ในระหว่างที่เจมส์กำลังช่วยป้าพรและลุงขัย พี่หวานพี่เบียร์ สุภาพบุรุษในชุดสูทอาร์มานีอย่างทอยก็กำลังช่วยกันเก็บมะละกอไปขายในตลาด
เอาความจริงราคามะละกอต่อกิโลกรัมไม่ถือว่าสูงหรอก ออกจะถูกเสียด้วยซ้ำ ไม่งั้นคงไม่มีร้านส้มตำครกละ 20 บาทผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
แต่ราคาที่ว่าไม่มีหรอกนะในพัทยาหรือกรุงเทพฯ อย่างต่ำก็ห้าสิบบาท ดังนั้นหากกล่าวถึงส้มตำราคาถูก จะมีแต่ในต่างจังหวัดเท่านั้นแหละ โดยเฉพาะร้านนั่งชิลล์ รสชาติอร่อยแซ่บอย่าบอกใครเชียว
“ลูกมะละกอใหญ่จัง นี่ถ้าเก็บไปตำส้มตำบ้าง น่าจะอร่อยนะ” เบียร์ที่กำลังเก็บผลมะละกอสีเขียวเข้มพึมพำเสียงเบา
“งั้นก็เหลือไว้ส่วนหนึ่ง เที่ยงนี้เรามาตำส้มตำกินกัน” หวานเสนอ
“งั้นดีเลย แต่เรื่องแบบนี้ฉันคงไม่สันทัด ต้องให้เจมส์เป็นคนจัดการ”
“เอ๋...ทำไมละ เจมส์ทำอาหารอร่อยเหรอ?” ในมุมมองของหวาน เจมส์เป็นถึงชายหนุ่มผู้ร่ำรวย เกิดมาบนกองเงินกองทอง คงไม่เคยเข้าครัวจับกระทะหรอกมั้ง
“อร่อยสิ เธอเองก็เคยกินฝีมือเขาแล้ว”
“ห่ะ...ย่างกุ้งน่ะนะ”
หวานยอมรับฝีมือการย่างกุ้งของเจมส์ แต่เรื่องทำอาหารมันคนละเรื่องกันไหมยายเบียร์ อย่าบอกนะว่าหลงแฟนจนกินอะไรก็อร่อย
เบียร์กำลังจะอธิบาย แต่ถูกทอยชิงพูดไปก่อน
“คุณหวานคงจะไม่รู้อะไร คนที่ทำน้ำจิ้มซีฟู้ดอร่อยๆ ที่เราเพิ่งกินไปเมื่อวาน ก็คือเจ้านายนั่นแหละครับ”
“หา...เรื่องจริงเหรอ?”
น้ำจิ้มเมื่อวานมันยังติดอยู่ในลิ้น รสชาติอันตราตรึงใจ ที่หาไม่ได้จากที่ไหนมาก่อน
“จริงนะหวาน เจมส์ทำอาหารอร่อยมาก ถึงฉันจะไม่รู้ว่าอาหารจานเดียวฝีมือเขาเป็นไง แต่เรื่องน้ำจิ้มน่ะอร่อยสุดๆ” เบียร์ไม่เคยทานกับข้าวฝีมือเจมส์ ที่เคยกินมีแต่น้ำจิ้ม ร้านนี้มีหอย ร้านหมูกระทะนายเจมส์
“โอเค ฉันเข้าใจแกแล้ว แต่ว่านะเบียร์ การตำส้มตำกับการทำน้ำจิ้มซีฟู้ด มันคนละอย่างกันเลยนะเว้ย เจมส์จะทำได้เหรอ”
“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ไง”
“นั่นสิครับ ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไง แต่ถ้าหากให้ผมบอก ฝีมือของผมดีกว่าของเจ้านายอีกนะครับ คุณหวานเองก็น่าจะเห็นแล้วว่าเมื่อวานผมย่างหมึกเป็นยังไง”
“นั่นสิ งั้นให้ทอยตำส้มตำให้ดีกว่า”
ฝีมือของทอยดีกว่าเจมส์เป็นไหนๆ อย่างน้อยสิ่งนี้ก็เห็นจากเมื่อวานแหละนะ ดังนั้นจึงไม่แปลกหากหวานจะเลือกทอย
เบียร์กำลังจะห้ามเพื่อนสนิท เป็นต้องยิ้มแห้งแล้วส่งสายตาดุๆ ให้ทอย
แต่อย่างใดก็ตาม เจ้าตัวกลับไม่สนใจและโพสต์ท่าไร้ยางอายไม่อายฟ้าอายดิน
นึกย้อนกลับไปช่วงอยู่บนเรือ เบียร์มีโอกาสได้ชิมฝีมือการทำอาหารของทอย เรียกได้ว่าสีสันน่ารับประทาน แต่รสชาติขอแค่ครั้งเดียวพอ
......
ช่วงเที่ยงวัน เป็นเวลากินข้าวบ้านหวาน
ทุกคนออกจากไร่ด้วยเนื้อตัวชุ่มด้วยเหงื่อ ต้องไปปะแป้งหอมๆ ก่อนมากินอาหาร
หาเทียบกับเจมส์แล้วเขาดูสบายกว่าเยอะเลย
สืบเนื่องจากเซรุ่มหมายเลข 3 ได้ปรับโครงสร้างร่างกาย ทำให้ระบบเผาพลาญเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไม่เหงื่อออกง่ายหรือเหนื่อยง่ายอีกต่อไป
ครั้นเดินมาเห็นหน้าของหวานกำลังบิดเบี้ยวในขณะกินส้มตำ เจมส์พลันนึกถึงเรื่องราวเมื่อคืนวัน ทำเอาท้องน้อยเจ็บจี๊ด อยากจะเบือนหน้าหนีไปเสียเดี๋ยวนี้
“หวาน เป็นไงบ้าง กินคำใหญ่เลยนะแก” เบียร์อมยิ้มหน่อยนึง เมื่อเห็นคราวเคราะห์ของเพื่อนรัก เป็นต้องนั่งกุมท้องหัวเราะ
“เป็นไงกับผีน่ะสิ รสชาติโคตรแย่” หวานเช็ดปากและลิ้นด้วยใบหน้าโกรธจัด ส่งสายตาให้สุภาพบุรุษในชุดสูทสีดำ
ส่วนทอยน่ะเหรอ เขาทำเพียงยิ้มแหะๆ
“เกิดอะไรขึ้น?” เจมส์ถาม ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ข้างแฟนสาวต่างคณะ
เบียร์เริ่มอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งนั่นทำให้เจมส์ขำกลิ้ง แต่สำหรับหวาน เธอบุ้ยปากไม่พอใจ ส่งเสียง'ฮึ'ออกมา
“เจมส์ เห็นเบียร์บอกว่านายทำอาหารอร่อยนี่นา งั้นส้มตำเนี่ย คงตำได้อร่อยใช่ไหม”
เห็นหน้าเขาทีไรแล้วหงุดหงิด ยิ่งมาเห็นเธอในสภาพกินของไม่อร่อยจนอารมณ์เสีย พาลทำให้หงุดหงิดจนอยากเอาคืน หวานจึงคิดจะฉีกหน้าเจมส์ โดยท้าให้เขาตำส้มตำ
“สบายมาก พี่อยากกินหรือเปล่าละ”
“งั้นก็ตำมาเลย แต่ถ้าไม่อร่อยต้องโดนทำโทษนะ”
“แสดงว่าทอยโดนทำโทษแล้ว?”
“เมื่อกี้ไม่นับ”
“ไม่แฟร์เลย แต่ผมต่อให้ก็ได้ เพราะถึงยังไงฝีมือผมกับทอยก็คนละระดับกันอยู่แล้ว”
“โธ่เจ้านาย พูดแบบนี้ผมเสียใจนะรู้ไหม”
ทอยแสร้งเช็ดน้ำตา แต่ที่ไหนได้กลับเต้นระบำจำอวด ดูไม่เข้ากับสถานการณ์ แถมยังทำให้หวานอารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิม
.....
