บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXเริ่มออกเดินทาง
ถึงแม้เรื่องทั้งหมดจบลง แต่ผมก็ไม่ได้หยุดพักแต่อย่างใด ชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บหลายคนผมก็ต้องใช้ฮีลธรรมดาในการรักษาพวกเขาไปหนึ่งครั้ง ทำให้สูญเสีย MP ไปอีกจำนวนหนึ่ง ต่อด้วยการขนย้ายศพของพวกทหาร และคัดแยกอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งอาวุธ ชุดเกราะ และของใช้จิปาถะแยกไว้ทีละกอง
สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุดเห็นทีจะเป็นเงินที่พวกมันพกติดตัว มีทั้งเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง แต่ละคนก็จะพกถุงเงินเอาไว้อยู่คนละถุง ด้วยความที่ศพของพวกทหารมีค่อนข้างมาก ทำให้ถุงเงินมีจำนวนมากตามไปด้วยจนผมต้องกองมันทิ้งเอาไว้บนพื้นไปก่อน
ชุดเกราะส่วนใหญ่เองก็ดูจะใช้การไม่ได้แล้ว เพราะถูกดาบยักษ์ของผมฟาดเสียหายยับเยินจนใช้งานต่อไม่ได้ ที่ยังพอใช้งานได้ก็คงจะเป็นชุดเกราะสำรองที่เก็บเอาไว้ในรถม้านั่นล่ะ
รถม้าของพวกทหารมีอยู่ทั้งหมด 3 คัน คันแรกเอาไว้สำหรับขนย้ายพวกอาวุธ ชุดเกราะคันที่สองเอาไว้สำหรับขนย้ายเสบียงอาหาร และคันสุดท้ายค่อนข้างมีขนาดใหญ่หน่อย ข้างในก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากกรงขังที่ทำจากเหล็ก สำหรับจับคนมาขังเอาไว้โดยเฉพาะ
แน่นอนว่าผมจัดการยกกรงขังทั้งหมดไปทิ้งไว้ในป่าลึกโดยไม่ลังเล
นอกจากนี้ผมยังต้องไปไล่ฆ่าทหารอีกหลายคนที่นอนบาดเจ็บสาหัสอยู่ตามทางข้างแม่น้ำ คนไหนที่พยายามจะคลานหนีเข้าไปในป่า ผมก็จะเดินตามรอยเลือดแล้วสังหารมันทิ้งอย่างไม่ไยดี
จากนั้นก็ทำการถอดอุปกรณ์สวมใส่ของพวกมันทั้งหมดยกเว้นเสื้อผ้า มายัดไว้ในถุงหนังสัตว์ใบใหญ่ที่เอาออกมาจากรถม้า แล้วทำการขนทั้งอุปกรณ์ และศพของพวกมันไปกองแยกเอาไว้บริเวณหน้าหมู่บ้าน
เมื่อเห็นว่าศพของพวกทหารถูกเก็บมากองรวมกันทั้งหมดแล้ว ผมก็ทำการใช้คบเพลิงของชาวบ้านมาจุดไฟเผา เพื่อที่ศพจะได้ไม่เกิดกลิ่นเหม็นเน่า และป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค
จากนั้นผมก็ขนย้ายอุปกรณ์ทั้งหมดไปไว้ในรถม้า ส่วนกองถุงเงินผมก็หยิบมา 5 ถุง ทำการเทรวมไว้ในถุงเงินเพียงถุงเดียว แล้วนำมาเหน็บเอาไว้ข้างเอว ส่วนที่เหลือผมก็โยนมันเข้าไปกองไว้ในรถม้าขนเสบียง
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเงินตรายอมเป็นสิ่งสำคัญ พกติดตัวเอาไว้สักหน่อยก็ไม่เสียหาย
ซึ่งกว่าผมจะทำทุกอย่างเสร็จ มันก็กินเวลาไปค่อนข้างมากแล้ว จนกระทั่งพระอาทิตย์โผล่พ้นขึ้นเหนือขอบฟ้าส่องแสงแดดยามเช้าไปทั่ว แต่ผมก็ไม่ได้มีความรู้สึกง่วงนอนแต่อย่างใด กลับกันร่างกายของผมกลับยังคงรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเหมือนอย่างเคย
