บทที่ เจ็ดสิบห้า
เสียงกระรอกตัวหนึ่งทะยานพรวดผ่านพุ่มไม้เบื้องหน้าเป็นลำธารสายเล็กที่ไหลผ่านช่องโค้งของหินทรายชายเสื้อคลุมสีเข้มสะบัดไหวขณะร่างหนึ่งพุ่งทะยานข้ามโขดหินหยาดเหงื่อเกาะบนปลายคิ้วแม้เพียงเสี้ยวอึดใจ นางยังไม่อาจหันกลับมองด้านหลังได้ริมฝีปากซีดเซียวเม้มแน่น คำรามในใจ “ถ้าลึกเข้าไปอีกหน่อยพวกมันจะลากเราออกจากเขตล่า..”
หลิวชิงเซียงไม่จำเป็นต้องหันหลังกลับไปก็รู้ว่ามีเงาดำมากกว่าสามร่างไล่ตามหลังมาอย่างกระชั้นไม่นับพวกที่ตัดล่วงหน้าไปก่อน เงาเหล่านั้นก้าวตามแรงเหยียบของเถาวัลย์ใต้เท้า รัศมีของนักฆ่าฝีมือสูงลอยคลุ้งแม้ไร้เสียง
ยังดีที่อาภรณ์ที่หลิวชิงเซียงสวมในวันนี้เป็นชุดคลุมตัวยาวพอพรางกายเข้ากับผืนป่าหากแต่ผ้าชั้นนอกยาวระพื้นที่เคยประณีตตอนเช้าบัดนี้เปื้อนโคลนและครูดขาดจนชายลุ่ยหลุดหยดเลือดซิบๆ ที่เกิดจากการเกี่ยวก็กิ่งไม้ซึมจากต้นแขนซ้ายเปื้อนอาภรณ์เล็กน้อยจนมองไม่ออกคิ้วเรียวยังขมวดนิ่ว ‘ไม่คิดว่าพิธีล่าสัตว์ของฮ่องเต้จะเปลี่ยนเป็นการล่าชีวิตเช่นนี้..’
"ตรงไปข้างหน้า!" เสียงกดต่ำแต่แฝงด้วยพลังดังขึ้นจากด้านหลัง
หยางฉินกระโจนข้ามพงหญ้าไผ่หนาแล้วหันมาคว้ามือหลิวชิงเซียงไว้มั่นร่างสูงในชุดองครักษ์สีเข้มแนบพอดีกายพลิ้วสะบัดขณะร่างเขาเคลื่อนไหวไม่หยุดฝ่ามือหนาที่เคยถือกระบี่ตวัดฝุ่นกับเลือดบัดนี้กลับจูงมือหญิงสาวที่เขาไม่มีวันละทิ้งได้ด้วยหน้าที่“ซ้ายมีโขดสูงพวกมันจะไล่บีบเราไปทางนั้น ระวังช่องหินข้างหน้ามีหลุมพราง!”
หลิวชิงเซียงไม่กล่าวตอบหากแต่ฝ่ามือที่จับตอบกลับแน่นราวสลักเหล็ก เสียงหอบลมหายใจของนางถี่รัว แต่สองขาที่ย่ำพื้นก็ยังเร่งขึ้นอีกเท่าตัวพุ่มไม้เตี้ยกรีดผิวที่เรียบเนียนจนมีรอยแดงเลือดซึม แต่ไม่ใช่เวลาจะสนใจ
เขตล่าสัตว์ของพิธีหลวงนั้นมีเส้นแบ่งชัดเจนนักล่าหรือองครักษ์ที่ร่วมในพิธีหากออกพ้นเขตย่อมสิ้นสิทธิ์ในความคุ้มกันในนั้นเป็นดั่งกรอบแห่งกฎ แต่หากก้าวพ้นพรมแดนแม้เพียงก้าวเดียวชีวิตก็อาจสูญสิ้นโดยไม่มีใครสนใจเสี้ยวกระดูก แต่พวกมันจงใจบีบให้ทั้งสองออกไป
เสียงหวีดแหวกอากาศดังขึ้นจากด้านหลัง“ระวัง!”
