จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 102 การหวนคืนของบรรพชน

            “ร่วมมือกับข้าสังหารหมู่เผ่าหยาจื้อ! แต่แน่นอนว่ายังไม่ใช่ตอนนี้”ดวงตาของวานรยุทธ์ปรากฏเป็นสีแดงก่ำ ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง ดูเหมือนจะมีความโกรธและเกลียดชังที่ไม่รู้จบแผ่ซ่านออกมาจากทั่วทั้งร่าง

            ฉินอวี่มองไปทางวานรยุทธ์อย่างลึกซึ้งอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้วานรยุทธ์เคียดแค้นเผ่าหยาจื้อถึงเพียงนี้จนไม่ลังเลใจที่จะเป็นอสูรสัญญา?

            อสูรสัญญาเป็นวิธีการอันโบราณเก่าแก่ในการระบุผู้เป็นเจ้าของอาจเรียกได้ว่าเป็นวิธีการที่สุดขั้ว หากมีการลงนามต่อกันแล้วความเป็นความตายของวานรยุทธ์ ล้วนขึ้นอยู่กับความนึกคิดของตนเอง!ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว แม้อสูรร้ายถึงจะต้องถึงแก่ความตายพวกมันจะไม่ยอมทำสัญญาชีวิตเช่นนี้อย่างแน่นอน!

            “ข้าไม่อาจให้สัญญากับเจ้าได้เป็นเพราะข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าในวันหน้าจะทำมันได้หรือไม่” ฉินอวี่ไม่ได้ตอบรับพละกำลังของเผ่าหยาจื้อเป็นสิ่งที่ยากจะหยั่งรู้ได้หากต้องการสังหารหมู่เผ่าหยาจื้อ เป็นเรื่องยากมาก! ยิ่งไปกว่านั้นฉินอวี่ก็ไม่ต้องการให้สัญญาที่ว่างเปล่ากับวานรยุทธ์

            วานรยุทธ์จ้องตรงไปทางฉินอวี่อย่างตกตะลึงดูเหมือนจะคาดไม่ถึงว่าฉินอวี่จะปฏิเสธ หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็พูดขึ้น“ข้าต้องการเพียงคำสัญญาจากเจ้าเท่านั้น! หากวันใดที่เจ้าสามารถทำได้เจ้าก็ค่อยมาร่วมกันฆ่าล้างผลาญเผ่าหยาจื้อ”

            ฉินอวี่ครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานานพยักหน้าอย่างจริงจัง ก่อนจะพูดว่า “ได้!” แม้ว่าวานรยุทธ์จะไม่พูดออกมาหากวันใดที่เขามีพละกำลังเช่นนี้จริงๆ ฉินอวี่ก็ต้องการจะเหยียบไปยังเผ่าหยาจื้อเพื่อแก้แค้นเช่นกัน

            แม้ว่าจะยังไม่มาถึงแต่ฉินอวี่ก็สามารถจินตนาการได้ว่ามีคนรุ่นใหม่สักกี่คนของเผ่าหยาจื้อที่กำลังตามหาตนเองอยู่

            “เจ้าเชื่อว่าข้าจะมีความสามารถเช่นนั้นหรือ?” ฉินอวี่พูดอย่างช้าๆและมองไปยังดวงตาคู่นั้นของวานรยุทธ์

            “ตลอดหลายปีที่ผ่านมาข้าไม่เคยได้ยินว่ามีคนนอกคนไหนที่สามารถเอาชนะเผ่าหยาจื้อได้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจ้าสิบเอ็ดแห่งรายนามระดับสามัญ! อีกอย่างข้าก็ได้เห็นกระบวนท่าต่อสู้ระหว่างเจ้ากับเจ้าสิบเอ็ดมาแล้วด้วย” วานรยุทธ์พูดจบก็หยิบผลึกหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง และยื่นให้กับฉินอวี่

            ฉินอวี่รับไว้จากนั้นจึงใช้มโนจิตส่องเข้าดูภายในจึงได้เห็นภาพกระบวนท่าในการต่อสู้ของตนเองและเจ้าสิบเอ็ดจนถึงเหตุการณ์ที่เรือนไม้พังทลาย

            นี่คือหินผลึกความทรงจำเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคไท่กู่ เพียงแต่ สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องแปลกใจคือวานรยุทธ์ที่น่าสะพรึงตัวนั้นกำลังจะทำลายเรือนไม้เพื่อสังหารตนเองแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงยุติการโจมตีโดยกะทันหัน อีกทั้ง...ใบหน้าของเขาดูเหมือนจะเผยสีหน้าของความกลัวออกมาให้เห็น

            เป็นไปได้หรือไม่ว่า...จะเป็นเพราะสัญญาไท่กู่? เพียงแต่...ใบไม้ที่ร่วงหล่นนั้นเป็นเรื่องใดกันแน่?

            ฉินอวี่ระงับความสงสัยในหัวใจเอาไว้เหลือบมองทางวานรยุทธ์ และพูดขึ้น “หากว่าข้าทายไม่ผิดละก็เผ่าวานรยุทธ์ก็คงเป็นหนึ่งในหยาจื้อสิบสามฝ่ายใช่หรือไม่?”

            “ใช่!” วานรยุทธ์พยักหน้า และครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยเสียงแหบแห้ง “ตอนข้าเกิดมา ก็คล้ายกับจะมีพลังการหวนคืนของบรรพชนทำให้ข้ามีพลังของวานรบรรพกาลที่บริสุทธิ์อยู่ในตัว!”

            พูดจบวานรยุทธ์ก็ดูกระสับกระส่ายจนควบคุมไม่ได้ พลังปราณพิฆาตแผ่กระจายออกมาจากร่างกายดวงตาทั้งสองแดงก่ำดั่งโลหิต ดูเหมือนจะมีความเกลียดชังและความขุ่นเคืองที่ไม่รู้จบปรากฏออกมา

            พลังของวานรบรรพกาล?

            ฉินอวี่ตกตะลึงอยู่ในใจ

            วานรบรรพกาลนับเป็นระดับสูงสุดรองลงมาจากวานรยุคเริ่มต้นพลังของวานรบรรพกาลจะสามารถถ่ายทอดเลือดของวานรบรรพกาลได้ และเลือดวานรบรรพกาลนั้นมีพลังอันแข็งแกร่งแฝงอยู่ภายในเหมือนกับเลือดปีศาจหยดที่ถูกระงับไว้ด้วยเพลิงอสุนีบาต

            อีกอย่าง...เลือดของวานรยุทธ์จะต้องมีทักษะยุทธ์ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากวานรบรรพกาลอย่างแน่นอน

            “ในตอนที่ข้าอายุได้เก้าขวบ พลังปราณของวานรบรรพกาลได้รวมกันกลายเป็นเลือดของวานรบรรพกาลและในตอนนั้นเอง ที่ฝ่ายหยาจื้อและกลุ่มฝ่ายอื่นๆได้ช่วงชิงเอาเลือดวานรบรรพกาลไปจากข้า! หลังจากนั้นท่านแม่และท่านพ่อของข้าต่างก็ต้องตายจากไปทีละคนข้ารู้ดีว่าเป็นฝีมือของพวกเขา” วานรยุทธ์ได้ระงับความโกรธและความเคียดแค้นไว้ในใจร่างกายของเขาสั่นเทาไปทั้งร่าง และพูดออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง

            ฉินอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆมิน่าล่ะเขาจึงเคียดแค้นต่อเผ่าหยาจื้อยิ่งนักมิน่าล่ะเขาถึงคิดจะล้างบางสังหารเผ่าหยาจื้อ

            “แล้วทำไมพวกเขาจึงไม่สังหารเจ้า?” ฉินอวี่หยุดความคิดภายในใจของเขาและถามออกไป หากจะพูดกันตามเหตุผลแล้วเมื่อได้เลือดวานรบรรพกาลไปแล้วพวกเขาก็ควรจะถอนรากถอนโคนทุกอย่าง และสังหารเขาไปด้วยจึงจะสมเหตุสมผลไม่น่าจะเนรเทศวานรยุทธ์มาอยู่ในหอคอยขัดเกลาเช่นนี้

            “พวกเขากำลังรอ!” วานรยุทธ์กล่าว

            “รอ?” ฉินอวี่ประหลาดใจ

            “ท่านปู่ของข้าเป็นวานรโบราณเพียงหนึ่งเดียวในฝ่ายของวานรยุทธ์!ก่อนที่จะได้รับการยืนยันว่าท่านปู่ได้เสียชีวิตไปแล้วพวกเขาจึงยังไม่กล้าจะถอนรากถอนโคนพวกข้า! แต่ปู่ของข้าก็จากไปหลายหมื่นปีแล้วพลังที่มีก็ค่อยๆ เลือนหายไปแล้ว ดังนั้น ข้าจึงต้องออกจากหอคอยขัดเกลาให้เร็วที่สุดออกไปให้ไกลจากเผ่าหยาจื้อ” วานรยุทธ์พูดด้วยเสียงต่ำ

