ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 65 ตระกูลฉี แห่งเมืองชานเป่า

    ตำหนักตระกูลฉี

            ผู้นำตระกูลฉีนั่งกลางโต๊ะในห้องโถงหลักมีผู้อาวุโสหลายสิบคนเข้าร่วมประชุมรวมถึงฉีเชิน และฉีฟู่ หลังจากฉีหลินทงผู้นำตระกูลฉีได้รับรายงานเรื่องของการถูกสมาคมการค้ามังกรดำตัดขาดความสัมพันธ์เขาโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมากกว่าที่เขาจะสานสัมพันธ์และทำการค้ากับสมาคมการค้ามังกรดำได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยซ้ำร้ายเลือดมังกรที่หายากกลับอยู่ปลายจมูกเขาแต่กลับไม่สามารถนำมันกลับมาให้เขาได้

                “มีใครบอกได้ไหมว่าเจ้าเด็กนั่นเป็นใครมาจากไหนเหตุใดจึงสนิทสนมกับผู้นำสมาคมมังกรดำได้”

             ฉีหลินทงกล่าวกลางที่ประชุมของตระกูลฉีทุกคนต่างเงียบกริบ

            “ไปสืบมาว่าเด็กนั้นเป็นใครมาจากไหนเบื้องหลังเป็นยังไงบ้างพยายามอย่าให้ทำอะไรให้เด็กคนนั้นไม่พอใจเป็นอันขาด”

            ฉีหลินทงต้องการฟื้นความสัมพันธ์กับสมาคมมังกรดำหากแต่พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงตัวของลู๋เจ๋อได้ดังนั้นฉีหลินทงต้องการให้เฟิ่งหยูเป็นสื่อกลางในการเจรจาในครั้งนี้เป็นอย่างมาก

            “ส่วนเจ้าตัวเจ้าปัญหาข้าขอกักบริเวณเจ้าเป็นเวลาหนึ่งเดือน ห้ามออกนอกตระกูลเด็ดขาด”ฉีหลินทงมองไปยังฉีฟู่

            “ขอรับท่านพ่อ”ฉีฟู่ได้แต่ต้องรับคำเขาไม่กล้าที่จะตอบโต้อะไรทั้งนั้นในตอนนี้เพราะเขารู้ความผิดของตนเองดี

            หลังจากนั้นไม่นานทุกคนต่างแยกย้ายออกไปทำหน้าที่ของตนยังคงเหลือฉีหลินทงและผู้อาวุโสอีกสามคน นั่นคือ ผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่ง ฉีเจินฟู่ มีวรยุทธ์ขั้นราชันสวรรค์ ระดับหก ผู้อาวุโสลำดับที่สอง ฉีเจินฟางมีวรยุทธ์ขั้นราชันสวรรค์ ระดับห้า และผู้อาวุโสลำดับที่สาม  ฉีเจินเจิน มีวรยุทธ์ขั้นราชันสวรรค์  ระดับสี่และเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงทั้งสามยังคงอยู่ต่อเพื่อปรึกษาหารือเรื่องสำคัญต่อ

            “ท่านผู้อาวุโสพวกท่านคิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง เจ้าเด็กนั่นเป็นใครมาจากไหนกันแน่”

            “ข้าคิดว่าเรื่องนี้คงไม่ธรรมดาเพราะตระกูลเราเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของอาณาจักรตะวันฉายยังเข้าไม่ถึงตัวผู้นำสมาคมมังกรดำได้เลยแต่เจ้าหนูนั่นสามารถสนิทสนมกับคนระดับนั้นได้ พื้นเพต้องไม่ธรรมดา”ฉีเจินฟางผู้อาวุโสลำดับสองเอ่ย

            “ข้าก็คิดเช่นเดียวกันโชคดีที่ฉีฟู่ไม่ได้ล่วงเกินเขาไปมากกว่านี้ ไม่งั้นพวกเราคงเสียหายไปมากกว่านี้”ฉีเจินเจินกล่าวออกมา