หยางฉินหันกลับเพียงครึ่งรอบมือกวัดวาบกระบี่ที่พาดหลังอยู่ตลอดขัดลูกดอกสั้นไว้ได้กลางอากาศ เสียงปะทะของเหล็กกระทบเหล็กดังชัดหยดประกายไฟแตกสั้นๆ ก่อนลูกดอกจะร่วงลงเฉียดปลายเท้าของหลิวชิงเซียงไปเพียงคืบ
“พวกมันเริ่มใช้ศร..” ยังไม่ทันกล่าวจบเสียงแหวกอากาศอีกชุดดังติดมาอีกระลอกคราวนี้หลิวชิงเซียงพุ่งตัวกลิ้งต่ำใต้โขดหิน หลบดอกธนูชุดที่สองเศษใบไม้ปลิวกระจายจากแรงอัดของศรแรงลมตวัดข้างขมับจนนางรู้สึกถึงความเย็นวาบของคมเหล็กเฉียดผิว
ขณะนางยันกายลุกขึ้นหยางฉินพุ่งตัวเข้ามาขวางหน้า “เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”
ดวงตาที่เคยไร้อารมณ์ฉายแววไหวหลุบลงเล็กน้อยแต่ริมฝีปากยังยืดตรง “ยังไม่ตาย ข้ายังหนีได้”
หยางฉินหัวเราะในลำคอเบาๆแล้วคว้าข้อมือเล็กกระชากนางให้ลุก “ดีเช่นนั้นหนีต่อไป อย่าให้ตายกลางป่า เดี๋ยวพวกมันจะได้หัวเจ้าไปไวเกินควร”
เสียงตะโกนไล่ล่าลึกในพงไม้สลับเสียงนกตื่นบินพวกนักฆ่าเหล่านั้นไม่ใช่เพียงแค่ลอบสังหาร หากแต่กระจายกำลังต้อนพวกเขาให้หลุดออกจากเขตล่าสัตว์โดยตั้งใจทางด้านหน้าเริ่มเป็นเนินลาดต่ำพื้นดินเต็มไปด้วยพืชเลื้อยที่มีใบคล้ายดอกหนามที่ขึ้นกระจายกลางป่าชื้นขอบใบคมจนกรีดผิวหนังได้หากไม่ระวัง
หยางฉินเหวี่ยงกระบี่ในมือสะบัดเปิดเส้นทางทว่าก็ยังช้ากว่าเงาสองร่างที่กระโจนจากต้นไม้สูง เบื้องหน้ากลับปรากฏเงาคลุมหน้าสองคนยืนดักขวางทางไว้
"หลบหลังข้า" เสียงพูดแทบไม่ทันจบเงาเบื้องหน้าก็พุ่งเข้าใส่มือหนึ่งกวาดกระบี่สั้นจู่โจมมาที่ชายโครงของหยางฉิน อีกคนตามประกบจากอีกฝั่งใช้กระบี่ปลายโค้งหวังปาดลำคอ หลิวชิงเซียงเบิกตาโพลงแต่ยังไม่ทันได้หยิบมีดสั้นจากข้างเอวก็เห็นประกายเงินวาบตรงหน้า
“ตึง!” หยางฉินใช้ข้อมือสะบัดแรงจนกระบี่คู่ตรงหน้ากระเด็นเฉียดไหล่ไปพริบตานั้นเองเขาพุ่งตัวเข้าหาอีกคน ปลายเท้าตวัดทรายบดใส่หน้าอีกฝ่ายก่อนกระบี่จะตวัดฟาดใต้ขาให้ล้มลงหยางฉินไม่รอให้มีโอกาสแก้มือ ฟาดด้ามกระบี่ลงที่ท้ายทอยจนร่างนักฆ่าทรุดลงกับพื้น
อีกคนกระโจนถอยหลบทัน“ใช้ได้..องครักษ์ของหลี่ผินมิใช่ขี้ไก่”
“ส่วนเจ้าก็ตายเสีย” หยางฉินก้าวเข้าหาพร้อมแสยะยิ้มนัยน์ตาสีนิลเป็นประกายวาวโรจน์ มือกระชับกระบี่แน่น
หลิวชิงเซียงไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้เปรียบขณะที่นักฆ่ารายนั้นกำลังประมือกับหยางฉินนางพุ่งตัวเข้าข้างหลังกะฟาดคมมีดเข้าสู่บ่าซ้ายเต็มแรง เสียงโลหะกระทบกระดูกดัง ‘ฉึก’ นักฆ่าร้องออกมาเป็นคำเดียวก่อนจะโดนหยางฉินใช้มือซัดหมัดเข้าที่ลำคอ เสียง ‘กร๊อบ’ ดังก้องในพงไม้
ร่างนักฆ่าร่วงแน่นิ่ง
“อย่าเปิดด้านหลังต่อข้า” หลิวชิงเซียงเช็ดคมมีดกับเศษใบไม้โดยไม่เหลือบแลคนตายแม้แต่น้อย
"พวกมันกำลังต้อนเราให้ไปตามที่พวกมันจัดไว้เราต้องออกทางซ้ายให้เร็วที่สุด"หลิวชิงเซียงพยักหน้ารับ
ทั้งสองเร่งฝีเท้าตัดทุ่งพงหนามและเบนจากแนวทางเดิม เส้นทางแคบลงเรื่อยๆ จนเริ่มชัน พื้นดินเปียกชื้นขึ้นสายตาของหลิวชิงเซียงปราดสังเกตสภาพพื้นที่เห็นลำต้นของต้นสนแดงที่ขึ้นเบียดแน่นตามไหล่เขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นต้นหญ้าปลายแหลมสีเขียวแก่กลิ่นดินชื้นและกลิ่นเชื้อราหมักหมมลอยตลบอบอวล
สัญญาณชัดแล้วพวกเขากำลังจะข้ามพ้นพรมแดนของเขตล่าสัตว์เข้าสู่เขตป่าทึบที่ไม่มีใครเข้าหากเข้าไป นอกจากนักฆ่าอาจเป็นงูพิษ เสือป่าหรือแม้แต่กับดักจากพรานเถื่อนก็อาจฆ่าพวกเขาได้
“พ้นแนวไม้ไผ่หนานั่นไปจะเป็นเขตนอกพิธีการ” หยางฉินชี้
“ในเมื่อข้าต้องตาย ก็อย่าให้ง่ายสำหรับพวกมัน..” หลิวชิงเซียงแค่นเสียง
ทั้งสองผลัดกันนำทางฝ่าแนวไม้ไผ่ที่สูงท่วมหัวยิ่งลึกเข้าไปแสงแดดก็รางเลือน สุดท้ายเมื่อพ้นแนวไม้ไผ่เสียงไล่ล่าก็เงียบลงราวกับทุกสิ่งหยุดนิ่ง
"เงียบผิดปกติ" หลิวชิงเซียงกระซิบ
“เหมือนสุนัขล่าเนื้อที่เงียบก่อนขย้ำเหยื่อ” หยางฉินกล่าว “เตรียมตัวให้ดี พวกมันจะลงมือเต็มที่จากนี้”
แมลงยามเย็นเริ่มเปล่งเสียงในเงาป่าทึบเสียงจิ้งหรีดสอดแทรกกับเสียงกิ่งไม้แตกระแหงจากการเหยียบย่ำกลิ่นดินอวลขึ้นเมื่อเหงื่อไหลซึมผ่านลำคอของหลิวชิงเซียงเสื้อคลุมที่เปื้อนเลือดแห้งกรังแนบติดผิวผมที่เคยมุ่นเกล้าอย่างเรียบร้อยหลุดลุ่ยพันแก้มเปลือกตาหนักอึ้งเพราะความเหนื่อยล้าสะสม แต่แววตาไม่อ่อนแรงแม้แต่น้อย
ทั้งสองหยุดพักหายใจเหนื่อยอยู่หลังพุ่มหนาแน่นที่ขึ้นเบียดแน่นราวม่านพรางกลางป่ารกพื้นดินใต้เท้าเต็มไปด้วยกลีบดอกสีขาวที่ร่วงหล่นเป็นพืด บ้างขยี้เละใต้ฝ่าเท้าเสียงฝีเท้าศัตรูเงียบหายไปพักใหญ่คล้ายว่าอีกฝ่ายยังตามรอยไม่พบหรือรอเวลาไม่อาจทราบได้
หลิวชิงเซียงนั่งชันเข่ามือซ้ายกำข้างลำตัวแน่นริมฝีปากขบเม้ม ความเงียบยิ่งทำให้นางระวังตัวเป็นสองเท่า “พวกมันหายไป..หรือแค่ลวงตาให้เราผ่อนคลาย?”