ระหว่างที่ผมกำลังวิ่งวุ่นอยู่กับศพของพวกทหาร พวกชาวบ้านเองก็แทบจะไม่ได้หยุดพักเช่นกัน หลังจากทำการฝังศพของชาวบ้านที่เสียชีวิตไปแล้ว ผู้ชายที่เหลืออยู่เพียงสองคน กับผู้หญิง และคนแก่ก็ต่างแยกย้ายกันไปเก็บข้าวของเพื่อเตรียมการอพยพ
เหตุผลของการอพยพก็คงเดาได้ไม่ยาก ทหารจักรวรรดิหลายสิบคนถูกสังหารลงที่หมู่บ้านแห่งนี้ แถมยังมีทหารอีกหลายคนที่หนีรอดไปได้ ขืนอยู่ที่นี่ต่อไปทหารจักรวรรดิที่ว่าคงจะยกทัพมากวาดล้างหมู่บ้านแห่งนี้เป็นแน่
ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางเหลือบมองแม่น้ำที่กลายเป็นสีแดงจาง อันเป็นผลมาจากแอ่งเลือดตรงจุดที่ผมต่อสู้กับพวกทหารได้ไหลลงไปในแม่น้ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผมไม่สามารถดื่มน้ำจากในแม่น้ำเพื่อแก้กระหายได้อีกเลย
แต่อย่างน้อยมันก็ยังใช้ล้างคราบเลือดที่ติดอยู่ตามชุดเกราะของผมได้ล่ะนะ...
ในเมื่อจัดการสิ่งที่ควรทำเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว ผมก็เดินกลับเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อดื่มน้ำที่ชาวบ้านเก็บสะสมเอาไว้ในถังไม้ตามบ้านแต่ละหลัง ทันทีที่หญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งเห็นผมเดินกลับมาด้วยสภาพเหงื่อไหลอาบเต็มใบหน้า เธอก็รีบวิ่งเข้าไปในบ้านแล้วกลับออกมาด้วยแก้วไม้ในมือที่บรรจุน้ำเปล่าไว้เต็มแก้ว
"เชิญค่ะ ท่านอาทัส"
เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มบางพลางยื่นแก้วไม้ในมือมาให้ ผมจึงยื่นมือสวมเกราะไปรับแก้วน้ำจากในมือของเธอมาถือไว้แล้วกล่าวขอบคุณเล็กน้อย
"ขอบใจนะ คานญ่า"
หญิงสาวคนนี้ชื่อว่า คานญ่า เธอเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ที่มีหู และหางเป็นของกวาง ผิวค่อนข้างกรำแดด เส้นผมยาวสีน้ำตาลเข้ม หน้าตาค่อนข้างดูดีมีกระเล็กน้อย ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกอายุน่าจะซัก 20 ปลาย ๆ เห็นจะได้
สาเหตุที่ผมรู้จักกับเธอ มันเกิดจากการที่เมื่อวันก่อน ผู้หญิงคนนี้สังเกตเห็นถึงอาการเหนื่อยหอบ และเหงื่อของผมไหลออกมาเป็นจำนวนมาก เธอจึงรีบไปนำเอาน้ำมาให้ผมดื่ม ทำให้ผมได้รู้จักกับเธอตั้งแต่ตอนนั้น
ส่วนชื่อที่ใช้ผมก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชื่อ อาทัส อันเป็นชื่อของร่างนี้ หากใช้ชื่อของผมด้วยสภาพร่างกายแบบนี้ มันก็คงจะดูไม่ค่อยเข้ากันสักเท่าไหร่
"ไม่ต้องขอบใจหรอกท่านอาทัส ท่านเป็นผู้ช่วยชีวิตของข้า และทุกคนเอาไว้ หากสามารถตอบแทนท่านได้แม้สักเล็กน้อย ข้าก็ยินดี"
เธอกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม ขัดกับสีหน้าแววตาที่เจือปนไปด้วยความโศกเศร้า ถ้าจำไม่ผิดระหว่างที่ผมกำลังขนย้ายศพของพวกทหารอยู่ สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นว่าคานญ่ากำลังฝังศพของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งคานญ่าในตอนนั้นกำลังร่ำไห้ออกมาด้วยความเศร้าเสียใจอย่างหนัก ใครมาเห็นก็ไม่ต้องคิดให้มากนักว่าเธอมีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนนั้นที่เสียชีวิตไปแล้วอย่างไร
ด้วยความที่ว่าผมพูดปลอบใจคนไม่เก่ง จึงจำต้องเบือนหน้าหลบเล็กน้อยไปมองชาวบ้านคนอื่นๆ พลางกล่าวถามกลบเกลื่อน
"งั้นเหรอ... แล้วหัวหน้าหมู่บ้านอยู่ที่ไหนกัน? ข้าอยากจะคุยกับเขาสักหน่อย"
เมื่อคานญ่าได้ยินคำถามของผม เธอก็หยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวตอบด้วยสีหน้าไม่มั่นใจนัก
"หากเป็นท่านลุงเลเว่นล่ะก็ ตอนนี้คงกำลังวางแผนการเดินทางอยู่ในบ้านที่ใหญ่ที่สุดล่ะมั้งคะ"
ผมที่ได้ยินคำตอบก็พยักหน้ารับพลางกระดกแก้วในมือดิ่มน้ำให้หมดในทีเดียว แล้วยื่นแก้วคืนให้แก่คานญ่า
"เข้าใจแล้วล่ะ ขอบคุณสำหรับน้ำนะ"
ผมพูดกับเธอเพียงแค่นั้นก่อนจะเดินจากออกมา ระหว่างเดินไปตามทางเพื่อตรงไปยังบ้านที่ใหญ่ที่สุดของหัวหน้าหมู่บ้าน สายตาของผมก็สังเกตเห็นหญิงสาวชาวบ้านหลายคนที่เก็บข้าวเก็บของเสร็จเรียบร้อยกำลังทำอาหารเช้าก่อนออกเดินทาง
พวกเธอต่างหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่จ้องมองผมตาไม่กะพริบ บางคนก็มองผมด้วยแววตาขอบคุณ หรือไม่ก็มองด้วยแววตาหวาดกลัว...
ผมเลิกให้ความสนใจสายตาพวกนั้นหันกลับไปจ้องมองบ้านไม้ที่ดูใหญ่กว่าบ้านธรรมดาเล็กน้อย ผมถือวิสาสะเปิดประตูเดินเข้าไปก็พบกับหัวหน้าหมู่บ้านกำลังยืนคุยกับหญิงแก่คนหนึ่ง ทั้งสองถูกคั่นกลางด้วยโต๊ะไม้ที่มีแผนที่กางอยู่บนโต๊ะ
"นั่นท่านอาทัสมิใช่รึ? เชิญเลย เชิญเลย ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดกับข้างั้นหรือ?"
เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านนามเลเว่นสังเกตเห็นว่าคนที่ถือวิสาสะเดินเข้ามาเป็นผม เขาก็ทำการผายมือพลางกล่าวเชื้อเชิญด้วยรอยยิ้ม แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการไม่ได้นอนแทบทั้งคืน
ผมยังไม่ตอบคำถามของเขาในทันที สองเท้าสวมเกราะก้าวเดินไปตามพื้นไม้ตรงไปหยุดอยู่ข้างโต๊ะ สายตาจ้องมองแผ่นที่บนโต๊ะด้วยแววตาสงบนิ่ง
อันที่จริงผมดูแผนที่ไม่เป็นสักนิดเดียว...
"นี่คือแผนที่อะไรงั้นรึ?"
ผมกล่าวถามออกไปด้วยน้ำเสียงสุขุมพลางเก๊กหล่อยกมือขวาสวมเกราะขึ้นลูบคางตัวเองเบาๆ หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินเช่นนั้นจึงอธิบายด้วยสีหน้าอ่อนล้า
"แผนที่นี้เป็นแผนที่ของพื้นที่แถบนี้ขอรับ หมู่บ้านของพวกเราตั้งอยู่ในป่าร็อคเฮมฟ์ที่ติดอยู่กับชายแดนระหว่างจักรวรรดิฟาฟไฮน์ และอาณาจักรเลเวอแลนด์ ทั้งที่หมู่บ้านของพวกเราอยู่ในป่าลึก แถมยังตั้งอยู่ทางฝั่งของอาณาจักรเลเวอแลนด์มากกว่า แต่ทหารของจักรวรรดิฟาฟไฮน์กลับมาเจอพวกเราที่ปลีกวิเวกออกมาซะได้!"
หัวหน้าหมู่บ้านเลเว่นกล่าวอธิบายด้วยอารมณ์อดกลั้นในประโยคสุดท้าย บนแผนที่แสดงถึงหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในป่าร็อคเฮมฟ์ มีเส้นตัดผ่านระหว่างชายแดนอยู่ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดด้านนอกของป่าจะมีเมืองตั้งอยู่ใกล้ๆ นี่นา
"แล้วท่านหัวหน้าหมู่บ้านมีแผนจะอพยพอย่างไรงั้นรึ?"
สายตาพินิจพิเคราะห์แผนที่บนโต๊ะพลางเอ่ยปากถาม หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินเช่นนั้นจึงวางมือลงบนโต๊ะ มืออีกข้างเองก็ชี้ไปยังเมืองที่อยู่ติดกับป่าร็อคเฮมฟ์
"พวกข้าตัดสินใจว่าจะลี้ภัยไปอยู่ในเมืองปราการซาดีนก่อน เพื่อหนีจากการตามล่าของพวกจักรวรรดิฟาฟไฮน์ จากนั้นก็ตรงขึ้นเหนือเดินเท้าอีก 4 วันไปยังหมู่บ้านบนภูเขาบาเลกซ์ที่ญาติของข้าอาศัยอยู่"
เขาชี้นิ้วพลางอธิบาย ผมที่เป็นผู้รับฟังที่ดีก็พยักหน้ารับ ในหัวก็นึกสงสัยชื่อของเมืองอยู่สักพักว่ามีความเกี่ยวข้องกับอะไรรึเปล่า?
"เมืองปราการซาดีนที่ว่าเนี่ย ขึ้นชื่อเรื่องอาหารปลางั้นรึ?"
"ก็ไม่นะขอรับ เมืองที่อยู่ติดทะเลอยู่ห่างออกไปค่อนข้างมาก แถมปลาจากแม่น้ำก็ไม่ได้เป็นที่นิยมในเมืองด้วย"
"งั้นเหรอ"
คำถามของผมดูจะไร้สาระมากเกินไปแล้วแฮะ...
"แล้วการเข้าเมืองปราการซาดีนมันจะไม่เป็นปัญหางั้นหรือ? ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าที่เป็น... มีครึ่งคนครึ่งสัตว์อยู่ด้วยกำลังถูกตามล่าอยู่มิใช่รึ?"
ผมเอ่ยถามไปครึ่งประโยคก่อนจะชะงักยั้งปากไว้ทัน แล้วรีบเปลี่ยนรูปประโยคใหม่แทน ผมไม่รู้นะว่าหัวหน้าหมู่บ้านรู้ตัวหรือเปล่า แต่เขากลับมองผมด้วยแววตาสงสัย คู่กับหญิงแก่ที่มองผมด้วยแววตาไม่ต่างกัน
"ท่านอาทัสไม่รู้จักอาณาจักรเลเวอแลนด์หรือขอรับ?"
นึกว่าพวกเขารู้ตัวว่าผมเกือบหลุดปากพูดคำไม่เหมาะสมออกไปเสียอีก ที่แท้ก็สงสัยในเรื่องนี้นี่เอง
"อืม... พอดีว่าข้าเดินทางมาจากที่ห่างไกลมากน่ะ พเนจรร่อนเร่ไปทั่วก็เลยไม่รู้จักประสีประสาอะไรเท่าไหร่"
ผมยกมือสวมเกราะหนาขึ้นเกาแก้มของตัวเอง แล้วกล่าวอธิบายที่ดูจะเป็นการแถเสียมากกว่า กระนั้นเลเว่น และหญิงแก่ที่ผมไม่รู้จักก็พยักหน้ารับไม่ติดใจอะไรนัก
"ถ้าเช่นนั้นข้าจะอธิบายให้ท่านเอง"
ทันใดนั้นหญิงแก่ที่ผมไม่รู้จักก็อาสาจะอธิบายให้กับผมที่ไม่รู้เรื่องอะไรของโลกนี้แม้แต่น้อย เธอกระแอมไอพลางจิบน้ำเล็กน้อยก่อนจะพูด
"อาณาจักรเลเวอร์แลนด์นั้นเป็นอาณาจักรอันกว้างใหญ่ที่ติดอยู่กับจักรวรรดิฟาฟไฮน์ ด้วยความที่ว่าอาณาจักรเลเวอแลนด์นั้นมีประชากรอยู่หลากหลายเผ่าพันธุ์ และมีผู้นำเป็นราชินีเอลฟ์ จึงทำให้มีการกระทบกระทั่งกับจักรวรรดิฟาฟไฮน์อยู่บ่อยครั้ง อันเป็นผลมาจากการที่จักรวรรดิฟาฟไฮน์ได้รับการชี้นำจากเทพธิดาว่ามนุษย์คือเผ่าพันธุ์ที่สูงส่ง ส่วนเผ่าพันธุ์อื่นคือพวกนอกรีตที่สมสู่กับปีศาจจนเกิดขึ้นมามีรูปร่างไม่เหมือนคนปกติ จักรวรรดิฟาฟไฮน์จึงทำการไล่ล่าเผ่าพันธุ์ที่ไม่ใช่มนุษย์ รวมทั้งมนุษย์ที่อยู่ร่วมด้วย"
หญิงแก่ที่ผมไม่รู้จักอธิบายด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ที่แท้ความเป็นมาก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ผมคิดถูกแล้วล่ะที่จัดการฆ่าสวะเดนพวกนั้นทิ้งไป ส่วนเทพธิดานั่นคงจะเป็นความเชื่อผิด ๆ ที่เจ้าพวกจักรวรรดิฟาฟไฮน์กุขึ้นมาเพื่อล่าอาณานิคมล่ะมั้ง? ให้ตายสิไม่ว่าจะโลกไหน หรือในเกม เทพเจ้าก็มักจะเป็นพวกชอบเสี้ยมคนอื่นจากเบื้องหลังอยู่ตลอดเลย
"เดิมทีแล้วพวกเราก็เคยอาศัยอยู่ในจักรวรรดิฟาฟไฮน์มาก่อน แต่ถูกตามล่าจนต้องหนีออกมา จะอาศัยอยู่ในเมืองปราการซาดีนก็ดูไม่ปลอดภัย เพราะเป็นเมืองที่อยู่ติดกับชายแดนจึงทำให้มีสงครามอยู่บ่อยครั้ง พวกเราก็เลยตัดสินใจตั้งรกรากอยู่ในป่าที่ค่อนข้างห่างไกลจากเมืองปราการซาดีน และลึกเกินกว่าที่พวกทหารของจักรวรรดิจะตามเจอ แต่นึกไม่ถึงว่าพวกมันจะมาพบพวกเราจนได้"
หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวเสริมพลางกัดฟันด้วยความเจ็บแค้น สองมือกำหมัดแน่นจนสั่นไหว แต่ก็ถูกปลอบจากหญิงแก่ที่ยื่นมือมาจับหมัดของเขาอย่างอ่อนโยน ทำให้เลเว่นสงบสติอารมณ์ลง
"แล้วเทพธิดาที่พวกเจ้าว่ามามีตัวตนอยู่จริงรึเปล่า? หรือเป็นเพียงความเชื่อของพวกจักรวรรดิฟาฟไฮน์กันแน่?"
ผมเมินกลิ่นไอความหวานเลี่ยนของทั้งสองกล่าวถามสิ่งที่สงสัยมากที่สุด แน่นอนว่าปฏิกิริยาตอบรับที่ผมได้ก็ไม่ต่างจากตอนแรกสักเท่าไหร่นัก
"เทพธิดาย่อมมีตัวตนอยู่แล้วสิขอรับ ท่านอาทัสไม่เห็นแสงบนท้องฟ้า และคำพูดของเทพธิดาเมื่อ 20 ปีก่อนหรือขอรับ?"
"อา... สงสัยตอนนั้นข้าคงกำลังยุ่งอยู่ล่ะมั้ง? หรือไม่ก็อาจจะหลับอยู่ ข้าจำไม่ค่อยได้น่ะ"
ผมแถข้าง ๆ คู ๆ ไปพลางเบนสายตาหลบ ถึงแม้พวกเขาจะมีท่าทีสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ทักท้วงแต่อย่างใดนอกจากเก็บงำความสงสัยเอาไว้
เทพธิดาที่ว่าก็คงจะเป็นเทพเจ้าด้วยสินะ อยากรู้จังว่าจะเก่งกว่าเทพเจ้าในเกมที่ทำให้ผมต้องตายซ้ำตายซากเหมือนสมัยก่อนหรือเปล่า แต่ผมฟันธงเลยว่าถ้าได้สู้กับพวกเทพเจ้าในเกมอีกครั้ง ด้วยความแข็งแกร่งของอาทัสในตอนนี้ รับรองว่าพวกมันจะต้องถูกผมตบดิ้นเป็นหมาโดนน้ำร้อนลวกแน่นอน
"แล้วจะออกเดินทางกันตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ? ข้าจะได้เตรียมตัวถูก"
ผมกอดอกกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ส่งผลให้ทั้งสองคนจ้องมองผมตาค้าง พร้อมกับลมหายใจที่ขาดช่วงไปจังหวะหนึ่ง
"ท-- ท่านอาทัสจะร่วมทางไปกับพวกเราด้วยงั้นหรือขอรับ!?"
"แน่นอนสิ พอดีข้าเป็นพวกชอบหลงทางน่ะ ขืนไปคนเดียวคงได้วนอยู่ในป่านี้ไปตลอดชีวิตแน่นอน"
สิ้นคำพูดของผม พวกเขาก็มองหน้ากันพร้อมกับรอยยิ้มยินดีประดับอยู่บนใบหน้า เหตุผลที่พวกเขามีท่าทางดีใจจนออกนอกหน้าก็คงจะเดาได้ไม่ยาก
"ระหว่างทางข้าจะคุ้มกันพวกเจ้าให้เอง แลกกับการนำทางไงล่ะ"
"ขอบพระคุณมาก ท่านอาทัส!"
เมื่อผมกล่าวเสริมต่อท้าย พวกเขาก็ก้มศีรษะขอบคุณผมด้วยท่าทางดีใจเกินเหตุ การกระทำเช่นนั้นเล่นทำเอาผมทำตัวไม่ถูกรีบให้พวกเขาเงยหน้ายกใหญ่ ถูกคนที่แก่กว่าหลายปีก้มหัวให้แบบนี้ เป็นใครก็ตกใจกันทั้งนั้นแหละ
หลังจากนั้นพวกเขาก็บอกผมว่าจะเริ่มออกเดินทางหลังอาหารเช้า ผมจึงขอตัวลาออกมาเดินกลับไปยังรถม้าที่จอดอยู่นอกหมู่บ้าน ระหว่างนั้นหญิงสาวชาวบ้านหลายคนก็มีท่าทางเกร็งทันทีที่เห็นผม พวกเธอต่างรีบหลบทางให้ผมเดินผ่านไปทันที
แอบเศร้านะเนี่ย...
เมื่อเดินมาถึงรถม้าที่ไม่มีม้า ผมก็เริ่มทำการนำเชือกหนามาผูกติดกับรถม้าแต่ละคันเอาไว้ จากนั้นก็ลองดึงรถม้าคันหน้าสุด ด้วยพละกำลังอันล้นเหลือทำให้ผมสามารถลากรถม้าที่ผูกติดกันด้วยเชือกหนาทีเดียวถึง 3 คันได้อย่างง่ายดาย แถมสองคันแรกยังมีสิ่งของบรรทุกไว้เกือบเต็มรถด้วยนะ
ร่างกายของอาทัสช่างน่าพิศวงจริงๆ
ระหว่างรอผมก็หยิบเสบียงจากในรถม้ามาลองชิมดู มันคือขนมปังแข็งสีเทา และเนื้อตากแห้งสีน้ำตาลเข้ม ถึงแม้ว่าผมจะไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด แต่การได้ลองชิมอาหารของโลกนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเหมือนกัน
"จะทานล่ะนะครับ"
หงับ!
ความประทับใจแรกที่ได้สัมผัสจากอาหารที่ทำจากฝีมือมนุษย์ของโลกนี้เป็นครั้งแรกเลย นั่นก็คือมันโคตรแข็ง! แถมเนื้อตากแห้งยังเค็มสุดๆ กินคำเดียวก็ทำให้คอแห้งหมดแล้ว ขนมปังเองก็ไม่ได้มีความนุ่มสักนิด นึกว่ากำลังเคี้ยวก้อนหินอยู่อย่างไรอย่างนั้นเลย
ผมจ้องมองอาหารทั้งสองชิ้นในมือ ก่อนจะตัดสินใจโยนทิ้งเข้าป่าไป รู้สึกโชคดีมากที่อาทัสไม่มีความอยากอาหาร
"คุณลุงคะ!"
