ผู้ที่ผ่านเข้ารอบทั้งเก้าสิบเจ็ดคนต่างพากันขึ้นไปนั่งบนอัฒจันทร์ หันหน้าไปยังลานประลองที่อยู่เบื้องล่าง ระหว่างทางแต่ละคนได้สุ่มหยิบกระดาษที่มวนไว้คนละหนึ่งมวน เมื่อทุกคนนั่งลงเรียบร้อยผู้ดูแลงานประลองก็สั่งให้ทุกคนคลี่กระดาษในมือออก แล้วขานหมายเลขที่ได้รับด้วยเสียงอันดัง
หลินมู่หยางได้รับหมายเลขสาม แสดงว่าเขาต้องเข้าสู่สนามประลองเป็นลำดับที่สาม โอกาสในการเตรียมตัวจึงมีไม่มากนัก จำต้องนั่งเก็บข้อมูลจากผู้เข้าประลองสองคนก่อนหน้าให้ได้มากที่สุด เขาเคยดูการประลองแค่ครั้งเดียวเมื่อสามปีก่อน แต่ก็จำได้เพียงเลือนลางเท่านั้น
ผู้เข้าสู่สนามประลองคนแรกเป็นชายฉกรรจ์อายุราวยี่สิบปี ผู้ควบคุมการประลองเรียกมันว่าหลัวจื่อเหยียน คนผู้นี้ตัวไม่สูงใหญ่นักแต่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ใช้ดาบคู่เป็นอาวุธ ดูจากท่วงท่าและปฏิกิริยาภายนอกที่เดินเข้าสู่ลานประลองโดยไม่ตื่นตระหนก สมควรผ่านประสบการณ์ในสนามประลองแห่งนี้มาแล้ว
ผู้ควบคุมการประลองกดปุ่มกลไกคราหนึ่ง ม่านพลังงานจากหินวิญญาณก็ปกคลุมสนามประลองเอาไว้ ป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับผู้ชมที่อยู่บนอัฒจันทร์ มีเพียงชายฉกรรจ์สวมชุดคลุมสีดำที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่มุมหนึ่งภายในม่านพลัง
มุสิกสายฟ้าถูกปล่อยออกมาจากประตูอีกฟากหนึ่ง รูปร่างของมันไม่ได้เล็กจิ๋วเฉกเช่นมุสิกทั่วไป แต่เป็นสัตว์กลายพันธุ์ตัวใหญ่ที่มีขนาดเท่ากับหมาป่าตัวเต็มวัย แต่เมื่อมองดูจากรูปร่างและหน้าตาของมัน ก็ยังรูปเดิมอยู่เสียเจ็ดแปดส่วน เว้นแต่กรงเล็บและเขี้ยวอันแหลมคมที่ใหญ่ยาวกว่าปกติ
มันส่งเสียงขู่คำรามออกมาคล้ายสัตว์จำพวกตระกูลแมว เริ่มเดินวนรอบคู่ต่อสู้ที่มันคิดว่าเป็นเหยื่อ ตาแดงฉานคู่นั้นจับจ้องจุดหมายไม่กะพริบ คล้ายรอโอกาสเผด็จศึกเพียงครั้งเดียว
หลัวจื่อเหยียนกลับอดใจรอไม่ไหว พุ่งตัวเข้าหามุสิกสายฟ้าอย่างรวดเร็ว ดาบในมือทั้งสองเล่มฟาดฟันออกไปด้วยความหนักหน่วง หวังพิชิตคู่ต่อสู้ในดาบเดียว
มุสิกสายฟ้ากลับว่องไวสมชื่อ มันดีดตัวไปมาคล้ายเงาดำสายหนึ่ง คมดาบที่เชือดเฉือนเข้ามาล้วนสัมผัสได้เพียงอากาศธาตุเท่านั้น ไม่ว่าหลัวจื่อเหยียนจะเร่งความเร็วมากขึ้นเท่าใดก็ตาม ก็ยังคงช้ากว่าเจ้าเดรัจฉานกลายพันธุ์ตัวนี้ครึ่งก้าวเสมอ
การต่อสู้ที่ควรจะดุเดือดเลือดสาดกลับกลายเป็นการไล่ตามสังหารฝ่ายเดียว มุสิกสายฟ้าที่ควรจะคลุ้งคลั่งกลับเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบระเบียบ คล้ายกับว่ามันวางแผนหลอกล่อให้มนุษย์จู่โจมเข้ามาอย่างเต็มที่ หากว่าหมดเรี่ยวแรงเมื่อไหร่ จะเป็นเวลาตอบโต้ของมัน
เวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อ ท่าร่างที่มั่นคงของหลัวจื่อเหยียนก็เชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด มนุษย์ยังคงมีขีดจำกัดในเรื่องพละกำลัง แม้ว่าผู้ฝึกฝนกายาจะแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถฝืนขีดจำกัดของร่างกายได้
มุสิกสายฟ้าคล้ายจะพบเห็นโอกาสตอบโต้ มันเริ่มจู่โจมด้วยกรงเล็บอันแหลมคม อาศัยท่าร่างอันรวดเร็วและคล่องแคล่วของมันในการต่อสู้ กลับรุกไล่จนคู่ต่อสู้ถอยกรูดไม่เป็นขบวน ทำได้เพียงปัดป้องถ่ายเดียว ถึงกระนั้นบนร่างของหลัวจื่อเหยียนกลับปรากฏรอยเล็บหลายรอยพร้อมโลหิตที่ไหลหลั่ง
เมื่อเห็นโลหิตของศัตรูหลั่งไหลออกมา มุสิกสายฟ้าคล้ายถูกกระตุ้นให้บ้าคลั่งกว่าเดิม ความไวและความดุร้ายของมันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว กรงเล็บของมันตะปบใส่คมดาบจนบิ่นทั้งสองด้าม
หลัวจื่อเหยียนรู้สึกว่าง่ามมือคล้ายจะฉีกขาด พบว่ามุสิกสายฟ้าที่พบเจอในวันนี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อสามปีที่แล้วหลายเท่า แม้ว่าเขาจะเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี แต่ฝีมือยังห่างไกลจากคู่ต่อสู้ไม่น้อย ขวัญกำลังใจที่เคยมีเต็มเปี่ยม บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัว
มุสิกสายฟ้าคล้ายจะรับรับรู้ถึงกลิ่นอายความหวาดกลัว มันจู่โจมด้วยความหนักหน่วงและรุนแรงมากกว่าเดิม ในที่สุดความพยายามของมันก็ได้ผล ดาบคู่ของศัตรูก็หลุดลอยออกจากมือคู่นั้น ภาพที่มันมองเห็นในตอนนี้คืออาหารอันโอชะ
มันกระโจนเข้าใส่ศัตรูที่กำลังล้มกลิ้งอย่างสุดกำลัง ความหิวกระหายทำให้มันต้องการลิ้มชิมโลหิตและเนื้อหนังมนุษย์ ในขณะที่มันกำลังจะสมหวังอยู่รอมร่อ กลับมีหมัดที่รุนแรงต่อยใส่มันคราหนึ่ง แรงกระแทกจากหมัดนี้ทำให้ร่างดำใหญ่ของมันลอยลิ่วไปไกลถึงสามวา
ชายในเสื้อคลุมสีดำยืนขวางอยู่เบื้องหน้าหลัวจื่อเหยียน มันมีหน้าที่ปกป้องความปลอดภัยของผู้เข้าประลอง คนสามารถพ่ายแพ้ สามารถบาดเจ็บหรือพิการ แต่ต้องไม่ตายในสนามประลอง ถึงกระนั้นในการประลองที่ผ่านมาล้วนมีคนตกตายไม่น้อยกว่าสิบรายมาตลอด
มุสิกสายฟ้าคล้ายจะเกรงกลัวชายผู้นี้ยิ่ง มันถอยกรูดไปชิดกำแพง นั่งหมอบอย่างว่านอนสอนง่าย ไม่แสดงอาการก้าวร้าวอีก
ชายผู้นั้นแบกร่างหลัวจื่อเหยียนไปยังประตูทางเข้า ส่งมันให้กับหน่วยรักษาที่รออยู่แล้ว จากนั้นหันมาหาผู้ชมบนอัฒจันทร์ ตะโกนเสียงดังว่า
“หลัวจื่อเหยียน...ไม่ผ่านการทดสอบ”
จากนั้นก็กลับไปนั่งตรงมุมเดิม หลินมู่หยางถูกเรียกตัวให้ลงไปยังห้องเตรียมตัวด้านล่าง เขาทำได้เพียงมองดูการต่อสู้ผ่านกรงเหล็กที่เป็นทางเข้าลานประลองเท่านั้น
ผู้เข้าประลองคนที่สองมีนามว่าอู๋จวิ้นเหา คนผู้นี้ใช้ขวานเหล็กเป็นอาวุธ อาศัยความดุดันในการต่อสู้มาตลอด แต่ก็ไม่สามารถรับมือมุสิกสายฟ้าที่ทั้งแข็งแกร่งและว่องไวได้ ถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียแขนขวาที่ถนัดไป ถูกหามออกจากสนามประลองทั้งที่ยังสลบไสลอยู่
ในที่สุดหลินมู่หยางก็ได้เข้าสู่ลานประลอง เขาสูดลมหายใจอย่างหนักหน่วงรอบหนึ่งก่อนก้าวผ่านประตูเหล็กเข้าสู่ลานทดสอบความสามารถ ประตูด้านหลังค่อย ๆ ปิดลงพร้อมเสียงกลไกดังครืดคราด เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าไม่มีทางให้หันหลังกลับแล้ว
มือขวาของเขาชักดาบออกจากฝักอย่างแช่มช้า มือขวาสวมใส่โล่เหล็กที่พบเจอบริเวณทางเข้าสู่ลานประลอง มุสิกสายฟ้าว่องไวเกินกว่าจะไล่ตามทัน วิธีเอาชัยคือต้องต้านรับให้มั่นคงแล้วฉวยโอกาสตอบโต้ โล่เหล็กที่พบเจอโดยบังเอิญจึงถูกหยิบมาใช้แทนดาบคู่
เขากวาดสายตามองไปทั่วสนามประลองอย่างละเอียด สังเกตลักษณะของพื้นดิน ทิศทางลม และตำแหน่งสำคัญอย่างที่นั่งของชายชุดดำ พลางคิดในใจว่า
‘เวลาต่อสู้ไม่ควรอยู่ห่างจากคนผู้นี้มากเกินไป หากพลาดพลั้งเขาจะได้มาช่วยเหลือทันท่วงที เรายังอายุน้อยไม่ควรเอาชีวิตไปเสี่ยง แม้จะผิดหวังจากรอบนี้ อีกสามปียังมีโอกาสให้แก้ตัวอีกครา’
ชายหนุ่มพบว่าในสนามประลองเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน รอยเลือดเก่า และชิ้นส่วนจากเศษอาวุธ ทุกจุดล้วนเป็นหลักฐานชี้ให้เห็นว่าเคยมีผู้คนดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาก่อน
มุสิกสายฟ้ายังคงหมอบอยู่ห่างออกไปราวสามสิบก้าว ดวงตาสีแดงจับจ้องผู้บุกรุกคนใหม่อย่างสงบนิ่ง มันมิได้แสดงท่าทีก้าวร้าวแต่อย่างใด ใช้เพียงสายตาข่มขู่คู่ต่อสู้คนใหม่จากที่ห่างไกล แต่หลินมู่หยางกลับรู้สึกถึงแรงกดดันอันหน่วงแบบไม่เคยพบเจอมาก่อน
'มันกำลังสังเกตข้า มุสิกสายฟ้าตัวนี้คล้ายนักล่าเจนสนาม มันผ่านการต่อสู้ในนี้มาหลายหนจนใช้สมองในการล่าได้เหมือนมนุษย์มาก การต่อสู้กับผู้ทดสอบทั้งสองคนก่อนหน้านี้ มันจงใจให้คู่ต่อสู้เผยไพ่ในมือจนหมดสิ้นก่อน จากนั้นค่อยบดขยี้ในคราเดียว'
ชายหนุ่มย่อร่างลงและงอตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย มือขวากำดาบยาวแนบแน่น ค่อยๆ ขยับเท้าไปด้านหน้าอย่างเชื่องช้า สายตาจับจ้องไปยังมฤตยูดำที่ยังคงนิ่งไม่ขยับ
ทั่วทั้งลานประลองเงียบงัน แม้แต่ผู้ชมบนอัฒจันทร์ยังกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ยิ่งหลินมู่หยางเข้าใกล้ศัตรูมากเพียงใด ความตื่นเต้นก็ยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้นเท่านั้น มุสิกสายฟ้าเริ่มขยับตัวแล้วเดินวนตรงข้ามกับชายหนุ่ม ทั้งสองค่อยๆ เคลื่อนกายในลักษณะวงกลม ห่างจากกันเพียงสิบก้าวเท่านั้น
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งเค่อ การต่อสู้ที่ควรจะดุเดือดเลือดสาดเหมือนก่อนหน้า กลับกลายเป็นการเดินวนคุมเชิงที่น่าอึดอัด หลินมู่หยางที่เผชิญกับความกดดันมาแต่เด็กแสดงให้เห็นถึงความอดกลั้นอันยอดเยี่ยม แม้จะเต็มไปด้วยความประหม่าและความหวาดกลัว เขายังคงควบคุมสติไม่ให้เตลิดได้อย่างดี
กลับเป็นมุสิกสายฟ้าที่เริ่มหมดความอดทน จากนักล่าผู้หลอกล่อศัตรูให้ตกหลุมพรางกลายเป็นฝ่ายลงมือก่อน ร่างสีดำพุ่งออกมาราวสายฟ้า แต่แทนที่จะกระโจนเข้าหาอกของหลินมู่หยางทันที กลับอ้อมไปด้านขวาของคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็ว มันดูออกว่าโล่เหล็กสามารถป้องกันกรงเล็บได้ จึงจู่โจมเข้าไปทางที่การป้องกันอ่อนแอกว่า
หลินมู่หยางกลับตอบสนองได้เร็วยิ่ง รีบหมุนตัวพร้อมกับยกโล่เข้าปะทะทันที เสียงกรงเล็บเสียดสีกับโล่เหล็กดังสนั่นจนแสบแก้วหู ร่างของชายหนุ่มถอยกรูดไปห้าหกก้าว ยังไม่ทันที่จะตั้งหลักได้มั่นคง เงาดำก็พุ่งมาถึงเบื้องหน้าอีกครั้ง แน่นอนว่าเขาใช้กลยุทธ์ป้องกันแบบเดิม
สถานการณ์กลายเป็นสัตว์ร้ายที่ได้เปรียบอย่างมาก มันจู่โจมครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยท่าร่างอันว่องไวและกรงเล็บอันแหลมคม บัดนี้โล่เหล็กเต็มไปด้วยรอยเล็บจนนับไม่ถ้วน ถึงกระนั้นผู้ต้านรับกลับไม่ตอบโต้กลับคืนแม้แต่ดาบเดียว เพียงป้องกันด้วยสภาพทุลักทุเลเท่านั้น
มุสิกสายฟ้ายิ่งรุกยิ่งคลุ้งคลั่ง มันโจมตีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดความพยายามของมันก็บรรลุผล กรงเล็บของมันแทงทะลุโล่เหล็กจนได้ มันใช้ลำตัวกระแทกโล่เข้าไปสุดแรงรัวๆ ในที่สุดปลายกรงเล็บก็แทงเข้าร่างชายหนุ่มจนเลือดสดๆ หลั่งไหลออกมา
หลินมู่หยางรู้สึกเจ็บปวดยิ่ง ดาบในมือหลุดร่วงเพราะแรงกระแทกจากฝ่ายตรงข้าม แต่กลับพบว่าเจ้าสัตว์กลายพันธุ์มัวแต่สนใจเล็บที่ติดแน่นกับโล่ จึงใช้สองแขนจับโล่แล้วรวบรวมพลังกระแทกสัตว์ร้ายตรงหน้าจนกระเด็นออกไป ทำให้รอดพ้นจากการถูกสังหารไปอย่างฉิวเฉียด
ผู้ชมทั้งสนามร้องอุทานออกมาพร้อมกัน แม้แต่นักสำรวจระดับหนึ่งที่ยืนคุมสนามยังเผยแววตาประหลาดใจ ผู้เข้าประลองก่อนหน้านี้ล้วนรีบสวนกลับทันทีเมื่อมุสิกสายฟ้าเข้าประชิด แต่ชายหนุ่มผู้นี้กลับเลือกละทิ้งอาวุธแล้วหันมาต้านรับถ่ายเดียว หลายคนพากันส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวว่า
"เด็กคนนี้ก็จะจบเหมือนสองคนก่อนหน้า"
"มีความอดทนและฝีมือป้องกันดี...แต่ยังอ่อนประสบการณ์"
"เอาแต่ป้องกันตัวเช่นนี้ อย่างมากก็แค่รักษาชีวิตรอดเอาไว้ได้ เรื่องผ่านการทดสอบนั้นลืมไปได้เลย"
หลินมู่หยางกลับสงบนิ่งกว่าที่เคย แท้จริงแล้วสายตากวาดมองการเคลื่อนที่และแนวการหมุนตัวของมุสิกสายฟ้าเสมอ เก็บรวบรวมข้อมูลและรายละเอียดในขณะที่ต้านรับอย่างยากลำบาก เขาจะไม่ลงมือตอบโต้หากไม่มั่นใจว่าสามารถปลิดชีพคู่ต่อสู้
ครั้งหนึ่งเขาเคยเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ในป่าลึก ต่อสู้ตัวต่อตัวกับมันจนได้ชัยในที่สุด แม้ว่ามุสิกสายฟ้าตรงหน้าจะแข็งแกร่งกว่ามันหลายเท่า แต่ยามนี้เขาก็แข็งแกร่งกว่าตอนนั้นหลายเท่าเช่นกัน
ทันใดนั้นมุสิกสายฟ้ากระโจนเข้าใส่อีกครั้ง คราวนี้หลินมู่หยางไม่อยู่ต้านรับเหมือนเช่นเคย เขากลับพุ่งสวนเข้าไป ผู้ชมบนอัฒจันทร์ลุกขึ้นยืนพร้อมกับส่งเสียงอุทานดังระงม ต่างตกใจกับการกระทำคล้ายฆ่าตัวตายของชายหนุ่ม
กรงเล็บของมุสิกสายฟ้าแทงทะลุโล่เหล็กอีกครา รอบนี้เขากลับสละโล่ในทันทีแล้วมุดตัวไปทางด้านหลังของสัตว์ร้าย สองมือรวบจับหางของมันพร้อมออกแรงกระตุกคราหนึ่ง ร่างของเขาก็ลอยละลิ่วขึ้นไปเกาะอยู่บนหลังของสัตว์ร้าย ใช้สองมือรัดคอสองขารัดเอวของมันไว้ไม่ให้ตนเองร่วงหล่นลงมา
มุสิกสายฟ้าพยายามดิ้นรนอย่างหนักเพื่อสลัดตัวคู่ต่อสู้ออกไป แต่กลับทำอะไรได้ไม่ค่อยถนัดเพราะแขนของมันข้างหนึ่งยังมีโล่ติดอยู่ มันทำได้เพียงกระโดดโลดเต้นและส่งเสียงขู่คำรามออกมา
หลินมู่หยางรอจนกระทั่งมุสิกสายฟ้าเริ่มอ่อนแรง เขารีบใช้มือขวาชักมีดที่ซ่อนไว้ตรงเอว จากนั้นก็กระหน่ำแทงเข้าไปบริเวณคอของเจ้าสัตว์ร้ายอย่างบ้าคลั่ง แทงจนโลหิตแดงสดของมันพุ่งออกมาคล้ายน้ำพุหลายสาย
มุสิกสายฟ้าเจ็บปวดจนคลุ้งคลั่ง มันสะบัดแขนไปมาจนโล่หลุดกระเด็นออกไป คราวนี้มันก็วิ่งด้วยความเร็วพุ่งชนกำแพง แต่มันไม่ได้พุ่งชนโดยตรง กลับเบี่ยงตัวให้สีข้างรับแรงกระแทก ซึ่งร่างของหลินมู่หยางที่อยู่บนตัวก็ถูกกระแทกเข้าไปเช่นกัน มันกระทำเช่นนี้สามรอบจนเริ่มเหนื่อยล้า จึงรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดสะบัดตัวอย่างรุนแรง
แรงเหวี่ยงมหาศาลส่งหลินมู่หยางปลิวลิ่วไปไกลห้าวา กลิ้งคลุกฝุ่นไปต่ออีกห้าตลบ เลือดแดงสดพุ่งออกจากมุมปาก รู้สึกว่ากระดูกซี่โครงด้านขวาต้องร้าวอย่างแน่นอน แต่เขาหยุดตอนนี้ไม่ได้ หากไม่ใช้โอกาสนี้สังหารมัน ฝ่ายที่พ่ายแพ้ต้องเป็นเขาอย่างแน่นอน
หลินมู่หยางพุ่งตัวเข้าหาสัตว์ร้ายอย่างรวดเร็ว มีดสั้นในมือปักเข้าใส่หน้าอกของฝ่ายตรงข้ามจนมิดด้าม มุสิกสายฟ้าส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด กัดใส่หัวไหล่ชายหนุ่มเต็มแรง โลหิตของทั้งสองหลั่งไหลออกมาทันที
หลินมู่หยางกลับไม่ยอมแพ้ ใช้มือซ้ายดึงมีดสั้นอีกเล่มที่ซ่อนไว้ตรงเอว กระหน่ำแทงใส่สีข้างของเจ้าสัตว์ร้ายหลายสิบครั้ง แทงจนกระทั่งมีดสั้นนั้นหักคามือ
มุสิกสายฟ้าเองก็คล้ายจะหมดฤทธิ์เดชแล้วเช่นกัน มันใช้อุ้งมือผลักมนุษย์จนกระเด็นออกไป จากนั้นซวนเซถอยหลังด้วยแววตาแตกซ่าน ส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำในลำคอ ในที่สุดก็ล้มลงขาดใจตาย
หลินมู่หยางพยุงร่างลุกขึ้น เดินซวนเซไปหยิบดาบที่ถูกทิ้งตั้งแต่แรกขึ้นมา มุ่งหน้าไปยังร่างของมุสิกสายฟ้า ใช้ดาบฟันหัวของมันหลุดออกมาในฉับเดียว ใช้มือขวาที่เปื้อนเลือดหยิบหัวนั้นขึ้นมาแล้วยกชูไปเบื้องหน้า แหกปากตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง
จากนั้นนั่งลงแล้วใช้มีดผ่ากลางอกของมุสิกสายฟ้าตัวนั้น ควักเอาหินวิญญาณสีเขียวเรืองรองออกมาได้ก้อนหนึ่ง สิ่งนี้มีค่ามากที่สุดในเวลานี้
กฎของสนามประลองกล่าวไว้ว่า ‘ใครเป็นผู้สังหาร ผู้นั้นครอบครองของล้ำค่าที่สุด’ สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์คือหินวิญญาณ
"หลินมู่หยาง...ผ่านการทดสอบ"
เสียงมาจากชายชุดดำที่ดูแลผู้เข้าประลอง ผู้ชมต่างส่งเสียงเฮออกมาอย่างบ้าคลั่ง ล้วนยอมรับในฝีมือและความใจสู้ของว่าที่นักสำรวจรุ่นใหม่ผู้นี้ แม้การต่อสู้จะเริ่มต้นอย่างน่าเบื่อ แต่สุดท้ายกลับจบลงด้วยโลหิตที่ชโลมพื้นลานประลองเช่นเคย