หยางฉินนั่งลงข้างกายคิ้วหนาขมวดแน่นไม่ต่างกัน “พวกมันฝึกมาดีติดตามแบบกระชั้นแล้วกลับเงียบหายเช่นนี้ไม่ใช่ลางดี”
ดวงอาทิตย์ที่ก่อนหน้านี้ร้อนจัดบัดนี้ตกลงต่ำจนเหลือเพียงขอบแสงส้มอมแดงที่ลอดผ่านเรือนยอดไม้สีทองนั้นคล้ายเปื้อนเลือดสาดตามแนวเงาไม้ที่ทอดขวาง เสียงนกกลางคืนเริ่มแว่วขึ้นประปรายเส้นเลือดบนขมับของหยางฉินเต้นถี่จากความตึงเครียด
“ข้าไม่เข้าใจ” หลิวชิงเซียงพูดเสียงแผ่วน้ำเสียงของนางยังคงแน่วแน่แต่แฝงความสับสน “พวกมันเป็นใคร..เหตุใดถึงหมายเอาชีวิตข้าถึงเพียงนี้”
หยางฉินทอดสายตาไปยังแนวไม้ไผ่ด้านหลังคิ้วเข้มยังไม่คลาย “มีเพียงคนในวังเท่านั้นที่เข้าร่วมในพิธีล่าสัตว์ครั้งนี้และถ้าพวกมันยอมตามออกมานอกเขตพิธีการขนาดนี้แสดงว่าไม่ใช่แค่ต้องการให้ไร้ลมหายใจแต่อยากให้หายไปจากโลกหาร่างไม่พบ”
“มีคนเกลียดข้าถึงเพียงนั้นหรือ?” หลิวชิงเซียงแค่นหัวเราะทั้งที่หอบ
“อาจจะไม่ใช่เพียงความเกลียด..แต่เพราะอำนาจก็ทำได้เช่นกัน” หยางฉินตอบขณะถอนหายใจพลางลุกขึ้นช้าๆเขาเหลือบตามองสภาพโดยรอบอย่างรวดเร็วก่อนกระซิบ “เรายังอยู่ไม่ไกลจากแนวเขตป่าถ้าข้ามลำธารอีกเส้นไปจะเป็นป่าหินเก่า..ที่นั่นพวกมันน่าจะไม่กล้าไล่ลึก”
หลิวชิงเซียงพยักหน้าแต่ยังไม่ทันขยับ เสียงกิ่งไม้หักดัง ‘กรอบ’ ตามด้วยเงาร่างห้าร่างกระโจนลงจากกิ่งสูงดาบในมือเป็นเงาดำสะท้อนแสงยามเย็น เงียบจนไม่ทันให้ตั้งรับ
“แยกมัน!” เสียงหนึ่งตะโกนสั่ง
หยางฉินเบี่ยงกายกำบังหลิวชิงเซียงไว้เบื้องหลังในชั่วอึดใจกระบี่ในมือสะบัดวงโค้งออกกว้างรับกับคมดาบของนักฆ่าที่พุ่งเข้าปะทะโดยไม่ลังเลเศษกิ่งไม้ปลิวกระจายทันทีที่สองฝั่งปะทะกันความเร็วและแรงของนักฆ่าเหล่านี้เหนือกว่าผู้ซุ่มทั่วไปหลายเท่า
“ห้ามทิ้งข้า!” หยางฉินตะโกนเมื่อเห็นหลิวชิงเซียงพยายามแยกตัวไปอีกทาง“อย่าขาดกัน!”