ทันใดนั้นขณะที่ผมกำลังนั่งเซ็งอยู่บนรถม้า ก็ได้มีเด็กสาวคนหนึ่งวิ่งมาทางผมด้วยรอยยิ้มกว้าง เธอตะโกนทักทายผมด้วยน้ำเสียงเริงร่าตามประสาเด็กอายุน้อย ส่งให้ผมต้องหันไปมองเธอด้วยความสนใจ
"มีอะไรงั้นรึสาวน้อย?"
ผมกล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงมาหน่อย พลางชำเลืองมองถ้วยในมือของเธอที่มีซุปสีขาวผสมผัก และเนื้อตากแห้ง เด็กสาวยังไม่ตอบในทันที แต่กลับยื่นถ้วยซุปในมือให้กับผม
"คุณแม่สอนหนูเอาไว้ว่าหากมีบุญคุณต้องทดแทน คุณลุงช่วยหนูเอาไว้จากพวกคนไม่ดี หนูก็เลยเอาอาหารฝีมือแม่มาให้ค่ะ!"
เธอพูดด้วยน้ำเสียงสดใสแล้วยิ้มกว้างโชว์ฟันหลอ เห็นเช่นนั้นผมจึงยกยิ้มบางพลางยื่นมือสวมเกราะไปรับถ้วยซุปมาจากเธอ
"ขอบใจนะ"
ผมเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้ม สายตาชำเลืองมองเห็นหญิงสาวซึ่งน่าจะเป็นแม่ของเด็กกำลังวิ่งเข้ามา เธอวิ่งมาหยุดอยู่ข้างหลังลูกสาวแล้วก้มศีรษะให้ผมเล็กน้อย
"ต้องขออภัยด้วยค่ะ ท่านอาทัส ที่ลูกสาวของดิฉันเข้ามารบกวนคุณ"
สงสัยทุกคนคงรู้ชื่อของผมกันหมดแล้วล่ะมั้งเนี่ย...
หญิงสาวกล่าวพลางยกมือขาวบางขึ้นจับหัวของลูกสาว ศีรษะก็ก้มลงขอโทษหลายครา เห็นเช่นนั้นผมจึงรีบยกมือขวาขึ้นโบกไปมาไม่ติดใจอะไร
"ไม่เป็นไร ๆ ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณ ที่ลูกสาวของเจ้ามอบอาหารให้แก่ข้า ซุปน่ากินดีนะ"
ผมกล่าวด้วยรอยยิ้มที่พยายามแสดงออกมาเท่าที่ใบหน้าแข็งกระด้างจะสามารถทำได้ หญิงสาวผู้เป็นแม่ได้ยินเช่นนั้นก็เปลี่ยนจากสีหน้าลำบากใจเป็นรอยยิ้มแสดงความยินดี
เธอขอบคุณผมเล็กน้อยก่อนจะพาลูกน้อยเดินกลับหมู่บ้าน สาวน้อยคนนั้นหันมาโบกมือให้ผมด้วยรอยยิ้มจอมแก่น ผมจึงโบกมือตอบรับกลับไป ก่อนจะหันมาสนใจถ้วยไม้บรรจุซุปสีขาวข้นในมือ
มือขวาจับช้อนไม้ทำการตักของเหลวสีขาวขึ้นมาชิม ความร้อนพร้อมกับกลิ่นของสมุนไพรจางๆ กระจายไปทั่วปาก ช้อนที่สอง และช้อนสีสามเริ่มตามมา เนื้อตากแห้งที่ควรจะแข็งถูกซุปข้นทำให้อ่อนลงเคี้ยวง่ายขึ้นเยอะ แม้เนื้อตากแห้งมันจะคงรสเค็มเหมือนเดิม แต่ก็ถูกความจืดแต่หอมกลิ่นสมุนไพรของซุปทำให้มันเจือจางลง ร่วมกับผักรสขมผสานด้วยยิ่งช่วยทำให้รสชาติมันกล่มกล่อมอย่างลงตัว
รู้ตัวอีกทีซุปที่อยู่ในถ้วยก็หมดลงเสียแล้ว
"ใช้ได้แฮะ"
ผมพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกพอใจ ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นชาวบ้านหลายคนกำลังขนของออกมารวมตัวกันอยู่กลางหมู่บ้านเตรียมออกเดินทาง ผมจึงวางถ้วยไม้ไว้บนรถม้าแล้วตามไปสมทบ
"เอาล่ะนะ หนึ่ง! สอง! ฮึบ!"
ผมจับไม้ที่มีไว้สำหรับคล้องตัวม้าแล้วออกแรงดัน ส่งผลให้รถม้าทั้ง 3 คัน เคลื่อนที่ไปข้างหน้า เรียกสายตาตกตะลึง และความสงสัยจากชาวบ้านทุกคน
"ท่านอาทัส... นั่นมัน..."
หัวหน้าหมู่บ้านเลเว่นเอ่ยเว้นช่วงด้วยความสงสัยพลางชี้นิ้วไปยังรถม้าที่ผมลากมา ผมยังไม่ตอบทำการลากรถม้ามาหยุดอยู่ด้านหลังของกลุ่มชาวบ้านแล้วยกยิ้มเล็กน้อย
"ข้าเห็นว่าจะต้องเดินทางไกลแน่ ๆ ก็เลยนำเอารถม้ามาด้วย มีทั้งอาวุธ และเสบียงเหลือเฟือ ส่วนคันสุดท้ายก็กว้างมากพอจะให้พวกเจ้าบางส่วนขึ้นไปนั่งได้"
ผมว่าพลางชี้นิ้วโป้งไปด้านหลังด้วยรอยยิ้มบาง สีหน้าของชาวบ้านตอนแรกที่ยังคงตกตะลึง และสงสัยเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความตื้นตันใจ ก่อนที่ทุกคนจะก้มหัวขอบคุณแทบพร้อมกัน
"อ่า... ท่านอาทัส... ข้าไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไรดี"
หัวหน้าหมู่บ้านเลเว่นถึงกับหลั่งน้ำตากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเต็มเปี่ยมไปด้วยความปิติยินดี เพราะเขาคิดว่าระหว่างการเดินทางอันแสนยากลำบากเพื่อหนีจากการตามล่าของทหารจักรวรรดิจะต้องมีการทิ้งใครสักคนไป โดยเฉพาะคนแก่ที่สภาพร่างกายบางคนเริ่มไม่ไหวแล้ว แต่ชายตรงหน้าผู้สวมชุดเกราะสีดำทมิฬแสนดุดันราวปีศาจ กลับมีจิตไมตรีเหนือคณานับมอบความช่วยเหลือให้แก่พวกเขาหลายครั้ง
"ถือซะว่าตอบแทนค่าอาหาร และค่าช่วยนำทางละกันนะ"
กล่าวจบผมก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย อยากรู้จังว่าการเดินทางในครั้งนี้จะพาผมไปพบเจอกับอะไรบ้างนะ การเดินทางในโลกที่ไม่รู้จักนี่มันช่างน่าสนใจจริง ๆ
_______________________________________________________
ช่วงประวัติของอุปกรณ์สวมใส่
แหวนแห่งกษัตริย์
เดิมทีแหวนวงนี้เคยเป็นของราชาจากอาณาจักรที่ล่มสลายไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน มีเพียงราชาในอาณาจักรเท่านั้นที่จะได้สวมมัน แหวนวงนี้ถูกสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จนกระทั่งราชารุ่นสุดท้ายได้ทำการทดลองบางอย่างจนถูกความมืดกลืนกินให้แปรเปลี่ยนเป็นอสูรร้ายที่บ้าคลั่ง ราชาที่กลายเป็นอสูรร้ายได้ทำลายอาณาจักรของตนจนถึงคราวล่มสลาย แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป จอมเวทแห่งอาณาจักรได้สละชีวิตใช้เวทมนตร์คำสาปกักขังราชาผู้บ้าคลั่งให้ถูกขังไว้ในเมืองหลวงไปชั่วนิรันดร์ (รอผู้เล่นมาปราบบอส ซึ่งโอกาสดรอปแหวนโคตรจะต่ำ)
**หากชอบใจก็อย่าลืมฝากคอมเม้นเป็นกำลังใจ เพื่อให้ผมมีแรงเขียนนิยายด้วยนะครับ**
อัพเมื่อวันที่ 9/7/2563