King of world ราชันแห่งพิภพ

    เรื่องราวของเอลไฮม์

            ​

            วาสก้มลงมองมือตัวเอง ผิวหนังของเขาไม่ได้ไหม้เกรียมเหมือนที่ผ่านมา เพราะเขาทำการลอกผิวหนังที่ไหม้เกรียมออกแล้ว ข้างๆเตียงเต็มไปด้วยแผ่นหนังสีดำที่มีคราบเลือดติดอยู่บางจุดกองรวมกันอยู่

            แต่กับเศษโลหะที่กระจายอยู่ทั่วตัววาสยังไม่ได้เอาออก เพราะถ้าเขานำพวกมันออก ภายในห้องนี้จะต้องเลอะเทอะไปด้วยเลือดของเขาแน่นอน

            เขากวาดสายตามองรอบๆ วาสพึ่งมองเห็นห้องที่เขานอนซมอยู่หลายวันเต็มตาเป็นครั้งแรก

            วาสยกขาที่ผอมแห้งราวกับคนขาดสารอาหารขึ้นและวางเท้าลงบนพื้นอย่างช้าๆ

            อุณหภูมิที่เย็นของพื้นหินทำให้ฝ่าเท้าวาสกระตุก ก่อนที่เขาจะวางเท้าลงเต็มที่

            วาสลุกขึ้นยืนช้าๆ เขารู้สึกคล้ายพร้อมจะปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ

            วาสแค่นเสียง เขาไม่เคยได้รับบาดเจ็บหนักขนาดนี้มาก่อน ต่อให้กระดูกหัก ร่างกายวาสก็สามารถฟื้นฟูให้หายได้ในเวลาวันเดียว แต่ครั้งนี้เขาบาดเจ็บหนักเกินไป มันสาหัสชนิดว่าต่อให้เป็นนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 1 คนอื่นๆก็คงจะตายไปจากอาการบาดเจ็บนี้แล้ว

            ไม้ท่อนหนึ่งถูกนำออกมาจากถุงมิติ มันถูกนำมาใช้เป็นไม้ค้ำร่างกายชั่วคราว พอรักษาสมดุลร่างกายได้แล้ว เขาก็ก้าวเดินออกไปช้าๆ

            แอ๊ดดดด!

            ประตูไม้ถูกเลื่อนออกช้าๆ แต่หารู้ไม่ว่ามันต้องใช้แรงทั้งหมดที่วาสมี

            “โอ้...เจ้า...หายแล้ว?”เดวา ชายชาวเอลไฮม์คนสุดท้ายเอ่ยทักด้วยท่าทีประหลาดใจ แต่คำพูดของเขาไม่ได้รับความสนใจ สาเหตุเพราะวาสกำลังตะลึงกับภาพที่เห็น

            เขาพึ่งรู้ว่าห้องที่เขานอนพักรักษาตัวเป็นห้องเดียวของที่พักแห่งหนึ่ง พอออกมาจากห้องก็จะพบกับเพิงที่ทำจากใบ้ไม้แห้งๆขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง

            ที่ใต้เพิงนั้นเดวากำลังนั่งจิบน้ำบางอย่างอยู่บนเก้าอี้โยก แต่สิ่งที่ทำให้วาสตะลึงก็คือสิ่งที่อยู่ถัดไปจากที่พักแห่งนี้

            วัตถุทรงกลมโตที่มีความสูงร่วมหลายร้อยเมตร มันมีลักษณะคล้ายไข่ใบยักษ์ ที่ถูกพันไว้ด้วยเส้นใยสีขาวขนาดใหญ่พัวพันซ้อนทับกันหลายรอบ และมีใยบางส่วนที่โยงไปยึดผนังดินที่อยู่รอบๆ และที่พักที่วาสยืนอยู่ก็คือที่พักที่ถูกสร้างขึ้นบนหนึ่งในเส้นใยสีขาวที่ถูกผูกติดกับผนังดิน

            เดวาเห็นว่าวาสไม่ได้สนใจคำพูดตนก็มีท่าทางสงสัย ก่อนจะพบว่าวาสกำลังสนใจวัตถุประหลาดตรงหน้าเขาอยู่

            “เจ้าคงจะตกใจสินะ งั้นข้าจะบอกก็แล้วกันว่าเราอยู่ส่วนไหนของหลุมนิราม สถานที่แห่งนี้คือห้องหัวใจของหลุมนิราม เจ้าไข่ยักษ์ที่เจ้าเห็นนั่นก็คือหัวใจของหลุมนิรนาม มันเป็นผู้สร้างทุกอย่างที่เกิดขึ้นในหลุมนิรนาม”

            วาสตาเบิกกว้าง พอเขาเพ่งดูดีๆก็พบว่าเจ้าหัวใจของหลุมนิรนามนี้กำลังเรืองแสงเป็นจังหวะ และส่งเส้นแสงสีแดงหายเข้าไปในใยสีขาวและหายไปด้านนอกห้องหัวใจของหลุมนิรนาม

            วาสทำใจให้สงบ เขาเจอเรื่องแปลกๆในโลกใบนี้มาเยอะแล้ว ไม่นานจึงหมดความสนใจ แต่ทว่าคำพูดต่อมาของเดวาทำให้วาสแตกตื่นอีกครั้ง

            “หัวใจของหลุมนิรนามจะต้องมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับผู้สร้างแน่นอน”

            “ผู้สร้าง!!”เดวาพยักหน้า

            “สถานที่แห่งนี้ไม่สามารถใช้สกิลได้ ตลอดชีวิตของข้าแทบจะเดินทางมาแล้วทั่วทวีปนี้ แต่ไม่มีที่แห่งไหนเลยที่จะเหมือนที่นี่”วาสหันไปมองหัวใจของหลุมนิรนามด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป

            ผู้สร้างคือความลี้ลับอย่างหนึ่งบนโลกใบนี้

            ทุกชีวิตที่เดินทางมายังโลกใบนี้ล้วนเคยได้พูดคุยกับเขา แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าตัวตนของผู้สร้างคืออะไร

            จะว่าไปก่อนหน้านี้วาสก็เคยได้กินสิ่งที่เรียกว่า เศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้าง ซึ่งมันคือสิ่งที่ช่วยชีวิตของเขาที่ไออ้อนมอบให้

            “คุณรู้จักเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างหรือเปล่า?”

            “หือ เจ้ารู้จักเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างด้วยหรือนี่!”เดวาตกใจอย่างเห็นได้ชัด

            “การที่เจ้ารู้จักเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างแสดงว่าเจ้าได้กลืนกินมันเข้าไปแล้วสินะหรือไม่ก็คงมีคนใกล้ตัวเจ้าบางคนครอบครองมันอยู่หรือกลืนกินไปแล้ว ช่างมีวาสนาเสียจริง ข้าคิดว่ามันถูกกินไปหมดแล้วเสียอีก”วาสมีท่าทีรำคาญที่เดวาตอบไม่ตรงคำถาม

            “ตกลงว่ามันคืออะไร”

            “โอ้ โทษทีๆ ข้ารู้สึกประหลาดใจมากไปหน่อย เอาละ ข้าจะอธิบายให้ฟัง เศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างคือมรดกที่ผู้สร้างนำมาไว้ในโลกนี้จำนวน 100 หยดโดยกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ”

            “แค่นี้?”ทำไมวาสรู้สึกว่ามันแปลกๆ

            “อะแฮ่ม ฟังข้าพูดให้จบก่อนสิ มีคำกล่าวเกี่ยวกับเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างมากมาย บ้างว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้หลายเผ่าพันธุ์ปรับตัวกับโลกนี้ บ้างว่ามันมีไว้สำหรับ 100 เผ่าพันธุ์แรกที่เดินทางมายังโลกใบนี้...”เดวาเอ่ยถึงคำเล่าลือมากมาย

            “แต่ว่ามีคำกล่าวหนึ่งที่ทำให้หลายเผ่าพันธุ์ต้องดับสลาย….”เดวาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ

            แค่คำพูด? ถึงกับทำให้หลายเผ่าพันธุ์ถึงกับดับสลายเลยหรือ!

            “คำกล่าวนั้นคือ...ผู้ใดก็ตามที่ได้กลืนกินเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้าง ก็เท่ากับว่ามีสิทธิได้ปกครองโลกใบนี้!”

            บูม!

            วาสรู้สึกเหมือนมีบางอย่างระเบิดขึ้นในหัวของเขา ที่แท้ไออ้อนถึงกับให้ของสำคัญกับเขาขนาดนี้!

            เขานึกภาพออกเลยว่าพอมีคำกล่าวนี้ออกมา จะต้องมีหลายพันธุ์ตกลงสู่ความคลุ้มคลั่ง และทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างมา

            จึงไม่น่าแปลกว่าทำไมถึงมีหลายเผ่าพันธุ์ต้องสูญสิ้นเพราะเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้าง

            “อ้อ! ที่จริงข้าก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้กลืนกินเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างเข้าไปด้วยเช่นกัน!”

            ใบหน้าของวาสกระตุก สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่เดวา

            ถ้าคำกล่าวนั้นเป็นจริง ก็หมายความว่าผู้กลืนกินเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างทุกคนก็คือคู่แข่งของกันและกัน

            แล้วถ้าหากเดวาเชื่อคำกล่าวนั้น...

            “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่สนใจคำพูดไร้สาระนั่นหรอก และไม่คิดจะค้นหามันด้วย อีกอย่างหนึ่งคนจะกลืนกินเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างได้แค่คนละครั้งเท่านั้น ไม่เช่นนั้นคงจะมีบางคนมีค่าสถานะพิเศษนับร้อยไปแล้ว แล้วใครจะต้านเขาอยู่?”

            วาสรู้สึกโล่งใจแต่ก็ไม่ได้วางใจเสียทีเดียว มันทำให้เขาระวังตัวมากขึ้นเมื่ออยู่กับเดวา

            “แล้วคุณพบความลับอะไรเกี่ยวกับมันแล้วหรือยัง”คำพูดนี้วาสหมายถึงหัวใจของหลุมนิรนาม

            เดวาส่ายหน้า เขาพูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า

            “ข้าไม่มีความต้องการนั้น เพราะข้ากลัวว่าหากข้าทำลายหรือทำบางอย่างกับมัน ความสามารถพิเศษของหลุมนิรนามจะหายไป”

            ความสามารถพิเศษของหลุมนิรนาม?

            ความสามารถในการที่สกิลใช้งานจะไม่ทำงานนะหรือ?

            เป็นครั้งแรกที่เดวาหันหน้ามาจ้องวาสอย่างจริงจังแล้วเอ่ยว่า

            “ก่อนมาสถานที่แห่งนี้ข้าถูกตามล่า และศัตรูได้ใช้สกิลที่มีความสามารถในการค้นหาตำแหน่งข้าได้ตลอดเวลา สถานที่เดียวที่ศัตรูจะไม่สามารถหาตำแหน่งข้าได้ก็คือที่แห่งนี้ เพราะสกิลติดตามนั้นจะไม่ทำงาน”

            ถูกตามล่า?

            “ความแข็งแกร่งของคุณคือ?”

            “นักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 และยกระดับการกลายพันธุ์ถึงระดับ แม่ทัพ!”

            นักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2!

            ยกระดับการกลายพันธุ์ถึงระดับ แม่ทัพ!

            ให้ตายสิ!

            จะแข็งแกร่งไปไหน!

            แค่นิ้วเดียวของเดวาก็คงพอจะฆ่าวาสได้เป็นร้อยๆครั้งแล้วมั้ง!

            แต่ตัวตนระดับนี้กลับถูกไล่ล่าจนหนีหัวซุกหัวซุนมาถึงนี่!

            “ศัตรูของคุณคือใคร”

            สิ้นคำจิตสังหารจำนวนมหาศาลก็เอ่อล้นออกมาจากตัวเดวา มันมากจนกระทั่งต่อให้วาสใช้จิตสังหารบริสุทธิ์มาต่อต้านก็ยังทำให้เขารู้สึกอึดอัดอยู่!

            “พวกมันคือเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน!”เดวาสังเกตว่าวาสมีสีหน้าหมองคล้ำก็รู้ตัวว่าเผลอปล่อยจิตสังหารจึงควบคุมอารมณ์ ก่อนมีท่าทีสำนึกผิด

            “นั่งก่อนสิ! ข้าจะเล่าให้ฟัง”

            พอเจอกับจิตสังหารขนาดนั้นและรู้ถึงความแข็งแกร่งของเดวาวาสก็ไม่กล้าขัด เขานั่งลงบนเก้าอี้นวมที่อีกฝ่ายนำมา และฟังเรื่องราวของเดวา

            เรื่องราวของเดวาไม่ค่อยต่างจากเรื่องราวที่ผู้เฒ่าเวนก้าเล่าให้ฟังสักเท่าไหร่

            เผ่าพันธุ์เอลไฮม์เดิมเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ชาวเอลไฮม์ทุกคนล้วนมีจิตใจเมตตา พวกเขาถือเป็นเผ่าพันธุ์แรกๆที่มายังโลกใบนี้ ภายหลังที่เริ่มตั้งตัวได้พวกเขาก็เริ่มคอยดูแลมือใหม่ที่ถูกส่งมา คอยสั่งสอนสิ่งที่ควรเรียนรู้ คอยปกป้องทุกชีวิตจากอันตราย ทุกเผ่าพันธุ์ล้วนเคารพชาวเอลไฮม์ แต่มีวันหนึ่งเผ่าพันธุ์ของเขากลับล่มสลายไปอย่างกะทันหัน

            นี่คือเรื่องราวที่ผู้เฒ่าเวนก้าเล่าให้วาสฟัง แต่ผู้เฒ่าเวนก้าไม่ได้บอกว่าทำไมเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ถึงล่มสลาย

            จนกระทั่งวันนี้วาสจึงได้รู้

            เผ่าพันธุ์เอลไฮม์ล่มสลายจากการกระทำของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนซึ่งเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่พวกเขาอุปถัมภ์ไว้

            เผ่าพันธุ์เอลไฮม์ดูแลเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนตั้งแต่วันแรกที่มาโลกใบนี้ และช่วยเหลือมาร่วมเกือบ 300 ปี

            แต่สิ่งหนึ่งที่เผ่าพันธุ์เอลไฮม์ไม่รู้ก็คือ เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนเป็นเผ่าพันธุ์ที่หยิ่งยโสและทระนงอย่างยิ่ง พวกเขาไม่ยินยอมที่จะอยู่ใต้ใคร

            ในโลกเดิมของพวกเขา เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนคือชนชั้นผู้ปกครอง คือจุดสูงสุดของโลก!

            แล้วทำไมในโลกนี้พวกเขาถึงจะต้องยอมเป็นเผ่าพันธุ์ทั่วๆไปที่มีอยู่ดาษดื่น

            แต่เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนมาถึงโลกใบนี้ช้าเกินไป พอพวกเขามาถึงโลกใบนี้ก็พบว่าโลกใบนี้มีเผ่าพันธุ์จำนวนมากที่มีระดับความแข็งแกร่งเท่าพวกเขา

            อีกทั้งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนนั้นไม่มีราชา ราชาของพวกเขาได้ตายไปแล้วในภัยพิบัติของโลกเดิม

            พวกเขามีเพียงองค์ชายหนึ่งคนที่สืบสายเลือดจากราชวงศ์กษัตริย์

            แล้วจะทำอย่างไรเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนถึงจะกลับไปยืนอยู่ที่จุดสูงสุดของโลกได้อีกละ?

            คำตอบคือโค่นเผ่าพันธุ์ระดับสูงแล้วยึดทรัพยากรมาพัฒนาตนเองซะ!

            แล้วเผ่าพันธุ์ที่พวกเขาเลือกก็คือเผ่าพันธุ์เอลไฮม์!

            เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนอาศัยความไว้วางใจ ลอบโจมตีเผ่าพันธุ์เอลไฮม์อย่างไม่ทันตั้งตัวทั้งจากข้างนอกและข้างใน รวมถึงลอบกำจัดตัวตนระดับสูงของเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ ก่อนที่จะเริ่มสงครามเต็มรูปแบบ

            แต่เผ่าพันธุ์ระดับทั่วๆไปมีหรือจะกำจัดเผ่าพันธุ์ระดับสูงอย่างเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ได้

            แต่เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนเลือกเวลาได้เหมาะสมยิ่ง เขาเลือกเวลาที่ราชาเอลไฮม์จะสละบัลลังก์ เวลาที่แหวนทั้ง 5 จะถูกนำไปเก็บยังที่ต่างๆ เป็นเวลาที่ราชาเอลไฮม์อ่อนแอที่สุด

            อย่างไรก็ตามระดับพลังของราชาเอลไฮม์ในตอนนั้นก็คือนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ยกระดับการกลายพันธุ์ถึงระดับ ราชัน!

            นี่แทบจะเป็นความแข็งแกร่งที่เป็นที่สุดของโลกใบนี้ ต่ำกว่าเพียงระดับที่มีอยู่แต่ตำนานอย่างเลเวล 100

            แทบทุกเผ่าพันธุ์ต่างจับตามองสงครามครั้งนี้ ทุกชีวิตต่างดูแคลนเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนที่ไม่เจียมตัว พวกเขาเชื่อว่าราชาเอลไฮม์จะต้องล้างบางเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนจนไม่เหลือรอดแม้แต่ชีวิตเดียวตอบแทนการทรยศของพวกเขา

            แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทุกชีวิตต้องตะลึงและหวาดกลัวจนแทบหยุดหายใจ

            องค์ชายของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน...สังหารราชาเอลไฮม์ด้วยดาบเดียวต่อหน้าประชาชนของเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ที่ร่วมสงครามทุกคน

            เดวาที่ยามนั้นกำลังจะบั่นคอศัตรูด้วยโทสะต้องเหม่อมองอย่างไม่เชื่อสายตา

            สังหารด้วยดาบเดียว

            โดยที่ราชาเอลไฮม์ผู้แข็งแกร่งไม่อาจตอบโต้แม้แต่กระบวนท่าเดียว

            สิ่งที่ตามมาคือขวัญกำลังใจของเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ที่ตกวูบ

            ในที่สุดเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ก็ถูกทำลายด้วยเวลาแค่วันเดียว! วันเดียวเท่านั้น! มันเร็วจนกระทั่งไม่มีเผ่าพันธุ์พันธมิตรไหนจะยื่นมือช่วยเหลือได้ทัน กระทั่งบางเผ่าพันธุ์ไม่สามารถรู้ด้วยซ้ำว่าเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ล่มสลายเพราะเหตุใด!

            และไม่มีผู้ใดกล้าที่จะแก้แค้นให้กับเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ ต่อให้เผ่าพันธุ์เอลไฮม์ได้อุปถัมภ์พวกเขามาก็ตาม

            ใครจะกล้าแก้แค้นเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนที่มีองค์ชายผู้สังหารราชาเอลไฮม์ด้วยดาบเดียวได้

            เมื่อจบสงคราม องค์ชายได้ประกาศตัวเป็นราชาแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน และสั่งไล่ล่าชาวเอลไฮม์ทุกคน สังหารไม่เว้นแม้แต่ชีวิตเดียว

            เขาสั่งปิดล้อมพื้นที่รอบอาณาจักรเผ่าพันธุ์เอลไฮม์เป็นวงกว้าง ไม่อนุญาตให้ชาวเอลไฮม์รอดออกไปแม้แต่ผู้เดียว

            สุดท้ายมีเพียงเดวาผู้แข็งแกร่งเป็นรองราชาเอลไฮม์เท่านั้นที่หนีรอดไปได้ แต่ก็ต้องโดนสกิลติดตามตัวที่ไม่มีวันสลัดหลุด

            ตราบใดที่มีสกิลนี้ติดตัว ราชาดัลทาเลียนก็สามารถมาฆ่าเขาได้ทุกเมื่อ!

            “และนี่คือเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น”เดวากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

            “ถ้าเป็นเวลาปกติ ข้าก็คงจะทวงแหวนคืนจากเจ้าไปแล้ว แต่ข้าไม่สามารถไปจากที่นี่ได้ ดังนั้นถึงจะทวงแหวนจากเจ้าไปก็ไม่เกิดประโยชน์”วาสพยักหน้าแต่ในใจลิงโลด นี่หมายความว่าเขาไม่จำเป็นต้องคืนแหวนให้กับเดวาแล้ว

            “เจ้าคงสงสัยว่าทำไมข้าถึงช่วยเจ้า ทำไมถึงเล่าเรื่องต่างๆให้เจ้าฟังมากมายทั้งที่เจ้าไม่ได้ขอ...”

            “อันที่จริงไม่ต้องพูดถึงเรื่องคืนแหวน ข้าสามารถยกแหวน 2 วงที่มีให้เจ้าได้เลยด้วยซ้ำ.....เพียงแต่ว่าข้ามีเงื่อนไข”เดวาสูดหายใจเข้าลึก

            “เจ้าจะต้องกลายมาเป็นเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ก่อน”