บทที่ 42 : แผนจารกรรมสะท้านฟ้า ลอบเร้นสู่หอคอยหมื่นเต๋า และการตบตาจักรพรรดิยุทธ!
เจ็ดวันล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วประดุจสายน้ำไหล
ณ ยอดเขาเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ ภายในห้องศิลาลับใต้ตำหนักหยกขาว หลิงอวี้ซี สตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งดินแดนหมื่นเต๋า กำลังสวมใส่ชุดกระโปรงพิธีการสีขาวบริสุทธิ์ที่ปักลวดลายเมฆามงคลด้วยดิ้นเงินและทองคำ เครื่องประดับศีรษะที่ทำจากผลึกน้ำแข็งทอประกายระยิบระยับ ขับเน้นความงดงามสะคราญและสูงศักดิ์ของนางให้ดูราวกับเทพธิดาที่ไม่อาจแตะต้องได้
ทว่า เบื้องหลังความงดงามนั้น นัยน์ตาดอกท้อของนางกลับแฝงไปด้วยความตึงเครียดอย่างถึงที่สุด
"เจ้าแน่ใจนะว่าแผนการบ้าบิ่นนี้จะสำเร็จ..." หลิงอวี้ซีเอ่ยเสียงแผ่วเบา สายตาของนางจ้องมองไปยังบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีขาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า "หากท่านประมุขจับได้ว่ามีผู้บุกรุกซุกซ่อนอยู่ในร่างของข้า มิใช่แค่ข้าที่จะต้องตาย ทว่าเจ้าเองก็จะถูกบดขยี้จนวิญญาณแตกซ่านไร้ที่ฝังศพ"
ซูหลงอวิ๋นเอามือไพล่หลัง รอยยิ้มเย่อหยิ่งและมั่นใจปรากฏบนมุมปาก "ในใต้หล้านี้ ไม่มีค่ายกลหรือจิตสัมผัสของผู้ใดที่สามารถมองทะลุ 'คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์' ของข้าได้ ต่อให้ตาแก่นั่นจะเป็นถึงขอบเขตที่แปดก็เถอะ... จำไว้ อวี้ซี เจ้าเพียงแค่วางตัวให้สง่างามและเยือกเย็นประดุจน้ำแข็งหมื่นปีเยี่ยงที่เจ้าเคยทำมาตลอด ปล่อยให้เรื่องการตบตาและการขโมยสมบัติ เป็นหน้าที่ของข้าเอง"
เด็กหนุ่มก้าวเดินเข้าไปประชิดตัวนาง เขายกมือขวาขึ้น นิ้วชี้และนิ้วกลางรวบชิดกัน เปล่งประกายแสงสีทองคำและสีขาวบริสุทธิ์ของพลังแก่นแท้หยินหยาง
"ผ่อนคลายวิญญาณของเจ้าเสีย ข้าจะเข้าไปแล้ว"
หลิงอวี้ซีหลับตาลง กัดริมฝีปากแน่น นางเปิดประตูวิญญาณยอมรับการแทรกแซงของเขาอย่างจำยอม
"วิถีแห่งเทวะ... สถิตวิญญาณหลอมเงา!"
ซูหลงอวิ๋นประทับอิน ร่างเนื้อของเขาพลันบิดเบี้ยวและแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีขาวทองนับหมื่นแสนสาย พุ่งทะยานเข้าสู่ 'ตราประทับหยินหยาง' ที่แผ่นหลังของสตรีโฉมงาม! ละอองแสงเหล่านั้นซึมซาบหายเข้าไปในผิวหนังและจิตวิญญาณของนางอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งร่องรอยของการมีอยู่ของบุรุษผู้หนึ่งเหลือทิ้งไว้ในห้องลับอีกเลย
หลิงอวี้ซีลืมตาขึ้น นางรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและพลังอันมหาศาลที่แฝงตัวอยู่ในจุดตันเถียนเคียงคู่กับเพลิงอสนีบาต เสียงลมหายใจและความคิดของเขาเชื่อมต่อกับนางอย่างลึกซึ้ง
'เดินออกไปได้แล้ว ภาชนะของข้า... งานแสดงปาหี่ของพวกมดปลวกกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว' เสียงกระซิบเย้ยหยันของซูหลงอวิ๋นดังก้องขึ้นในห้วงความคิดของนาง
สตรีศักดิ์สิทธิ์สูดลมหายใจลึก ปรับสีหน้าให้เยือกเย็นไร้ความรู้สึก นางก้าวเดินออกจากห้องศิลาลับ มุ่งหน้าสู่ลานกว้างหน้าตำหนัก ก่อนจะพุ่งทะยานร่างเหินเวหาไปสู่ใจกลางของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋า
...
ณ ลานจัตุรัสหมื่นเต๋า
สถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลจนสามารถจุผู้คนได้นับล้านชีวิต พื้นปูด้วยหยกขาวสลักลวดลายสัจธรรมของเต๋าทั้งหมื่นแขนง ใจกลางจัตุรัส มีหอคอยศิลาขนาดยักษ์สูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ มันคือ 'หอคอยหมื่นเต๋า' สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและเป็นศูนย์รวมอำนาจของนิกาย
บัดนี้ รอบจัตุรัสเนืองแน่นไปด้วยศิษย์นับแสนคนในชุดคลุมสีฟ้าอ่อนและสีขาว ทุกคนต่างยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บนอัฒจันทร์ลอยฟ้า ปรากฏร่างของผู้อาวุโสระดับขอบเขตที่หก (บรรพชนศักดิ์สิทธิ์) นับยี่สิบคน นั่งประทับอยู่บนเก้าอี้หยก แผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมากดทับผู้คนเบื้องล่าง
เมื่อเงาร่างสีขาวบริสุทธิ์ของหลิงอวี้ซีร่อนลงมาจากฟากฟ้าและก้าวเดินไปตามพรมแดงที่ทอดยาวสู่หน้าหอคอย สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่นางด้วยความเลื่อมใสและยำเกรง
"สตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งมาถึงแล้ว!"
"ได้ยินว่าหลายวันก่อน นางเพิ่งจะสั่งสอนบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสองจนบาดเจ็บสาหัส ซ้ำยังปลดปล่อยอาณาเขตราชันย์ยุทธ์ข่มขวัญผู้อาวุโสคุมกฎจนต้องถอยทัพกลับ! ข่าวลือที่ว่านางบาดเจ็บจากพลังตีกลับล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น!"
เสียงซุบซิบนินทาดังแว่วมาเข้าหู หลิงอวี้ซีเพียงแค่เชิดหน้าขึ้น เดินตัวตรงผ่านกลุ่มคนเหล่านั้นไปอย่างสง่างาม
ตึงงงงงง!
เสียงระฆังบรรพกาลดังกังวานก้องมาจากยอดหอคอย ท้องฟ้าเหนือดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋าที่เคยสว่างไสว พลันถูกปกคลุมด้วยเมฆามงคลสีทองเจ็ดสี! ปราณฟ้าดินในรัศมีพันลี้เดือดพล่านและสยบยอมต่อตัวตนที่กำลังจะปรากฏตัว!
"น้อมรับเสด็จท่านประมุข! ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!"
ผู้คนนับแสนชีวิต ณ จัตุรัสหมื่นเต๋า ต่างคุกเข่าลงกับพื้นและประสานเสียงตะโกนก้องอย่างพร้อมเพรียง! แม้แต่ผู้อาวุโสระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องลุกขึ้นยืนค้อมกายทำความเคารพ!
ท่ามกลางแสงสีทองอร่ามที่สาดส่องลงมาจากเบื้องบน ปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งในชุดนักพรตสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมและหนวดเคราของท่านเป็นสีขาวโพลนพริ้วไหวไปตามสายลม ใบหน้าดูใจดีและเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม ทว่านัยน์ตาคู่นั้นกลับลึกล้ำและกว้างใหญ่ประดุจจักรวาลที่สามารถบรรจุสรรพสิ่งเอาไว้ได้ทั้งหมด
ท่านคือ 'นักพรตเทียนจี' ประมุขแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋า! ยอดฝีมือขอบเขตที่แปด... 'จักรพรรดิยุทธ'!
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของนักพรตเทียนจี มิใช่แรงกดดันที่บีบคั้นให้หายใจไม่ออก ทว่ามันคือ 'ความกลมกลืนกับกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์' อย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับว่าท่านคือส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ และโลกใบนี้ก็คือส่วนหนึ่งของท่าน! หากท่านคิดจะสังหารผู้ใด เพียงแค่พลิกฝ่ามือ มิติรอบกายศัตรูก็จะบดขยี้ร่างนั้นให้แหลกสลายไปเองตามธรรมชาติ!
ขอบเขตที่แปด... จักรพรรดิยุทธ... ซูหลงอวิ๋นที่แฝงตัวอยู่ในวิญญาณของหลิงอวี้ซี หรี่ตาลงประเมินพลังของศัตรูอย่างเยือกเย็น
ห่างจากข้าที่อยู่เพียงจุดสูงสุดของขอบเขตที่สาม... ถึงห้าขอบเขตใหญ่! นี่คือความต่างชั้นที่ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้ ลำพังเพียงแค่จิตสัมผัสของมัน ก็สามารถกวาดล้างวิญญาณของข้าให้แตกซ่านได้ในพริบตา... วันนี้ ข้าห้ามใช้พลังปราณยุทธ์ของตนเองแม้แต่หยดเดียว ต้องพึ่งพาเพียงการปกปิดของคัมภีร์เทวะเท่านั้น!
นักพรตเทียนจีลอยตัวลงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูหอคอยหมื่นเต๋า ท่านกวาดสายตามองปวงศิษย์ด้วยความเมตตา ก่อนจะหยุดสายตาลงที่หลิงอวี้ซี ซึ่งยืนประสานมือคารวะอยู่อย่างนอบน้อม
"อวี้ซี... ไม่ได้พบกันเสียนาน ดูเหมือนว่าปราณเหมันต์ในร่างของเจ้าจะมั่นคงและหนักแน่นขึ้นมาก อาการตีกลับของเพลิงอสนีบาตสงบลงแล้วรึ?" สุรเสียงของท่านประมุขราบเรียบทว่าก้องกังวานเข้าไปในห้วงจิตใจ
"เรียนท่านประมุข ศิษย์ได้ใช้เวลาปิดด่านบ่มเพาะอย่างหนักหน่วง ผสานแนวคิดแห่งเหมันต์เข้ากดข่มเพลิงสวรรค์จนมันยอมสงบนิ่งลงชั่วคราวแล้วเจ้าค่ะ" หลิงอวี้ซีตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและหนักแน่น ไม่มีพิรุธใดๆ เล็ดลอดออกมา
"ประเสริฐยิ่งนัก การสละตนของเจ้าเพื่อเป็นภาชนะหล่อเลี้ยงเพลิงสวรรค์ จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเรายืนยงไปอีกนับหมื่นปี"
นักพรตเทียนจียิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ดูใจดีทว่าแฝงไปด้วยความเลือดเย็นที่มองมนุษย์เป็นเพียงเครื่องมือ "วันนี้คือ 'พิธีรับพรบรรพชนศักดิ์สิทธิ์' ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องเข้าไปในหอคอยหมื่นเต๋า เพื่อชำระล้างจิตวิญญาณและรับเอาประกายเพลิงอสนีบาตระลอกใหม่เข้าสู่จุดตันเถียน เพื่อให้ความคุ้นเคยระหว่างเจ้ากับเพลิงสวรรค์สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น... จงเข้าไปเถิด"
นักพรตเทียนจีสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว ประตูศิลาขนาดยักษ์ของหอคอยหมื่นเต๋าก็ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นความมืดมิดและกลิ่นอายของสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบอยู่ภายใน
หลิงอวี้ซีสูดลมหายใจลึก นางค้อมศีรษะรับคำสั่ง ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปยังประตูหอคอย
ทว่า ในวินาทีที่ร่างของนางกำลังจะก้าวข้ามธรณีประตู...
วิ้งงงงงงง!
ค่ายกลตรวจสอบระดับสวรรค์ขั้นสูงสุดที่ถูกสลักฝังไว้ตรงกรอบประตู พลันส่องประกายแสงสีทองจ้า! ลำแสงนับร้อยสายพุ่งออกมากวาดสแกนร่างของสตรีศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า ทะลวงลึกเข้าไปถึงเส้นชีพจร จุดตันเถียน และห้วงวิญญาณ!
ค่ายกลนี้ถูกสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิยุทธ มันสามารถตรวจจับผู้บุกรุก สัตว์อสูรที่ซ่อนอยู่ในถุงวิญญาณ หรือแม้แต่วิญญาณชั่วร้ายที่สิงสู่ในร่างได้อย่างหมดจด!
หลิงอวี้ซีใจเต้นระรัวประดุจรัวกลอง เหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นที่แผ่นหลัง นางกลัวเหลือเกินว่าความลับของซูหลงอวิ๋นจะถูกเปิดเผย
ทว่า... ภายในห้วงวิญญาณของนาง ซูหลงอวิ๋นกลับนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่ง เขาใช้ 'คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์' ห่อหุ้มจิตวิญญาณและกลิ่นอายของตนเองเอาไว้ ปรับเปลี่ยนคลื่นพลังงานให้สอดคล้องและกลมกลืนไปกับ 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' และ 'เพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้า' ที่อยู่ในร่างของนางอย่างสมบูรณ์แบบ!
ในสายตาของค่ายกลตรวจสอบ สิ่งที่มันมองเห็นมีเพียง 'สตรีผู้มีกายาเหมันต์ขั้นสุดยอด ที่กำลังกดข่มเพลิงสวรรค์ธาตุสายฟ้าเอาไว้ในร่าง' เท่านั้น ไร้ซึ่งร่องรอยของมนุษย์คนที่สองอย่างสิ้นเชิง!
"ติ๊ง..."
เสียงสัญญาณเตือนของค่ายกลดังขึ้นเบาๆ เป็นการยืนยันการผ่านทาง ลำแสงสีทองดับลง พร้อมกับที่หลิงอวี้ซีก้าวเท้าผ่านประตูเข้าไปได้อย่างปลอดภัย
นักพรตเทียนจีที่ยืนดูอยู่ด้านนอก หรี่พระเนตรลงเล็กน้อยด้วยความสงสัยบางประการ "แปลกนัก... เหตุใดข้าถึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสัจธรรมหยินหยางที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมจากร่างของนาง? หรือว่ากายาเหมันต์ของนางจะเกิดการวิวัฒนาการหลังจากต่อสู้กับเพลิงสวรรค์?"
ท่านประมุขส่ายหน้าขับไล่ความสงสัย "ช่างเถิด ตราบใดที่เพลิงอสนีบาตยังคงปลอดภัยอยู่ในร่างนาง แผนการหลอมศัสตราเทวะก็ยังคงดำเนินต่อไปได้"
...
ภายในหอคอยหมื่นเต๋า
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูศิลาเข้ามา ทัศนียภาพรอบด้านก็แปรเปลี่ยนเป็นโลกอีกใบหนึ่ง หอคอยแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางประดุจมิติเอกเทศ หลิงอวี้ซีก้าวเดินขึ้นบันไดศิลาที่วนเวียนขึ้นสู่ชั้นบนอย่างเงียบเชียบ ตลอดเส้นทาง นางต้องเดินผ่านค่ายกลสังหารและรูปปั้นหินที่สลักอาคมป้องกันนับไม่ถ้วน ทว่าด้วยสถานะสตรีศักดิ์สิทธิ์ ค่ายกลเหล่านี้จึงเปิดทางให้นางอย่างราบรื่น
นางใช้เวลาเดินขึ้นมาถึงหนึ่งชั่วยาม จนกระทั่งบรรลุถึง 'ชั้นที่เก้าสิบเก้า' ซึ่งเป็นชั้นบนสุดและเป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาดของหอคอย!
เมื่อผลักบานประตูทองเหลืองเข้าไป พายุสายฟ้าสีม่วงทองก็พัดกระหน่ำออกมากระแทกใบหน้าของนางทันที!
พื้นที่ในชั้นที่เก้าสิบเก้า เป็นลานหินกว้างที่ถูกล้อมรอบด้วยสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบอย่างบ้าคลั่ง และ ณ ใจกลางลานหินนั้น มีแท่นบูชาหยกดำที่สลักลวดลายบรรพกาลตั้งตระหง่านอยู่
เหนือแท่นบูชานั้น คือดวงเพลิงขนาดเท่าขุนเขาขนาดย่อม ที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟสีม่วงและมีกระแสไฟฟ้าสีทองคำวิ่งพล่านอยู่รอบๆ! กลิ่นอายการทำลายล้างที่สามารถผ่าสวรรค์และแยกปฐพี แผ่ซ่านออกมากดทับมิติรอบด้านจนบิดเบี้ยว!
มันคือ 'เพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้า' (ต้นกำเนิดหลัก)!
สิ่งที่อยู่ในร่างของหลิงอวี้ซี เป็นเพียง 'เมล็ดพันธุ์' หรือเศษเสี้ยวของมันเท่านั้น เพื่อใช้นางเป็นภาชนะบ่มเพาะให้เพลิงคุ้นเคยกับปราณมนุษย์ ทว่าตัวตนที่แท้จริงของเพลิงสวรรค์ดวงที่หก ถูกจองจำอยู่ที่นี่! มันถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งกฎเกณฑ์ระดับบรรพกาลนับร้อยเส้นที่ดึงรั้งมันไว้กับแท่นบูชา
"ข้ามาถึงแล้ว... ตามที่ท่านประมุขสั่ง ข้าต้องนั่งสมาธิใต้แท่นบูชานี้ เพื่อซึมซับพลังสายฟ้าเข้าสู่ร่างอีกส่วนหนึ่ง..." หลิงอวี้ซีเอ่ยผ่านกระแสจิต
ยอดเยี่ยมมาก ภาชนะของข้า... เจ้าทำหน้าที่ได้ดีไร้ที่ติ บัดนี้ ถึงเวลาที่ข้าจะออกโรงแล้ว
วูบ...
ละอองแสงสีขาวและทองหลุดลอยออกมาจากตราประทับที่แผ่นหลังของนาง ก่อตัวกลับคืนสู่ร่างของซูหลงอวิ๋นในชุดคลุมสีขาวขลิบทอง เขายืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังนาง นัยน์ตาสีดำสาดประกายความหิวกระหายและบ้าคลั่งยามที่จ้องมองเพลิงสวรรค์ขนาดยักษ์เบื้องหน้า
"พลังทำลายล้างช่างน่าสะพรึงกลัวสมคำร่ำลือ... หากข้าฝืนหลอมรวมมันในยามนี้ ร่างกายคงระเบิดเป็นผุยผงอย่างไม่ต้องสงสัย ข้าจำต้องดูดกลืนมันเข้าไปเก็บไว้ในเตาหลอมเก้ามังกรเสียก่อน เพื่อรอเวลาที่เหมาะสม" ซูหลงอวิ๋นพึมพำ
"แล้วเจ้าจะทำเช่นไรไม่ให้ท่านประมุขรู้ตัวเล่า?" หลิงอวี้ซีถามด้วยความร้อนรน "เพลิงดวงนี้คือแก่นกลางค้ำจุนค่ายกลของหอคอย หากมันหายไปแม้แต่เสี้ยวลมหายใจเดียว ค่ายกลทั้งหมดจะหยุดทำงาน และตาแก่เทียนจีจะต้องพังประตูเข้ามาสังหารพวกเราแน่!"
"ข้าถึงบอกอย่างไรเล่า ว่าข้ามีวิธีตบตาที่แนบเนียนที่สุด"
ซูหลงอวิ๋นก้าวเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาหยกดำ เขาเปิดจุดตันเถียน เรียกเอา 'เตาหลอมเก้ามังกรกลืนสวรรค์' สมบัติระดับเทวะออกมาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเตาหลอมขยายขนาดขึ้นจนใหญ่โตโอ่อ่า
จากนั้น เขาก็กัดปลายนิ้ว รีดเร้นพลัง 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' และ 'เพลิงสุริยันผลาญเอกภพ' ออกมาผสานกับพลังปราณวิญญาณของหลิงอวี้ซี
"คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์... เคล็ดวิชาภาพมายาสะท้อนสัจธรรม!"
ซูหลงอวิ๋นใช้วิชาสร้างภาพลวงตาระดับสูงสุด ที่สามารถหลอกลวงได้กระทั่งกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน! เขาสกัดเอา 'กลิ่นอาย' ของเพลิงอสนีบาตจากร่างของหลิงอวี้ซี มาผสานกับพลังเพลิงหยินหยางของตนเอง ก่อเกิดเป็น 'ดวงเพลิงมายา' ที่มีรูปลักษณ์ สีสัน และแรงกดดันเหมือนกับเพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้าของจริงทุกประการ!
"เมื่อข้าดึงเพลิงต้นกำเนิดเข้าเตาหลอม เพลิงมายาดวงนี้จะเข้าไปสวมรอยแทนที่ในเสี้ยววินาที ค่ายกลของหอคอยจะยังคงได้รับพลังงานหล่อเลี้ยงจากเพลิงหยินหยางของข้าที่จำลองคุณสมบัติสายฟ้าเอาไว้ มันจะสามารถตบตาพวกตาแก่เหล่านั้นไปได้อีกอย่างน้อยเจ็ดวัน... ซึ่งมากพอให้พวกเราหนีไปไกลสุดหล้าฟ้าเขียว!"
ซูหลงอวิ๋นอธิบายแผนการอย่างรวดเร็ว ก่อนจะประทับอินสั่งการ!
"กลืนกิน!"
ซูมมมมมมมม!!!!!
เตาหลอมเก้ามังกรกลืนสวรรค์เปิดฝาออก ปลดปล่อยแรงดึงดูดของหลุมดำระดับบรรพกาล พุ่งเข้ากระชาก 'เพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้า' ต้นกำเนิดที่ถูกล่ามโซ่ตรวนอยู่! เพลิงสวรรค์เกรี้ยวกราดดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง สายฟ้าสีม่วงฟาดฟันทำลายมิติรอบด้าน!
ทว่า ต่อหน้าสมบัติระดับเทวะของจักรพรรดิ อำนาจการต่อต้านของมันก็เป็นเพียงการดิ้นรนที่สูญเปล่า!
เพลิงอสนีบาตขนาดยักษ์ถูกบีบอัดและถูกสูบกลืนหายเข้าไปในเตาหลอมเก้ามังกรอย่างรวดเร็ว! และในเสี้ยววินาทีที่ตำแหน่งบนแท่นบูชาว่างเปล่า 'เพลิงมายา' ที่ซูหลงอวิ๋นสร้างขึ้น ก็พุ่งเข้าไปสวมรอยสถิตอยู่แทนที่ โซ่ตรวนบรรพกาลเข้ารัดพันเพลิงมายา ค่ายกลของหอคอยกลับมาทำงานอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ!
ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงสามลมหายใจ!
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่เพลิงสวรรค์ดิ้นรนก่อนจะถูกกลืนกินนั้น คลื่นพลังทำลายล้างได้กระแทกม่านพลังของชั้นเก้าสิบเก้าอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดความผันผวนของมิติเพียงเสี้ยววินาที!
...
ณ ลานจัตุรัสเบื้องล่าง
นักพรตเทียนจี จักรพรรดิยุทธผู้กำลังหลับตาฟังเสียงสวดมนต์ พลันเบิกพระเนตรกว้างขึ้นอย่างฉับพลัน! นัยน์ตาของท่านสาดประกายสายฟ้าที่น่าสะพรึงกลัว!
"ความผันผวนนี้... มีบางอย่างผิดปกติที่ชั้นบนสุด!"
นักพรตเทียนจีมิได้รอช้า ท่านปลดปล่อย 'จิตสัมผัสจักรพรรดิยุทธ' ที่กว้างใหญ่ประดุจมหาสมุทร พุ่งทะลวงผ่านกำแพงหอคอยหมื่นเต๋า กวาดล้างขึ้นไปสู่ชั้นที่เก้าสิบเก้าในชั่วพริบตา!
...
บนชั้นที่เก้าสิบเก้า
ซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซีสัมผัสได้ถึงคลื่นความตายที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นมาประดุจสึนามิ! จิตสัมผัสของขอบเขตที่แปดกำลังจะกวาดผ่านพื้นที่นี้แล้ว!
"มันรู้ตัวแล้ว! เร็วเข้า!" หลิงอวี้ซีหน้าซีดเผือด
ซูหลงอวิ๋นกัดฟันกรอด เขารีบกวาดเตาหลอมเก้ามังกรเข้าจุดตันเถียน ก่อนจะพุ่งทะยานร่างเข้าไปสวมกอดหลิงอวี้ซีจากด้านหลัง!
"สถิตวิญญาณหลอมเงา!"
วูบ!
ร่างของเขาแตกสลายกลายเป็นละอองแสง พุ่งกลับเข้าไปซ่อนตัวในตราประทับหยินหยางที่แผ่นหลังของนางอีกครั้ง! ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายที่ส้นเท้าของเขาจางหายไป... จิตสัมผัสอันหนักหน่วงของนักพรตเทียนจีก็กวาดผ่านชั้นที่เก้าสิบเก้ามาพอดี!
ฟุ่บ...
บรรยากาศในห้องศิลานิ่งสนิท หลิงอวี้ซีนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าแท่นบูชาดุจรูปปั้นหิน แผ่นหลังของนางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น นางแสร้งหลับตาและพยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติที่สุด
จิตสัมผัสของจักรพรรดิยุทธ กวาดตรวจตราทั่วทุกซอกทุกมุมของห้องหับ มันเพ่งเล็งไปที่ 'เพลิงอสนีบาต' (มายา) ที่ลอยอยู่เหนือแท่นบูชาอย่างพินิจพิเคราะห์
ความเงียบที่กดดันจนแทบขาดใจดำเนินไปเนิ่นนานประดุจนับศตวรรษในความรู้สึกของหลิงอวี้ซี
"อวี้ซี... เมื่อครู่เกิดเหตุอันใดขึ้น?" เสียงของนักพรตเทียนจีดังก้องขึ้นในห้วงวิญญาณของนาง เป็นการสอบถามโดยตรงจากระยะไกล
หลิงอวี้ซีพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น "เรียนท่านประมุข... เมื่อครู่ศิษย์พยายามดึงพลังจากเพลิงต้นกำเนิดเข้าสู่ร่างมากเกินไป ทำให้เพลิงสวรรค์เกิดการต่อต้านและกระแทกม่านพลังเจ้าค่ะ แต่บัดนี้ ศิษย์สามารถกดข่มและรักษาสมดุลได้แล้ว ขอท่านประมุขโปรดอภัยในความสะเพร่าของศิษย์ด้วย"
นางโกหกได้อย่างแนบเนียน สมกับที่เป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี
จิตสัมผัสของจักรพรรดิยุทธ ตรวจสอบร่องรอยพลังในห้องอีกครั้ง เมื่อพบว่าเพลิงอสนีบาตยังคงลุกโชน(แม้จะเป็นภาพลวงตา) และค่ายกลยังทำงานปกติ ซ้ำร่างของหลิงอวี้ซีก็มีกลิ่นอายของสายฟ้าพวยพุ่งอยู่จริง (ซึ่งเป็นผลจากเพลิงสวรรค์ที่ถูกดูดเข้าเตาหลอมของซูหลงอวิ๋น) ท่านก็คลายความสงสัยลง
"ระมัดระวังตัวด้วย เพลิงสวรรค์ดวงนี้ดุร้ายนัก อย่าฝืนจนเกินกำลัง... จงบ่มเพาะต่อไปเถิด"
วูบ...
จิตสัมผัสของจักรพรรดิยุทธถูกถอนกลับไปอย่างสมบูรณ์ แรงกดดันที่บีบรัดหัวใจมลายหายไป
หลิงอวี้ซีลืมตาขึ้น นางหอบหายใจอย่างหนักหน่วงจนทรวงอกกระเพื่อมไหว ขาทั้งสองข้างอ่อนระทวย
"พวกเรา... รอดแล้ว..." นางพึมพำเสียงสั่น
ละอองแสงสีทองหลุดลอยออกมาจากแผ่นหลังของนาง ก่อตัวเป็นใบหน้าของซูหลงอวิ๋นที่ยื่นเข้ามาใกล้ รอยยิ้มของเขาบัดนี้กว้างขวางและเต็มไปด้วยความสะใจอย่างถึงที่สุด
"รอดแล้ว... และพวกเราก็ปล้นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของมันมาได้สำเร็จ ภายใต้จมูกของจักรพรรดิยุทธ!"
ดวงตาของมังกรหนุ่มสาดประกายความกระหาย "ตอนนี้ เพลิงวิญญาณธาตุสวรรค์ดวงที่สาม ตกเป็นของข้าแล้ว... ขั้นตอนต่อไป คือการเดินออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อย่างสง่าผ่าเผย ก่อนที่พวกตาแก่จะรู้ตัวว่าเพลิงที่เฝ้าอยู่ เป็นเพียงภาพลวงตา!"
การโจรกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มหาทวีปศูนย์กลาง บรรลุผลอย่างงดงามด้วยสติปัญญาและวิถีแห่งเต๋าของจักรพรรดิเทพยุทธ์!
(จบบทที่ 42)