            ฉินอวี่จึงเพิ่งได้รู้เหตุผลว่าเพราะเหตุใดวานรยุทธ์จึงเต็มใจจะเป็นอสูรสัญญาของตนเอง นั่นเป็นเพราะทุกอย่างอยู่เหนือความควบคุมของเขา อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ฉินอวี่ก็รู้สึกพอใจต่อการเปิดเผยอย่างจริงใจของวานรยุทธ์

            “ข้าต้องเรียกเจ้าว่าอะไร?” ฉินอวี่ถาม

            “เสี่ยหยวน! นี่เป็นชื่อที่ข้าเป็นคนตั้งให้ตัวเอง” วานรยุทธ์พูดอย่างช้าๆ

            “พวกเราสังหารคนของเผ่าหยาจื้อในหอคอยขัดเกลาแล้วพวกเผ่าหยาจื้อจะไม่หยุดยั้งหรือ?” ฉินอวี่ถามอีกครั้ง

            “ไม่หรอก หอคอยขัดเกลาถูกสร้างขึ้นโดยบรรพบุรุษของพวกหยาจื้อผู้ที่อยู่ระดับสูงกว่าขั้นกุมารทิพย์ไม่สามารถเข้ามาในนี้ได้ และถ้ามีผู้ใดที่เข้ามาแล้วไม่ออกไประดับการฝึกฝนของเขาจะต้องอยู่ในระดับขั้นกุมารทิพย์อย่างถาวร!” เสี่ยหยวนกล่าว

            “เช่นนั้นพวกเรามาเรียกร้องดอกเบี้ยกำไรคืนก่อนดีหรือไม่ ว่าอย่างไร?”ฉินอวี่ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ และพูดอย่างเย็นชาในเมื่อเผ่าหยาจื้อคิดจะสังหารกันอย่างรวดเร็ว เช่นนั้นแล้วฉินอวี่ก็คงไม่อาจมัวนั่งรอความตายอยู่ตรงนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นการทำเช่นนี้ยังเป็นการดีต่อการผูกมิตรกับเสี่ยหยวนอีกด้วย

            เสี่ยหยวนเหลือบมองฉินอวี่ด้วยดวงตาเปล่งประกายก่อนจะพูดออกไป “เยี่ยม! แต่พวกเขาจะต้องตามหาเจ้าอยู่ในชั้นที่หนึ่งของหอคอยขัดเกลาพวกเขามีจำนวนมากยิ่งนัก พวกเราคงจะต้องหลีกเลี่ยงพวกเขาเสียก่อนและเริ่มการสังหารจากชั้นที่สอง!”

            “ไปกันเถอะ!”

            ฉินอวี่คอยสอบถามเรื่องเกี่ยวกับเผ่าหยาจื้อและหอคอยขัดเกลามาตลอดทางและเสี่ยหยวนก็รู้ทุกเรื่องที่เขาถามมา

            เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่เขาเคยคาดเดาคราวที่เข้าไปยังแดนขัดเกลาครั้งก่อนแดนขัดเกลาแห่งนั้นก็ไม่ได้ตั้งอยู่ในแดนแสนภูผาของสำนักยุทธ์ว่านจ้งแต่เป็นดินแดนของโลกที่แตกสลายดินแดนหนึ่งและสถานที่ขัดเกลาในตอนนี้ก็เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ราวกับยอดภูเขาน้ำแข็งของโลกที่แตกสลายซึ่งด้านนอกของเขตต้องห้ามทางตอนเหนือในแดนขัดเกลาเป็นเขตที่อยู่ของเผ่าหยาจื้อ

            แต่ในส่วนของโลกที่แตกสลายแห่งนี้ไม่เพียงแต่จะมีเผ่าหยาจื้ออาศัยอยู่เท่านั้น แต่ยังมีเหวลึกอยู่แห่งหนึ่งด้วย!

