วิ่งไป ! ต่อให้เจ็บแค่ไหนก็ห้ามหยุดเด็ดขาด ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
เสียงดังก้องอยู่ภายในหัวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กระเสือกกระสนวิ่งฝ่าป่าลุยดงหลบหนีจากกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบอีกทั้งยังถืออาวุธครบมือ
วางใจได้เลยพี่คาร์เตอร์ ผมจะหาทางช่วยพี่ออกมาให้ได้
เสียงภายในใจที่นึกคิดส่งไปยังพี่ชายของเขาที่ถูกมัดตรึงกับไม้กางเขน ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลที่ถูกเฆี่ยนตีทุกส่วนไม่เว้นแม้แต่ใบหน้า
ต้องอย่างงี้สิน้องพี่ รอยยิ้มอันอ่อนล้าและแววตาที่กำลังเหม่อลอยมองไปยังท้องฟ้าปลอดโปร่งรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก
"ยิ้มบ้าอะไรวะไอเด็กนี่!" ไม้เรียวขนาดเล็กฟาดเข้าที่อกและหน้าท้องของเด็กหนุ่มโดยไม่มีท่าทีขัดขืนเลยแม้แต่น้อย
"ดูมันสิ ! พอช่วยน้องมันออกไปได้ก็เอาแต่ยิ้มแปลก ๆ หรือมันจะบ้าไปแล้ววะ" นายทหารชุดสีดำเดินลาดตระเวนไปทั่วเรือนจำขนาดใหญ่ที่ที่มีร่องรอยของกำแพงที่ถูกเจาะรูช่วยให้น้องของคาร์เตอร์หนีออกไปได้
"เหอะ คิดเหรอว่าเด็กตัวแค่นั้นจะรอดไปได้ ในป่ายังมีทั้งสัตว์อสูรและมนุษย์ที่พร้อมจะล่าพวกแกแต่ก็ลืมไปว่าพวกแกมันเป็นภูตพฤกษาก็อาจจะอยู่รอดก็ได้ ฮ่า ๆ ๆ"
"เฮ้อ ตีมันเยอะเกินไปเอาซะปวดหลังเลย ขอตัวไปพักแล้วกันส่วนเจ้าเด็กนี่ก็แขวนมันไว้อย่างงี้นี่แหละ"
"รับทราบครับ !" เสียงตอบรับจากทหารชั้นผู้น้อยช่วยจัดเตรียมผ้าเช็ดเหงื่อและเก็บกวาดสภาพพื้นที่เสียหาย
ได้ยินพี่ไหม...คูเปอร์
ครับพี่ผมยังได้ยิน...อยู่ พวกเขาโทรจิตสื่อสารหากันได้แม้จะอยู่ไกลกว่าสิบกิโลเมตรเป็นความสามารถที่คล้ายคลึงกับหินสื่อสารของนัตโตะแต่ไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียงออกมาทำให้สามารถวางแผนหรือแอบทำอะไรได้ง่ายขึ้น
จำที่เราคุยกันได้ไหม? เรื่องเส้นทางรถขนส่งสินค้าน่ะ คาร์เตอร์เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์มองเข้าไปในลวดลายสีดำบนนั้นที่เหมือนกับสัตว์ตัวเล็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกัน
จำได้สิพี่ นั่นเป็นหนทางที่เราจะหนีออกไปนี่นา
เยี่ยม ทำตามแผนนั่นไปก่อนและเมื่อน้องตั้งตัวได้หรือมีความสามารถมากพอก็ค่อยมาพาพี่ออกไป
