เจ้าสำนักไม่ได้อยู่ที่นี่นานและออกเดินทางโดยใช้เส้นทางอื่นแทนในเมื่ออีกฝ่ายรู้เส้นทางเดิมแล้วก็ไม่อาจใช้เส้นทางเดิมได้ไม่แน่อีกฝ่ายอาจจะซุ่มโจมตีอีกครั้ง
แต่หลังจากพวกหลิงหยวนจากไปได้สักพักคนของหานอีก็มาถึงเพราะขาดการติดต่อจากคนของสำนักซือหม่าไปนานจึงเกิดความสงสัย
“นี่มันเรื่องอะไรกันเหตุใดทะเลแห่งนี้ถึงกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด” ชายชุดดำที่มาถึงเผยแววตาหวาดกลัวมองไปยังทุ่งน้ำแข็งที่เปลี่ยนจากทะเลอันกว้างขวางด้วยแววตาเหม่อลอยต่อให้เป็นยอดฝีมือของเขตเทพแปลงก็ทำเรื่องนี้ไม่ได้แม้แต่ขอบเขตฝ่าเคราะห์เองก็ทำไม่ได้เช่นกัน
“นั่นดูนั่น คนของสำนักปู้ซืออยู่ในน้ำแข็งเหล่านั้น”
“รีบช่วยพวกเขาออกมาเร็ว”คนชุดดำพากันโจมตีออกไปแต่พริบตาที่น้ำแข็งถูกโจมตีร่างของพวกคนที่ติดอยู่ในน้ำแข็งก็แตกสลายไปพร้อมกับน้ำแข็งเหล่านี้นี่ทำให้พวกเขายิ่งหวาดกลัวเข้าไปอีก
“พวกเราจะทำยังไงดีดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ง่ายเสียแล้วสำนักอวี้ฮวาคงไม่ใช่ว่ามีเซียนอยู่เบื้องหลังจริงๆหรอกนะ”
“ได้ยินว่าบนแดนเซียนมีเซียนจากสำนักอวี้ฮวาไม่กี่คนแต่คนพวกนั้นกลับไม่ธรรมดาหรือว่าหนึ่งในนั้นแอบลงมาจากแดนเซียนอย่างลับๆ”
“ไม่ว่าอย่างไรก็ควรกลับไปรายงานท่านหานอีก่อนเกรงว่าตอนนี้คนของสำนักอวี้ฮวาน่าจะเดินทางไปยังงานประชันร้อยสำนักแล้ว”คนชุดดำกล่าวขึ้นก่อนจะพากันแยกย้าย
น้ำแข็งที่หลิงหยวนสร้างไม่ได้ละลายหายไปแต่ยังคงอยู่เช่นนี้ไปอีกนานเปลี่ยนสภาพอากาศรอบๆให้กลายเป็นหนาวเหน็บจนผู้คนที่ผ่านเข้ามาไม่กล้าเข้าใกล้และต้องอ้อมผ่านเส้นทางนี้
“ศิษย์พี่รองวิชายันต์ที่ท่านใช้คือสิ่งใดข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” เหยาอวิ้นกล่าวด้วยแววตาเป็นประกายพลังที่หลิงหยวนสำแดงออกมาทรงพลังมากจริงๆ
“เป็นหนึ่งในวิชายันต์ที่ข้าศึกษาจากตำรายันต์ที่อาจารย์มอบให้น่าเสียดายที่ยังขาดความหมายบางอย่างไป” หลิงหยวนกล่าว
“ความหมายบางอย่าง????”พวกไป๋ซวีเผยสีหน้าไม่เข้าใจออกมา
“ข้าไม่เคยเห็นวิหคเหมันต์ตัวจริงมาก่อนทำให้ไม่อาจสำแดงพลังที่แท้จริงของยันต์วิหคเหมันต์ออกมาได้เหมือนกับยันต์มังกรเพลิงข้าเองก็ไม่เคยเห็นมังกรเพลิงมาก่อนดังนั้นข้าจึงคิดว่าสักวันข้าจะต้องออกตามหาตัวตนเหล่านี้เพื่อทำความเข้าใจถึงกับพลังของพวกมันให้ได้”หลิงหยวนยิ้มออกมาแววตาเผยความตื่นเต้น
“ศิษย์น้องอยากจะออกท่องยุทธภพงั้นเหรอ”หนานเว่ยกล่าว
“อืมข้าคิดเอาไว้แล้วว่ารอหลังจากจบการประชันร้อยสำนักและจัดการเรื่องราวต่างๆในแคว้นต้าสุ่ยเสร็จข้าจะออกเดินทางไปทั่วแดนมนุษย์สักครั้งเพื่อสะสมประสบการณ์”หลิงหยวนกล่าว
“ศิษย์หลานหลิงคิดถูกแล้วการฝึกฝนหากเอาแต่อยู่ในสำนักก็ยากจะก้าวหน้าจำเป็นต้องออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างเพื่อสั่งสมประสบการณ์และความรู้”เจ้าสำนักกล่าว
“ก็จริงข้าเองก็ออกไปทำภารกิจด้านนอกหลายครั้งเพื่อสะสมประสมการณ์พลังถึงรุดหน้าเร็วขึ้น”หนานเว่ยกล่าว
“เช่นนั้นข้าก็จะไปด้วยข้าเองก็อยากท่องยุทธภพเหมือนกัน” เหยาอวิ้นกล่าว
“เจ้านะรอให้รากฐานมั่นคงกว่านี้ก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องนี้”หนานเว่ยยิ้ม
“เรื่องในอนาคตพวกเจ้าค่อยตัดสินใจทีหลังตอนนี้พักผ่อนเถอะอีกสามวันพวกเราจะแวะพักที่แคว้นต้าโจวที่อยู่ในอาณาเขตของสำนักสายธารที่อยู่ในอาณาเขตของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวี่ยนเต้า”เจ้าสำนักกล่าว
“แดนศักดิ์สิทธิ์เสวี่ยนเต้า”หลิงหยวนเคยได้ยินชื่อนี้แต่ไม่ค่อยมีข้อมูลของอีกฝ่ายมากนัก
“แดนศักดิ์สิทธิ์เสวี่ยนเต้าคือศัตรูที่เจ้าจะต้องเผชิญหน้าในสักวันเพราะแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นคนที่ปฏิเสธวิชากลไกที่เจ้ากำลังศึกษาอยู่มากที่สุด”เจ้าสำนักเผยสีหน้าจริงจัง
“เพราะอะไร”หลิงหยวนเผยแววตาสงสัย
“หากมนุษย์ธรรมดามีวิชากลไกพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ฝึกตนถึงตอนนั้นทรัพยากรและแรงงานที่พวกผู้ฝึกตนต้องการจะหาได้จากที่ไหนกันละ”เจ้าสำนักกล่าว
“พวกเขาเลี้ยงมนุษย์ธรรมดาเลี้ยงชาวบ้านไว้เพื่อใช้งานงั้นเหรอ นี่ไม่ต่างจากการที่มนุษย์เลี้ยงปศุสัตว์เลยนะ”หลิงหยวนเผยความไม่ชอบใจออกมา
“ใช่แล้วเพราะแนวคิดนี้ทำให้สักวันเจ้าและพวกเขาต้องต่อสู้กันอย่างแน่นอนดังนั้นเจ้าจะต้องจำไว้ให้ขึ้นใจและระวังตัวเอาไว้” เจ้าสำนักกล่าวเตือน
“ศัตรูของพวกเรามากเลยจริงๆทั้งแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่อีและแดนศักดิ์สิทธิ์เสวี่ยนเต้า” เหยาอวิ้นกล่าว
“โชคดีที่ท่านอาจารย์มีเส้นสายในแดนศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือทำให้อย่างน้อยก็มีแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งอยู่ฝ่ายพวกเรา”หนานเว่ยกล่าว
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยงั้นเหรอหากเป็นเช่นนี้จริงแรงกดดันที่พวกเราได้รับก็จะลดลงอย่างมาก” เจ้าสำนักถอนหายใจ
ทางด้านหานอีหลังจากได้รับรายงานจากลูกน้องของตนสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปนางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนของสำนักปู้ซือจะถูกแช่แข็งไปจนหมดหานอีหรี่ตาลงแต่นางไม่เชื่อว่าเซียนจากสำนักอวี้ฮวาบนแดนเซียนจะเป็นผู้ลงมือเพราะแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่อีสามารถติดต่อคนจากแดนเซียนได้และรู้ว่าเซียนอวี้ฮวาทั้งหมดยังอยู่บนแดนเซียน
“เป็นใครกันแน่ที่ลงมือแล้วเหตุใดถึงช่วยเหลือสำนักอวี้ฮวากันหรือว่าจะเกี่ยวข้องกับผู้ลึกลับที่ลงมือโจมตีแดนปีศาจและแดนมารเมื่อเร็วๆนี้”หานอี้เผยสีหน้ามืดมนนางลังเลว่าควรจะรายงานกลับไปดีหรือไม่แต่หากรายงานไปแล้วทางเบื้องบนสั่งยกเลิกแผนการนางก็อดที่จะได้ตัวหลิงหยวนมา
“ไม่ได้ข้าจะไม่ยอมให้แผนการล้มเหลวอีกครั้งในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็จะต้องทำทุกอย่างให้ได้ตัวเขามา” หานอีมองไปยังมิติลับที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้สำนักทั้ง100 ประชันกันด้านใน
แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่อีมีสมบัติที่มีมิติขนาดใหญ่อยู่ภายในซึ่งด้านในมีนักโทษจากเผ่ามารและปีศาจอาศัยอยู่งานประชันร้อยสำนักนั้นคือการให้ตัวแทนของแต่ละสำนักเข้าไปเพื่อสังหารเผ่าปีศาจและเผ่ามารด้านในซึ่งบนตัวของนักโทษเหล่านั้นจะมีป้ายคะแนนอยู่หากฝ่ายไหนสักหารได้มากสุดก็จะได้รับอันดับหนึ่งไปแน่นอนว่านอกจากการสังหารนักโทษด้านในแล้วยังมีการต่อสู้แย่งชิงกันอีกด้วย
“ส่งคำสั่งของข้าให้พวกนักโทษเหล่านั้นซะบอกพวกมันไปว่าหากใครสังหารศิษย์ของสำนักอวี้ฮวาได้ข้าจะละเว้นโทษตายและปล่อยพวกมันไปส่วนเด็กคนนี้ห้ามทำร้ายเขา” หานอีกล่าว
“แบบนั้นมันหากแดนศักดิ์สิทธิ์อีกสองแห่งรู้อาจจะไม่พอใจได้” คนรับใช้กล่าว
“ก็อย่าทำให้พวกมันรู้ตัวก็พออีกอย่างแค่สำนักเล็กๆพวกนั้นไม่สนใจหรอก” หานอีกล่าว
“เช่นนั้นข้าจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้”
หานอีเผยแววตาอันบ้าคลั่งเมื่อมองรูปภาพของหลิงหยวนนางในตอนนี้กลายเป็นยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอกของหลิงหยวนจนไม่อาจถอนตัวได้ทำให้จิตใจของนางเริ่มบิดเบี้ยวอย่างช้าๆ
ทางด้านพวกหลิงหยวนหลังจากมาถึงเมืองแห่งหนึ่งก็ได้พักผ่อนเพราะการเดินทางนานหลายวันค่อนข้างทำให้ผู้อาวุโสทั้งสองทำงานหนักจนเกินไป
“ที่นี่คืออาณาเขตของสำนักสายธารเพราะงั้นก็ระวังการกระทำด้วย”เจ้าสำนักกล่าวเตือนพวกหลิงหยวนที่จะไปเดินเล่นรอบๆเมือง
“พวกเราจะระวังตัว”พวกหลิงหยวนกล่าว
“ศิษย์พี่พวกเราจะไปที่ไหนกันก่อนดี”เหยาอวิ้นกล่าว
“ในเมื่อมาแล้วพวกเราก็สถานที่งดงามที่สุดของเมืองกันเถอะได้ยินว่าเมืองแห่งนี้มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่านตัวเมืองและที่นั่นเป็นศูนย์กลางของเมืองที่มีการค้าขายมากมาย”หนานเว่ยกล่าว
“น่าสนใจเช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”หลิงหยวนเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“นี่ดูนั่นสิ คนกลุ่มนั้น”
“ว้าวหญิงสาวสามคนนั้นงดงามไม่เบาเลยแต่ละคนโดดเด่นมาก” ชายหนุ่มคนหนึ่งมองมายังกลุ่มหนานเว่ยด้วยแววตาเป็นประกาย
“ไม่ใช่แค่พวกนางดูชายหนุ่มคนนั้นสิหล่อเหลามาก ออร่าบนร่างของเขายิ่งมองยิ่งรู้สึกสบายตาและมีความรู้สึกแปลกๆ”
“หรือว่าพวกเขาเป็นคู่รักกัน”
“ไม่ใช่การเดินและการพูดคุยของพวกเขาเหมือนจะเป็นพี่น้องกันมากกว่า”
“เช่นนั้นพวกเราไม่ไปทักทายพวกเขาหน่อยเหรอ”ผู้คนรอบๆพากันเดินเข้าไปหมายจะเข้าไปทักทายทั้งสี่คน
“ไม่ต้องไปสนใจจริงสิพวกเจ้าสวมผ้าปิดหน้าไว้ก็ดีจะได้ไม่เกิดปัญหายุ่งยาก” หนานเว่ยกล่าวก่อนจะสวมผ้าปิดหน้าเห็นได้ชัดว่านางคุ้นชินกับเรื่องทำนองนี้แล้ว
“อืม”พวกเหยาอวิ้นเองก็พากันสวมผ้าปิดหน้าเอาไว้แล้วไม่สนใจคำทักทายของคนรอบข้าง
“ชิหยิ่งผยองจริงๆ” เหล่าชายหนุ่มเค้นเสียงด้วยความไม่ชอบใจเมื่อเห็นว่าพวกหนานเว่ยเมินการทักทายของพวกตน
“แล้วข้าต้องสวมหรือไม่”หลิงหยวนกล่าว
“ศิษย์น้องเป็นบุรุษสวมผ้าปิดหน้าคงไม่เหมาะแต่สวมหมวกผ้าคลุมเอาไว้ก็ดีเหมือนกัน”หนานเว่ยโบกมือหมวกคลุมที่มีผ้าบางๆปกคลุมทั้งใบหน้าก็ปรากฏเมื่อหลิงหยวนสวมก็ทำให้ไม่มีใครมองเห็นใบหน้าของหลิงหยวนอีก
“คือว่าแบบนี้ยิ่งดูสะดุดตากว่าเดิมหรือไม่” ไป๋ซวีมองไปยังทั้งสามคนแม้จะสวมผ้าปกปิดใบหน้าแต่ออร่าของหญิงงามก็ยังปรากฏส่วนหลิงหยวนด้วยรูปร่างและผิวพรรณกลับเหมือนกับหญิงสาวที่แต่งตัวเป็นชายเสียมากกว่า
“ไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนั้นหรอก”หนานเว่ยกล่าว
เมื่อทั้งสี่คนมาถึงแม่น้ำสายหนึ่งที่ไหลผ่านตัวเมืองซึ่งบนแม่น้ำมีเรือจำนวนมากจอดเทียบท่าบนเรือขนาดใหญ่บางแห่งมีการแสดงร่ายรำของหญิงงามอยู่บางลำก็มีสินค้าที่กำลังขนลงมา
‘นี่มันมีการค้าขายมากมายถึงเพียงนี้”หลิงหยวนพึ่งเคยเห็นการค้าขายที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรกต้องรู้ก่อนว่าแม้แต่เมืองหลวงต้าสุ่ยก็ไม่มีการค้าขายที่รุ่งเรืองเช่นนี้
“เพราะแม่น้ำสายหลักนี้เป็นแม่น้ำที่ไหลจากเหนือลงใต้ดังนั้นจึงมีพ่อค้าจากทั่วทุกที่เดินทางมาทำการค้าที่นี่พวกเจ้าดูนั่น ร้านแห่งนั้นนำสมบัติจำนวนมากมาขายมี่ทั้งสมบัติของระดับต่ำไปสูงส่วนล้านเหล่านั้นก็ขายทั้งยันต์ค่ายกลและมีร้านอาหารที่ถูกปรุงด้วยวิธีพิเศษมากมายแน่นอนว่าเทียบกับศิษย์น้องรองไม่ได้หรอก” หนานเว่ยแนะนำ
“ศิษย์พี่เคยมาที่นี่แล้วงั้นเหรอ”หลิงหยวนแปลกใจ
“ตอนรับภารกิจเคยแวะมาที่นี่ครั้งหนึ่งแต่อยู่ไม่นานก็ต้องจากไป”หนานเว่ยพยักหน้า
“ลูกค้าทั้งสี่สนใจเสื้อผ้าของร้านเราหรือไม่ พวกท่านดูสินี่คือเสื้อผ้าที่พวกเราพึ่งคิดค้นขึ้นและนำมาขายจากแดนใต้รูปร่างและการออกแบบไม่มีที่ไหนเหมือนอย่างแน่นอน” พ่อค้าคนหนึ่งมองเห็นกลุ่มของหลิงหยวนไม่ธรรมดาจึงรีบเข้ามาทักทาย
“เสื้อผ้างั้นเหรอ”เหยาอวิ้นมองเสื้อผ้าของตนก็รู้สึกสนใจเพราะตอนนางออกจากตระกูลมานางไม่ได้นำเสื้อผ้ามามากนักและเสื้อผ้าส่วนใหญ่ก็เป็นเสื้อผ้าตัวเดิมที่นางใช้แต่เมื่อเห็นเสื้อผ้าหลากสีและมีหลายรูปแบบในร้านทำให้นางสนใจ
“หากอยากได้ก็ไปซื้อเถอะ”หนานเว่ยยิ้มและพาเหยาอวิ้นเข้าไปซื้อเสื้อผ้าทันที