            “ข้าเองก็คิดเช่นและข้าหวังว่ามันคงไม่กระทบกับงานใหญ่ของตระกูลเราหรอกนะ” ฉีหลินทงกล่าวด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด

            “ท่านผู้นำไม่ต้องกังวลเรื่องนี้คงเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้นแหละ สาเหตุมาจากฉีฟู่ที่แอบไปชอบคนของเขาและก็ทำตัวเหมือนที่เคยทำ จึงทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นที่สำคัญพวกมันเพียงแค่โชคดีที่ผ่าได้แร่โลหิตมังกรที่มีโลหิตมังกรอยู่ข้าคิดว่าคนพวกนี้คงไม่ทราบเรื่องที่ตระกูลเราร่วมมือกับกษัตริย์อาณาจักรตะวันฉายหรอก”ผู้อาวุโสหนึ่งกล่าวขึ้นมา

            “ข้าเองก็หวังเป็นเช่นนั้น”

            ฉีหลินทงกล่าวพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่

            “ว่าแต่ช่วงนี้องค์กษัตริย์ทำไมถึงเงียบไปไม่ส่งข่าวพวกเราบ้าง”

            “เท่าที่ทราบตอนนี้องค์กษัตริย์กำลังเตรียมตัวส่งองค์ชายสามไปสู่ขอองค์หญิงของอาณาจักรเมฆาหวนอยู่คาดว่าคงไม่ถึงสองเดือนก็คงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพราะหากทางอาณาจักรเมฆาหวนปฏิเสธก็คงเข้าทางตามแผนของพวกเราแล้ว”ผู้อาวุโสลำดับสองรายงาน

            “หากการขยายอำนาจของอาณาจักรตะวันฉายเป็นไปตามแผนตระกูลของเราจะเป็นอันดับหนึ่งของทวีปอย่างแน่นอน”ผู้นำตระกูลฉีเอ่ยพร้อมกับใบหน้ายิ้มอย่างมีเล่ห์นัย

            “สิ่งที่สำคัญที่สุดพวกเราต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลฉีและสมาคมการค้ามังกรดำให้ได้เร็วที่สุดเพราะสินค้าสำคัญที่ต้องใช้ยามจำเป็นสมาคมการค้ามังกรดำสามารถตอบสนองพวกเราได้ดีที่สุดและพวกมันยังมีอยู่เป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นอาวุธชุดเกราะหรือแม้กระทั่งโอสถระดับสูง”

            ผู้นำตระกูลฉีเอ่ยขึ้นมาหากไม่มีเรื่องในวันนี้เกิดขึ้น ทางตระกูลฉีสามารถกักตุนอาวุธ และโอสถไว้ได้เป็นจำนวนมากอย่างแน่นอนแต่นี่พวกเขาพึ่งทำการกักตุนสินค้าต่าง ๆ ยังได้ไม่มากเท่าไหร่กลับมาเกิดเรื่องนี้มาก่อน นับเป็นเรื่องที่พวกเขาคาดไม่ถึงมาก่อน

            “ยังไงซะตอนนี้เราต้องตามหาเจ้าหนูนั่นให้ได้ก่อนแม้จะต้องเสียเงินเท่าไหร่ เราก็ต้องยอมขอเพียงกลับมาทำการค้ากับสมาคมการค้ามังกรดำได้”

            หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม

            “รายงานท่านผู้นำตระกูลสายของเรารายงานมาว่า เด็กคนนั้นชื่อเฟิ่งหยู ส่วนคนที่ติดตามมาด้วยสองคนชื่อจื่อฮุ่ย และจื่อซ่ง พวกเขาเพิ่งจะเข้าเมืองมาตอนเช้านี้  พวกเขามาจากเมืองหลิวโจวและเพิ่งมาติดต่อกับสมาคมการค้ามังกรดำเมื่อเช้านี้ขอรับ”

            ฉีหลินทงนั่งนิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

            “เพิ่งมาถึงเมื่อเช้านี้และเพิ่งจะมาขอติดต่อกับสมาคมการค้ามังกรดำด้วยงั้นคงเป็นเรื่องบังเอิญอย่างที่ท่านผู้อาวุโสกล่าวจริง ๆ นั่นแหละ”

            “ดีดียิ่งนักนับว่าพวกเจ้าทำงานกันได้ดีจริง ๆ” ฉีหลินทงเอ่ยชมขึ้นมา

            “หากข้าเดาไม่ผิดพวกนั้นคงตกลงทำการค้ากับสมาคมการค้ามังกรดำได้พวกเจ้าจงเร่งไปติดต่อกับเจ้าหนูนั่นให้ได้ หากพวกเราไม่สามารถซื้อสินค้าจากสมาคมการค้ามังกรดำได้พวกเรายังสามารถซื้อได้จากพวกเจ้าเด็กนั้นได้อย่างแน่นอน” ผู้นำตระกูลสั่งการลงไป

             

            ส่วนทางด้านของเฟิ่งหยูหลังจากออกจากถนนพนันหินพวกเขาจำใจต้องตามลู่เจ๋อกลับไปพักยังสมาคมการค้ามังกรดำเป็นการชั่วคราวเพราะเรื่องราวในวันนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่โตเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องของโลหิตมังกร ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโลหิตมังกรได้หายสาบสูญไปนานแล้ว ดังนั้นการที่โลหิตมังกรสามหยดปรากฏออกมานับเป็นเรื่องที่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ระดับทวีปก็ว่าได้

            หลังจากมาถึงผู้อาวุโสลู่เจ๋อสั่งให้คนจัดที่พักให้แก่เฟิ่งหยู จื่อฮุ่ย และจื่อซ่งเรียบร้อยแล้วก่อนที่ผู้อาวุโสลู่เจ๋อจะกลับไป เฟิ่งหยูได้เอ่ยกับผู้อาวุโสลู่เจ่อ

            “ท่านผู้อาวุโสลู่โลหิตมังกรของข้า ให้ท่านผู้อาวุโสนำไปประมูลเพียงสองหยด ส่วนอีกหยดขอให้ท่านผู้อาวุโสมอบให้แก่ผู้นำสมาคมการค้ามังกรดำบอกว่าข้าเฟิ่งหยูให้เป็นของขวัญกับท่านผู้นำสมาคมก็แล้วกัน”เฟิ่งหยูกล่าวออกมาด้วยความจริงใจ

            “เจ้าจะมอบเป็นของขวัญให้ท่านผู้นำเจ้ารู้ไหมว่ามันมีค่ามากแค่ไหน ผู้คนมากมายต่างแก่งแย่งกัน แต่เจ้ากลับจะให้เป็นของขวัญ”  ผู้อาวุโสลู่เจ๋อเอยถาม

            “ก็แค่ของนอกกายส่วนของท่านไม่ต้องห่วง ข้ามอบสิ่งนี้ให้ท่าน”

             เฟิ่งหยูโยนแก่นธาตุสัตว์อสูรระดับห้าให้กับผู้อาวุโสลู่เจ๋อเป็นการตอบแทน

            “ข้าไม่อยากติดค้างใครข้าขอบคุณในความช่วยเหลือของท่านในวันนี้จริง ๆ”

             ผู้อาวุโสลู่เจ๋อหมดคำที่จะพูดเพราะแม้แต่แก่ธาตุสัตว์อสูรระดับห้าเฟิ่งหยูยังโยนให้เขาง่ายๆ แบบนี้ หลังจากนั้นไม่นานผู้อาวุโสลู่เจ๋อจึงได้ติดต่อประชุมเหล่าผู้อาวุโสของสมาคมการค้ามังกรดำเป็นการเร่งด่วนรวมทั้งรายงานเรื่องนี้ให้แก่ทางสมาคมทราบ