“ข้าไม่ได้ขอให้ทิ้งแต่อย่าปกป้องจนลืมว่าข้าก็สู้ได้!” หลิวชิงเซียงตะโกนกลับก่อนจะสลัดชายเสื้อที่ขาดรุ่ยจากการวิ่งม้วนรอบข้อมือไว้แน่นแล้วพุ่งเข้าแทงมีดสั้นเข้าที่สีข้างศัตรูตัวคนหนึ่งซึ่งเพิ่งยกดาบขึ้นหวังจะฟาดใส่หยางฉินด้านหลังพริบตานั้นเลือดสีเข้มพุ่งเป็นสาย พวกนักฆ่าหันขวับมาทางนางทันทีเสมือนหมาป่าพบกลิ่นเหยื่อสดใหม่
“บัดซบ..” นางพึมพำก่อนพุ่งตัวหนีอีกครั้ง “หยางฉิน ทางโน้น!”
ทั้งสองพุ่งออกจากวงล้อมในช่องว่างเล็กๆที่เกิดจากการโต้กลับเมื่อครู่ ฝีเท้าของทั้งสองพุ่งเร็วราวหลบพายุสายฟ้าแนวป่าหนาทึบข้างหน้าเต็มไปด้วยพืชเตี้ยระเกะระกะทิ้งห่างพวกนักฆ่าเข้าไปดงใบกุหลาบป่าและเถาวัลย์ปกคลุมพื้นดินกิ่งแห้งตวัดโดนแขนเสื้อของหลิวชิงเซียงเป็นแนวขาดเสื้อคลุมที่เคยเป็นผ้าลายปักตอนยังอยู่ในวังหลวง บัดนี้คล้ายเศษผ้าผืนกว้าง
เสียงฝีเท้าพวกนักฆ่ายังตามมาไม่ห่างทันใดนั้น กลางโขดหินปะปนด้วยต้นไม้สูงใหญ่ เสียงคำรามต่ำลึกก็ดังขึ้น
“..เสียงอะไร” หลิวชิงเซียงหยุดชะงักฝีเท้าหยุดกะทันหัน
หยางฉินที่วิ่งตามมาจนถึงหน้าร่างหญิงสาวพุ่งแทรกเข้าไปดึงตัวนางถอยหลังทันที“ข้าไม่แน่ใจ แต่อาจเป็น..”