            ร่ำลือกันว่าเหวลึกแห่งนั้นได้กักขังจอมปีศาจที่น่ากลัวเอาไว้ ในอดีตบรรพชนหยาจื้อได้ร่วมมือกับผู้แข็งแกร่งขั้นสูงหลายสิบคนใช้พลังเวทของตนเองจนปราบปรามจอมปีศาจไว้ได้ แต่พวกเขาก็ต้องแลกมาด้วยความสาหัสและแยกย้ายกันเข้าสมาธิถึงแก่ความตายอยู่ในแดนปราบปรามแห่งนี้หลังจากผ่านการแพร่ขยายเผ่าพันธุ์ไปนับไม่ถ้วน เผ่าพันธุ์ต่างๆจึงเริ่มแข็งแกร่งขึ้น

            ที่แห่งใดมีผู้คนที่แห่งนั้นมีการต่อสู้ครั้งหนึ่งฝ่ายอื่นๆ ก็เคยต่อต้านมาแล้ว แต่เป็นเพราะเผ่าหยาจื้อมีความแข็งแกร่งมากเกินไปหลังจากผ่านการต่อสู้ที่นองเลือดมาสองสามครั้ง อีกสิบสองเผ่าที่เหลือจึงพ่ายแพ้อย่างรุนแรงจนกลายมาเป็นหยาจื้อสิบสามฝ่ายอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

            และบรรพชนของพวกเขานั้นสามารถสืบย้อนขึ้นไปได้ถึงยุคก่อนสมัยไท่กู่ หรืออาจเป็นช่วงเวลาของยุคเริ่มต้นโลกฉะนั้นจึงอาจพูดได้ว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เศษเสี้ยวของการแตกสลายของแดนเซียนอู่และไม่ได้เกิดจากฝีมือของหลินอวี่

            “หยาจื้อสิบสามฝ่ายในตอนนี้มีความทรงพลังอย่างยิ่งแล้วจะไม่ให้ออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร? แล้วที่ใต้เหวลึกนอกจากมีการสะกดจอมปีศาจเอาไว้แล้วยังมีอะไรอีก?” ฉินอวี่ไม่เพียงแต่จะประหลาดใจแต่ด้วยพละกำลังของหยาจื้อสิบสามฝ่ายเกรงว่าอาจจะรุ่งโรจน์จนเป็นผู้มีกำลังระดับสูงของแดนแห่งมังกรหลับใหลซิงเฉินส่วนจอมปีศาจที่เหวลึกนั้น ถูกสะกดขังเอาไว้แล้ว จึงไม่น่ามีอะไรที่ต้องห่วง

            “เหวลึก... นั่นเป็นหนึ่งในสถานที่อันน่ากลัวมากที่สุดแห่งหนึ่ง!ที่นั่นยังคงมีส่วนที่เหลืออยู่ของจอมปีศาจอันน่าสะพรึงกลัวแทบทุกครั้งที่เหวลึกแห่งนั้นเกิดปฏิกิริยาการโจมตีขึ้นมาก็มักถูกหยาจื้อสิบสามฝ่ายเข้าระงับไว้เสมอ หลายปีมานี้มีอัจฉริยะระดับชั้นยอดมากมายถือกำเนิดขึ้นในหยาจื้อสิบสามฝ่าย ท้ายที่สุดทั้งหมดก็จะต้องเข้าไปยังเหวลึก ปู่ของข้าก็เข้าไปในเหวลึกนั่นแล้วไม่กลับออกมาอีกเลย”เสี่ยหยวนกล่าว

            ฉินอวี่ตกใจอย่างยิ่งเขานึกไม่ถึงว่าในสถานที่ขัดเกลาแห่งนี้จะมีพื้นที่ของจักรวาลซ้อนอยู่ภายในและไม่เพียงแต่จะมีหยาจื้อทั้งสิบสามฝ่ายเท่านั้นแต่ยังมีส่วนเหลือของจอมปีศาจอยู่ด้วย

            “แม้แต่หยาจื้อสิบสามฝ่ายเองก็ต้องการออกไปจากที่แห่งนี้เช่นกันแต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่มีวิธีถอนตัวแม้ว่าจอมปีศาจนั้นจะถูกสะกดไว้แต่มันก็ยังมีชีวิตอยู่และแทบทุกคนที่เข้าสมาธิตายไปล้วนต้องถูกส่งไปยังสถานที่ซึ่งสะกดมันเอาไว้แต่นี่ก็เป็นเพียงประการที่หนึ่งเท่านั้น”

            “ประการที่สอง กล่าวกันว่าบรรพจารย์สำนักยุทธ์ว่านจ้งของเจ้าได้ใช้พลังเวทยึดผลกรรมของหยาจื้อสิบสามฝ่ายไปหากหยาจื้อสิบสามฝ่ายออกไปจากที่แห่งนี้ความเป็นความตายก็จะขึ้นอยู่กับสำนักยุทธ์ว่านจ้ง ท้ายที่สุดก็บีบบังคับเผ่าหยาจื้อลงนามในสัญญาไท่กู่”

            “ยิ่งกว่านั้น แม้ว่าหยาจื้อสิบสามฝ่ายจะต้องการออกไปจากที่นี่แต่ก็ไม่กล้าจะจากออกไป เพราะถ้าจอมปีศาจเกิดหลุดจากพลังที่สะกดมันเอาไว้จะต้องตามสังหารหยาจื้อทั้งสิบสามฝ่ายอย่างแน่นอน ดังนั้น การอยู่ในที่แห่งนี้จึงเป็นสิ่งที่หยางจื้อทั้งสิบสามไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้”

            ฉินอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆเจ้าหนุ่มหวังชิงนั่นได้รับสิ่งวิเศษอะไรกันแน่ถึงมีพลังอำนาจมากเช่นนี้แข็งแกร่งถึงขนาดยึดผลกรรมของหยาจื้อสิบสามฝ่ายไปได้?

            เดี๋ยวนะผลกรรม... ตอนเข้าเป็นศิษย์ของสำนักยุทธ์ว่านจ้งก็ต้องจุดตะเกียงกรรม หรือว่าหวังชิงยังคงเหลือบางอย่างเอาไว้ควบคุมหยาจื้อสิบสามฝ่าย?

            “ดังนั้น รอให้พวกเรากวาดล้างหยาจื้อสิบสามฝ่ายเสียก่อนจากนั้นจึงค่อยหาวิธีการปราบจอมปีศาจนั่นให้ได้” เสวี่ยหยวนเดินไปพูดไป

            ฉินอวี่ยิ้มอย่างขมขื่นเขาคิดว่าเรื่องนี้คงยากกว่าเรื่องการกวาดล้างเผ่าหยาจื้อเป็นแน่ เพียงแต่นี่เป็นเพียงความแค้นในตอนนี้ของหยาจื้อ บางทีเมื่อถึงวันข้างหน้าก็อาจยิ่งเข้าใจว่าไม่อาจทำลายหยาจื้อสิบสามฝ่ายได้และหากทำลายไปก็ไม่มีผู้ใดจะสามารถปราบอสูรนั่นได้อีกถึงตอนนั้นแดนซิงเฉินทั้งสี่จะต้องวุ่นวาย”

            ไม่กี่วันต่อมา

            ภายใต้การนำของเสวี่ยหยวนทั้งสองคนจึงอาศัยการนั่งไปกับค่ายกลนำส่งเพื่อไปยังหอคอยขัดเกลาในชั้นที่สอง

            หอคอยขัดเกลาแห่งนี้แบ่งออกเป็นเจ็ดชั้นแต่ละชั้นจะมีค่ายกลนำส่งอยู่เพื่อนำพาไปชั้นที่สูงขึ้น

            ทันทีที่มาถึงชั้นที่สองฉินอวี่ก็รู้สึกได้ถึงอุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้นเขานำเพลิงแอ่งธรณีออกมาปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย และเมื่อเขามองไปรอบด้านกลับมองเห็นอสูรร้ายกลุ่มหนึ่งและชายหนุ่มหญิงสาวจำนวนหนึ่งที่ดูเหมือนกำลังเฝ้าอะไรบางอย่างอยู่ไม่ไกลออกไปจากค่ายกลนำส่ง

            ดูเหมือนพวกเขาจะรู้สึกได้ว่าฉินอวี่และเสี่ยหยวนกำลังเดินเข้ามาพวกเขาทั้งหมดต่างจ้องมองมาพร้อมกัน ทันทีที่พวกเขามองเห็นเสี่ยหยวนที่ดูดุร้ายสีหน้าของพวกเขาต่างเปลี่ยนไปอย่างมาก และมีใครบางคนตะโกนขึ้นอย่างตกใจ“นั่นเสี่ยหยวน!”

            “แล้วอีกคนหนึ่ง... นั่นมันหวังซิงเฉินใช่หรือไม่?”

            “อย่าเหลือเอาไว้แม้คนเดียว”เสี่ยหยวนกวาดสายตามองคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างเย็นชาจากนั้นจึงหยิบอาวุธยาวหนึ่งจ้างที่มีลักษณะเหมือนพลองฟันหมาป่าออกมาจากนั้นจึงกระโดดออกไปอย่างไม่พูดไม่จา แล้วพลองก็กลายเป็นลำแสงยาวกว่าสิบจ้างและกดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนทางฉินอวี่ก็เรียกหอกศึกออกมาเช่นกันก่อนจะเปลี่ยนเป็นพลังสายฟ้าและขว้างตรงออกไป

            “ตูม ตูม!”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน