นักลวงจิต

    บทที่ 13 มัจจุราช (4)

    ธารานึกภาพตาม บทบาทหน้าที่ต่างกันย่อมบ่มเพาะลักษณะนิสัยและแนวคิดที่ต่างกัน นักหลอนประสาทแบบอลิสาหรือสายกายภาพแบบขาลก็เหมือนกันนักรบที่ต้องเสี่ยงชีวิตก่อนใครเพื่อน จึงก่อให้เกิดนิสัยกล้าได้กล้าเสีย มองอนาคตให้สั้นลงแล้วมองปัจจุบันให้ชัดเจนขึ้น การเฉิดฉายในช่วงเวลาสั้นๆ ถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ

    “น้องธารากับธันยา อายุถึงสิบแปดกันหรือยังคะ” อลิสาเปลี่ยนเรื่องถาม

    “ถึงแล้วค่ะ แฟนหนูก็ด้วย” ธันยาตอบ

    “ไม่มีอะไรหรอก พี่จะพาไปเปลี่ยนบรรยากาศ ไม่อยากให้รู้สึกเหมือนโดนลักพาตัว ถือว่าเป็นแขกที่เข้มงวดเรื่องความปลอดภัยแล้วกัน”

    “ขอบคุณค่ะ พวกหนูไม่เป็นไร” ธันยาตอบ แม้จะยังรู้สึกกลัวอลิสา แต่ความเป็นกันเองและใจดีของทิชาก็ช่วยผ่อนคลายความรู้สึกได้อย่างเพียงพอแล้ว (รวมถึงพี่ขาลในยามสงบด้วย ไม่นับพี่ขาลในยามต่อสู้)

    “ถ้ากินเสร็จ พร้อมเมื่อไหร่ก็บอกพี่นะ จะได้พาไป”

    อันที่จริงธารากะจะบอกปฏิเสธไม่ไป แต่ก็ตระหนักได้ว่าภายใต้คำว่า “แขก” ก็ยังซ่อนความหมายการเป็น “ตัวประกัน” ไว้ด้วย คงจะดีกว่าหากทำตามที่อีกฝ่ายสั่งแต่โดยดี นาฬิกาดิจิตอลที่แขวนไว้อยู่บนเสาข้างเวทีบอกเวลาว่า 19.34 น. อลิสาเดินออกไปเพื่อให้คนที่เหลือพูดคุยกันตามอัธยาศัยคล้ายกับลมหนาวที่พัดโกรกเข้ามาแล้วจากไป ลมหนาวที่มีกลิ่นอายของความตาย หลังจากนั้นบรรยากาศก็กลับมาอบอุ่นอีกครั้งโดยมีทิชาเป็นผู้ควบคุมการสนทนา ขาลยกเอาบัวลอยไข่หวานมาเสิร์ฟให้ธารา ส่วนของธิชาและธันยาเป็นทับทิมกรอบน้ำกะทิ

    “รสชาติปราณีตยันของหวานเลยค่ะ” ธันยาออกปากชม “เนื้อในทับทิมกรอบเหมือนเด้งในปาก น้ำกะทิเข้มข้นมาก”

    “อร่อยเกินบรรยายอีกแล้วครับ” ธาราชูนิ้วโป้งอีกครั้ง เนื้อบัวลอยนุ่มเคี้ยวมันส์มากในความรู้สึกของเขา

    “เชื่อมือได้อยู่แล้ว พี่ขาลน่ะ” ทิชาหัวเราะหึๆ

    หลังเสร็จของหวานแล้วคุยกันต่อสักพัก ธารากับธันยามองหน้ากันก่อนจะบอกธิชาว่าทั้งคู่น่าจะพร้อมออกไปกับอลิสาแล้ว

    “งั้นพี่เรียกอลิสาเลยนะ” ธิชาพูดจบก็ปรบมือเรียก


    ธันยากับธารารู้สึกว่าตัวเองภาพตัดอีกครั้ง ตอนนี้นั่งอยู่ในบาร์ของดาดฟ้าโรงแรมแห่งหนึ่ง กรุกระจกโดยรอบมองออกไปเห็นทิวทัศน์เป็นแสงสีจากป่าคอนกรีตยามค่ำคืน ผู้คนจับจองที่นั่งกันเกินครึ่งร้าน นาฬิกาดิจิตอลที่ผนังบอกเวลา 21.25 น. ธารากับธันยานั่งโต๊ะบาร์ซึ่งหันหลังให้กับเวทีนักร้อง บรรยากาศร้านเป็นแสงสลัวสีม่วงตกแต่งในแบบฉบับของบาร์แจ๊ส เสียงอันคุ้นหูชวนให้ทั้งคู่เหลียวหลังไปมองค่อยพบว่านักร้องนำวงโฟลค์ซองที่บรรเลงอยู่คืออลิสา กำลังร้องท่อนฮุคสุดท้ายของ I’ wll always love you ที่ซ้อมในรถเมื่อตอนเย็น แต่คราวนี้แผดเสียงโชว์พลังอย่างเต็มที่ นั่งอยู่ตรงกลางขนาบข้างด้วยมือกีต้าร์โปร่งชายสองคน และมีกลองเปอร์คัสชั่นด้านหลังอีกหนึ่งคน แม้เทคนิคจะไม่อาจเทียบเท่าต้นฉบับอย่าง Whitney Houston (จะมีสักกี่คนในโลกที่ร้องเทียบต้นฉบับได้กันนะ) เสียงแก้ววางบนโต๊ะดึงความสนใจของธารามาที่โต๊ะบาร์อีกครั้ง บาร์เทนเดอร์หัวโล้นอารมณ์ดียิ้มให้กับเขา

    “พี่สาวนักร้องสั่งไว้ ถ้าน้องสองคนดูได้สติกลับมาแล้ว ก็เสิร์ฟให้ได้เลย”

    ของธาราคือมาร์ตินี่ในแก้วทรงสามเหลี่ยม ตกแต่งด้วยมะกอกดองลอยอยู่ในเหล้าจิน ส่วนของธันยาเป็นไหมไทสีเหลืองสดแซมด้วยสีอำพัน ประดับเหนือแก้วด้วยลูกเชอร์รี่แดงสดและส้มฝาน ธันยากล่าวขอบคุณบาร์เทนเดอร์อย่างงงๆ อีกฝ่ายหนึ่งขยิบตาให้ทั้งคู่ ธาราก้มมองตัวเองพบว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่ในชุดนักเรียนอีกต่อไปแล้ว เป็นเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเข้มที่กระดุมเสื้อตรงอกบนถูกปลดออกและกางเกงชิโน่สีครีมเข้าคู่กับรองเท้าคอนเวิร์สสีดำสลับขาว ส่วนธัญญาอยู่ในชุดเดรสกระโปรงสั้นสีดำ ผมถูกปล่อยสยายลงมายาวปรกไหล่ รองเท้าคัทชูส้นเตี้ยสีเงิน หน้าถูกแต่งออกมาให้ดูสดสวยและเซ็กซี่โดยเฉพาะเมื่อยิ่งสะท้อนกับแสงสลัวในบาร์

    “รู้สึกเหมือนเดินทางข้ามประเทศแล้วจะเป็นเจ็ทแล็กเลย” ธันยาบ่นกับแฟนหนุ่ม “ฉันงงกับเวลาหมดแล้ว คืนนี้ไม่รู้จะนอนหลับมั้ย”

    “อื้ม” ธาราครางตอบ เอานิ้วจิ้มมะกอกดองเล่น

    “พี่อลิสาดูจะพยายามรับรองแขกอย่างเราเต็มที่ แต่ฉันรู้สึกพิลึกกึกกือยังไม่รู้” ธันยาพูดพลางสั่นตัวคล้ายกับขนลุก “ฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเราโดนหลอนประสาทอยู่มั้ย”

    “ทั้งหมดนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงเหรอ” ธารายกแก้วมาร์ตินี่ขึ้นซดอย่างเก้ๆ กังๆ ความรู้สึกร้อนผ่าวจากฤทธิ์เหล้าจินยังคงเหมือนจริงทุกประการ

    “อาจจะตั้งแต่ต้นเลย” ธันยาตอบ “บอกยากว่าจุดตั้งต้นอยู่ตรงไหน ฉันเคยลงภาคสนามกับคุณอามาบ้าง แต่ก็ไม่เคยถูกจับตัวมาแบบนี้ แต่อีกฝ่ายอาจจะหลอนประสาทหลอกเราให้คายความลับสำคัญบางอย่างออกมา”

    “แล้วทำยังไงกันดี” ธาราถาม จิบมาร์ตินี่เข้าไปอีกอึกเล็กๆ เขาอยากเปลี่ยนเป็นเบียร์มากกว่า

    “ตามน้ำไปก่อนแล้วกัน แล้วพยายามอย่าคลายความลับเรื่องสำคัญอะไรออกมา” ธันยาบอก

    “สบายมาก” ธารายักไหล่ เขามั่นใจเพราะตัวเองก็ไม่รู้ความลับอะไรเลยเช่นกัน

    หลังจากจบเพลง หลายโต๊ะก็ปรบมือให้กับวงดนตรี อลิสากล่าวลาลูกค้าอย่างคล่องแคล่วราวกับเอ็มซีงานมอเตอร์โชว์ ก่อนที่วงจะเก็บอุปกรณ์ อลิสาเพียงเก็บแท็บเล็ตของตัวเองที่วางบนสแตนอ่านโน๊ตแล้วเดินลงมาจากเวที คุยกับเพื่อนร่วมวงดนตรีไม่กี่ประโยค ช่วงพักเบรคครึ่งชั่วโมงหลังวงดนตรีร้านเปิดเพลงแนวแจ๊สบรรเลงแทน (วงดนตรีแจ๊สจะขึ้นแสดงในช่วงดึก สี่ทุ่มเป็นต้นไป) จากนั้นอลิสาก็เดินเข้ามาหาทั้งคู่ที่บาร์

    “พี่ร้องเพลงเก่งมากเลยค่ะ” ธันยาออกปากชมก่อน ธาราพยักหน้าอย่างเห็นด้วยชูนิ้วโป้งให้

    “ขอบคุณค่ะ” อลิสารับคำพร้อมรอยยิ้มสุภาพ “พี่รับงานร้องเพลงมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ร้องเพลงชั่วโมงเดียวได้มากกว่าเสิร์ฟทั้งคืน งานพริตตี้เอ็มซีก็เหมือนกันค่าตอบแทนงามมาก ช่วยให้พี่ส่งตัวเองเรียนแล้วก็ถอยเจ้าน้ำเงินได้ (เธอหมายถึงรถมิตซูบิชิแลนเซอร์ของเธอ) ”

    “เก่งจังค่ะ” ธันยาออกปากชม แต่ก็ยังมีท่าทีเกร็งๆ ครั่นคร้ามอีกฝ่าย “พี่เรียนจบคณะอะไรมาคะ”

    “คณะจิตวิทยาค่ะ แต่ตอนเรียนม.ปลายพี่ไม่ค่อยตั้งใจ สอบแข่งสู้เขาไม่ได้เลยเข้าม.เอกชน ค่าเทอมแพงหน่อย” อลิสาพูด แล้วก็บอกชื่อมหาวิทยาลัย

    “คณะนี้หนูกับแฟนกะจะเข้าเรียนอยู่เหมือนกัน บังเอิญจังเลยค่ะ เนอะ” ธันยาพูด เอาศอกถองธารา เด็กหนุ่มพูดเพียง “ใช่ครับ”

    “ใช้ในชีวิตจริงได้เยอะเลย ยิ่งการที่เราเป็นนักลวงจิตแบบนี้ก็เหมือนทำงานตรงสายดีๆ นี่เอง” อลิสายิ้มอย่างสุภาพก่อนจะพูดต่อ “เดี๋ยวไว้มาคุยกันต่อนะคะ พี่ขอตัวไปหาคนรู้จักแวบหนึ่ง น้องตามสบายนะ อยากสั่งอะไรก็ได้เต็มที่” จากนั้นเธอก็หันไปทักทายบาร์เทนเดอร์หัวโล้นอย่างเป็นกันเอง แล้วสั่งเบียร์สดกับไวน์สปายคลาสสิคให้กับธาราและธันยาตามลำดับ ทั้งคู่รู้สึกประหลาดใจ ราวกับว่าอลิสาสามารถหยั่งรู้ความต้องการของตนได้

    ธารามองตามไปว่าอลิสาเดินไปหาใคร ที่โต๊ะโซฟาตัวหนึ่งมุมห้องบาร์ค่อนข้างลับตาคน ชายหน้าตาคล้ายฝรั่งนั่งอยู่ แม้จะอยู่ในอิริยาบถนั่งแต่ก็ประเมินได้ว่าสูงพอๆ กับธาราเอง ผมตัดสั้นสีดำและเค้าหน้าที่หล่อเหลาราวกับเทพบุตร หากจะบอกว่าเป็นนายแบบฝรั่งถอดแบบจากปกนิตยสารสักเล่มก็คงไม่แปลกใจ จมูกโด่งเครื่องหน้าคมคาย สุดยอดปฏิกรรมที่รังสรรค์โดยพันธุกรรมมนุษย์ เขาเท้าศอกทั้งสองข้างบนโต๊ะ มองไปข้างหน้าอย่างครุ่นคิดจนเลื่อนลอย แก้ววิสกี้ออนเดอะร็อคสีอำพันวางอยู่ตรงหน้าเขา ดูไม่พร่องลงไปเลยสักเล็กน้อย

    หนุ่มฝรั่งหน้าตาดีคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก ที่น่าแปลกคือเมื่อธาราสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของเขา เขารู้สึกถึงมวลความรู้สึกหนักอึ้งชนิดที่อธิบายไม่ถูก หายใจไม่ทั่วท้องและอยากจะเปล่งเสียงร่ำไห้ออกมาอย่างไม่มีเหตุผล อลิสาเดินเข้าไปทักทาย ส่งยิ้มที่เปี่ยมด้วยความวาบหวามชนิดที่ไม่เคยเห็นจากเธอมาก่อน (ปรกติอลิสามักจะยิ้มจางๆ ตามมารยาทอันสัมผัสได้ถึงความเย็นชา) ก่อนจะนั่งลงข้างชายคนนั้น เกี่ยวแขนทั้งสองข้างคล้องแขนเขาไว้ หลับตาอิงศีรษะกับแขนของเขาราวกับเด็กน้อยคนหนึ่ง สลัดคราบนักหลอนประสาทสาวผู้เลือดเย็นไปจนหมดสิ้น ความรู้สึกข้างในถูกฉายออกมาทางใบหน้าของหญิงสาวจนรับรู้ได้แต่ไกล ในขณะที่ฝั่งชายหนุ่มยังคงนิ่งจมในความคิดตัวเองและดูคล้ายเศร้าซึมเล็กน้อยด้วยซ้ำ อลิสาฉวยใบหน้าเขามาหอมแก้มอย่างหลงใหล จะดึงให้อีกฝ่ายมาจูบแต่ทว่าฝ่ายชายกลับเบี่ยงศีรษะออก แม้จะไม่ได้ยินบทสนทนาแต่ก็เห็นว่าอลิสาเป็นฝ่ายพูดเสียส่วนใหญ่ ชายฝรั่งคนนั้นเพียงตอบคำบ้างบางครั้ง สักพักใบหน้าที่ฉายความปรารถนายินดีของหญิงสาวกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าโศก ปากเธอสั่นระริก น้ำตาคลอก่อนจะซบหน้ากับฝ่ามือแล้วร้องไห้ ฝ่ายชายหนุ่มชำเลืองตามองด้วยความเห็นใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะดึงเข้ามากอด เมื่อมีโอกาสแนบชิดอลิสาก็ฉวยโอกาสขโมยจูบเขาแบบสั้นๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา แล้วเปลี่ยนมาเป็นเอียงศีรษะซบไหล่เขาด้วยหน้าตาพริ้มสุข ธาราแทบไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพการขึ้นรถไฟเหาะทางอารมณ์แบบนี้จากผู้หญิงใจแข็งอย่างอลิสา สะท้อนให้เห็นว่าเธอหลงรักชายฝรั่งคนนี้มากเพียงใด มากจนเธอทิ้งจุดยืนของตัวเองไปหมดสิ้น ราวกับว่าเธอแข็งกร้าวให้กับคนทั้งโลก และยอมอ่อนยวบให้ชายผู้นี้เห็นเพียงผู้เดียว

    คล้ายกับเรื่องนักลวงจิต ที่คุณอ่าน