“กึก!” พุ่มไม้เบื้องหน้าถูกกระชากกระจายเงาร่างสีเหลืองทองอมน้ำตาลพุ่งออกมาพร้อมเสียงคำรามคำรนจากลำคออันเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแววตาสีอำพันวาวโรจน์สะท้อนแสงสลัวยามแยกเขี้ยวเห็นฟันซี่ใหญ่ชัดเจนขาวเงาเกือบทุกซี่
“เสือภูเขา” หลิวชิงเซียงเอ่ยแผ่วสีหน้าเคร่งขรึมทันทีเงาของพวกนักฆ่าก็หายวับไปทันทีที่เห็นว่ามีสัตว์ร้ายตัวใหม่โปล่ออกมา
“เจ้าบอกว่าเจ้าไม่ขอให้ข้าปกป้องใช่หรือไม่” หยางฉินกระซิบพร้อมก้าวมาอยู่ข้างนาง
“ข้าจะพูดใหม่ ข้าหมายถึงตอนข้ากลับไปอยู่ในวังแล้ว..” หญิงสาวตอบเบาดวงตาไม่ละจากสัตว์ร้ายที่กำลังขู่เสียงต่ำค่อยๆ วนเข้าหาทั้งคู่
เสือเงื้ออุงเท้าพุ่งเข้าพร้อมกันทั้งตัวความเร็วไม่ต่างจากลูกศรที่พุ่งออกจากคันธนู หยางฉินปะทะกรงเล็บด้วยปลายดาบปลายคมแทงเข้าหัวไหล่ของเสือได้แต่ไม่ลึกพอ เสียงคำรามดังลั่นอีกครั้ง
หลิวชิงเซียงฉวยโอกาสเมื่อสัตว์ร้ายหันไปหาหยางฉินพุ่งตัวอ้อมด้านหลัง เสือพลิกตัวหันกลับทันที กรงเล็บซ้ายกวาดเข้าใส่เฉียดลำแขนขวาของนางไปจนร่างหมุนตามแรงสะบัด
“อาชิง!” หยางฉินพุ่งเข้าขวางเสืออ้าปากงับใส่แต่เขาใช้ดาบยันไว้ได้พละกำลังมหาศาลจากสัตว์ร้ายทำให้เข่าของเขาทรุดลงข้างหนึ่งแม้คมดาบจะยังยันอยู่แต่แรงกดจากเขี้ยวแหลมบีบลงช้าๆ หนักราวภูผา
“มันจะงับขาด!” เขาเค้นเสียง
หลิวชิงเซียงกัดฟันหยิบมีดสั้นอีกเล่มจากเอวพุ่งเข้าใส่ ใช้แรงทั้งหมดแทงเข้าใต้ข้อต่อขาของเสือเป้าหมายแม่นยำจนใบมีดจมหายเข้าไปทั้งเล่ม เลือดพุ่งทะลัก เสียงเสือคำรามก้องกายใหญ่สะบัดรุนแรงสุดแรงเกิดถอยหลังพรวด สองคนล้มลงกระแทกพื้นทั้งคู่
สติของหลิวชิงเซียงพร่าเลือนจากแรงกระแทกหูอื้อเสียงดังอู้อี้แต่ยังฝืนประคองกายมองร่างเสือดิ้นรนหยางฉินจึงปลิดชีพสุดท้ายกลางหัวก่อนสิ้นลมหายใจลำตัวมันใหญ่คร่อมพุ่มไม้สีของกลีบดอกตัดกับเลือดที่ไหลซึมเป็นวงรอบร่าง
หยางฉินยันตัวขึ้นหอบหนัก เลือดเปรอะหน้า เปื้อนไหล่ เขาค่อยๆหันมามองหญิงสาวที่กำลังสะอึกสะอื้นเล็กน้อยแต่พยายามกลั้นไว้
“ท่าน..” หลิวชิงเซียงพึมพำก่อนจะล้มลงบนตักของเขา
หยางฉินเพียงแค่มองลงไปสายตานั้นเต็มไปด้วยบางสิ่งที่ไม่พูดออกมาราวกับว่าโลกนี้มีเพียงเสียงหายใจของสองคนอยู่ในพงหญ้าทึบใบไม้ร่วงปลิวกระทบพื้นดินหล่นกระจายตามแรงกระเพื่อมจากการกระโจนของร่างสูงในชุดเปื้อนฝุ่นและเลือด
หยางฉินก้มหน้าขณะอุ้มร่างหญิงสาวในอ้อมแขนแนบอกเสื้อคลุมที่ขาดหลายรอยของเขาถูกนำมาพันรอบตัวหลิวชิงเซียงเพื่อไม่ให้ผิวบางสัมผัสกับความเย็นของยามราตรี แววตาของบุรุษผู้นี้แน่วแน่ราวกับแสงตะเกียงกลางคืน
พื้นดินเริ่มเอียงลาดลงช้าๆจากป่าไผ่ทึบกลายเป็นแนวเนินเขาต่ำ พุ่มต้นเตี้ยๆ แซมอยู่สองข้างทางกลิ่นหอมอ่อนจากดอกไม้ป่าคล้ายช่วยกลบกลิ่นเลือดที่ติดอยู่กับร่างทั้งสอง
เบื้องล่างใต้เงาเขาคือลานราบที่ทอดตัวออกไปสุดสายตามีบ้านเรือนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ กระเบื้องหลังคาเรียงเป็นแนวสะท้อนแสงจันทร์ซีดจาง คล้ายเงาวาดของหมู่บ้านชาวนาเงียบสงบ
หยางฉินย่อตัวลงหลบเข้าด้านหลังโรงเก็บฟางหลังหนึ่งที่อยู่ท้ายหมู่บ้านบานไม้ผุกร่อนส่งเสียงครวญเบาเมื่อเขาเปิดออกเข้าไปด้านในพื้นเต็มไปด้วยกองฟางแห้ง มีกลิ่นอับจากการหมักหมม แต่ก็อบอุ่นพอให้นอนได้ในยามนี้
เขาวางหลิวชิงเซียงลงอย่างเบามือบนกองฟางแล้วดึงผ้าคลุมอีกชั้นที่ฉีกจากชายเสื้อของตนปูรองไว้ ใบหน้าของนางซีดเซียวแต่ยังมีสีเลือดจางๆที่พอให้รู้ว่ายังมีลมหายใจอยู่ ดวงตาหลับพริ้มแต่คิ้วเรียวขมวดแน่นเขาสัมผัสหน้าผากของนางเบาๆ ก่อนจะวางฝ่ามือไว้บนหน้าผากเพื่อให้ความอบอุ่นสักครู่
เมื่อเห็นว่าไม่มีท่าทีจะฟื้นหยางฉินจึงเหลือบมองไปรอบโรงเก็บฟาง พยายามหาภาชนะหรือสิ่งใดที่จะรองน้ำได้แต่ไร้ซึ่งของใช้จึงตัดสินใจพาตัวเองกลับออกไปในความมืดเงียบของหมู่บ้านหวังจะหาน้ำสะอาดและอาหารแม้เพียงน้อยนิดให้หญิงสาว
ในยามค่ำคืนของโรงเก็บฟางมีเพียงเสียงแมลงยามดึกและเสียงฟางกรอบแกรบยามเขยื้อนตัว หญิงสาวที่นอนอยู่กึ่งสลบกึ่งรู้ตัวร่างบางกระตุกน้อยๆ ขณะความหนาวแทรกเข้ากล้ามเนื้อเสียงหายใจของตนเองขาดช่วงสลับถี่ ใบหน้าซีดเซียวพลันขมวดมุ่นเมื่อลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
เงาด้านบนคือหลังคาไม้ไผ่เก่าแก่แซมด้วยกิ่งไม้เปลือกดำมือเรียวพยายามยกขึ้นแตะขมับตัวเองเบาๆ ความเจ็บแปลบยังแล่นแทรกแต่สติเริ่มกลับมาแล้ว
“หยาง..” เสียงของนางแห้งพร่าริมฝีปากแห้งแตกของนางเอ่ยชื่อเขาอีกครั้งเบากว่าเดิม..ไร้เสียงตอบกลับ
หลิวชิงเซียงค่อยๆพยุงกายขึ้นนั่ง พิงตัวกับเสาไม้ไผ่ด้านข้างดวงตาเหลือบเห็นกองฟางที่หยาบแต่สะอาดวางรวมกันไว้ในกองหนึ่ง ใกล้ๆ กันมีก้อนหินวางเรียงราวใช้เป็นเตาไฟขนาดเล็กถ่านยังคงแดงจางๆ ให้ความอบอุ่นเพียงพอ
แสงจากถ่านแดงสะท้อนในดวงตาของนางที่ค่อยๆชัดขึ้น สะท้อนเงาของใบหน้าอิดโรยปนฝุ่น บนใบหน้ามีรอยข่วนบางๆ จากหนามและกิ่งไม้มือเรียวที่กำไว้แน่นสั่นเล็กน้อย
นางหลุบตามองเปลวไฟนิ่งงันภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงกลางวันย้อนซ้อนเข้ามาในความคิด ใบหน้าของเสือภูเขาตัวโตคมเขี้ยวแหลมคมจนรู้สึกได้แม้เพียงมอง รอยเลือดที่พุ่งกระเซ็น กลิ่นดินกลิ่นเหงื่อ กลิ่นเลือด กลิ่นความตายที่กรุ่นอยู่จนถึงยามนี้
“แต่ยังไม่ตาย..” นางพึมพำ พูดกับตัวเองเหมือนยืนยันความจริงสองมือกำชายเสื้อแน่นแล้วคลายช้าๆ
เพียงครู่เสียงฝีเท้าเบาๆดังใกล้เข้ามา หญิงสาวรีบเงยหน้าขึ้นอย่างระแวดระวังพลันเห็นเงาของร่างสูงปรากฏอยู่ด้านประตูหยางฉินเดินเข้ามาพร้อมถุงผ้าเก่าผืนหนึ่งพาดบ่าซ้ายมือขวาถือหม้อไม้ไผ่ที่ใส่น้ำสะอาด น้ำหนักเบาแต่เคลื่อนไหวระมัดระวังหยดน้ำสั่นไหวในภาชนะจนสะท้อนแสงไฟสลัว
“ยังจำได้ใช่ไหม?” เขาเอ่ยเสียงถามเบา นางพยักหน้าตอบนัยน์ตาเขาคล้ายจะโล่งใจอย่างเห็นได้ชัดที่นางยังไม่ได้รับผลกระทบจากการกระแทกที่รุนแรง
“ตอนแรกข้าไม่เห็นเจ้านึกว่าเจ้าทิ้งข้าไว้ที่นี่แล้ว” หลิวชิงเซียงแค่นหัวเราะเบาๆ
“ถ้าข้าจะทิ้ง คงทำตั้งแต่บนภูเขาแล้ว” หยางฉินวางหม้อไม้ไผ่ลงข้างตัวนางแล้วยื่นผลไม้ตากแห้งที่ห่อผ้าบางๆ ออกมา “มีแค่นี้..เหลือเพียงผลไม้แห้งสองสามลูกกับน้ำสะอาดจากลำธารท้ายหมู่บ้าน”
หลิวชิงเซียงยื่นมือช้าๆรับผลไม้ตากแห้งจากเขา กัดเบาๆ แต่ยังพอช่วยให้ลิ้นที่ด้านชาเริ่มรู้รสดวงตาคู่งามมองเขานิ่งนาน ราวกับจ้องถามบางสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูด
หยางฉินนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะนั่งลงข้างกองไฟตรงข้ามกัน แสงสีแดงสว่างเล็กน้อยสะท้อนใบหน้าเปื้อนเลือดที่แห้งไปแล้ว
ในยามที่แสงเงาซ้อนทับดวงจันทร์ข้างแรมขีดบางโผล่ขึ้นเหนือแนวหลังคาหญ้าคา เสียงไกลๆของนกกลางคืนร้องเบาๆ สะท้อนกับความเงียบในใจของหญิงสาวและชายหนุ่ม
----------------------------------------------------
งานเหนื่อยมากเลยช่วงนี้ ล้ามาก แต่ท่องไว้ว่าใกล้จะได้ลาแล้ว วันลาคือเยียวยาใจเชิงๆ มากค่ะตอนนี้
แถวบ้านเชิงๆ อากาศเย็นแล้วด้วย ทุกคนเป็นยังไงกันบ้างคะ รักษาสุขภาพกันด้วยน้า
ฝากกดไลค์ ติดตาม คอมเม้นท์ให้เป็นกำลังใจนะคะ เลิฟนักอ่านค่ะ