ตอนที่ 65 รูปแบบการเคลื่อนไหวของแคลน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ยุทธวิธีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนถูกจำลองมาจากประสบการณ์การกวาดล้างระลอกแรกของแคลนระดับสูงโดยเฉพาะ
เนื่องจากแคลนใหญ่ๆ เหล่านี้จะมีทรัพยากรบุคคลให้เลือกสรรค์มากมาย พวกเขาจึงสามารถจัดตำแหน่งของเวเนเตอร์ได้อย่างลงตัว
อันตรายของการกวาดล้างระลอกแรกคือการบุกของมอนเตอร์อย่างต่อเนื่องจนทำให้เวเนเตอร์เกิดความเหนื่อยล้าและตายตกไปในที่สุด
แม้ในทีมจะมีสายสนับสนุนช่วยซัพพอร์ต แต่สายสนับสนุนก็มีสิทธิ์ที่จะเหนื่อยล้าเช่นกัน ดังนั้นจังหวะของการใช้ทักษะจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งหน้าที่นี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหัวหน้าทีมทั้งสิ้นว่าจะสามารถลงมือได้อย่างเป็นจังหวะได้มากแค่ไหน หากผิดพลาดนั่นหมายถึงความล้มเหลวของทั้งทีม
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เวเนเตอร์ทั่วไปไม่มี
ดังนั้นการบุกโจมตีของแคลนจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการรวมกลุ่มของเวเนเตอร์ทั่วไปมาก
เฟิร์สเองก็ศึกษาเรื่องพวกนี้มาบ้างแล้ว แต่เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะควบคุมคนกลุ่มใหญ่ให้ทำได้ตามแผนที่วางไว้ คงมีแต่พวกแคลนเท่านั้นที่สามารถทำได้
‘ถ้าวันหนึ่งที่ฉันต้องสร้างแคลนขึ้นมา มันคงเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะหาคนที่เชื่อใจได้ขนาดนี้ แต่ถ้าสามารถทำได้การเคลื่อนไหวแบบค่ายกลดาวเคลื่อนดาราคล้อยคงทำให้อานุภาพของมันเหนือกว่าการเคลื่อนไหวของแคลนเหล่านี้หลายขุม’ เฟิร์สคิดในใจ
เขาเองก็เคยเห็นการเคลื่อนไหวของสิบสองดาราซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของอาจารย์มาแล้ว ด้วยรูปแบบค่ายกลดาวเคลื่อนดาราคล้อย แม้จะเป็นคู่ต่อสู้ที่มีพลังห่างชั้นกันช่วงใหญ่ก็สามารถปะทะได้
แน่นอนว่าเฟิร์สไม่ได้คิดที่จะฝังตัวอยู่กับนิวโฮปตลอดไป ไม่แน่ว่าสักวันเขาอาจจะสร้างแคลนสิบสองดาราของเขาขึ้นมาก็เป็นได้ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้แน่
กลุ่มนักเรียนติดต่อสื่อสารกันเป็นอย่างดี
เฟิร์สได้สังเกตผู้มีความสามารถพิเศษอีกสามคนที่เหลือ พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านกีฬา หนึ่งคือผู้มีความถนัดด้านเทนนิส ใช้ไอเทมสปีริตเป็นไม้แร็กเก็ตแล้วหวดก้อนพลังในการต่อสู้
หนึ่งคือผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านหมัดมวย ในประเทศไทยจะพบผู้มีความสามารถพิเศษประเภทนี้มากที่สุด ซึ่งไม่แปลกใจเลยที่ว่าบัญชาเมฆก็เป็นหนึ่งในนั้น แถมเขายังเป็นเวเนเตอร์ที่ติดอันดับร้อยอันดับแรกของโลกอีกด้วย
ส่วนคนสุดท้ายคือผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านลูกเหล็ก ซึ่งสามารถระบุได้ด้วยกีฬาหลายประเภท อาจจะเป็นเปตอง โยนโบลิ่ง หรือทุ่มลูกน้ำหนัก ไอเทมสปีริตที่เป็นลูกเหล็กของเขาสามารถสร้างความเสียหายให้กับศัตรูได้อย่างต่อเนื่องและหนักหน่วง
เห็นได้ชัดว่าระหว่างผู้มีความสามารถพิเศษทั้งห้า การต่อสู้ของพวกเขานั้นโดดเด่นกว่าผู้คนทั้งหมด แม้หลายคนจะมีไอเทมสปีริตที่ร้ายกาจ แต่ก็ยากที่จะเทียบเทียมกับพวกเขาทั้งห้า
แม้แต่เวเกอร์ซึ่งเป็นผู้มีพรสวรรค์ก็ยังโดดเด่นยิ่งกว่า สิ่งที่ดีของเวเกอร์ก็คือการบ่มเพาะที่รวดเร็วเท่านั้น ด้วยพลังรบของเขาในตอนนี้สามารถจัดการกับมอนสเตอร์เหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
ด้วยบัฟที่ได้รับมาทำให้พวกเขาสามารถจัดการกับมอนสเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว และหลังจากการบุกนี้พวกเขาจะถูกสั่งให้ถอยกลับไปที่เซฟโซน
นั่นเพราะกองทัพมอนสเตอร์เริ่มเคลื่อนที่ยกโขยงกันมาเรื่อยๆ ต่อให้คนกลุ่มนี้มีพลังมากแค่ไหนก็คงไม่อาจทานรับกองกำลังของมอนสเตอร์ในจำนวนคนแค่สี่สิบคนได้แน่
อีกทั้งผู้ตีกลองสะบัดชัยอย่างสะหล่าในตอนนี้กำลังอ่อนแรงลงเป็นอย่างมาก นั่นหมายความว่าอีกไม่นานบัฟนี้จะหมดลง หากไม่ถอยตอนนี้พวกเขาจะไม่มีโอกาสถอยได้อีก
“ภารกิจกวาดล้างคือการฆ่าล้างสังหาร มันไม่จำเป็นต้องรุกคืบพื้นที่เพื่อสำรวจ ฆ่าให้ได้มากที่สุดนั่นคือจุดมุ่งหมายของทีมกวาดล้าง” เฟิร์สเอ่ยพึมพำ
ในขณะที่คนกลุ่มนี้กำลังถอยร่นเข้าไปที่เขตเซฟโซน กองทัพมอนสเตอร์ก็บุกตะลุยเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็สามารถเข้ามายังจุดเซฟโซนได้สำเร็จ
สภาพของแต่ละคนดูอ่อนแรงเป็นอย่างมาก บางคนได้รับบาดเจ็บและยังไม่หายดี
เวเกอร์เดินมาหาเฟิร์สแล้วเอ่ย “พวกเราจะกลับไปพักผ่อนแล้วเริ่มโจมตีใหม่ในวันพรุ่งนี้”
“ไม่ทราบว่าพวกคุณสามารถจัดการกับมอนสเตอร์ได้มากเท่าไหร่?” เฟิร์สเอ่ยถาม
โดยปกติแล้วผู้นำทีมจะนับการสังหารจากแกนสปีริตที่ได้รับ
หลังจากที่พวกเขาสังหารมันได้แล้ว ก็จะมีอีกหน่วยหนึ่งคอยเก็บเกี่ยวแกนสปีริตและคอยระวังสายสนับสนุนจากมอนสเตอร์ที่เล็ดลอดเข้ามาด้วย
นิวโฮปได้กำหนดวันของภารกิจออกมาแล้ว โดยปกติพวกเขาจะไม่สามารถกลับออกไปได้ทันที เว้นแต่จะมีกรณีเหตุฉุกเฉิน หรือใช้กลยุทธ์ถอยกลับอย่างที่นักเรียนกลุ่มนี้ทำ
หากสามารถจัดการกับมอนสเตอร์ได้มากพอ นิวโฮปก็จะอนุญาตให้พวกเขากลับเข้ามาพักผ่อนยังโลกได้แล้วให้ออกไปทำภารกิจในวันรุ่งขึ้น ซึ่งกรณีนี้สามารถใช้ได้กับภารกิจกวาดล้างครั้งแรกเท่านั้น
ดังนั้นวอชเชอร์จึงต้องเช็คว่าเวเนเตอร์สามารถสังหารมอนสเตอร์ได้ในระดับที่มากพอหรือไม่
“จากรายงานที่ฉันได้รับ พวกเราจัดการมอนสเตอร์ไปแล้วหนึ่งพันสองร้อยกว่าตัว” บุรุษหนุ่มเอ่ย
ด้วยจำนวนคนแค่สี่สิบคน แต่สามารถจัดการกับมอนสเตอร์ได้นับพัน นี่นับว่าอยู่ในขั้นที่พึงพอใจแล้ว
เฟิร์สพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ผมอนุญาต”
แล้วหลังจากนั้นภารกิจนี้ก็ถูกหยุดไว้ชั่วคราว พวกเขาดำเนินการอย่างรวดเร็ว นำคนเจ็บไปรักษาต่อยังอีกฟากหนึ่ง
เฟิร์สไม่ได้รีบกลับไปทันที เขายังให้โดรนบินสำรวจพื้นที่โดยรอบ เพื่อสังเกตถึงจำนวนมอนสเตอร์ที่อยู่ภายบริเวณนี้
เหตุการณ์นี้ไม่ต่างไปจากตอนที่เขาบุกอบิสด้วยตัวคนเดียว มอนสเตอร์เหล่านี้ยิ่งฆ่าก็เหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ พวกมันไม่กลัวความตายเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่โดยรอบนี้ยังมีมอนสเตอร์อีกหลายตัวที่มารวมกันอยู่ที่ชายขอบของเซฟโซนไม่กล้าเข้ามา
“นั่นเขาไปกับพวกเราด้วยจริงๆ หรอ?” หนึ่งในกลุ่มนักเรียนเอ่ยขึ้น เมื่อพวกเขาเห็นสภาพของเฟิร์สที่แตกต่างกับพวกเขาเป็นอย่างมาก
ต้องรู้ไว้ว่าอบิสแห่งนี้เต็มไปด้วยบึงโคลน ยิ่งอยู่ในสนามรบมันก็ยิ่งหลีกเลี่ยงความสกปรกไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้น ต่อให้วอชเชอร์จะไม่ได้ต่อสู้กับมอนสเตอร์ แต่เขาก็ไม่น่าที่จะไม่เปื้อนโคลน
แต่เสื้อผ้าของเฟิร์สกลับยังดูขาวผุดผ่อง ราวกับไม่ถูกแตะต้องด้วยโคลนเลยแม้แต่น้อย
“เป็นไปได้ยังไงกัน? ฉันเห็นกับตาชัดๆ ว่าเขาอยู่กับพวกเราตลอดเวลา” หนึ่งในสายสนับสนุนเอ่ยขึ้นเมื่อเดินผ่านไป
ตอนนี้ดูเหมือนว่าผู้คนจะเริ่มสนใจในตัวของเด็กหนุ่มร่างผอมบาง
แม้แต่เวเกอร์ก็ด้วย
“เขาเป็นผู้มีความสามารถพิเศษอย่างนั้นหรอ? ฉันเองก็ไม่ทันสังเกตเขาเหมือนกัน” เวเกอร์เอ่ยพึมพำออกมา
แม้ทุกคนจะสงสัยแต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเดินเข้าไปถามเด็กหนุ่มร่างผอมบางโดยตรง
ผู้ที่เข้าไปในอบิส จะมีใครบ้างเล่าที่ธรรมดาสักคน
ด้วยสถานการณ์ที่บีบคั้น จึงทำให้พวกเขาทั้งหมดละเลยที่จะสังเกตวอชเชอร์คนนี้ไป เมื่อเสร็จงานพวกเขาจึงรู้ว่าเด็กหนุ่มร่างผอมบางนี้ไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
“เขาก็ไม่ธรรมดามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
ตอนนั้นเองเสียงของเด็กสาวผมทองก็เอ่ยขึ้น เธอก็คือเฟนเลีย ผู้มีความสามารถพิเศษในการควบคุมวิญญาณนั่นเอง
หากสังเกตมาตั้งแต่เริ่มแรกก็จะเห็นว่าสายตาของเธอได้จ้องมองมาที่เฟิร์สมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
หญิงสาวยกยิ้มก่อนจะเดินผ่านเข้าไปภายในอบิส
เฟิร์สนั้นคร้านใจใส่ใจกับเด็กน้อยเหล่านี้ เขายังคงทำหน้าที่ของตนเองต่อไปอย่างเงียบๆ
เวเกอร์มองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มร่างผอมบางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินจากไปเป็นคนสุดท้าย
ตอนนี้จึงเหลือแค่เฟิร์สที่ยังอยู่ในเซฟโซนที่นี่
เด็กหนุ่มยังคงทำงานของตนเองอย่างไม่แยแสผู้ใด หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็เอ่ยขึ้น
“แล้วพวกคุณจะไม่กลับไปพักผ่อนอย่างนั้นหรอ?” เฟิร์สเอ่ยโดยที่ไม่ได้จับจ้องสายตาไปที่ใด
เขายังคงจ้องมองภาพโฮโลแกรมที่ฉายผ่านกำไล
ที่นี่นอกจากมอนสเตอร์ที่อยู่นอกเขตเซฟโซนแล้ว บรรยากาศก็ดูวังเวงยิ่ง
ทว่าตอนนั้นเองภายใต้ความมืดก็มีระลอกคลื่นสั่นไหว อากาศเริ่มขยับราวกับจะเป็นภาพมายา
ร่างของชายชุดดำสองคนพลันก้าวเดินออกมา
หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าบนเสื้อผ้าของพวกเขามีตราสัญลักษณ์ของแคลนพยัคฆ์ครามประดับอยู่
“ไม่เลว ไม่เลว ... ฉันไม่คิดเลยว่านิวโฮปจะมีเด็กหนุ่มหน่วยก้านดีมาเป็นวอชเชอร์ให้กับพวกเขา สมแล้วที่ทำหน้าที่เฝ้ามอง”
“ไอ้หนู ว่าแต่นายเจอพวกฉันตั้งแต่เมื่อไหร่?”
หนึ่งในชายสองคนนั้นเอ่ยขึ้น
เฟิร์สเงยหน้าขึ้นมาจากการทำงานและเอ่ย “ตั้งแต่แรก”