ชุยเหลยยื่นแก้วเหล้าไปทางฉินลู่แล้วยกดื่ม
“ฟินมาก! เหมาไถนี่สุดยอดจริงๆ”
ชุยเหลยวางแก้วเหล้าลงพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นเขาก็คีบเนื้อที่วางอยู่บนโต๊ะเข้าปากกลืนลงท้องโดยไม่เคี้ยว แล้วก็มองไปที่ฉินลู่ พูดว่า “นายก็ดื่มด้วยสิฉันดื่มไปสองแก้วแล้ว ทำไมนายไม่ดื่มล่ะ”
ฉินลู่จ้องไปที่ชุยเหลยที่ไม่เป็นอะไรเลยอย่างประหลาดใจแล้วเขาก็ชิมเหล้าเมาไถที่อยู่ในแก้วอย่างสงสัย
ไม่ผิดแน่ มันคือเหมาไถ มันคือเหล้าขาวจริงๆ ...
“พี่... พี่ชาย นี่นายกำลังดื่มเหล้าขาวหรือเบียร์อยู่น่ะ”ฉินลู่ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ชุยเหลยโบกมือและพูด "เบียร์น่ะฉันดื่มเป็นถัง...”
“เจ๋งมาก!” ฉินลู่ยกนิ้วโป้งให้
“อย่าเปลี่ยนเรื่อง รีบดื่มสิ นายจะไม่ดื่มได้ยังไง!” ชุยเหลยไม่พอใจ เขารินเหมาไถให้ตัวเองอีกแก้วหยิบแก้วขึ้นมาแล้วพูดว่า “งั้นก็ได้ ฉันดื่มสามแก้ว นายดื่มหนึ่งแก้วโอเคไหมแบบนี้น่าสนใจกว่า ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ฉันดื่มหมดแก้วก่อนล่ะ”
ขณะพูดเขาก็ดื่มเข้าไปอีกแก้ว
ฉินลู่ที่ดูอยู่ก็แทบจะร้องไห้ออกมา
“หมะ...แม้ว่ากระเพาะนายจะทนไหวแต่ตับนายจะทนไหวเหรอ นายจะดื่มแบบนี้ไม่ได้นะ”
ชุยเหลยโบกมือทันที เขาพูดอย่างโอ้อวดว่า “ไม่ต้องไปกังวลเรื่องตับปอด ลำไส้ หรือกระเพาะอะไรนั่นหรอก ดื่มเข้าไปซะ! ก็สิ้นเรื่อง”
ทันทีที่พูดจบ ชุยเหลยก็รินให้ตัวเองอีกแก้ว แต่หลังจากเทลงไปเขาก็พบว่าเหล้าในขวดนั้นเหลือพอสำหรับครึ่งแก้วเท่านั้น...
“นี่มันอะไรกัน ใส่มาแค่นี้เองเหรอ”
ชุยเหลยวางขวดเหมาไถลงด้วยความไม่พอใจจากนั้นก็มองไปที่แก้วเหล้าในมือของฉินลู่ พลางเลียริมฝีปากตัวเอง พูดว่า “พี่ชายตกลงนายจะดื่มหรือไม่ดื่ม”
ฉินลู่ดูออกว่าชุยเหลยหมายถึงอะไรเขายื่นแก้วเหล้าในมือให้เขาและพูดว่า “งะ...งะ...งั้นนายแบ่งไปหน่อยไหม”
“โอเค!” ชุยเหลยรับแก้วเหล้าที่อยู่ในมือฉินลู่ไปทันทีจากนั้นก็นำไปเติมใส่แก้วตัวเองจนเต็ม แล้วจึงส่งอีกครึ่งแก้วที่เหลือคืนให้ฉินลู่“นี่ของนาย! ฉันช่วยดื่มนิดหน่อยละกัน เดี๋ยวนายไม่ยอมดื่มผู้ใหญ่เวลาดื่มเหล้าเขาก็ต้องดื่มคำใหญ่ๆ”
ฉินลู่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “งั้นที่เหลือก็ให้นายเลยแล้วกัน”
“ไม่ได้!” ชุยเหลยยื่นมือออกไปปฏิเสธจากนั้นเงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า “ของนายก็น้อยขนาดนั้นแล้วฉันจะแย่งนายอีกได้ยังไงล่ะ อย่างที่เขาว่ากันว่าเราอาจจะพบเจอสิ่งสวยงามได้อีกมากมาย แต่คว้าไว้เพียงหนึ่งเดียวก็เพียงพอแล้วสุภาพบุรุษสามารถดื่มเหล้าเพียงจิบเดียวเท่านั้น”
เมื่อพูดอย่างนั้นชุยเหลยก็ดื่มเหล้าที่อยู่ในมือของเขาหมดภายในอึกเดียว และพูดอย่างสะใจว่า“สุดยอดจริงๆ !เหมาไถเป็นเหล้าขาวที่อร่อยที่สุดเลย!”
ฉินลู่ยิ้มอย่างขมขื่น
หลังจากที่ชุยเหลยดื่มเหล้าหมดเขาก็เงยหน้ามองเหล้าครึ่งแก้วในมือฉินลู่ และกลืนน้ำลาย
ฉินลู่ยื่นเหล้าไปให้เขา “ให้นาย”
“พี่ชาย ช่างใส่ใจจริงๆ!เมื่อกี้ฉันไม่ได้พูดอะไรเลยนะ” ชุยเหลยมีความสุขในทันทีจากนั้นก็รับเหล้าจากมือของฉินลู่ไปโดยไม่สนใจว่าฉินลู่ได้ดื่มเหล้าแก้วนี้ไปแล้วและเขาก็ดื่มมันจนหมดในครั้งเดียว “ฟินมาก”
เขาวางแก้วเหล้าลง ชุยเหลยยังคงไม่จบ พูดกับฉินลู่ว่า “พี่ชายนายไม่ดื่มแล้วจริงๆ เหรอ น่าเสียดายมากเลยนะถ้าไม่ดื่มเหมาไถนี่น่ะ”
แล้วฉันยังมีเหลืออยู่หรือไง
ฉินลู่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ชุยเหลยยืนขึ้น พูดกับสาวใช้ที่อยู่ข้างๆ เขา“เอาเหมาไถมาให้ฉันอีกสักขวดสิ”
“ไม่ต้องดื่มแล้ว!”ในที่สุดชุยฮุ่ยฮุ่ยที่อยู่ข้างๆ ก็ทนไม่ไหว เธอยืนขึ้นตรงหน้าชุยเหลย“นายดื่มไปขวดนึงแล้วนะ! ไม่ต้องดื่มแล้ว”
ชุยเหลยดูเหมือนจะกลัวชุยฮุ่ยฮุ่ยน้องสาวคนนี้มากชายร่างใหญ่ทำหน้าบึ้งเหมือนเด็กแล้วนั่งลง
ขณะที่ฉินลู่และชุยเหลยกำลังคุยกันคุณย่าที่นั่งบนรถเข็นออกไปทักทายแขกแต่ละโต๊ะจนครบแล้วและในที่สุดก็มาถึงโต๊ะสุดท้ายที่พวกฉินลู่นั่งอยู่
ซุนอิงเห็นคุณย่าของเธอกำลังมา จึงรีบลุกขึ้นวิ่งไปหาจับมือคุณย่าและพูดอย่างมีความสุข “คุณย่าคะ หนูแนะนำให้คุณย่ารู้จักนะคะนี่คือเพื่อนของหนูค่ะ ชื่อฉินลู่”
“สวัสดีครับคุณย่า” ฉินลู่โค้งคำนับอย่างสุภาพ
คุณย่ามองฉินลู่ขึ้นลงอย่างพิจารณา พยักหน้าและพูดว่า “อืม สวัสดีจ๊ะพ่อหนุ่ม”
หลังจากพูดจบ คุณย่าก็หันไปมองซุนอิง และพูดอย่างใจดีว่า“ผู้ชายคนนี้เป็นแฟนแกเหรอ ไม่เลวนะ หน้าตาหล่อเหลา แถมยังดูมีความรู้อีก ดีมาก”
ฉินลู่ตกตะลึงทันที
ซุนอิงก็รู้สึกมึนงงทันที
“คุณย่าอย่าพูดซี้ซั้วสิคะ เราเป็นแค่เพื่อนกันเฉยๆ ค่ะคุณย่าคิดไปถึงไหนแล้วเนี่ย”
“ฮ่าๆๆ ...” คุณย่าหัวเราะอย่างมีความสุขลูบหัวเล็กๆ ของซุนอิง “เป็นแค่เพื่อนกันจริงๆ เหรอ”
ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณย่าเหลือบมองฉินลู่ จากนั้นก็จ้องไปที่ซุนอิงและพูดว่า“แม่ครับ เรามาเริ่มงานเลี้ยงกันเถอะครับ”
เห็นได้ชัดเจนว่าชายคนนั้นไม่ต้องการให้คุณย่าพูดถึงเรื่องนี้
“เฮ้อ”
คุณย่าถอนหายใจและพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มกันเลยแล้วกัน”
ฉินลู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ตาเป็นประกายทันที
ดูเหมือนว่าเรื่องราวของตระกูลซุนนี้จะมีไม่น้อยเลยนะ
ในที่สุดงานเลี้ยงก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
คุณย่านั่งอยู่ที่ที่นั่งประธาน
“คุณย่าครับ วันเกิดของคุณย่าในครั้งนี้ผมขอมอบของขวัญวันเกิดให้คุณย่าก่อนเลยนะครับ!”
คนแรกที่พูดขึ้นคือซุนหย่ง เขาเปิดกล่องข้างที่วางอยู่ด้านล่างหยิบกล่องเล็กๆ ออกมา แล้วเปิดกล่องเล็กๆ นั่นด้วยความระมัดระวัง
เมื่อแขกที่มาร่วมงานเห็นว่าซุนหย่งเปิดอย่างระมัดระวังเช่นนี้พวกเขาจึงสนใจของขวัญวันเกิดของเขามาก
คุณย่าที่นั่งอยู่ก็มองกล่องเล็กๆ นั้นด้วยความสงสัย
ซุนหย่งยิ้ม และยื่นกล่องในมือให้คุณย่า “คุณย่าครับนี่คือของขวัญวันเกิดที่ผมมอบให้คุณย่าครับ”
คุณย่ารับกล่องไป และพูดด้วยความสงสัย “นี่คืออะไรน่ะเสี่ยวหย่ง”
“เดี๋ยวคุณย่าเปิดดูก็รู้ครับ” ซุนหย่งพูดพร้อมกับทำสีหน้าลึกลับ
ตระกูลซุนอบรมสั่งสอนคนรุ่นหลังได้ดีมากซึ่งไม่ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องครอบครัวทั่วไปเลย แต่ไม่ว่าอย่างไรในฐานะที่เป็นลูกหลานของตระกูลใหญ่ อย่างน้อยก็ต้องมีการแข่งขันกันอยู่บ้าง
ดังนั้นของขวัญวันเกิดนี้ก็ถือว่าเป็นการแข่งขันอย่างหนึ่งดูว่าของขวัญของใครสามารถเอาใจผู้สูงวัยได้มากกว่ากัน
“โอเคๆ ฉันจะดูว่าของขวัญที่เสี่ยวหย่งมอบให้คืออะไรกันแน่” คุณย่ายิ้มและเปิดกล่องนั้นออกจากนั้นก็เห็นถุงผ้าฝ้ายสีแดงอยู่ข้างใน
“นี่คือ?” คุณย่ามองซุนหย่งอย่างสงสัย
“คุณย่าเปิดถุงออกอีกสิครับ”
ฉินลู่แทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
ซุนหย่งคนนี้เก่งจริงๆ ...
คุณย่าเปิดถุงที่อยู่ในมือออกอีกครั้ง ด้านในมีกล่องกระดาษแข็งเล็กๆอยู่
“ฮ่าๆๆ ...”
ห้องโถงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะที่เป็นมิตรจากทุกคน
คุณย่าก็ยิ้ม เธอเปิดกล่องกระดาษแข็งเล็กๆ ต่อไปและหยิบเหรียญกษาปณ์สีเงินออกมา
“นี่คือ?”
คุณย่ากำลังจะถาม แต่เมื่อเธอเห็นรูปที่อยู่บนเหรียญเธอก็พูดด้วยความประหลาดใจทันที “เหรียญกษาปณ์!”
“เหรียญกษาปณ์”
“ใช่เหรียญกษาปณ์เหรอ”
“หรือว่ามันคือเหรียญกษาปณ์หยวนต้าโถว?”
ทันใดนั้นทุกคนต่างก็คุยกันถึงของขวัญ
ซุนหย่งพอใจกับปฏิกิริยาของคุณย่าและทุกคนมาก พูดอย่างภาคภูมิใจว่า“คุณย่าครับ นี่คือของขวัญที่ผมมอบให้คุณย่า เหรียญกษาปณ์หยวนต้าโถว!”
“และนี่เป็นรุ่นลงนามแล้วด้วยครับ!”
“ฮู่ว...”
ในห้องโถง คนที่มีความเข้าใจนิดหน่อยเกี่ยวกับมันต่างพากันพ่นลมเย็นๆออกมาทันที
สายตาของฉินลู่ก็แปลกไปเล็กน้อย