วาสก้มลงมองมือตัวเอง ผิวหนังของเขาไม่ได้ไหม้เกรียมเหมือนที่ผ่านมา เพราะเขาทำการลอกผิวหนังที่ไหม้เกรียมออกแล้ว ข้างๆเตียงเต็มไปด้วยแผ่นหนังสีดำที่มีคราบเลือดติดอยู่บางจุดกองรวมกันอยู่
แต่กับเศษโลหะที่กระจายอยู่ทั่วตัววาสยังไม่ได้เอาออก เพราะถ้าเขานำพวกมันออก ภายในห้องนี้จะต้องเลอะเทอะไปด้วยเลือดของเขาแน่นอน
เขากวาดสายตามองรอบๆ วาสพึ่งมองเห็นห้องที่เขานอนซมอยู่หลายวันเต็มตาเป็นครั้งแรก
วาสยกขาที่ผอมแห้งราวกับคนขาดสารอาหารขึ้นและวางเท้าลงบนพื้นอย่างช้าๆ
อุณหภูมิที่เย็นของพื้นหินทำให้ฝ่าเท้าวาสกระตุก ก่อนที่เขาจะวางเท้าลงเต็มที่
วาสลุกขึ้นยืนช้าๆ เขารู้สึกคล้ายพร้อมจะปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ
วาสแค่นเสียง เขาไม่เคยได้รับบาดเจ็บหนักขนาดนี้มาก่อน ต่อให้กระดูกหัก ร่างกายวาสก็สามารถฟื้นฟูให้หายได้ในเวลาวันเดียว แต่ครั้งนี้เขาบาดเจ็บหนักเกินไป มันสาหัสชนิดว่าต่อให้เป็นนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 1 คนอื่นๆก็คงจะตายไปจากอาการบาดเจ็บนี้แล้ว
ไม้ท่อนหนึ่งถูกนำออกมาจากถุงมิติ มันถูกนำมาใช้เป็นไม้ค้ำร่างกายชั่วคราว พอรักษาสมดุลร่างกายได้แล้ว เขาก็ก้าวเดินออกไปช้าๆ
แอ๊ดดดด!
ประตูไม้ถูกเลื่อนออกช้าๆ แต่หารู้ไม่ว่ามันต้องใช้แรงทั้งหมดที่วาสมี
“โอ้...เจ้า...หายแล้ว?”เดวา ชายชาวเอลไฮม์คนสุดท้ายเอ่ยทักด้วยท่าทีประหลาดใจ แต่คำพูดของเขาไม่ได้รับความสนใจ สาเหตุเพราะวาสกำลังตะลึงกับภาพที่เห็น
เขาพึ่งรู้ว่าห้องที่เขานอนพักรักษาตัวเป็นห้องเดียวของที่พักแห่งหนึ่ง พอออกมาจากห้องก็จะพบกับเพิงที่ทำจากใบ้ไม้แห้งๆขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง
ที่ใต้เพิงนั้นเดวากำลังนั่งจิบน้ำบางอย่างอยู่บนเก้าอี้โยก แต่สิ่งที่ทำให้วาสตะลึงก็คือสิ่งที่อยู่ถัดไปจากที่พักแห่งนี้
วัตถุทรงกลมโตที่มีความสูงร่วมหลายร้อยเมตร มันมีลักษณะคล้ายไข่ใบยักษ์ ที่ถูกพันไว้ด้วยเส้นใยสีขาวขนาดใหญ่พัวพันซ้อนทับกันหลายรอบ และมีใยบางส่วนที่โยงไปยึดผนังดินที่อยู่รอบๆ และที่พักที่วาสยืนอยู่ก็คือที่พักที่ถูกสร้างขึ้นบนหนึ่งในเส้นใยสีขาวที่ถูกผูกติดกับผนังดิน
เดวาเห็นว่าวาสไม่ได้สนใจคำพูดตนก็มีท่าทางสงสัย ก่อนจะพบว่าวาสกำลังสนใจวัตถุประหลาดตรงหน้าเขาอยู่
“เจ้าคงจะตกใจสินะ งั้นข้าจะบอกก็แล้วกันว่าเราอยู่ส่วนไหนของหลุมนิราม สถานที่แห่งนี้คือห้องหัวใจของหลุมนิราม เจ้าไข่ยักษ์ที่เจ้าเห็นนั่นก็คือหัวใจของหลุมนิรนาม มันเป็นผู้สร้างทุกอย่างที่เกิดขึ้นในหลุมนิรนาม”
วาสตาเบิกกว้าง พอเขาเพ่งดูดีๆก็พบว่าเจ้าหัวใจของหลุมนิรนามนี้กำลังเรืองแสงเป็นจังหวะ และส่งเส้นแสงสีแดงหายเข้าไปในใยสีขาวและหายไปด้านนอกห้องหัวใจของหลุมนิรนาม
วาสทำใจให้สงบ เขาเจอเรื่องแปลกๆในโลกใบนี้มาเยอะแล้ว ไม่นานจึงหมดความสนใจ แต่ทว่าคำพูดต่อมาของเดวาทำให้วาสแตกตื่นอีกครั้ง
“หัวใจของหลุมนิรนามจะต้องมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับผู้สร้างแน่นอน”
“ผู้สร้าง!!”เดวาพยักหน้า
“สถานที่แห่งนี้ไม่สามารถใช้สกิลได้ ตลอดชีวิตของข้าแทบจะเดินทางมาแล้วทั่วทวีปนี้ แต่ไม่มีที่แห่งไหนเลยที่จะเหมือนที่นี่”วาสหันไปมองหัวใจของหลุมนิรนามด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป
ผู้สร้างคือความลี้ลับอย่างหนึ่งบนโลกใบนี้
ทุกชีวิตที่เดินทางมายังโลกใบนี้ล้วนเคยได้พูดคุยกับเขา แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าตัวตนของผู้สร้างคืออะไร
จะว่าไปก่อนหน้านี้วาสก็เคยได้กินสิ่งที่เรียกว่า เศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้าง ซึ่งมันคือสิ่งที่ช่วยชีวิตของเขาที่ไออ้อนมอบให้
“คุณรู้จักเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างหรือเปล่า?”
“หือ เจ้ารู้จักเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างด้วยหรือนี่!”เดวาตกใจอย่างเห็นได้ชัด
“การที่เจ้ารู้จักเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างแสดงว่าเจ้าได้กลืนกินมันเข้าไปแล้วสินะหรือไม่ก็คงมีคนใกล้ตัวเจ้าบางคนครอบครองมันอยู่หรือกลืนกินไปแล้ว ช่างมีวาสนาเสียจริง ข้าคิดว่ามันถูกกินไปหมดแล้วเสียอีก”วาสมีท่าทีรำคาญที่เดวาตอบไม่ตรงคำถาม
“ตกลงว่ามันคืออะไร”
“โอ้ โทษทีๆ ข้ารู้สึกประหลาดใจมากไปหน่อย เอาละ ข้าจะอธิบายให้ฟัง เศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างคือมรดกที่ผู้สร้างนำมาไว้ในโลกนี้จำนวน 100 หยดโดยกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ”
“แค่นี้?”ทำไมวาสรู้สึกว่ามันแปลกๆ
“อะแฮ่ม ฟังข้าพูดให้จบก่อนสิ มีคำกล่าวเกี่ยวกับเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างมากมาย บ้างว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้หลายเผ่าพันธุ์ปรับตัวกับโลกนี้ บ้างว่ามันมีไว้สำหรับ 100 เผ่าพันธุ์แรกที่เดินทางมายังโลกใบนี้...”เดวาเอ่ยถึงคำเล่าลือมากมาย
“แต่ว่ามีคำกล่าวหนึ่งที่ทำให้หลายเผ่าพันธุ์ต้องดับสลาย….”เดวาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
แค่คำพูด? ถึงกับทำให้หลายเผ่าพันธุ์ถึงกับดับสลายเลยหรือ!
“คำกล่าวนั้นคือ...ผู้ใดก็ตามที่ได้กลืนกินเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้าง ก็เท่ากับว่ามีสิทธิได้ปกครองโลกใบนี้!”
บูม!
วาสรู้สึกเหมือนมีบางอย่างระเบิดขึ้นในหัวของเขา ที่แท้ไออ้อนถึงกับให้ของสำคัญกับเขาขนาดนี้!
เขานึกภาพออกเลยว่าพอมีคำกล่าวนี้ออกมา จะต้องมีหลายพันธุ์ตกลงสู่ความคลุ้มคลั่ง และทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างมา
จึงไม่น่าแปลกว่าทำไมถึงมีหลายเผ่าพันธุ์ต้องสูญสิ้นเพราะเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้าง
“อ้อ! ที่จริงข้าก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้กลืนกินเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างเข้าไปด้วยเช่นกัน!”
ใบหน้าของวาสกระตุก สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่เดวา
ถ้าคำกล่าวนั้นเป็นจริง ก็หมายความว่าผู้กลืนกินเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างทุกคนก็คือคู่แข่งของกันและกัน
แล้วถ้าหากเดวาเชื่อคำกล่าวนั้น...
“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่สนใจคำพูดไร้สาระนั่นหรอก และไม่คิดจะค้นหามันด้วย อีกอย่างหนึ่งคนจะกลืนกินเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างได้แค่คนละครั้งเท่านั้น ไม่เช่นนั้นคงจะมีบางคนมีค่าสถานะพิเศษนับร้อยไปแล้ว แล้วใครจะต้านเขาอยู่?”
วาสรู้สึกโล่งใจแต่ก็ไม่ได้วางใจเสียทีเดียว มันทำให้เขาระวังตัวมากขึ้นเมื่ออยู่กับเดวา
“แล้วคุณพบความลับอะไรเกี่ยวกับมันแล้วหรือยัง”คำพูดนี้วาสหมายถึงหัวใจของหลุมนิรนาม
เดวาส่ายหน้า เขาพูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
“ข้าไม่มีความต้องการนั้น เพราะข้ากลัวว่าหากข้าทำลายหรือทำบางอย่างกับมัน ความสามารถพิเศษของหลุมนิรนามจะหายไป”
ความสามารถพิเศษของหลุมนิรนาม?
ความสามารถในการที่สกิลใช้งานจะไม่ทำงานนะหรือ?
เป็นครั้งแรกที่เดวาหันหน้ามาจ้องวาสอย่างจริงจังแล้วเอ่ยว่า
“ก่อนมาสถานที่แห่งนี้ข้าถูกตามล่า และศัตรูได้ใช้สกิลที่มีความสามารถในการค้นหาตำแหน่งข้าได้ตลอดเวลา สถานที่เดียวที่ศัตรูจะไม่สามารถหาตำแหน่งข้าได้ก็คือที่แห่งนี้ เพราะสกิลติดตามนั้นจะไม่ทำงาน”
ถูกตามล่า?
“ความแข็งแกร่งของคุณคือ?”
“นักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 และยกระดับการกลายพันธุ์ถึงระดับ แม่ทัพ!”
นักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2!
ยกระดับการกลายพันธุ์ถึงระดับ แม่ทัพ!
ให้ตายสิ!
จะแข็งแกร่งไปไหน!
แค่นิ้วเดียวของเดวาก็คงพอจะฆ่าวาสได้เป็นร้อยๆครั้งแล้วมั้ง!
แต่ตัวตนระดับนี้กลับถูกไล่ล่าจนหนีหัวซุกหัวซุนมาถึงนี่!
“ศัตรูของคุณคือใคร”
สิ้นคำจิตสังหารจำนวนมหาศาลก็เอ่อล้นออกมาจากตัวเดวา มันมากจนกระทั่งต่อให้วาสใช้จิตสังหารบริสุทธิ์มาต่อต้านก็ยังทำให้เขารู้สึกอึดอัดอยู่!
“พวกมันคือเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน!”เดวาสังเกตว่าวาสมีสีหน้าหมองคล้ำก็รู้ตัวว่าเผลอปล่อยจิตสังหารจึงควบคุมอารมณ์ ก่อนมีท่าทีสำนึกผิด
“นั่งก่อนสิ! ข้าจะเล่าให้ฟัง”
พอเจอกับจิตสังหารขนาดนั้นและรู้ถึงความแข็งแกร่งของเดวาวาสก็ไม่กล้าขัด เขานั่งลงบนเก้าอี้นวมที่อีกฝ่ายนำมา และฟังเรื่องราวของเดวา
เรื่องราวของเดวาไม่ค่อยต่างจากเรื่องราวที่ผู้เฒ่าเวนก้าเล่าให้ฟังสักเท่าไหร่
เผ่าพันธุ์เอลไฮม์เดิมเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ชาวเอลไฮม์ทุกคนล้วนมีจิตใจเมตตา พวกเขาถือเป็นเผ่าพันธุ์แรกๆที่มายังโลกใบนี้ ภายหลังที่เริ่มตั้งตัวได้พวกเขาก็เริ่มคอยดูแลมือใหม่ที่ถูกส่งมา คอยสั่งสอนสิ่งที่ควรเรียนรู้ คอยปกป้องทุกชีวิตจากอันตราย ทุกเผ่าพันธุ์ล้วนเคารพชาวเอลไฮม์ แต่มีวันหนึ่งเผ่าพันธุ์ของเขากลับล่มสลายไปอย่างกะทันหัน
นี่คือเรื่องราวที่ผู้เฒ่าเวนก้าเล่าให้วาสฟัง แต่ผู้เฒ่าเวนก้าไม่ได้บอกว่าทำไมเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ถึงล่มสลาย
จนกระทั่งวันนี้วาสจึงได้รู้
เผ่าพันธุ์เอลไฮม์ล่มสลายจากการกระทำของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนซึ่งเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่พวกเขาอุปถัมภ์ไว้
เผ่าพันธุ์เอลไฮม์ดูแลเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนตั้งแต่วันแรกที่มาโลกใบนี้ และช่วยเหลือมาร่วมเกือบ 300 ปี
แต่สิ่งหนึ่งที่เผ่าพันธุ์เอลไฮม์ไม่รู้ก็คือ เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนเป็นเผ่าพันธุ์ที่หยิ่งยโสและทระนงอย่างยิ่ง พวกเขาไม่ยินยอมที่จะอยู่ใต้ใคร
ในโลกเดิมของพวกเขา เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนคือชนชั้นผู้ปกครอง คือจุดสูงสุดของโลก!
แล้วทำไมในโลกนี้พวกเขาถึงจะต้องยอมเป็นเผ่าพันธุ์ทั่วๆไปที่มีอยู่ดาษดื่น
แต่เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนมาถึงโลกใบนี้ช้าเกินไป พอพวกเขามาถึงโลกใบนี้ก็พบว่าโลกใบนี้มีเผ่าพันธุ์จำนวนมากที่มีระดับความแข็งแกร่งเท่าพวกเขา
อีกทั้งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนนั้นไม่มีราชา ราชาของพวกเขาได้ตายไปแล้วในภัยพิบัติของโลกเดิม
พวกเขามีเพียงองค์ชายหนึ่งคนที่สืบสายเลือดจากราชวงศ์กษัตริย์
แล้วจะทำอย่างไรเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนถึงจะกลับไปยืนอยู่ที่จุดสูงสุดของโลกได้อีกละ?
คำตอบคือโค่นเผ่าพันธุ์ระดับสูงแล้วยึดทรัพยากรมาพัฒนาตนเองซะ!
แล้วเผ่าพันธุ์ที่พวกเขาเลือกก็คือเผ่าพันธุ์เอลไฮม์!
เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนอาศัยความไว้วางใจ ลอบโจมตีเผ่าพันธุ์เอลไฮม์อย่างไม่ทันตั้งตัวทั้งจากข้างนอกและข้างใน รวมถึงลอบกำจัดตัวตนระดับสูงของเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ ก่อนที่จะเริ่มสงครามเต็มรูปแบบ
แต่เผ่าพันธุ์ระดับทั่วๆไปมีหรือจะกำจัดเผ่าพันธุ์ระดับสูงอย่างเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ได้
แต่เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนเลือกเวลาได้เหมาะสมยิ่ง เขาเลือกเวลาที่ราชาเอลไฮม์จะสละบัลลังก์ เวลาที่แหวนทั้ง 5 จะถูกนำไปเก็บยังที่ต่างๆ เป็นเวลาที่ราชาเอลไฮม์อ่อนแอที่สุด
อย่างไรก็ตามระดับพลังของราชาเอลไฮม์ในตอนนั้นก็คือนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ยกระดับการกลายพันธุ์ถึงระดับ ราชัน!
นี่แทบจะเป็นความแข็งแกร่งที่เป็นที่สุดของโลกใบนี้ ต่ำกว่าเพียงระดับที่มีอยู่แต่ตำนานอย่างเลเวล 100
แทบทุกเผ่าพันธุ์ต่างจับตามองสงครามครั้งนี้ ทุกชีวิตต่างดูแคลนเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนที่ไม่เจียมตัว พวกเขาเชื่อว่าราชาเอลไฮม์จะต้องล้างบางเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนจนไม่เหลือรอดแม้แต่ชีวิตเดียวตอบแทนการทรยศของพวกเขา
แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทุกชีวิตต้องตะลึงและหวาดกลัวจนแทบหยุดหายใจ
องค์ชายของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน...สังหารราชาเอลไฮม์ด้วยดาบเดียวต่อหน้าประชาชนของเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ที่ร่วมสงครามทุกคน
เดวาที่ยามนั้นกำลังจะบั่นคอศัตรูด้วยโทสะต้องเหม่อมองอย่างไม่เชื่อสายตา
สังหารด้วยดาบเดียว
โดยที่ราชาเอลไฮม์ผู้แข็งแกร่งไม่อาจตอบโต้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
สิ่งที่ตามมาคือขวัญกำลังใจของเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ที่ตกวูบ
ในที่สุดเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ก็ถูกทำลายด้วยเวลาแค่วันเดียว! วันเดียวเท่านั้น! มันเร็วจนกระทั่งไม่มีเผ่าพันธุ์พันธมิตรไหนจะยื่นมือช่วยเหลือได้ทัน กระทั่งบางเผ่าพันธุ์ไม่สามารถรู้ด้วยซ้ำว่าเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ล่มสลายเพราะเหตุใด!
และไม่มีผู้ใดกล้าที่จะแก้แค้นให้กับเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ ต่อให้เผ่าพันธุ์เอลไฮม์ได้อุปถัมภ์พวกเขามาก็ตาม
ใครจะกล้าแก้แค้นเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนที่มีองค์ชายผู้สังหารราชาเอลไฮม์ด้วยดาบเดียวได้
เมื่อจบสงคราม องค์ชายได้ประกาศตัวเป็นราชาแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน และสั่งไล่ล่าชาวเอลไฮม์ทุกคน สังหารไม่เว้นแม้แต่ชีวิตเดียว
เขาสั่งปิดล้อมพื้นที่รอบอาณาจักรเผ่าพันธุ์เอลไฮม์เป็นวงกว้าง ไม่อนุญาตให้ชาวเอลไฮม์รอดออกไปแม้แต่ผู้เดียว
สุดท้ายมีเพียงเดวาผู้แข็งแกร่งเป็นรองราชาเอลไฮม์เท่านั้นที่หนีรอดไปได้ แต่ก็ต้องโดนสกิลติดตามตัวที่ไม่มีวันสลัดหลุด
ตราบใดที่มีสกิลนี้ติดตัว ราชาดัลทาเลียนก็สามารถมาฆ่าเขาได้ทุกเมื่อ!
“และนี่คือเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น”เดวากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“ถ้าเป็นเวลาปกติ ข้าก็คงจะทวงแหวนคืนจากเจ้าไปแล้ว แต่ข้าไม่สามารถไปจากที่นี่ได้ ดังนั้นถึงจะทวงแหวนจากเจ้าไปก็ไม่เกิดประโยชน์”วาสพยักหน้าแต่ในใจลิงโลด นี่หมายความว่าเขาไม่จำเป็นต้องคืนแหวนให้กับเดวาแล้ว
“เจ้าคงสงสัยว่าทำไมข้าถึงช่วยเจ้า ทำไมถึงเล่าเรื่องต่างๆให้เจ้าฟังมากมายทั้งที่เจ้าไม่ได้ขอ...”
“อันที่จริงไม่ต้องพูดถึงเรื่องคืนแหวน ข้าสามารถยกแหวน 2 วงที่มีให้เจ้าได้เลยด้วยซ้ำ.....เพียงแต่ว่าข้ามีเงื่อนไข”เดวาสูดหายใจเข้าลึก
“เจ้าจะต้องกลายมาเป็นเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ก่อน”