ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 76 ไล่ฆ่า

           เขาไม่อยากมีเรื่อง อยากอยู่เฉยๆ เงียบๆ สักหน่อยแต่คนพวกนี้กลับมาตามระรานเขาครั้งแล้วครั้งเล่า บีบให้เขาลงมือตอบโต้

            แล้วครั้งนี้ใครกัน สวีหวั่นอี๋ ตระกูลมู่ หรือว่าเทพปีกเงิน?

            โดยเฉพาะสองคนแรก ที่ทรงอิทธิพลอย่างมาก หากจะตรวจสอบกันจริงๆมันก็น่าสงสัยมันทั้งหมดแหละ ท่าทางจะต้องลงมือชนิดไม่ไว้ไมตรี

            ดึงคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างนั้นหรือ? ดูท่าทั้งสองตระกูลก็ไม่ได้แคร์อะไรแต่แรกอยู่แล้ว!

            ยอมฆ่าคนผิดสามพันคน แต่ไม่ยอมปล่อยคนเพียงคนเดียว นี่มันสไตล์พวกเขาชัดๆ

            ฉู่เฟิงเร่งเดินทางไปพลาง ขบคิดไปพลางตระกูลมู่น่ะทรงอิทธิพลอย่างไม่มีข้อกังขา ต่อมาก็สวีหวั่นอี๋เธออาจจะขอหยิบยืมความช่วยเหลือจากหลินเยี่ยอวี่

            ส่วนเทพปีกเงิน ถึงคนผู้นี้จะเก่งกล้าสามารถแต่เรื่องเส้นสายและกำลังคนกลับไม่เท่ากับสองคนนั้น

            ในอกฉู่เฟิงอัดแน่นไปด้วยเพลิงโทสะ คนพวกนี้เหลิงจนไม่เกรงกลัวอะไรถึงกับกล้าลงมือกับพ่อแม่ของเขา แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร มันต้องชดใช้!

            ในป่าทึบ มีสัตว์ประหลาดสารพัดรูปแบบโผล่ออกมาเป็นระยะๆ

            ฉู่เฟิงเองก็ฆ่าพวกสัตว์ร้ายกลายพันธุ์ไปหลายตัว เขาวิ่งตะบึงอยากไปให้ถึงเมืองซุ่นเทียนให้เร็วที่สุดตอนนี้เขาเป็นห่วงสวัสดิภาพของพ่อและแม่เป็นอย่างมาก

            เขตเจียงหนิง เขตวิลล่าริมทะเลสาบ

            สวีหวั่นอี๋กำลังนวดไหล่ให้หลินเยี่ยอวี่พลางกระซิบกระซาบบอกบางอย่างกับเขา

            หลินเยี่ยอวี่ตอบว่า “หวั่นชิงไม่อยู่แล้ว ผมเองก็เสียใจนะแต่ตอนนี้ดูแล้วทางโพธิจีนส์เหมือนจะมีพิรุธมากกว่าเป็นการบุกของพวกเขายามค่ำคืนที่ทำให้หวั่นชิงตาย”

            “ฉันก็เพียงแค่สงสัยฉู่เฟิงเท่านั้น อีกอย่างทั้งหวั่นชิงทั้งมู่ก็เพ่งเล็งเขาอยู่เหมือนกัน” สวีหวั่นอี๋ตอบ

            เธอส่ายศีรษะ เอ่ยว่า “แต่ในเมื่อไม่มีหลักฐานอะไรอย่างนั้นฉันวางมือก็ได้ คุณวางใจเถอะ”

            สวีหวั่นอี๋แย้มยิ้มหยาดเยิ้ม ชม้ายชายตา ริมฝีปากแดงสดแวววาวงดงามอย่างยิ่ง

            ที่จริงก็คือ ก่อนหน้านี้ไม่นาน เธอติดต่อกับตระกูลมู่แจกแจงความสงสัยของเธอจนหมดสิ้น ตัวเธอนั้นไม่อาจลงมือได้ชั่วคราวแต่ว่าทางตระกูลมู่จะทำอะไรนั้น นั่นเป็นเรื่องของพวกเขาแล้ว

            มู่ตายไป นี่ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กๆ

            ในตระกูลมู่ เขาได้รับความรักพะเน้าพะนอจากผู้อาวุโสในตระกูลอย่างมากไม่อย่างนั้น ก็คงไม่มีใครมาเรียกขานเขาว่า “มู่” หรอก

            ในช่วงที่ผ่านมานี้ ตระกูลมู่ลงมือตรวจสอบแล้ว

            สวีหวั่นอี๋ยิ้มหวาน เธอรอฟังผลอย่างสงบ ต่อให้ไม่เกี่ยวข้องกับฉู่เฟิงตระกูลมู่ย่อมถลกหนังเขาได้แน่

            ตระกูลมู่ ต้องลงมืออย่างแน่นอน

            ในช่วงนี้ พวกเขาเฝ้าตามติดเทพวัชระคิดจะเริ่มตรวจสอบที่มาที่ไปของหนิวเสินหวังจากเขา

            เป็นเพราะพวกเขากำลังสงสัยว่าหนิวเสินหวังที่สังหารมู่นั้นบางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับโพธิจีนส์และอาจจะรู้จักกับเทพวัชระ

            ก่อนการต่อสู้ที่เขางูขาว มู่เคยบอกคนในครอบครัวว่าเขาสูญเสียมนุษย์พิเศษไปสิบแปดคนซึ่งทั้งหมดนั้นดื่มน้ำยาสูตรใหม่ที่สามารถเพิ่มพลังได้ถึงสิบเท่า

            จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ มนุษย์พิเศษทั้งสิบแปดคนถูกคนเพียงคนเดียวสังหาร

            ในตอนนั้น มีคนที่มีพลังความสามารถเช่นนี้และอยู่ในบริเวณนั้นเทพวัชระย่อมน่าสงสัยมากที่สุด!

            หลังจากนั้นก็มีหลักฐานว่า เทพวัชระปรากฏตัวบริเวณนั้นอย่างแน่นอนกำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างเงียบเชียบ

            “เทพวัชระออกมาจากเขาไท่หังซานหรือยัง?”คนของตระกูลมู่เอ่ยถาม

            “ยังไม่เห็นครับ” มนุษย์พิเศษคนหนึ่งรายงาน

            ผ่านไปตั้งหลายวันแล้ว เทพวัชระยังไม่ไปจากที่นั่นอีกวนเวียนอยู่แต่ในเขาไท่หังซาน อย่างกับกำลังแอบทำอะไรอยู่อย่างนั้นแหละ

            ตระกูลมู่ส่งยอดฝีมือระดับสูงออกไปทันที สะกดรอยตาม

            เทพวัชระกำลังหาใครน่ะหรือ? แน่นอนก็ไอ้วัวสองตัวนั่นไง เขาเก็บกดไฟแค้นในอกอย่างยากเย็น ต้องสืบให้รู้เรื่อง

            เขาไม่รู้เลยสักนิด ว่าต้องแบกรับความเข้าใจผิดแทนฉู่เฟิง

            ตอนแรกมู่กับสวีหวั่นชิงจับมือกันส่งมนุษย์พิเศษสิบแปดคนออกไปสังหารฉู่เฟิงระหว่างทางที่จะไปพบหลินนั่วอีแต่สุดท้าย กลับเป็นฝ่ายถูกสังหารเรียบ เรื่องเข้าใจผิดนี้ ตกใส่เทพวัชระเต็มๆ

            “ช่วงเวลานี้ อ่อนไหวเป็นอย่างมาก ยังหาทางเข้าถึงเทพวัชระไม่ได้อีกทั้งเขาเองก็แกร่งอย่างมาก แม้แต่ท่านอาจารย์เฉินไห่ยังไม่อาจสังหารเขาได้ส่วนฉู่เฟิงนั่น...” คนทางตระกูลมู่ออกคำสั่งลงไป

            เห็นได้ว่า เฉินไห่ผู้นี้ไม่ธรรมดา ความสามารถเรียกได้ว่าน่ากลัวแม้แต่คนตระกูลมู่ยังเคารพนบนอบและเป็นเขานั่นเองที่รับผิดชอบติดตามสะกดรอยเทพวัชระ

            เขาเป็นยอดฝีมือวิชาหมัดมวย ฝึกมวยสิงอี้1มานานหลายปี ยามลงมือดั่งสายฟ้า หาคู่ต่อกรได้ยากยิ่ง

            “ท่านอาจารย์เฉินไห่เคยรับประทานลูกไม้วิเศษพื้นๆ ผลหนึ่งผลจากการเปลี่ยนแปลงไม่ค่อยชัดเจนหากทันทีที่พวกเราพบลูกไม้วิเศษจากต้นไม้พิสดารและนำมาให้ท่านรับประทานท่านจะต้องกลายเป็นสุดยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งผู้หนึ่งอย่างแน่นอน”

            นี่คือสาเหตุที่คนตระกูลมู่ให้ความสำคัญแก่เฉินไห่!

            “ไปเรียกยอดฝีมือมาเพิ่มอีกหน่อย แล้วติดตามท่านอาจารย์เฉินไห่ไป”บุคคลสำคัญในตระกูลมู่ผู้หนึ่งสั่งการ

            “หมัดสิงอี้ของท่านอาจารย์เฉินไห่ลึกล้ำถึงที่สุด ยากที่จะหาคู่มือแค่ไปจัดการคนธรรมดาเพียงคนเดียวยังต้องมีคนตามไปช่วยอีกหรือ?” มีคนไม่เข้าใจ

            “ก็ถ้าเกิดฉู่เฟิงคือหนิวเสินหวังล่ะ? เรื่องเกิดไม่กลัวกลัว ‘ถ้าเกิด’ เนี่ยแหละ!”

            “จริง!”

            ...

            ดึกแล้ว เปลวไฟในกองเพลิงเต้นไหว

            ฉู่เฟิงนั่งอยู่กับพื้น ย่างนกอย่างอดทน มันกลายพันธุ์แล้วขนาดไม่เปลี่ยนไปสักเท่าไร แต่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก จะงอยของมันสามารถเจาะทะลวงเหล็กกล้าได้อย่างง่ายดาย

            ที่นี่น่ากลัวอย่างยิ่ง นกบนเขาตัวเดียวเท่านั้นยังมีพลังทำลายล้างถึงเพียงนี้

            แต่ว่าตอนนี้มันก็กลายเป็นอาหารของฉู่เฟิงไปเสียแล้วถูกจับย่างเสียจนน้ำมันหยดติ๋งๆ  กลิ่นหอมฟุ้ง

            “รสชาติไม่เลวแฮะ” แม้แต่ตอนลิ้มรสดื่มด่ำกับอาหาร เขายังอดกังวลไม่ได้สัตว์และนกกลายพันธุ์นับวันยิ่งมากขึ้นทุกทีพวกมันสามารถสังหารมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย ต่อไปภายภาคหน้าโลกนี้จะเป็นอย่างไรกันนะ?

            เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เขาหยิบกล่องหินออกมาส่องกับแสงจันทร์ เมล็ดพันธุ์ภายใต้ก้อนดินพิเศษยิ่งแวววาวประกายสีเขียวเรืองรอง สัญญาณแห่งชีวิตแผ่กระจายท่วมท้น

            พอเปิดฝากล่อง ภายใต้ความมืดมิด แสงสีเขียวสว่างไสวแต่ความมีชีวิตชีวานั้นกลับถูกฝากล่องหินขัดขวางไว้ ไม่อาจถั่งเทออกมาได้

            ทันใดนั้น ฉู่เฟิงสะบัดหน้าเงยขึ้นทันควัน เขาสัมผัสบางอย่างได้รีบเก็บกล่องหิน ผนึกไอกาย แล้วมองไปทางท้องฟ้า

            นกล่าเหยื่อตัวหนึ่ง ตัวกว้างหกถึงเจ็ดเมตร บินทะยานมาตามทางในเขา

            นี่น่าจะเป็นเหยี่ยวที่กลายเป็นนกกลายพันธุ์ ปีกที่ดูเหมือนโลหะส่องแสงเย็นเยียบท่ามกลางความมืดยามราตรี ดวงตาดุร้ายจ้องมองมา

            ฉู่เฟิงตะลึง ไม่ใช่เพราะเหยี่ยวตัวนี้ดุร้ายเกินรับมือแต่เพราะมันถูกทำให้เชื่องต่างหาก!

            บนหลังของมันมีคนอีกสามคนและหมาตัวเล็กๆ อีกหนึ่งตัว บังคับนกได้อย่างนี้มันน่าตกใจจริงๆ

            นี่เป็นครั้งแรกที่ฉู่เฟิงเห็นคนขี่นกล่าเหยื่อ บินไปบนฟากฟ้ามันน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ

            พรึ่บ!

            ชายหนุ่มร่างผอมคนหนึ่งกระโดดลงมา ทั้งๆที่เหยี่ยวตัวนั้นยังอยู่ห่างจากพื้นร่วมหกเมตร

            เสียงตึงดังขึ้น เขาลงสู่พื้นประหนึ่งหอกด้ามหนึ่งพุ่งปักลงพื้นดินยืนนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาทั้งสองส่งประกายกดดัน แม้จะค่อนข้างผอมทว่ารู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลอย่างน่าตกใจที่แฝงไว้

            ผิวหนังของเขาเรืองรอง ชวนให้คนรู้สึกว่าอันตรายอย่างยิ่ง!

            ฉู่เฟิงระวังตัวทันทีเขารู้สึกว่าชายหนุ่มวัยกลางคนอายุราวสามสิบปีผู้นี้อันตรายอย่างยิ่งทั้งยังป่าเถื่อนมากกว่าเหยี่ยวเสียอีก ไม่ต่างกับสัตว์ร้ายที่น่ากลัวตัวหนึ่ง

            ต่อมา เหยี่ยวร่อนลงสู่พื้น หนึ่งชายหนึ่งหญิงกระโดดลงมา

            ชายหนุ่มเตี้ยอย่างยิ่ง สูงราวหนึ่งเมตรสี่สิบเซนติเมตร ใบหน้าออกสีเทา

            หญิงสาวนั้นเรียกได้ว่าสวย บอบบาง สง่างาม ยามลงสู่พื้นเถาวัลย์เส้นแล้วเส้นเล่างอกขึ้นมาจากพื้น รองรับร่างของเธอไว้ตรงกลาง

            “โฮ่ง!”

            บนหลังเหยี่ยวยังมีสุนัขอีกตัว ตัวเล็กอย่างมาก สูงไม่เกินหนึ่งฟุตหากจมูกดีอย่างยิ่งเหมือนกับมันได้กลิ่นอะไรสักอย่างจึงเห่าใส่ฉู่เฟิงอย่างบ้าคลั่ง

            “ฉู่เฟิง?” หญิงสาวเอ่ยพลางยิ้ม แววตาเป็นประกายเธอเสยผม เคลื่อนตัวลงจากเถาวัลย์ด้วยท่วงท่านุ่มนวลงดงาม

            ฉู่เฟิงรู้ทันที คนพวกนี้สะกดรอยตามเขามา เหยี่ยวบินเร็วอย่างยิ่งส่วนสุนัขกลายพันธุ์ตัวนั้นมีประสาทสัมผัสดมกลิ่นว่องไว ตามรอยเขามาตลอดทาง

            แววตาของชายวัยกลางคนมีประกายคุกคาม จับจ้องที่ฉู่เฟิงเมื่อครู่แม้จะยังอยู่ค่อนข้างห่าง ทว่าเขายังสังเกตเห็นได้ว่าในมือของฉู่เฟิงมีของบางอย่าง สีเขียววับวาว

            “ส่งมา!” ชายวัยกลางคน เฉินไห่เอ่ยปากท่าทีคุกคามอย่างยิ่ง

            เขาคือยอดฝีมือที่ตระกูลมู่เชิญมา ตอนแรกก็คิดแค่กำจัดฉู่เฟิงไม่ว่าเขาจะเป็นหนิวเสินหวังหรือไม่ก็จัดการเสีย แต่ตอนนี้เขาสงสัยของประหลาดที่อยู่ในมือฉู่เฟิงจึงออกคำสั่งเอาดื้อๆ

            “พวกคุณเป็นใคร?” ฉู่เฟิงเอ่ยปากถามเขาอยากรู้ที่มาที่ไปของคนพวกนี้

            มีคนคิดลงมือกับพ่อและแม่ของเขาอย่างไรก็ต้องเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังของสามคนนี้แหละ

            “ฟึ่บ!”

            ชายหนุ่มคนที่สูงราวเมตรห้าสิบ ใบหน้าสีเทาพลันหายตัวไปเขาลงมือใส่ฉู่เฟิงทันที

            “หือ?!” ฉู่เฟิงถึงกับตะลึงอันตรายอยู่แทบเท้านี่เอง

            เสียงตึงดังขึ้นพร้อมกับที่เขากระโดด พื้นหินที่ยืนอยู่แต่แรกพลันแยกออกใบมีดแหลมคมแทงขึ้นมา หากไม่หลบล่ะก็ ฝ่าเท้าเป็นโดนเฉือนขาดอย่างแน่นอน

            สิ่งนี้ทำให้ฉู่เฟิงตะลึง ที่แท้คนผู้นี้มุดดินได้

            ตึง!

            เขาหลบอีกครั้ง บนพื้นที่ยืนอยู่ตอนแรกมีใบมีดแทงขึ้นมา ดินหินแตกกระจายป้องกันได้ไม่หมด

            ฉู่เฟิงมีสีหน้าประหลาดใจ คนผู้นี้รูปร่างเตี้ย สามารถมุดดินได้แทบจะไม่ต่างกันกับถู่สิงซุนในตำนานเลย ความสามารถเดียวกันเป๊ะ

            โครม!

            พอครั้งที่สาม ฉู่เฟิงไม่หลบ แต่กลับกระทืบเท้าอย่างแรงกำลังของเขามหาศาลไม่มีใครเทียบ สามารถทลายหินยักษ์หนักห้าตันได้เมื่อครู่พื้นดินตรงนี้ถึงกับแตกกระจาย

            เขากำหมัด คิดจะชกใส่เจ้า ‘ถู่สิงซุน’ ผู้นี้

            แต่แล้ว ใต้ดินกลับไม่มีโพรงหลุมชายหนุ่มร่างแคระผู้นั้นเหมือนกับว่าสามารถหลอมตัวเองเข้าไปในดินไร้ร่องรอยโดยสิ้นเชิง

            เหมือนถู่สิงซุนจริงๆ ให้ตายสิ!

            “น่าสนนี่ ในตัวนายมีของแปลกๆ จริงๆ ด้วย” เฉินไห่ชายหนุ่มวัยกลางคนผู้มีร่างผอมหากเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายอันตรายเอ่ยปากเขายืนเอามือไพล่หลัง แววตากดดัน รอยยิ้มเย็นชา

            เขาเป็นยอดฝีมือเพลงมวย ฝึกฝนมวยสิงอี้จนเข้าถึง “แก่นแท้”เมื่อมีลูกไม้พิเศษแบบธรรมดามาช่วยเสริม ความสามารถของเขาก้าวหน้าอย่างน่ากลัว

            ถึงแม้ว่าวาสนาจะไม่ดีเท่ากับเทพวัชระ หรือเทพปีกเงินไม่ได้กินลูกไม้วิเศษจากต้นไม้พิสดาร แต่ในด้านความสามารถแล้วไม่ด้อยกว่าแม้แต่นิด

            ถ้าหากว่าเขาได้กินลูกไม้จากต้นไม้พิสดารล่ะก็พลังความสามารถย่อมร้ายกาจอย่างไม่มีอะไรเทียบได้เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งอย่างแน่นอน!

            ตระกูลมู่เคยให้คำยืนยันต่อเขาว่าจะรวบรวมลูกไม้พิเศษที่ให้ประสิทธิภาพสูงส่งแก่เขาเพื่อจะช่วยให้เขาได้กลายเป็นที่หนึ่งแห่งสุดยอดฝีมือ

            “เอาของที่เก็บไว้ออกมา แล้วฉันจะไม่ให้นายทรมาน!” เฉินไห่เอ่ยอย่างเย็นชาเขารู้สึกว่า ฉู่เฟิงมีของที่เขาอยากได้

            นี่คือสัญชาตญาณที่เกิดขึ้นหลังจากฝึกวิชามวยจนถึงที่สุดแล้ววัตถุประหลาดนั่นต้องมหัศจรรย์อย่างยิ่ง แม้จะเห็นแค่เพียงแวบเดียวแต่กลับทำให้เขาใจเต้นได้

            “อย่ามาทำไขสือ!” เฉินไห่จ้องฉู่เฟิงเขม็ง

            เสียงติ๊งดังขึ้น โล่อันหนึ่งผุดขึ้นมาจากแขนของเขาแล้วไหลเลื่อนลงสู่มือคนผู้นี้ ไม่เพียงความสามารถสูงส่ง หากยังระวังตัวแจอีกด้วย

            ต่อให้เป็นหนิวเสินหวัง เขาก็ไม่เกรงกลัวเพราะนี่คือโลหะผสมพิเศษที่ตระกูลมู่ค้นคว้าขึ้นมา ทนทานอย่างยิ่งสามารถป้องกันกระสุนปืนใหญ่ได้ รวมไปถึงสามารถป้องกันลูกศรได้ด้วย

    *****************

    1 มวยสิงอี้形意拳 เป็นหนึ่งในสี่สุดยอดมวยจีนให้ความสำคัญแก่การฝึกจิตสำนึกและรูปลักษณ์ ลักษณะของมวยสิงอี้คือการโจมตีเป็นเส้นตรงอย่างรุนแรงและทรงพลังในระยะสั้น(สี่สุดยอดมวยจีน ได้แก่ หมัดไท่จี๋ หมัดปากว้า หมัดสิงอี้ และหมัดเส้าหลิน)

    คล้ายกับเรื่องซากเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน