“เอาล่ะ ตอนนี้เ้าถอดจิตกลับสู่ร่างกายภายนอกก่อนเถอะ ข้าเห็นแล้วว่าตอนนี้ดวงตาของเ้านั้นได้ถูกทำลาย ข้าในฐานะอาจารย์สะสอนเ้ามองทุกสิ่งโดยไม่ใช้ดวงตาเอง”เทพักล่าว
“เฮ้นี่ท่านพูดจริงหรือ จะมองอะไรเห็นได้ถ้าไม่ใช้ตามอง” หลิวซิงรู้สึกแปลกใจมันจะเป็ไปได้รึยังไง?
เทพักลับออกไปจากร่างของหลิวซิงและกลายเป็ลำแสงเข้าไปในแหวนมิติ จากนั้นสมาร์ทโฟนออกมาจากแหวนมีปีกคู่งอกออกมาจากหลังตัวเครื่อง แล้วก็บินมาตกอยู่ที่มือของหลิวซิง
“เอาล่ะข้าจะเริ่มสอนเ้าละนะ” เทพักล่าว
“ขอรับท่านอาจารย์” หลิวซิงกลายเป็กระตือรือร้นขึ้นมา ตอนนี้ไม่มีสิ่งใดดีเท่ากับได้มองเห็นอีกครั้ง
“ก่อนอื่นข้าจะอธิบายให้เข้าใจก่อน มนุษย์ หรือสัตว์ แม้กระทั่งเทพและปีศาจ ล้วนเป็สิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตใดๆก็ตามที่สามารถหายใจได้ มีหัวใจเต้น มีสมองคิดและสมองก็เป็ตัวประมวลการรับรู้รับสิ่งต่างๆ อย่างเ้านั้นมี ห้าััการรับรู้
หูฟังรับเสียงแล้วจะส่งข้อมูลไปยังสมองส่วนหลังเพื่อให้เ้าได้ยินเสียงและแยกแยะเสียงต่างๆ
ดวงตา ให้เ้ามองภาพมองการเคลื่อนไหว ภาพทั้งหมดก็จะส่งไปยังสมองเช่นกันและจะถูกสมองส่วนบนประมวลผลให้เ้ารับรู้ถึงภาพที่ดวงตาเห็น
จมูกไว้รับกลิ่นต่างๆและส่งข้อมูลกลิ่นไปยังสมองบนท้ายทอย
ปากลิ้นและฟัน ไว้รับรสชาติฟันและปากไว้รับรสััข้อมูลก็จะส่งไปยังสมองตรงท้ายทอย
ส่วนััสุดท้าย คือิัร่างกายทุกส่วน จับัันุ่มแข็ง ความรู้สึกร้อนเย็น เ็ป สิ่งเหล่านี้จะถูกส่งไปยังสมองส่วนล่างสุดใจกลางศรีษะจุดรวมเส้นประสาทที่สำคัญและประมวลผลความรู้สึกต่างๆให้ตัวเ้าได้รับรู้
ที่ว่ามานี้ล้วนเป็ััทั้งห้ารวมเป็ห้าการรับรู้พื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง”
เทพักล่าวต่อ “ และััที่หก จิต สามารถใช้อำนาจจิติญญาในการรับรู้และััสิ่งต่างๆรอบตัว คนธรรมดาไม่อาจใช้ จิตได้ มีเพียงผู้ที่อยู่ในขั้นััิญญาขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถใช้ััที่หกนี้ได้”
“เห แล้วข้าตอนนี้อยู่ในขั้นกำเนิดลมปราณอยู่เลยอะกว่าจะใช้ััที่หกนี้ได้ก็ต้องบ่มเพาะให้ถึงขึ้นััิญญาเท่านั้นละสิ” หลิวซิงอดบ่นแทรกออกมาไม่ได้ ยังไงก็ต้องบ่มเพาะพลังอยู่ดีกว่าจะไปถึงขั้นััิญญาได้คงจะใช้เวลานานกว่าจะบรรลุถึง มองไม่เห็นแบบนี้เขาคงจะคลั่งตายก่อนแน่ๆ
“เฮ้ เด็กน้อย ข้ายังอธิบายไม่จบเลย ใจเย็นๆหน่อย ตัวเ้าเองอาจจะไม่รู้สึกตัว อาจารย์คิดว่าชายชราที่เ้าเคยบอกข้าก่อนหน้าในโลกเดิมของเ้า เขาต้องกระทำบางอย่างกับร่างกายของเ้าแม้แต่จิติญญาของเ้าก็แข็งแกร่งกว่าปรกติมากนัก ดังนั้นข้าคิดว่าตัวเ้าต้องข้ามขั้นตอนนี้ได้อย่างแน่นอน”
“โอ้ แล้วต้องทำยังไงเหรอขอรับท่านอาจารย์ผู้ปราดเปรื่องอิอิ”
“มันง่ายมาก เป็การโดดข้ามขั้นแบบสุดขั้ว เ้าเข้าใจวิธีใช้แหวนมิติ เ้าเข้าใจวิธีในการใช้จิตในการสำรวจร่างกายของเ้าได้ทันทีที่ข้าสอน ปรกติไม่มีทางที่คนธรรมดาที่มีจิติญญากากๆใช้แหวนมิติระดับสูงแบบที่เ้าสวมใส่ได้ในทันทีหรอก ตอนแรกข้าก็ไม่ได้เอะใจ แต่ในเมื่อเ้าเอาข้าเก็บเข้าไปในแหวนมิติวงนี้เมื่อข้าเห็นความกว้างข้างในแหวนมิติของเ้ายังต้องใเลย แหวนมิติส่วนมากมีพื้นที่ไม่กี่ลูกบาศก์หรอกนะ ฮ่าๆ”
“ลองเปลี่ยนเป้าหมายดูจากการใช้จิตส่งเข้าไปในแหวน ขั้นแรกลองเปลี่ยนแปลงเป็ใช้จิตส่งออกไปยังจุดหมายที่เ้า้า ขั้นที่สองลองกระจายจิตออกไปรอบตัว หรือจะพูดง่ายๆคือ คิดซะว่าเ้ากำลังมองสิ่งรอบๆตัวเหมือนมองสิ่งของที่อยู่ในแหวนมิติของเ้าเท่านั้นเอง เหมือนกับพวกค้างคาวใช้คลื่นเสียงแทนดวงตาในการรับรู้การมองเห็น”
“อ๊า บรรลุเลย เข้าใจล่ะ” หลิวซิงถึงกับอ้าปากกว้างผงกหัวหงึกๆ “งั้นข้าจะลองล่ะนะ”
“จัดไปศิษย์ข้า”
“โอ๊สส”
หลิวซิงทำสมาธิและเขาลองกระจายจิติญญาออกไปรอบตัว วูมม คลื่นพลังจิตที่มองไม่เห็นแผ่นขยายออกไป 1 เมตร เป็ระลอกคลื่นที่คนอื่นไม่สามารถมองเห็นได้ 2เมตร และยังขยายกว้างขึ้นๆ
“อ่า ข้าเห็นแล้ว” คลื่นจิตที่ส่งออกไปได้ร่างภาพสิ่งต่างถูกส่งไปยังสมองและร่างภาพขึ้นมาให้เขาได้รับรู้คล้ายภาพโฮโลแกรมแต่เขาไม่อาจรับรู้ถึงสีได้ เตียงนอน ผ้าห่ม ตู้ ประตู กำแพง คนข้างนอกห้อง อาถง คนในตำหนักของท่านตาเหล่าคนในตระกูลหลิว นับร้อย
“เฮ้ยยนี่มัน !!” หลิวซิงใเพราะว่าขอบเขตจิตที่เขาแผ่ออกไปนั้นกว้างเกินไปแล้ว ตอนนี้มากกว่าห้าสิบเมตรเข้าไปแล้ว
60 เมตร
70 เมตร
ขอบเขตการรับรู้ของเขาพลันกว้างออกไป
“ไม่น่าเลย คุณชายหลิวโชคชะตาช่างตลกร้ายจริงๆ”
“โอ้ ข้าได้ยินมาว่ามีคนปองร้ายคุณชายด้วยการใช้พิษทำลายเส้นชีพจรลมปราณของเขาน่ะ”
“ดวงตาของเขาก็ถูกทำลายด้วย ตอนนี้เขากลายเป็คนพิการแล้วจริงๆน่าสงสาร น่าสงสาร”
“เฮ้อ เหตุใดคุณชายหลิวช่างอาภัพยิ่งนัก บิดาทอดทิ่ง ส่วนมารดาก็ดันมาจากไปั้แ่ยังเล็ก”
“อึก...แฮ่กๆ” ท่าทางหลิวซิงดูอ่อนล้าทันตาเห็นเพียงแค่ครู่เดียวที่ใช้จิตกระจายออกไปนั้นทำให้เขาเหนื่อยอย่างมาก
“นี่ท่านอาจารย์ ข้าคิดว่าได้ยินเสียงด้วยนะ เมื่อกี้ััจิตออกไปได้ไกลกว่าร้อยเมตรแน่ะ แต่โคตรเหนื่อยเลยนี่ถ้าข้าใช้จิตแทนด้วงตาจริงๆใช้เกินห้านาทีก็คงเป็ลมล้มพับแน่นอน” หลิวซิงไม่คิดว่าเขาจะใช้จิตแทนการมองได้ในระยะเวลานานๆไม่สามารถใช้อย่างต่อเนื่องได้
เทพัได้ยินหลิวซิงบอกก็ประหลาดใจ “ศิษย์ข้า ข้าคิดไม่ผิดเลยจริงๆ ฮ่าๆ ปรกติแค่รับรู้ผ่านกำแพงก็ยากแล้วสำหรับคนอื่น แต่เ้ายังกระจายจิตออกไปได้ไกลกว่าร้อยเมตรนี่มันไม่ธรรมดาแล้วแถมยังได้ยินเสียงอีกด้วย ฮ่าๆๆ ไม่มีใครในขั้นกำเนิดลมปราณ ััิญญา หลอมิญญา แม้แต่ปรมาจารย์
ก็ยังยากที่จะเหมือนเ้าได้ ฮ่าๆ”
เทพัรู้สึกปลื้มปิติที่ศิษย์ของเขามีความสามารถราวกับสัตว์ประหลาดเช่นนี้
“ที่เ้าเหนื่อยอย่างรวดเร็วก็เพราะเ้าใช้จิตกระจายออกไปไกลเกินลองควบคุมให้อยู่ในระยะไกล้ๆก็พอสัก 1-2 เมตรก็พอที่จะให้เ้าใช้ได้นานเกือบทั้งวันแล้ว และคงจะใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน”
“เ้าต้องไม่กระจายพลังจิตให้ไกลเกินไปพลังจิตหากส่งออกมาภายนอกมากไปจะสิ้นเปลือง ภายนอกไม่มีการส่งพลังจิตกลับคืนเหมือนกับใช้งานกับแหวนมิติซึ่งมันสามารถส่งสะท้อนพลังจิตกลับคืนเข้ามาได้ ฉะนั้นใช้อย่างระมัดระวัง” เทพักล่าวเตือน
จากนั้นเทพัก็บินกลับเข้าไปในแหวน
“ฮืม...ตอนนี้ข้าก็ใช้ปราณไม่ได้บ่มเพาะไม่ได้กลายเป็คนธรรมดา เอ..งั้นก็ต้องหาทุนทรัพย์ ข้าต้องรวบรวมหินิญญาไว้ให้มากๆเมื่อตอนหายดีแล้วจะได้บ่มเพาะให้มันส์สะใจ หึหึ” หลิวซิงไม่คิดจะนอนรอให้หายดีอยู่เฉยๆหรอก เขาเป็คนที่ปากกัดตีนถีบมาก่อน การอยู่เฉยๆมันช่างน่าเบื่อสำหรับเขาจริงๆ
หลิวซิงใช้จิตอย่างพอเหมาะตามคำแนะนำของเทพั เขาแผ่จิตออกไปแค่เพียงระยะหนึ่งถึงสองเมตร ชายหนุ่มลุกออกจากเตียงอย่างสบายๆ ร่างกายเขาหายดีเป็ปรกติหมดแล้วยกเว้นดวงตากับเส้นชีพจรลมปราณ ตอนนี้เขาใช้ชีวิตประจำวันได้ดั่งคนปรกติทั่วไป
หลิวซิงออกไปนอกห้องและเรียกอาถง
“อ่าคุณชายลุกมาทำไม มันอันตรายนะคุณชาย” อาถงเป็ธรรมดาที่จะเป็ห่วงหลิวซิง เขาคอยดูแลหลิวซิงมาั้แ่ตอนหกขวบหลิวซิงก็เหมือนลูกหลานของเขา และอาถงก็ไม่รู้เลยว่าหลิวซิงตอนนี้สามารถเดินเหินได้เองราวกับมองเห็นสิ่งต่างๆได้ แถมยังรับรู้ได้ดีกว่าตอนที่ดวงตายังดีอยู่ซะอีก
“ฮะๆ ไม่เป็ไรหรอกน่าอาถง คืองี้ช่วยหากระดาษและปากกากับหมึกมาให้ข้าที ข้าจะเขียนบางสิ่งให้เ้าไปบอกกับท่านตาให้หน่อย”
“ได้เลยขอรับๆ” เพียงแค่แปบเดียวอาถงก็ได้ไปหากระดาษกับปากกาขนนกและหมึกมาให้
หลิวซิงก็เริ่มลงมือเขียนบางอย่าง บางทีก็วาดเป็รูปร่าง อาถงที่เฝ้าดูอยู่ถึงกับมึนงงเลยทีเดียวและเขาก็สงสัยว่าคุณชายของเขามองเห็นด้วยหรือยังไงหลิวซิงเขียนและวาดได้อย่างคล่องแคล่วราวกับมองเห็นเหมือนคนปรกติ นี่จะไม่ให้คนอื่นแปลกใจได้อย่างไรกัน!
เมื่อเขียนเสร็จชายหนุ่มก็ส่งกระดาษให้กับอาถง แผ่นแรกเป็ภาพวาดอุปกรณ์บางอย่างและวัสดุที่จะสร้างมันและวิธีสร้างแบบคร่าวๆ
แผ่นที่สอง เป็รายการวัตถุดิบ อาหาร แป้ง ข้าวสาร เมล็ดข้าวโพด ผัก เนื้อสัตว์ทั่วไป และเครื่องปรุงต่างๆที่หลิวซิงเคยเห็นมาก่อนตอนที่ได้เดินเล่นเที่ยวชมตลาดในเมือง
แผ่นที่สามเป็แบบแปลนสิ่งปลูกสร้างมีภาพร่างทั้งภายนอกและภายในอย่างละเอียดพร้อมกับข้อความอีกเล็กน้อย
แผ่นที่สี่ดูเหมือนจะเป็ข้อความถึงใครบางคน มันเป็จดหมาย หลิวซิงคิดว่าข่าวที่เขาพิการนั้นต้องแพร่ลามไปแล้วและเกรงว่าเพื่อนๆที่หอสตรีจะเป็ห่วงก็เลยเขียนจดหมายฝากให้อาถงจัดการส่งไปยังสำนักหงส์ฟ้า จ่าหน้าผู้รับเป็เฉินเหม่ยเย่...
“อ่ะอาถงฝากจัดการด้วยนะ ข้าเขียนรายระเอียดไว้หมดแล้วเพียงเอาให้ท่านตาดูก็พอและบอกว่าข้าขอร้องบอกตาว่าไม่ต้องกังวลเื่อื่นๆ เท่านี้หละที่ข้า้า”
“อ่า ได้เลยๆ เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วบ่าวจะมาแจ้งให้คุณชายทราบ”
“ขอบคุณครับ”
หลิวซิงที่ตอนนี้ที่อยู่ในบ้านของท่านตา เขาก็ได้กลับไปยังบ้านของตัวเองที่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นักและเข้าไปนอนพักฟื้นฟูจิติญญาอยู่ภายในห้องนอน
ส่วนอาถงก็ได้ไปหาประมุขหลิวและให้เขาดูสิ่งที่หลิวซิงได้เขียนให้
“นี่มันอะไรกัน หลานข้าจะทำอะไรกันแน่?” หลิวชุนเหลียงถึงกับงงเมื่อได้เห็นสิ่งที่หลิวซิงได้เขียนขอเขามาในกระดาษแต่ละใบ
อาถงได้เล่าให้หลิวชุนเหลียงได้ฟังถึงวิธีการที่หลิวซิงเขียนแผ่นกระดาษให้เขามาราวกับมองเห็น นี่ก็ยิ่งทำให้ประมุขหลิวแปลกใจมาก เพราะถ้าหากหลานของเขามองไม่เห็นจริงๆก็คงไม่คิดที่จะทำบางอย่างเช่นนี้แน่ แต่ว่าหมอทุกคนและรวมถึงตัวเขาเองก็ตรวจสอบหลิวซิงอย่างดีแล้วและพบว่าดวงตานั้นถูกทำลายแล้วจริงๆแล้วหลานของเขามองเห็นได้ยังไงกัน?
หลิวชุนเหลียงกำลังตัดสินใจและคิดบางอย่าง เขาเริ่มที่จะคิดว่าหลานชายของเขานั้นไม่ธรรมดาเสียแล้วแล้วก็คงมีความลับบางอย่างที่ไม่ได้บอกเขาอยู่อีกด้วย เขาก็ไม่คิดจะเค้นคั้นถามใดๆหากหลานของเขาไม่ได้บอกเอง
ตอนนี้หลิวซิงทำให้ตัวเขานึกถึงชายคนนึงที่เคยมาเยือนตระกูลหลิวเมื่อสิบหกสิบเจ็ดปีก่อนเขามาอาศัยอยู่ได้สักพักหนึ่งและได้จากไปและก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย เขาเป็คนที่มีความสามารถที่ยิ่งใหญ่ทลายฟ้าดินราวกับพลิกฝ่ามือ เป็ชายที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งและมีความสามารถที่ยากหยั่งถีงแม้แต่ตัวเขาเองเป็ถึงประมุขตระกูลหลิวและมีพลังยุทธในระดับตำนานก็ไม่อาจเทียบได้แม้เพียงปลายเล็บของชายคนนั้นได้เลย
หลิวชุนเหลียงพลันมีประกายความเศร้าสร้อยอาดูรอยู่ในแววตาในตอนที่เขานึกถึงเื่ราวครั้งอดีต ตอนนี้เขาตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำตามคำขอของหลานชายเขา สิ่งที่ขอมาไม่ได้มากมายอะไรเลย ตระกูลหลิวและตัวเขาเองสามารถหาให้ได้และทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้อย่างไม่มีปัญหา