เจมส์เดินกลับมาที่รถ นำวัตถุดิบสำหรับการปรุงออกไป
ที่บอกว่าวัตถุดิบมันก็ไม่มีอะไรมาก แค่น้ำเปล่าที่ถูกแปรสภาพโดย'โอ่งเก็บจันทรา'แค่นั้น
เป็นที่ทราบกันดีว่าของวิเศษชิ้นนี้ ทำให้ส่วนประกอบวัตถุดิบเข้ากันและดึงรสชาติแฝงออกมาได้ดียิ่งขึ้น นั่นรวมถึงเปลี่ยนน้ำเปล่าธรรมดา ให้กลายเป็นน้ำหวานอันเลิศรศ
หวานมองเห็นเจมส์เดินมาพร้อมกับขวดน้ำสีใส แต่ไม่ได้ถามว่าคืออะไร เพียงปล่อยให้เขาได้แสดงฝีมือโดยไม่เข้าไปกวน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะหาว่าผู้ใหญ่รังแกเด็ก
เจมส์วางน้ำหวานที่ถูกแปรสภาพไว้บนโต๊ะสีขาว เหลือบมองวัตถุดิบสำหรับตำส้มตำครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบกระเทียมสี่กลีบ โยนลงไปในครก
เขาเริ่มจากกระเทียมเป็นส่วนแรก
ตามด้วยพริกแห้ง มะนาว เมื่อตำหยาบๆ จนได้ที่ จึงโยนส่วนผสมอื่นลงไปตามลำดับ
สักพักไม่รู้ทำไมหวานถึงต้องกลืนน้ำลาย เพราะกลิ่นส้มตำมันหอมจริงๆ ต่อให้เธออยากปฏิเสธ แต่ต่อมรับกลิ่นย่อมสัมผัสได้
จานที่ถูกวางอยู่ตรงหน้ามีส้มตำ สีสันน่ารับประทาน
ถึงเจมส์จะไม่เชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้แต่ข้อบกพร่องดังกล่าว ย่อมถูกชดเชยโดยน้ำหวานจาก'โอ่งเก็บจันทรา'
“ลองดูนะครับ ไม่รู้ว่าจะถูกปากพี่หรือเปล่า แต่ที่รู้ๆ ผมชนะ...”
ได้ฟังคำเหล่านั้น พาลทำให้หวานนึกโมโหทอยเงียบๆ กำลังคิดว่าหากส้มตำจานนี้ไม่อร่อย จะเล่นงานเขาด้วยวิธีไหนดีนะ
แต่อย่างใดก็ตาม พอคำแรกเข้าปากเท่านั้นแหละ หวานถึงกับไปไม่เป็น
เธอรู้สึกว่ากำลังยืนอยู่ในสวนมะละกอ พวกมันมีขนาดสูงใหญ่ ลำต้นยาวแทบจะค้ำฟ้าดิน ออกผลสีเขียวเข้ม ประหนึ่งขีปนาวุธ
หากเทียบกันแล้วหวานดูจะตัวเล็กจ้อย ไม่ต่างจากมด เหนือสิ่งอื่นใดทำไมเธอถึงต้องอยู่ในชุดบิกินี่ตัวจิ๋วสีแดงร่า ดูน่าอายชะมัด
หวานที่กำลังสำรวจตัวเองกับสภาพแวดล้อมโดยรอบต้องผงะ เมื่อพบว่าเหนือท้องฟ้ามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้อง นอกจากนั้นเจ้าของดวงตายังเผยรอยยิ้มหื่นกระหาย
ได้เห็นภาพดังกล่าวหวานพลันหน้าเปลี่ยนสี รีบหาที่หลบซ่อนตามแนวป่าดงต้นมะละกอ
แต่เจ้ากรรมมือข้างหนึ่งที่บดบังท้องฟ้าได้ยื่นลงมา และมันยังเป็นมือข้างที่สวมถุงมือสีดำ!
วินาทีนั้นหวานรู้ได้ทันทีว่าใครกำลังจ้องมองเธออยู่ ที่แท้ก็คือเจมส์นั่นเอง
แทนที่จะวิ่งหนีแล้วหาที่หลบซ่อนตามชุดคำสั่งทีแรก หวานกลับยืนแน่นิ่ง ปล่อยให้มือสีดำหยิบเธอขึ้นไป เผชิญหน้ากับดวงตาหื่นกระหาย
ลมหายใจของหวานเข้าออกถี่กระชั้น
เวลานี้หล่อนอยู่บนท้องฟ้าสูงลิ่ว โดยมีชายคนหนึ่งที่กำลังจะกินเธอ
หวานหลับตาปี๋ เนื้อตัวชุ่มด้วยเหงื่อ ไหลย้อยตามส่วนเว้าส่วนโค้ง เผยให้เห็นเนินอูมอัดอั๋นอันหวาบหวิวสีน้ำผึ้ง
.....
“หวาน หวาน เผ็ดเกินไปเหรอ ตัวสั่นใหญ่เชียว ไม่เป็นไรนะเว้ย”
กระทั่งมีเสียงดังขึ้นข้างๆ หวานจึงได้สติ ลืมตาขึ้นมาค่อยพบว่าตัวเองกำลังกินส้มตำอยู่
“ฉันไม่เป็นไร” ท่ามกลางสายตาเป็นห่วงจากเพื่อนสนิท หวานตอบด้วยน้ำเสียงติดขัดเล็กน้อย พลางชำเลืองมองดูเจมส์ หัวใจยิ่งสั่นงันงก
“แน่นะ” เบียร์ถามอีกครั้ง
“แน่สิ แค่อากาศร้อนเกินไปเท่านั้นเอง ดื่มน้ำเย็นๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้น”
“งั้นก็ดีแล้ว เห็นแกเหงื่อออกตัวสั่น ฉันเลยคิดว่าแกเป็นลมแดดแล้วซะอีก”
“ตลกน่า ฉันเกิดและโตมากับไร่นะ จะเป็นลมแดดได้ยังไง”
“งั้นก็ดีแล้วที่ไม่เป็นไร”
เบียร์เริ่มเบาใจลง จึงกลับไปกินส้มตำต่อ
สำหรับภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ หวานไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง
เจมส์ได้เล่นของหรือเปล่านะ หรือทำคุณไสยใส่เธอ...ไม่สิหากนึกถึงเรื่องเมื่อวาน ไม่แน่มันอาจจะยังค้างคาใจ จึงได้เก็บไปคิด มโนเป็นภาพหลอน
คิดถึงเรื่องดังกล่าว หล่อนพลันหน้าแดง แทบไม่กล้าแตะส้มตำฝีมือเขา เพราะกลัวว่าจะเห็นภาพแบบเมื่อครู่
“พี่หวานครับ ดูจากท่าทางของพี่ คงรู้แล้วใช่ไหมครับว่าฝีมือของผมกับทอยเป็นยังไง”
สำหรับคำถามนั้นหล่อนทำได้เพียงพยักหน้าเงียบๆ
เจมส์อมยิ้มหน่อยนึง
“แสดงว่าผมชนะ งั้นผมจะเรียกอะไรจากพี่ดีนะ...”
ได้ยินคำกล่าว หวานกัดฟันแน่น มโนไปเองว่าอาจเป็นเรื่องอย่างว่า ไม่งั้นเขาคงไม่พูดด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้างหรอก
ซึ่งในความจริงเจมส์พูดคุยด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีตรงไหนเลยต่างไปจากเดิม เป็นเธอที่คิดเองทั้งนั้น
.....
หลังจากช่วยบ้านหวานเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเช้า ตอนบ่ายเจมส์หาที่เงียบๆ นำแลปท็อปเอเลี่ยนแวร์ออกมาใช้งาน ตรวจสอบหุ้นในตลาด พร้อมกับวางนิ้วทองคำไว้ข้างๆ