ไม่ต้องห่วงครับผมจะเร่งฝึกเวทมนตร์ให้ไวที่สุดเอาให้พวกทหารไม่กล้าหืออีกเลยแล้วก็…พี่ครับ
คูเปอร์มุดลงไปใต้รากไม้ของต้นไม้สูงกว่าหนึ่งร้อยเมตรสามารถหลบซ่อนจากทหารพวกนั้นได้
ไปต้องกังวลไปหรอกน้องพี่ ต่อให้พี่ต้องอยู่ในนี้อีกสักสิบปียี่สิบปีพี่ก็ทนรอได้
เด็กหนุ่มผู้เป็นพี่ชายส่ายหน้ายิ้มมุมปากเหมือนกับไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิดตรงข้ามกับแผลมากมายบนร่างกาย
ครับพี่
เสียงตอบรับครั้งสุดท้ายก่อนที่พวกเขาจะพักผ่อนเตรียมพร้อมสำหรับแผนการขั้นต่อไปก็คือการหนีไปกับรถขนสินค้าโดยที่ไม่รู้เลยว่าปลายทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร
30 มกราคม พ.ศ.2576
หลังจากที่เครื่องจักรไอน้ำที่ต่อกลไกเข้ากับกังหันขนส่งมายังอาณาเขตออร์ค โดยมีกลุ่มทหารรับจ้างและนายช่างตามมาด้วยเพื่อคอยดูแลระหว่างทาง
"ครบแล้วสินะงั้นมาติดตั้งเครื่องพวกนี้กันเลยดีกว่า"
หลังจากที่เชลยศึกออร์คได้รับการปล่อยตัวและกลับมายังบ้านเกิดซึ่งกำลังอยู่ในช่วงบูรณะ พวกเขาทั้งหมดต่างก็เป็นทหารของเผ่าพันธุ์มีร่างกายแข็งแรงกว่าออร์คปกติจึงกลายเป็นแรงงานหลักไปโดยปริยาย
"รีบ ๆ ยกมาเลยเจ้าพวกนี้" กลุ่มออร์คที่เคยมีเรื่องกับซึฮากิก็โดนสั่งสอนไปหลายบทเรียนจนสภาพสะบักสะบอมราวกับผ่านการสู้รบในสงครามมาและต้องมาโดนใช้แรงงานอีกไม่ให้พักเลย
ด้วยแรงงานจำนวนนี้คงจะเสร็จภายในวันนี้แน่ ๆ
ขณะที่กำลังเฝ้ามองการทำงานซึฮากิก็นึกคิดถึงพรรคพวกที่เมือง "พี่กิกลับมาแล้ว ! พวกเราคิดถึงมาก ๆ เลยค่ะ" ภาพของคิโนริที่กระโดดเข้าใส่ยังคงจดจำได้ขึ้นใจ มิหนำซ้ำเอที่มักจะไม่ค่อยเข้าหาก็เดินเข้ามาทักก่อนซึ่งเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้
"พี่กลับมาอยู่วันหนึ่งแต่เดี๋ยวก็ต้องไปทำธุระอีกแล้ว"
"โห...พี่ พวกเราอยากจะสู้กับราชาดันเจี้ยนบ้างนะครับถ้าพี่สอนพวกเราอีกก็น่าจะไม่มีปัญหา" ใบหน้าของรอนที่กำลังทำแก้มป่องไม่พอใจแต่มันกลับน่าเอ็นดูเสียมากกว่า
"ถ้าอย่างงั้นน้อง ๆ ต้องตอบคำถามพี่ให้ได้ก่อน" ซึฮากิส่งยิ้มอ่อนอย่างเป็นมิตรให้พวกเธอเช่นเดียวกับพวกเขาที่ยิ้มตอบรับและพยักหน้ารัว ๆ
ซึฮากิหยิบก้อนหินขึ้นมาและโยนมันสูงเหนือหัวทำให้พวกเธอมองตามทุกสายตาก่อนจะร่วงลงมาและคว้าจับไว้ด้วยมือข้างไหนสักข้างหนึ่งอย่างรวดเร็ว "ทายดูสิว่ามันอยู่ไหน?"
"ขวา ๆ" หลานตอบรวดเร็วยิ่งกว่าใคร
"ไม่ ๆ ต้องซ้ายสิ" คิโนริพูดแทรกขึ้นมาทันควัน
"แต่ฉันว่าน่าจะเป็นขวานะ" เอยืนคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบ
"อืม...ไม่รู้สิงั้นผมเอาซ้ายแล้วกัน" รอนแค่เดาไปเรื่อยเพราะความรวดเร็วของซึฮากิทำให้เขามองไม่ทันเลยสักนิด
"แล้วอีกสองคนล่ะตอบอะไร?" ซึฮากิเอ่ยถามแมรี่และรูบี้ที่ยังนิ่งเงียบ
"นะหนูไม่รู้" รูบี้หลบสายตาของซึฮากิก่อนจะตอบแต่ใบหน้าของเธอก็ยังคงสงสัยไม่แพ้คนอื่น ๆ
"มันอยู่ข้างหลังพวกเรา"
ด้วยความตกใจเมื่อได้ยินแมรี่เอ่ยเช่นนั้นพวกเธอก็หันหลังมองทันทีจึงได้เห็นซึฮากิอีกคนกำลังถือหินก้อนนั้นอยู่
"ถูกต้อง สิ่งที่เห็นตรงหน้าอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิดก็ได้ พวกเธอต้องคิดในกรณีต่าง ๆ และจำลองการกระทำของอีกฝ่ายให้ได้หรืออย่างน้อยก็สามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวก็ยังดี"
"สะสุดยอดไปเลยแมรี่" เพื่อน ๆ ของเธอกรูกันเข้าไปชมเชยแม้จะรู้สึกอิจฉาบ้างแต่กลับสบายใจที่มีเธออยู่เสียมากกว่า
"ถ้าเป็นแบบนี้ก็พอจะให้จัดการราชาดันเจี้ยนได้แต่ก็ยังต้องให้คนคุ้มกันไปด้วย"
"สวัสดีซึฮากิ" เสียงอันหยาบกระด้างที่คุ้นเคยของนาธาที่เดินมาพร้อมกับลุงโทลด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยเหงื่อ
"สวัสดีครับคุณนาธา" ซึฮากิยกกำปั้นผสานกับหมัดของนาธาเป็นการทักทาย
"นับวันนายก็ยิ่งเก่งขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะดูจากออร่ามานาก็ทำเอาขนลุกแล้ว"
"ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ แต่คุณนาธามาพอดีเลยผมอยากจะให้คุณกับลุงโทลไปเป็นเพื่อนเด็ก ๆ แทนสเตล่า"
"โอ้ ! เลี้ยงเด็ก ๆ เหรอฉันชอบนะ" ลุงโทลเดินแทรกตัวยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมกับส่งยิ้มให้กับพวกคิโนริ
"สวัสดีค่ะลุงโทล !" คิโนริทักทายด้วยรอยยิ้มอันเบิกบานฉีกกว้างจนเห็นฟัน
"ว่าไงเด็ก ๆ เราไปหาอะไรเล่นกันดีกว่า" ไม่ทันไรลุงโทลก็พาพวกคิโนริและเด็กคนอื่น ๆ ออกไปที่ลานกว้างเสียงหัวเราะเฮฮาดังขึ้นอย่างกับตัวตลกในสวนสนุกมาหา
"หลังจากนี้ผมจะพาสเตล่า มังกี้ เซนและคานะไปทำธุระ"
"อย่างงี้นี่เองถึงได้ฝากพวกเด็ก ๆ ไว้กับพวกเรา" ทั้งนาธาและซึฮากิต่างก็เดินแยกตัวออกมาคุยกันไม่อยากไปรบกวนเวลาของเด็ก ๆ
ถึงจะบอกว่ามาทำธุระก็เถอะแต่ก็แอบหวั่นว่าจะมีเรื่องอะไรอีก ซึฮากิที่กำลังเฝ้ามองออร์คทำงานตามแบบแผนโดยที่เขาไม่ต้องออกคำสั่งหรือลงไปทำงานเอง
"ซึฮากิ" เสียงของหญิงสาวเอ่ยทักจากด้านหลังก่อนที่จะนำอาหารมาให้
"เอาไปให้พวกคนงานไม่ดีกว่าเหรอ...มาลีน่า" น้ำเสียงอันเฉยชาแต่กลับรู้สึกได้ถึงการประชดประชันแม้จะพูดเช่นนั้นเขาก็หยิบขนมผลไม้ขึ้นมากินอยู่ดี
"อืม กินไปเถอะยังไงของพวกนี้มันก็หาได้ไม่ยากไม่เหมือนพวกเนื้อสัตว์หรอก"
"ไม่ต้องห่วง ขอแค่ทำตามที่สั่งไว้เดี๋ยวเรื่องอาหารก็จะจัดการได้เอง" ซึฮากิลุกขึ้นยืนบิดตัวยืดเส้นยืดสาย
"เห็นว่ามีกลุ่มออร์คไปหาเรื่อง ถ้านายจะเอาผิดหรือให้ชดใช้ก็บอกได้เลยฉันยอมทุกอย่าง" เธอมองหน้าซึฮากิอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูด
"เรื่องแค่นั้นฉันไม่ติดใจหรอก แถมพวกเขาก็ได้รับบทเรียนไปแล้วด้วย"
บรรยากาศอันเงียบขรึมไม่มีใครเปิดบทสนทนาสักทีจนผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง
"ฉันขอตัวแล้วกันต้องไปสมทบกับพรรกพวกที่อาณาเขตมนุษย์"
"ขอให้เดินทางปลอดภัยนะคะ" มาลีน่าส่งยิ้มส่งท้ายก่อนที่ซึฮากิจะวิ่งออกไปจากหมู่บ้านท่าทางรีบร้อนเป็นพิเศษ
หวังว่าเซนจะไม่ก่อเรื่องอะไรซะก่อนนะ
ที่เมืองหลวงของอาณาเขตมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านก็มีพวกเซนที่เป็นคนต่างถิ่นเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อย
"เฮ้อ น่าเบื่อจริง ๆ เลยเมื่อไหร่กิจะมาสักที" เซนเดินไปดูร้านค้ารอบ ๆ บริเวณนั้นหาสิ่งที่น่าสนใจแต่ก็มีเพียงแค่อาหารเท่านั้นที่ล่อตาล่อใจได้
"พวกเขาใช้เงินสกุลเดียวกันไหมนะ? ขอลองสักชิ้นจะเป็นอะไรไป" ขนมรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับสายไหมหลังจากที่กัดเข้าไปคำแรกก็รู้สึกได้ถึงความหอมหวานจนตาลุกวาว
"ทำเป็นตื่นเต้นไปได้ ไหนขอลองมั่งสิ" คานะแย่งขนมไปจากมือลองชิมบ้างจึงได้เห็นปฏิกิริยาที่เหมือนกันอย่างกับแกะ
"เฮ้อ นี่พวกเราถอนหายใจไปกันกี่รอบแล้วเนี่ย? แต่จะว่าไปพวกเขาสองคนแทบจะเป็นฝาแฝดกันแล้วไม่ว่าจะชอบอะไรหรือทำอะไรก็คล้าย ๆ กัน" สเตล่ายืนกอดอกเฝ้ามองหนุ่มสาวที่กำลังตื่นเต้นกับอาหารและขนมของเมืองพากันเดินชิมไปทั่ว
"เฮ้ย ! พวกแกเป็นนักเดินทางสินะ ถ้าจะมาเดินเล่นในเมืองก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองด้วย" ขณะที่พวกเซนกำลังเพลิดเพลินกับของกินก็มีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยืนขวางทางไว้
"ไม่เห็นต้องให้ใครมาคุ้มครองเลย แล้วก็ไม่ได้จ้างสักหน่อยพวกเราคงไม่ต้องจ่ายใช่ไหม?"
"เหอะ เจ้าหนุ่มนี่กล้าต่อปากต่อคำซะด้วยไหนขอดูหน่อยสิว่าจะปากดีได้แค่ไหน" ทันใดนั้นก็มีชายฉกรรจ์กว่าสิบคนโผล่มายืนล้อมพวกเซนไว้แต่ก็ยังไม่ได้ลงไม้ลงมืออะไรทำเพียงใช้จำนวนเข้าขู่
"ไหนขอดูหน่อยสิว่ามีเงินพอจ่ายค่าคุ้มครองหรือเปล่า?" ชายร่างสูงใหญ่จับมือเซนยกขึ้นและออกแรงบีบเต็มแรงถ้าเป็นคนธรรมดาก็คงจะโอดครวญจนเข่าทรุดไปแล้ว
รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสะใจบ้าอำนาจกำลังหายไปเมื่อเซนไม่ร้องหรือรู้สึกอะไรเลย
"ทำอะไร? จะขอจับมือก็ขอกันดี ๆ สิ" เซนใช้มืออีกครั้งจับมืออีกข้างของชายผู้นั้นเช่นกันแต่แรงบีบของเซนกลับทำให้ชายร่างสูงใหญ่ร้องเสียงหลงยืนไม่อยู่กันเลยทีเดียว
"อ๊าก ! พวกแกทำอะไรอยู่รีบจัดการมันสิ" เขาส่งเสียงร้องออกมาพร้อม ๆ กับบอกพรรคพวกของตน
"หน็อยบังอาจมาทำร้ายลูกพี่ของเรา" พวกเขาใช้อาวุธที่หาได้ง่ายอย่างดาบและมีดสั้นแต่แค่เห็นก็พอจะเดาได้แล้วว่าเป็นอาวุธธรรมดา
"เล่นพอหรือยังเซน?" คานะเอาตัวเข้ามาขวางพวกมันไว้ถือเพียงมีดสั้นไว้แต่ก็ไม่มีท่าทีของการตอบโต้เลยสักนิด
"ถึงจะเป็นผู้หญิงแต่เราก็ไม่ออมมือให้หรอกนะ" คมดาบหลายเล่มฟันไปทั่วร่างของคานะทั้งคอ ขา และลำตัวแต่สิ่งที่ได้ก็คือความรู้สึกที่เหมือนกับฟันก้อนหินเสียมากกว่า
"บ้าเอ๊ย ! แกเล่นตุกติกอะไรวะ"
คานะใช้เพียงเสริมกำลังห่อหุ้มร่างกายไว้พวกเขาก็ไม่อาจทำอันตรายได้ยิ่งกับพวกที่ไม่ได้ใช้เวทมนตร์ก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่
"ไปกันเถอะเราไม่อยากจะเสียเวลาอันมีค่ากับพวกประสาทแถวนี้ จู่ ๆ ก็เข้ามาหาเรื่องแถมยังทำร้ายร่างกายอีก"
"เอาอย่างงั้นก็ได้" เซนปล่อยมือจากชายร่างใหญ่และเดินผ่านไปทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากที่กลับมาสมทบสเตล่าไม่ทันไรมังกี้ก็ปีนขึ้นหัวเซนอีกตามเคยจนคานะชินชาไปแล้ว
"พวกเธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?" สเตล่าทักถามทันทีที่เริ่มเดินต่อ
"สบาย ๆ น่า พวกมันใช้เวทมนตร์ไม่ได้ด้วยซ้ำแถมยังดูปวกเปียกกว่าคิโนริอีก" เซนยิ้มสะใจตอบกลับและยังหยักไหล่ทำท่ากวนประสาทอีกด้วย
"จะยังไงก็เถอะ พวกเราต้องไปที่ไหน?" สถานการณ์เงียบฉี่เมื่อไม่มีใครสามารถตอบคำถามของคานะได้
"นั่นสิพวกเราต้องไปที่ไหนแถมกิก็ไม่ได้บอกอะไรมาเลยด้วย บอกแค่จะไปทำธุระก่อนสักพักแล้วจะตามมา" พวกเขามองหน้ากันและกันก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ลงไปนั่งเงียบอยู่ข้างทาง
"เฮ้อ...นี่มันเฮ้อรอบที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย" สเตล่านั่งคอตกหลังจากที่ไม่รู้ทางไปแถมยังหลงอีกต่างหาก
"ฮึ ๆ ๆ จะไปยากอะไรก็แค่รออยู่อย่างงี้เดี๋ยวกิก็ตามหาเราเจอเองแหละ" เซนยิ้มมั่นใจเต็มร้อยกอดอกนั่งเฝ้ารอทุกวินาที
ขณะเดียวกันซึฮากิที่กำลังตรงมายังอาณาเขตมนุษย์ก็ได้เข้าปะทะกับสัตว์อสูรกลุ่มหนึ่งแต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาในการจัดการแต่เสื้อผ้าที่อุตส่าห์เตรียมไว้เข้าเมืองก็ดันเปื้อนเลือดเสียแล้ว
"รู้อย่างงี้ใช้เวทระยะไกลดีกว่าเลือดจะได้ไม่กระเด็นใส่ คิดแบบนั้นไหมแฟรงค์"
"กรร !" การเชื่อมต่อดวงตาของซึฮากิกับแฟรงค์ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นจนเกือบแทนที่กันได้แล้ว การมองเห็นจากมุมสูงของแฟรงค์ช่วยแก้ไขช่องว่างของสกิลตรวจจับที่ยังอ่อนแออยู่
"ถึงการเดินทางหรือทำอะไรคนเดียวจะสะดวกกว่าแต่ก็อดคิดถึงพวกนั้นไม่ได้เลยเนอะ" ซึฮากิกระตุกยิ้มให้กับปุยและแฟรงค์
"จีจี"
"นายก็คิดเหมือนกันสินะปุย แต่นายจะมาอยู่กับฉันตลอดเลยหรือยังไงแถมชอบหายตัวไปมาอยู่เรื่อย" แม้ซึฮากิจะทำตัวเลือดเย็นกับคนอื่นแต่เมื่ออยู่กับเด็ก ๆ หรือสัตว์ตัวน้อยกลับดูเป็นคนที่เอาใจใส่เสียอย่างงั้น
"วิธีที่จะทำให้อาณาจักรอาฟน่าอยู่ เราก็ต้องสานสัมพันธ์กับเผ่าอื่น ๆ ทั้งหมดเริ่มด้วยยกประเด็นที่ต่างฝ่ายต่างได้ผลประโยชน์ก่อนจะค่อย ๆ แก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ สร้างความเชื่อใจ ใคร ๆ ก็ชอบการที่ตนเองได้ประโยชน์แต่เมื่อมีคนล้มก็พร้อมจะแว้งกัดทันทีเหมือนกรณีเมืองวิทาอาณาเขตเอลฟ์"
"จีจี"
"พูดมากไปเหรอแต่พวกนายก็คงจะฟังไม่รู้เรื่องอยู่แล้วนี่" ซึฮากิลูบไล้ขนนุ่ม ๆ อย่างกับพึ่งอาบน้ำมาทั้ง ๆ ที่เจ้าปุยเอาแต่กระโดดเล่นไปทั่ว
"อะ ดูเหมือนจะมีคนมาต้อนรับนะเนี่ย" สกิลตรวจจับของซึฮากิได้พบเจอกับมนุษย์กว่าสิบคนกำลังยืนรออยู่ตรงหน้าทางเข้าเมืองของอาณาเขตมนุษย์
"พวกเขาไม่ได้เตรียมมานาไว้คงจะเป็นยามเฝ้าไม่ก็พวกโจรล่ะมั้ง"
เมื่อซึฮากิอยู่ในระยะสายตาพวกเขาก็กรูกันเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มอย่างกับพวกแม่ค้าขายของไม่ได้ดูมีพิษภัย
"คุณซึฮากิใช่ไหมครับ ท่านวาเลี่ยมมอบหมายให้พวกเรามารับคุณซึฮากิครับ"
ท่าทางกระตือรือร้นอย่างงี้ถ้าไม่ได้รู้ว่าเราเป็นใครก็คงจะจ้างมาด้วยเงินค่อนข้างสูง แต่คงจะเป็นอย่างแรกมากกว่า หากสนิทสนมกับผู้ที่มีอำนาจการปกครองก็มีสิทธิ์ที่จะได้สถานะต่าง ๆ
"ครับ ผมซึฮากิฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ" เขายื่นมือทักทายอย่างเป็นมิตรเท่าที่จะเป็นไปได้ขณะที่ยังมีปุยและแฟรงค์เกาะตัวอยู่ด้วย
"ทำตัวตามสบายเลยครับ พวกเราจะพาเดินเที่ยวสักหน่อยก่อนจะเข้าไปพบท่าวาเลี่ยม"
"ทำไมต้องไปเดินเล่นก่อนล่ะ? หรืออยากจะถ่วงเวลา" เพียงคำพูดไม่กี่คำก็ทำให้พวกเขาเหงื่อตกหรือเพราะซึฮากิไปพูดจี้จุดพอดี
"คือว่าท่านวาเลี่ยมอยากจะให้พักผ่อนท่องเที่ยวเมืองของเราให้สบายจิตสบายใจเสียก่อนค่ะ"
คงจะติดธุระไม่ก็ยังไม่อยู่ที่นี่ ยังไงเราก็ต้องไปรวมกับพวกเซนซะก่อนแต่...พวกเขาไปอยู่ไหนแล้วเนี่ยหรือเพราะเราไม่ได้บอกว่าให้รอที่ไหน
"มีที่ที่มีอาหารขายเยอะ ๆ ไหมครับ?"
"แน่นอนเมืองของเราเป็นย่านการค้าที่ครึกครื้นสุด ๆ ไม่ว่าจะอาหารการกินหรือข้าวของเครื่องใช้ก็ถือเป็นอันดับหนึ่งในอาณาจักรอาฟ"
ขณะที่พวกเขาพาเดินเที่ยวเมืองพร้อม ๆ กับอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างแต่ซึฮากิกลับไม่ได้สนใจเลยสักนิด
เป็นเมืองที่ใหญ่น่าดูเลยนะเนี่ย ถ้าเทียบความหนาแน่นของประชากรจากสายตาก็คงจะหนึ่งแสนคนแถมคนส่วนใหญ่เป็นแค่คนธรรมดา ทุก ๆ ยี่สิบคนที่เจอจะเป็นผู้ที่ฝึกฝนและเลเวลสูงกว่าหนึ่ง
"คนเยอะหน่อยนะคะเพราะช่วงนี้ชาวบ้านมักจะออกมาซื้อของกัน"
ยังไม่เจอใครที่เลเวลถึงสี่เลยสักคน จะมีก็แค่ทหารที่เลเวลสามแถมยังวางตำแหน่งไว้คนข้างหละหลวมเหมือนไม่กลัวศัตรูเลยสักนิดหรือเพราะพวกเขามั่นใจในการคัดกรองคน
"เรามาถึงย่านการค้าแล้วค่ะ ถ้าเป็นพวกอาหารจะอยู่ฝั่งนี้" พวกเขายังคงเดินนำทางให้กับซึฮากิพร้อมกับแนะนำสิ่งต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ อาหารที่นิยม ร้านที่คนชอบกันเยอะหรือแม้แต่เหล้าชั้นดี
"แล้วนั่นเป็นส่วนหนึ่งย่านการค้าไหม?" ซึฮากิชี้ไปยังควันไฟที่ลอยเหนือกลุ่มชนไกลออกไปหลายร้อยเมตร
"อะเอ่อพวกเขาอาจจะกำลังแสดงอะไรสักอย่างหรือเปล่า..."
"นายไปดูสิว่ามันเกิดเรื่องอะไร" เสียงกระซิบกระซาบคุยกันแต่มันก็ไม่อาจรอดพ้นหูและสายตาของซึฮากิไปได้
"ครับ" หลังจากตอบรับชายหนุ่มก็แยกตัวออกไป
"พวกเราไปหาอะไรกินกันก่อนดีไหมคะ?" เธอมองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่เจอซึฮากิเสียแล้ว "คุณซึฮากิ?"
ซึฮากิสามารถแทรกตัวและเคลื่อนไหวฝ่าฝูงชนได้อย่างรวดเร็วมุ่งหน้าไปยังควันไฟตรงนั้น
ดีมากเจ้าแฟรงค์ ถ้าไม่มีมันก็คงจะเดินผ่านไปแล้ว ภาพมุมสูงที่ซึฮากิมองผ่านดวงตาของแฟรงค์ทำให้ได้เห็นควันไฟที่เกิดจากเวทมนตร์ของเซนขณะที่กำลังปะทะกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
"หน็อย! เมื่อไหร่จะเลิกราวีสักที" เซนพยายามจะควบคุมอารมณ์ไว้แม้จะเผลอใช้เวทมนตร์ไปแล้วแต่ยังดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บ
"เหอะ ช่วยด้วย ! มีคนพยายามจะฆ่าผมแถมยังใช้เวทมนตร์กลางเมืองอีกด้วย" ใบหน้าที่เคยยิ้มเยาะจู่ ๆ ก็ทำท่าจะร้องไห้ร้องเรียกให้ชาวบ้านได้ยิน
"อะไรของมันวะ?" เซนถึงกับลดการป้องกันลงเหลือเพียงใบหน้าที่งุนงง
"คงจะพยายามทำให้เราดูเป็นตัวร้าย ฉันว่าหนีกันก่อนดีกว่า" สเตล่าดึงแขนของเซนไว้ขณะที่คานะและมังกี้เตรียมหาทางหนี
"จะไปไหนพวกอาชญากร จับมันเลยครับคุณทหาร" ท่าทางที่เหมือนจะเจ็บเจียนตายนอนซมอยู่อย่างงั้นแต่กลับตะโกนเรียกทหารด้วยเสียงที่ดังฟังชัด
"ใครจะอยู่ให้จับล่ะ?" แม้พวกเซนจะหนีแต่ก็ดันมีชาวบ้านมากมายยืนมุงดูขวางทางเต็มไปหมดแถมทหารก็กรูกันเข้ามาล้อมอีกต่างหาก
"หยุดอยู่ตรงนั้นแล้วยอมจำนนแต่โดยดี พวกเราจะเริ่มไต่สวนพวกคุณเดี๋ยวนี้เลย"
"ไต่สวนอะไรนะ?" ขณะที่พวกเซนกำลังจนมุมเพราะไม่อยากทำร้ายประชาชนที่อยู่โดยรอบก็มีเสียงจากด้านบนตึกดังขึ้น
"แกก็เป็นพวกเดียวกันสินะ วางแผนจะทำอะไรกันแน่หรือจะก่อจลาจล" นายทหารผู้ที่ดูเป็นหัวหน้าเอ่ย
"ไร้สาระจริง ๆ ไต่สวนที่คุณหมายถึงคืออะไร? ถ้าจะทำก็ต้องทำทั้งคู่สิแถมยังมีพยานอยู่หลายคนด้วย" ซึฮากิกระโดดลงมาตรงกลางระหว่างพวกเซนและทหาร
"โย ! มาแล้วสินะกิ" เซนยังคงยิ้มทักทายได้ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไร
"จะว่าดีหรือแย่ที่ก่อเรื่องเลยตามตัวง่าย แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดไปแล้วก็คงต้องเลยตามเลย"
"อย่าคิดตุกติกเชียวพวกเราล้อมไว้หมดแล้ว" เสียงอันคมเข้มของนายทหารทั้งหนักแน่นและทรงพลังจนชาวบ้านต้องถอยห่างออกไป
"บอกแล้วไม่ใช่หรือยังไงถ้าจะไต่สวนก็ต้องทำทั้งสองฝ่าย" แม้นายทหารพวกนั้นจะจ่อดาบมาที่พวกเขาแต่ซึฮากิก็ไม่มีท่าทีที่จะยอมเลย
"ยังจะต่อปากต่อคำอีกถ้ายังไม่ยอมยกมือไว้เหนือหัวพวกเราจะไม่ทำแค่ไต่สวนหรอกนะ"
"ก็เอาสิ รู้ไหมว่าคนที่ยืนอยู่ด้านหลังสามารถฆ่าคนที่มีเลเวลสามได้ทีละหลายสิบคน ไม่ใช่แค่เลเวลสามหรอกแต่ต่อให้เอาเลเวลสี่มาก็คงจะทำได้แค่เรียกเหงื่อเท่านั้น" ซึฮากิกวาดสายตามองไปทั่วก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปหาดาบของทหารนายนั้น
"ถ้าอยากจะรู้ก็ลองดูสิ"
"ไอ้เวรนี่ !" เขาง้างแขนและเหวี่ยงดาบใส่สุดแรงเพราะนึกว่าซึฮากิจะอยู่เฉย ๆ แต่เมื่อดาบนั่นได้ปะทะกับร่างของเขา ซึฮากิก็กระแทกที่ข้อมือของนายทหารปัดดาบของเขาทิ้ง บิดแขนและม้วนไปด้านหลังและกดลงพื้นพร้อมกับนั่งทับไปด้วยเลย
"อะอ้าว ทำยังไงดีล่ะบังเอิญว่าผมล้มทับเขาพอดีเลย" ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยกลับได้ยินเสียงหัวเราะเยาะขณะที่ค่อย ๆ บิดแขนของทหารนายนั้น
"มีเรื่องอะไรกัน?" แม้จะยังไม่เห็นตัวแต่เพียงแค่เสียงก็ทำให้นายทหารพวกนั้นถอยห่างพร้อมกับแหวกทางเดินให้
"มีคนก่อเรื่องครับหัวหน้า" ขณะที่รายงานเขาก็ยังเหงื่อตกไม่หยุดท่าทางเคร่งเครียดเสียจนใคร ๆ ก็ดูออก
"สะสวัสดีครับคุณซึฮากิ" ชายหนุ่มผู้นั้นยังต้องก้มโค้งทักทายทำเอานายทหารทั้งหลายอ้าปากค้าง
"นายมันคนที่เป็นหัวหน้าหน่วยแนวหน้าเมื่อตอนนั้น อาการบาดเจ็บหายดีแล้วใช่ไหม?" ซึฮากิลุกจากตัวของทหารผู้โชคร้ายจ้องมองจอมพลดูลุคตั้งแต่หัวจรดเท้า
"ขอบคุณที่เป็นห่วงครับ ผมได้ยินว่าคุณจะมาหาท่านวาเลี่ยมแต่ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ล่ะครับ?"
ซึฮากิแสยะยิ้มอยู่ภายในใจก่อนจะเอ่ยออกมา "ดูเหมือนจะมีคนมาหาเรื่องพวกผมนะครับก็เลย..."
"ผมเข้าใจแล้วครับถ้าไม่ว่าอะไรผมขอโทษแทนลูกน้องของผมด้วยครับ"
ชายชาติทหารที่ยอมก้มหัวเพื่อขอโทษแทนผู้ที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา คนแบบนี้หาได้ยากนะเนี่ยแต่ก็นั่นแหละแค่อยากจะแกล้งสักหน่อย
"ผมรับคำขอโทษจากคุณนะครับแต่ยังมีคนที่ไม่ได้รับโทษจริง ๆ อยู่...ใช่ไหมเซน?"
"ใช่ ๆ จู่ ๆ เจ้าพวกนั้นก็เข้ามาหาเรื่องพวกเรา" เซนชี้นิ้วไปหากลุ่มอันธพาลพวกนั้นที่กำลังจะหนี
"แม่จ๋า" คำสุดท้ายที่อุทานออกมาก่อนจะโดนจับรวบเข้าตารางไปหมดทำให้เซนหัวเราะลั่นยิ้มอย่างสะใจ