกสีเหลืองอ่อนเคลือบอยู่บางๆ แถมยังส่งกลิ่นเหม็นอ่อนๆออกมา เหมือนกับในนิยายที่บรรยายตอนชำระล้างไขกระดูกผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นขับของเสียออกจากร่างกายไม่มีผิด
“นั่นคือสิ่งสกปรกจากเลือดและส่วนต่างๆ ของร่างกายนายแต่เพราะก่อนหน้านี้นายเคยได้รับการชำระล้างด้วยไขกระดูกหยกเลือดมังกรมาแล้วของเสียพวกนี้เลยมีไม่มากนัก”
พูดจบเจียงจืออวี๋ก็ผลักประตูโลหะผสมในห้องฝึกฝนออกเผยให้เห็นห้องด้านในที่ตกแต่งเหมือนห้องน้ำ
“ไปล้างตัวซะ ฉันจะออกไปรอข้างนอก”
เรื่องอาบน้ำแน่นอนว่าไม่ต้องให้เจียงจืออวี๋มาจัดการแทนถ้าเป็นช่วงแรกที่เพิ่งซื้อมาก็ว่าไปอย่าง แต่ตอนนี้ไป๋ฉางเซิงโตขึ้นมากแล้วย่อมไม่เหมาะสม
จะพูดยังไงดี...‘ลูกชายโตแล้วควรเลี่ยงแม่’? ไม่สิ ‘คนกับสัตว์อสูรทางใครทางมัน’? ก็ไม่ใช่อีกเอาเป็นว่ามันสื่อความหมายประมาณนั้นแหละ
เมื่อเจียงจืออวี๋ออกไปไป๋ฉางเซิงก็เข้าไปในห้องน้ำ เปิดฝักบัวล้างเมือกเหนียวๆ ตามตัวออกทันที
“เสร็จแล้วเหรอ?”
คณบดีเฉียนนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานท่าทางเหมือนกำลังเปิดดูเอกสารแต่ความกังวลในแววตาบ่งบอกชัดเจนว่าใจเขาไม่อยู่ที่กระดาษพวกนั้นเลย
บอกตามตรงเขากลัวว่าไป๋ฉางเซิงจะทนความเจ็บปวดจากเลือดเดือดพล่านไม่ไหวหลายครั้งที่อยากจะเข้าไปดูแต่ก็ต้องยับยั้งชั่งใจไว้
แต่โชคดีที่ตอนนี้เสียงเงียบลงแล้วและเจียงจืออวี๋ก็เดินออกมาพอดี
เมื่อเห็นคณบดีเฉียนถามเจียงจืออวี๋จึงพยักหน้าตอบ
“ถึงตอนทำจะเจ็บปวดไปบ้าง แต่โชคดีที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีค่ะ”
“เพียงแต่ว่า... ห้องฝึกฝนนี้อาจจะ...”
เจียงจืออวี๋ประเมินพลังทำลายล้างของไป๋ฉางเซิงตอนสติแตกเพราะความเจ็บปวดต่ำไปภายในห้องฝึกฝนที่สร้างจากโลหะผสมตอนนี้ข้าวของและการตกแต่งถูกพังจนเละเทะไม่เหลือชิ้นดี
แม้แต่ค่ายกลรวบรวมปราณที่สลักไว้บนผนังก็โดนไป๋ฉางเซิงทำลายไปบางส่วนจนสูญเสียประสิทธิภาพเดิมไปและต้องได้รับการซ่อมแซมครั้งใหญ่
แต่คณบดีเฉียนกลับไม่มีท่าทีเสียดายเลยสักนิดเขาแค่โบกมือปัดแล้วบอกว่า “ช่างมันเถอะยังไงฉันก็ไม่ค่อยได้ใช้อยู่แล้ว แถมของพวกนี้ก็เก่าหลายปีแล้วเดิมทีฉันก็กะจะออกแบบตกแต่งใหม่หมดอยู่แล้ว พังไปก็ดีเหมือนกัน”
“เดี๋ยวฉันจะจ้างคนมาลงค่ายกลรวบรวมปราณระดับที่สูงขึ้นให้ต่อไปเธอก็มาฝึกที่นี่ได้เลย ความเร็วในการฝึกก็น่าจะเพิ่มขึ้นอีกเยอะ”
สำหรับนักศึกษาทั่วไปค่ายกลรวบรวมปราณระดับอี่ก็ถือว่าพอแล้วขนาดนักศึกษาปีหนึ่งส่วนใหญ่ตอนนี้ก็ยังใช้ระดับปิงกันอยู่เลย
แต่สำหรับเจียงจืออวี๋ค่ายกลระดับเจี่ย ถือว่าแค่ ‘พอดี’ เท่านั้น แถมยังเป็นความพอดีก่อนที่เธอจะเปิดทะเลปราณแห่งที่สองด้วยซ้ำ
ตอนนี้พอทะเลปราณแห่งที่สองเปิดออกปริมาณปราณวิญญาณที่เธอต้องดูดซับในแต่ละวันก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวห้องฝึกฝนระดับเจี่ยก็เริ่มจะตามไม่ทันความต้องการของเธอแล้ว
แต่นี่คือระดับสูงสุดที่สุ่ยมู่มีให้นักศึกษาถ้าอยากได้ระดับที่สูงกว่านี้ ต้องเชิญปรมาจารย์ด้านค่ายกลมาทำขึ้นเป็นพิเศษ
ซึ่งค่าใช้จ่ายแค่ค่ายกลรวบรวมปราณอย่างเดียวอาจสูงถึงหลายสิบล้าน
ก่อนหน้านี้เจียงจืออวี๋ยังลังเลว่าจะยอมควักเงินทุนที่เหลืออยู่มาทำให้ตัวเองสักที่หนึ่งดีไหมแต่พอได้ยินคณบดีเฉียนพูดแบบนี้ ดูเหมือนเธอจะไม่ต้องลงมือเองแล้ว
ส่วนเรื่องที่ว่าเจียงจืออวี๋มาคลุกตัวอยู่ในห้องฝึกฝนของเขานานๆจะถูกนินทาไหมนั้น คณบดีเฉียนก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยคิด
ถ้าจำเป็นจริงๆ...เขาย้ายออกไปก็ได้นะ
อืม...ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการเติบโตของเจียงจืออวี๋!
แน่นอนว่าเจียงจืออวี๋ไม่รู้เลยว่าคณบดีเฉียนคิดไปไกลขนาดนั้นแถมยังคิดทางออกไว้เสร็จสรรพ
หลังจากคุยเรื่องทิศทางการพัฒนาไป๋ฉางเซิงในอนาคตกับคณบดีเฉียนแล้วเธอก็หยิบบันทึกภาพอสูรร้ายออกมาอีกครั้ง
“เสี่ยวไป๋บอกว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้มัน เพราะงั้นบันทึกภาพอสูรร้ายม้วนนี้คงต้องรบกวนอาจารย์ช่วยเอาไปขายให้อีกรอบนะคะ”
คณบดีเฉียนไม่ได้ขัดข้องของแบบนี้ไม่เคยขาดตลาด ต่อให้ขายไม่ออก เขาเก็บไว้สะสมเองก็ไม่มีปัญหา
เขานึกอยากจะถามว่าทำไมไป๋ฉางเซิงถึงปฏิเสธแต่ดันมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นซะก่อน
“ฮัลโหล ใครครับ?”
คณบดีเฉียนพับเอกสารในมือแล้วรับสาย
“คณบดีเฉียนครับ ผมเสี่ยวหลี่จากประตูทิศใต้ครับ”
“มีเรื่องอะไร?”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนนี้เขารู้จักดี
ตอนประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกครั้งก่อนมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประตูทิศใต้ทำพลาดจนคนทะลักเข้ามาในสุ่ยมู่เกือบจะเหยียบกันตาย
หลังจากนั้นคณบดีจี้ก็ทำตามคำพูดไล่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนนั้นออกไปในวันนั้นเลย
รปภ.คนปัจจุบันนี้คือคนที่เขาดึงมาจากบริษัทของตัวเอง เป็นคนซื่อสัตย์ พูดน้อย
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่อ้อมค้อมรีบเข้าประเด็นทันที
“เรื่องเป็นอย่างนี้ครับคณบดีเมื่อเช้านี้มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาที่ประตูทิศใต้บอกว่าต้องการพบคุณซินซวงกับคุณจางสิงครับ”
“ผมไม่ได้ให้เธอเข้ามา แต่ก็ช่วยติดต่อคุณซินซวงให้แล้ว”
“แต่พอคุณซินซวงมาถึงพวกเขากลับบอกว่าเรื่องนี้ต้องให้คุณเจียงจืออวี๋เป็นคนออกมาจัดการเอง”
“พวกเขาโทรหาคุณเจียงแล้ว แต่คุณเจียงไม่ได้รับสายครับ”
“ท่านเคยสั่งไว้ว่าถ้ามีเรื่องอะไรเกี่ยวกับคุณเจียงจืออวี๋ให้แจ้งท่านทราบทันทีผมก็เลยโทรมาแจ้งนี่แหละครับ”
ต้องให้เจียงจืออวี๋เป็นคนออกไปจัดการเองเหรอ?
เจียงจืออวี๋ก้มมองกำไลรบของตัวเองก็พบว่ามีสายที่ไม่ได้รับจากซินซวงและจางสิงอยู่หลายสายจริงๆคงเป็นเพราะเสียงดังโครมครามจากไป๋ฉางเซิงเมื่อกี้มันดังจนกลบเสียงเรียกเข้าหมด
เจียงจืออวี๋ไม่ได้โทรกลับแต่พาไป๋ฉางเซิงที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ บอกลาคณบดีเฉียนแล้วเดินออกจากหอเฮ่าชี่ไป
ตลอดทางจนถึงประตูทิศใต้ของสุ่ยมู่เมื่อมองเห็นร่างของเด็กสาวที่ดูผอมบางอยู่ไกลๆ คิ้วของเจียงจืออวี๋ก็ขมวดแน่นลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างผุดขึ้นมาในใจของเธอทันที