            หลังจากที่ทุกคนได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด

            “ฮ่าฮ่า ฮ่า เจ้าหนูนี่ทำให้ข้าตะลึง และแปลกใจได้ตลอดข้ารู้แล้วว่าทำไมเม้งหวู่จ๋าถึงได้บอกให้ข้าทำใจให้ยอมรับกับเรื่องที่เขาทำเพราะจะทำให้พวกเราสามารถตกตะลึงได้ตลอดเวลา” ผู้นำสมาคมหัวเราะชอบใจข้าละชอบใจเจ้าเด็กคนนี้จริง ๆ

            “เอาละในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้ข้าก็จะสนับสนุนเจ้าเด็กนี่อย่างเต็มที่ ข้าขอประกาศให้แต่งตั้งเฟิ่งหยูให้เป็นผู้อาวุโสคนใหม่ในสมาคมการค้ามังกรดำและเลื่อนขั้นเม้งหวู่จ๋าให้เป็นผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งส่วนลู่เจ๋อให้เลื่อนขั้นสามขั้นจากผู้นำสมาคมการค้าเมืองซานเป่า ให้เป็นผู้อาวุโสของสมาคมด้วยส่วนเรื่องการประมูลให้จัดขึ้นอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”

            เม้งหวู่จ๋าและลู่เจ๋อทั้งสองคนแทบจะตะโกนออกมาด้วยความดีใจเพียงแค่รู้จักกับเฟิ่งหยูไม่นานพวกเขาต่างเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียวแต่คนที่ยิ้มไม่หุบกลับเป็นผู้นำสมาคมการค้ามังกรดำ เพราะโลหิตมังกรหนึ่งหยดเพียงแค่หนึ่งหยดก็สามารถทำให้เกิดสงครามนองเลือดได้แล้วแต่เฟิ่งหยูกลับให้เขาเป็นของขวัญเสียได้

            นี่มันไม่ใช่แค่วรยุทธ์ของเขาที่จะก้าวหน้าอายุของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย นี่คือสิ่งที่ทุกคนล้วนต้องการโดยเฉพาะคนที่อยู่มานานอย่างผู้นำสมาคม

            “ข้าต้องขอบใจเจ้าจริงๆ เจ้าหนู ข้าตามหาของสิ่งนี้มานานหลายร้อยปีแล้ว”

            ผู้นำสมาคมพึมพำกับตัวเองหลังจากประชุมเสร็จ ลู่เจ๋อรีบเข้าไปหาเฟิ่งหยูโดยทันทีพร้อมกับแจ้งเรื่องการประมูลให้เฟิ่งหยูทราบ

            “ทางสมาคมได้ข้อตกลงแล้วว่าจะจัดการประมูลขึ้นอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านี้ส่วนเจ้าผู้นำสมาคมได้แต่งตั้งให้เป็นผู้อาวุโสของสมาคมการค้ามังกรดำ ข้าได้เลื่อนเป็นผู้อาวุโสของสมาคมมังกรดำระดับเดียวกับเจ้าที่สำคัญผู้อาวุโสเม้งหวู่จ๋าได้เลือนเป็นผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่ง”ลู่เจ๋อบอกเฟิ่งหยูด้วยความตื่นเต้น

            “วันนี้พวกเจ้าต้องดื่มฉลองเป็นเพื่อนข้าแล้วหละฮ่า ฮ่า ฮ่า” ลู่เจ๋อหัวเราะด้วยความอารมณ์ดี สิ่งที่เขาคิดเล่นๆ ในตอนกลางวันตอนเย็นกลับเป็นจริงขึ้นมา จะไม่ให้เขามีความสุขได้อย่างไร

            “ได้ท่านผู้อาวุโสท่านให้คนไปแจ้ง จื่อฮุ่ยและผู้อาวุโสจื่อซ่งด้วย”เฟิ่งหยูกล่าวออกมาอย่างมีความสุขร่วมกับผู้อาวุโสลู่เจ๋อ

            “ไม่ต้องห่วงข้าให้คนไปแจ้งเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาพบกับเจ้า” ผู้อาวุโสลู่เจ๋อกล่าว

            ผ่านไปไม่นานพวกเขาดื่มกินอย่างมีความสุขนับเป็นครั้งแรกที่เฟิ่งหยูได้เห็นใครสักคนหนึ่งสามารถปลดปล่อยความทุกข์ ทุกอย่างลืมทุกสิ่ง และมีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้พวกเขาดื่มกินกันไปร่วมสองชั่วยามจึงแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน

            ตลอดทั้งคืนลู่เจ๋อนอนหลับยิ้มอย่างมีความสุขเขาปรารถนาตำแหน่งผู้อาวุโสของสมาคมมานานนับร้อยปี และวันนี้เขาก็สมความปรารถนาแล้วนี่เป็นสาเหตุที่เขามีความสุขเป็นอย่างยิ่งในวันนี้

            ส่วนทางจื่อฮุ่ยและจื่อซ่งหลังจากงานเลี้ยงเสร็จสรรพ พวกเขาทั้งสองต่างคุยกัน

            “นายน้อยได้ตำแหน่งผู้อาวุโสของสมาคมการค้ามังกรดำตระกูลของเรามีโอกาสที่จะกลับมาสู่ความรุ่งโรจน์แล้ว” จื่อซ่งเอ่ย

            “ท่านอาข้าเองก็ดีใจ นับเป็นโชคดีของพวกเราจริง ๆ ที่มาเจอกับเฟิ่งหยูเขาสามารถทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายได้ตลอดเวลาเลยท่านว่าไหม”

            “อื่มตอนแรกที่เจ้าพามาพบข้า ข้าเองยังคิดว่าเป็นเรื่องเฟ้อฝันของเด็กคนหนึ่งแต่วันนี้ข้าได้รับรู้แล้วว่าเขาเป็นของจริง ตระกูลเราต้องซื่อสัตย์กับนายน้อยข้ามองว่านายน้อยต้องเป็นคนที่ยิ่งใหญ่มากในอนาคต ต้องขอบคุณเจ้าจริง ๆที่ทำให้พวกเรามาเจอกับนายน้อย”จื่อซ่งกล่าวพร้อมกับน้ำตาคลอด้วยความหวังเป็นอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ตระกูลของเขากลับมาอยู่ในเมืองหลิวโจวอาณาจักรตะวันฉายได้อย่างเปิดเผยและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสามารถแก้แค้นตระกูลฉีได้  แต่มันก็เป็นเรื่องของอนาคตพวกเขาจะสามารถแก้แค้นได้หรือไม่จื่อซ่งไม่คิดจะดึงเฟิ่งหยูให้มาเกี่ยวข้องเพราะเพียงแค่นี้ เฟิ่งหยูก็ทำให้พวกเขาสามารถลืมตาอ้าปากได้แล้วก็ว่าได้แม้ธุรกิจของพวกเขายังไม่ได้ตั้งขึ้นก็จริง แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าหากได้ทำการค้ากับสมาคมการค้ามังกรดำกำไรและเงินจะเข้ามาเป็นกอบเป็นกำเลยก็ว่าได้

            ส่วนเฟิ่งหยูหลังจากที่แยกกลับมาที่ห้องพักเขากลับนอนหลับสนิทไม่รับรู้เรื่องราวภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น เขาคิดเพียงแต่ว่า วันนี้รอดมาได้ก็ดีแล้วเพียงแค่นั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ เขาถือว่าเป็นเรื่องปกติไม่ได้ตื่นเต้นแต่อย่างใด

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน