เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์

    บทที่ 10 เหยื่อบนกระดานหมาก (100%)

            การเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังสถานที่นัดหมายของรัฐบาลกะลาแลนด์ใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมงครึ่ง สำหรับระยะทาง 35กิโลเมตร นี่คือเรื่องธรรมดาที่ประชาชนต้องพบเจอทุกวัน แต่คนพวกนั้น... ไม่เคยสนใจ

            ...การมีรถนำขบวนและรถประจำตำแหน่งทำให้ผู้มีอำนาจไม่เคยต้องพบเจอปัญหาเหล่านี้

            "เจ้าหน้าที่ที่ผมส่งไปต้อนรับคุณไมเคิลแจ้งว่าคุณไมเคิลไม่ต้องการรถนำขบวน เพราะเกรงใจ ไม่ต้องเกรงใจครับคุณไมเคิลกับผู้ติดตามคือแขกของรัฐบาล ต้องมีรถนำขบวนอยู่แล้ว"ชายสูงอายุผู้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีประจำกะลาแลนด์เข้ามาจับมือผมด้วยใบหน้าที่แสร้งทำเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส

            "ตาลุงนั่นปอดแหกเหรอเนี่ยไม่สนุกเลย" แจ็กกี้บ่นงึมงำอยู่ข้างหลังผม และผมเห็นด้วยกับที่หมอนั่นพูด

            "ผมไม่ได้เกรงใจแต่เห็นว่าของขึ้นชื่อของกรุงเทพฯ คือรถติด เลยอยากเห็นกับตา นี่ถ้าผมเล่นโซเชียลคงช่วยเผยแพร่ให้ทั่วโลกรู้ได้ไม่ยาก ต้องขอโทษจริงๆ ครับ"ผมยิ้มมุมปากตอบกลับความหวังดีของอีกฝ่ายด้วยความหวังดี

            "มะ...ไม่ต้องก็ได้ครับคุณไมเคิล" รอยยิ้มของตาแก่ตรงหน้าผมดูเจื่อนลงไปถนัดตา

            "ไม่เป็นไรครับผู้ติดตามของผมถ่ายรูปลงเฟสบุ๊ก ไอจี ติ๊กต้อก และทวิตเตอร์เรียบร้อยแล้ว"

            อันที่จริง... ผมไม่ค่อยชอบพูดอะไรยาวๆสักเท่าไหร่ แต่ถ้ามันจำเป็น ผมก็มั่นใจว่าตัวเองสามารถทำมันได้ค่อนข้างดี

            "ประเทศของเรามีกฎหมายคุ้มครองส่วนบุคคลผู้ติดตามของคุณไมเคิลอาจถูกฟ้องร้องได้นะครับ"สีหน้าท่าทางของคนพูดคล้ายต้องการอวดกับพวกเราว่าบ้านเมืองของเขามีสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อคุ้มครองคนในประเทศ

            ...หรืออาจจะแค่คุ้มครองเหล่าคนมีสีมีอำนาจ และมีเงิน

            "ผมทราบครับและให้ผู้ติดตามเบลอหน้า ปิดทะเบียนรถแล้ว ไม่ต้องห่วง"ผมยิ้มตอบด้วยสีหน้าท่าทางที่ต้องการบอกให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่า...ผมไม่ได้ฉลาดกว่าที่เขาคิด แต่ฉลาดในเรื่องที่ควรฉลาด

            "เอ่อ...ตอนนี้น่าจะเลยมื้อเที่ยงของคุณไมเคิลกับผู้ติดตามมานานแล้ว เราอย่าเสียเวลากับเรื่องอื่นเลยเชิญที่ห้องรับรองดีกว่า" ตาแก่ตรงหน้าผมตัดบทพร้อมกับพยายามปรับสีหน้าให้กลับมายิ้มแย้มเหมือนในนาทีแรกที่เจอผม

            "ครับ"ผมเดินตามชายผู้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปตามทางเดินปูพรมน้ำเงินตัดกับพื้นห้องสีขาวที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ของสีขาวเลยแม้แต่น้อย

            "ขี้กลากจะขึ้นขากางเกงหรือเปล่า?"เสียงบ่นงึมงำเป็นภาษาเขมรของแจ็กกี้ดังแว่วมาเข้าหูผมหมอนั่นเป็นคนสอนภาษานี้ให้ผมเองและทั้งที่ให้เหตุผลว่าเพื่อให้ผมแปลคำพูดของคนที่อาจตั้งตัวเป็นศัตรูได้แต่ศัพท์ที่หมอนั่นสอน ก็ดูจะเน้นไปในทางไร้สาระอย่างที่เห็น

            "ฉันว่าน่าจะขี้ปลวกขึ้นขากางเกงมากกว่า"นายปันผลแย้งขึ้นด้วยภาษาเขมรที่แจ็กกี้เป็นคนสอนเช่นกัน และใช่...ทุกคำล้วนเป็นศัพท์เดียวกับที่สอนผม

            "คุณไมเคิลเคยรับประทานอาหารไทยมาก่อนไหมวันนี้ทางเราเตรียมอาหารไทยตำรับชาววังแท้ แบบที่คุณไมเคิลจะหาทานที่ไหนไม่ได้เลยผมสั่งทำเพื่อแขกบ้านแขกเมืองโดยเฉพาะ" คนคนนั้นยังคุยโวไม่หยุดถึงแม้ว่าผมจะตอบแค่

            "ครับ"บางทีสีหน้าท่าทางของผมอาจแสดงออกไม่เพียงพอว่า ผมไม่ได้อยากรู้เรื่องพวกนั้นและผมคงต้องพูดอะไรสักอย่าง

            "มีผู้หญิงกับเด็กสองคนนั่งแบ่งข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อเดียวให้กันอยู่ตรงใต้สะพานลอยเอาอาหารส่วนของผมไปให้เขาก็ได้ครับ"

            คราวนี้คำพูดของผมทำเอาชายแก่ตรงหน้าชะงักฝีเท้า

            "เขาคงซื้อไว้หลายห่อแล้วเอามาแบ่งกันกินนั่นแหละครับ"คนคนนั้นหันมาตอบประโยคบอกเล่าของผม พร้อมกับหัวเราะปิดท้าย

            "ผมเห็นว่าเขาซื้อมาแค่ห่อเดียวครับเพราะรถติดอยู่ตรงนั้นเกือบครึ่งชั่วโมง"

            คำพูดของผมทำให้ตาแก่นั่นหยุดเสียงหัวเราะน่ารังเกียจแต่ก็แค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น

            "เดี๋ยวผมจะให้เจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมออกไปดูแลครับไม่ต้องห่วง เชิญครับ ทานข้าวกันดีกว่า"

            คำพูดตัดบทประโยคนั้นทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่ามันคือการปัดสวะให้พ้นตัว ไม่มีการถามรูปพรรณสัณฐาน ไม่มีการถามที่ตั้งสะพานลอยและไม่มีแม้ทีท่าที่บ่งบอกถึงความจริงใจในการแก้ปัญหา

            "ถ้วยนี้คือข้าวแช่นะคะจะมีเครื่องเคียงเป็นลูกกะปิ พริกหยวกสอดไส้ เนื้อเค็มฝอยผัดหวาน หัวหอมสอดไส้ผักกาดเค็มผัดหวาน ปลาแห้ง..."

            บทพูดสาธยายเอกลักษณ์ของอาหารแต่ละชนิดเริ่มต้นขึ้นภายในห้องรับรองที่มีอาหารในถ้วยชามลายครามวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะกระจกไม้สักโดยคนบรรยายเป็นผู้หญิงผมมวยสูงในชุดผ้าไหมไทยสีน้ำเงินเสื้อแขนกระบอกซึ่งน่าจะไม่ใช่เชฟแต่ท่องจำมา

            "ถ้ายังไม่อิ่มเติมข้าวได้ตลอดเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ"

            ว่ากันว่าถ้าเราอยากให้คนอื่นปฏิบัติกับเรายังไงเราก็ควรปฏิบัติกับเขาอย่างนั้น แต่ไม่ใช่สำหรับรอยยิ้มจอมปลอมตรงหน้าในเวลานี้และผมมั่นใจว่าปันผลกับแจ็กกี้ก็กำลังรู้สึกแบบเดียวกัน

            "พวกเขากินอย่างอื่นรองท้องมาก่อนแล้วครับผมเองก็เหมือนกัน" ผมตอบคำพูดนั้นแทนลูกน้องสองคนเพื่อไม่ให้มีคำด่าภาษาเขมรหลุดออกมาในเวลาที่ไม่รู้ว่ามีล่ามหรือเครื่องดักฟังอยู่ภายในห้องนี้หรือเปล่า

            "ถ้าอย่างนั้นไว้ทานเยอะๆมื้อหน้า เห็นว่าคุณไมเคิลมีข้อเสนอดีๆ อยากคุยกับผม อยากทานอะไรเพิ่มเติมบอกได้ผมจะสั่งเชฟให้เตรียมไว้เป็นมื้อถัดไป"คนคนนั้นพูดราวกับเป็นเจ้าเหนือหัวของทุกคน สมคำร่ำลือในหลายๆเรื่องที่ผมได้ยินมาเมื่อตอนเป็นยมทูต

            ...ไม่รู้จักกาลเทศะไม่มีความเป็นผู้นำ ไม่มีวุฒิภาวะ และไม่มีทุกคุณสมบัติที่คนคนนึงควรมีแต่กลับได้ทำหน้าที่ที่ควรจะต้องมีทุกคุณสมบัติในระดับที่มากกว่าคนทั่วไปน่าขำสิ้นดี

            "ผมจะส่งคนมารับท่านกับผู้บัญชาการทหารบกทหารเรือ ทหารอากาศวันพรุ่งนี้ตามที่ได้แจ้งไปแล้วผมอยากคุยข้อเสนอแค่ครั้งเดียวครับ"ผมตัดบทที่เริ่มจะยืดยาวกินเวลาดำเนินชีวิต

            "แบบนั้นก็ได้ผมไม่ขัดข้องอยู่แล้ว" คนคนนั้นตอบรับทันทีเสมือนไม่ได้ใช้สมองคิดทบทวนอะไรเลย

            ที่จริง...ผมจะลักพาตัวเพื่อลอบสังหารให้สิ้นเรื่องไปในคราวเดียวก็ได้แต่ถ้าทำแบบนั้นกะลาแลนด์แห่งนี้ก็จะวนลูปอยู่ในวงจรแห่งการยึดอำนาจไม่จบสิ้นซ้ำยังมีโอกาสกลับสู่การเป็นประเทศด้อยพัฒนานั่นคือเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเดินตามแผนเดิม แม้จะได้รับรู้แล้วว่าเหยื่อไร้ซึ่งความฉลาดและเฉลียว

            "เราจะแวะห้างไหมครับ?"นายปันผลถามขึ้นระหว่างทางไปบ้านเช่าโดยรถตู้ที่ผมจ่ายเงินเช่าเหมาทีเดียวทั้งปีและมีหมอนั่นเป็นคนขับ

            "เราจะสั่งออนไลน์ผมไม่อยากเป็นจุดสายตา" ผมตอบคำถามระหว่างนั่งเอนหลังพิงเบาะหนังพร้อมกับทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างรถ

            "บ้านเช่าที่บอสบอกมีเฟอร์นิเจอร์ไหมครับ ให้ผมลงไปซื้อที่นอนปิกนิคไว้นอนรอเขามาส่งของน่าจะดีกว่านอนพื้น รับรองว่าผมจะไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจ"แจ็กกี้พยายามชักแม่น้ำทั้งห้าเกลี้ยกล่อมผม ถึงขั้นให้สัญญาในสิ่งที่ผมไม่คิดว่าคนพูดจะทำได้

            เพราะอะไรน่ะเหรอ...?

            "บอสครับ!!เอาลูกชิ้นปิ้งหรือลูกชิ้นทอดดีครับ?" หมอนี่ตะโกนถามผมมาจากรถเข็นขายลูกชิ้นบนฟุตบาทริมถนนเหมือนต้องการให้ผมเปิดกระจกรถลีมูซีนตะโกนตอบ

            ใช่...นั่นคือวีรกรรมล่าสุดที่หมอนี่ก่อไว้

            "นอนซะถึงบ้านแล้วผมจะปลุก" ผมถอนหายใจปิดท้าย และเลือกที่จะไม่ตอบคำถาม

            ...หมอนี่คงคิดว่าผมพาลูกน้องย้ายมาอยู่ไทยแบบเสื่อผืนหมอนใบเช่าเถียงนาในไร่ตามชานเมืองเป็นเซฟเฮาส์ และขับถ่ายตามพงหญ้า

            "ผมมีหน้าที่คุ้มกันบอสจะนอนได้ไงล่ะครับ"แจ็กกี้ให้เหตุผลที่ทำเอาผมอยากสั่งนายปันผลให้จอดรถหน้าร้านขายยา

            "แปลว่าถ้าผมนอนนายจะนอนใช่ไหม?" ผมยังไม่ละความพยายามที่จะหาความสงบให้กับชีวิต

            "นอนได้ไงล่ะครับเกิดมีคนร้ายโผล่มา หมอนั่นขับรถอยู่ จะรับมือยังไงไหว"คำตอบของแจ็กกี้ทำให้ผมเหลือเพียงหนทางสุดท้าย

            "โอเคงั้นผมนอนเอง"

            ในที่สุดผมก็ได้ความสงบชั่วครู่ชั่วยามกลับคืนมาเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ที่เราเดินทางออกไปยังพื้นที่ชานเมืองโดยพยายามหลีกเลี่ยงปัญหารถติดบนถนนสายหลัก เพื่อจะได้มาเจอปัญหารถติดบนทางด่วน

            "โอ้ว!พระสงฆ์... นายเคยเห็นอะไรแบบนี้หรือเปล่า นี่เราเสียค่าทางด่วนหรือค่าโง่"

            เสียงบ่นของแจ็กกี้ดังแว่วมาเข้าหูระหว่างที่ผมบังคับตัวเองให้หลับตาเสมือนกำลังนอนหลับทว่าในสมองหวนกลับคิดถึงภาพออร่าสีดำที่เริ่มปรากฏให้เห็นหลังจากที่ผมเดินทางข้ามมายังเขตประเทศไทย

            ...บางทีมันอาจเป็นสัญญาณของคนที่กำลังจะหมดอายุขัย

            "ที่นี่หรือครับบอส?"

            เสียงตั้งคำถามของนายปันผลเป็นสัญญาณให้ผมลืมตาขึ้นมองบ้านสามชั้นเบื้องหลังประตูรั้วเหล็กดัดสีขาว

            "บีบแตรเดี๋ยวจะมีคนดูแลมาเปิดประตู"ผมตอบคำถามด้วยข้อมูลที่เจ้าของบ้านแจ้งไว้ในแชท

            "ไม่น่าเรียกบ้านนะครับบอสนี่มันคฤหาสน์ชัดๆ" แจ็กกี้ออกความเห็น หลังจากอ้าปากค้างอยู่เกือบนาที

            "ก็แล้วแต่จะเรียก"ผมขยับตัวเปลี่ยนจากท่าเอนหลังพิงเบาะมานั่งหลังตรงจัดท่าให้สมเป็นนักลงทุนเสียสติที่ติดต่อขอเช่าบ้าน 8ห้องนอน 15 ห้องน้ำ เดือนละหกหลักเพื่อใช้ชีวิตกับลูกน้องอีก 2 คน

            "นี่ค่ะรีโมทประตูรั้ว กุญแจประตูบ้าน กับรหัสประตู แล้วก็วิธีเปลี่ยนรหัส"ผู้หญิงวัยกลางคนที่ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นมากกว่าคนดูแลบ้านส่งสิ่งของที่ว่าทั้งหมดให้กับผม

            ...เหตุผลที่ผมคิดแบบนั้นน่ะเหรอเพราะเธออยู่ในชุดผ้าไหมสีทองอร่ามท่าทางเหมือนกำลังจะไปออกงานสมาคมแม่บ้านแห่งกะลาแลนด์ ทั้งที่ความจริงอาจแค่ต้องการอวดอ้างความรักชาติของตัวเอง

            "ผมว่าป้าแกต้องเป็นพวกมะพร้าวเน่าแน่ๆ"แจ็กกี้กระซิบบอกผมเป็นภาษาเขมร

            "นี่แหละเหยื่อรายแรกของนาย"ผมตอบกลับหมอนั่นเป็นภาษาเขมรโดยที่คุณป้ามะพร้าวเน่ายังคงยืนยิ้มไม่รู้เรื่องรู้ราวและไม่รู้ชะตากรรม

            "รถมาพอดี ขอตัวนะคะเชิญพักได้ตามสบายเสมือนเป็นบ้านของตัวเองเลยค่ะ" ป้ายิ้มให้ผม ก่อนจะค่อยๆเดินไปขึ้นรถหรูสัญชาติยุโรปที่พึ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบตรงหน้ารั้ว

            "นั่งเบาะหลังด้วยแม่เจ้าของบ้านชัดๆ" แจ็กกี้มองตามหลังป้าและรถของป้าไปจนลับสายตา"ให้ผมจัดเป็นเคสสาบสูญเลยใช่ไหมครับ?"

            "แค่ใช้ประสบการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ของนายโยนหินถามทางถ้าตรงกับคุณสมบัติมะพร้าวเน่า ผมจะบอกอีกทีว่าต้องทำยังไงต่อ"

            คำตอบของผมทำเอาแจ็กกี้ตาเป็นประกายเหมือนเด็กได้ของเล่นชิ้นใหม่

            "แล้วคุณสมบัติมะพร้าวเน่าที่ว่าต้องเป็นยังไงครับ?" นายปันผลถามขึ้น สีหน้าท่าทางคล้ายข้องใจว่าผมแยกแยะความเป็นมะพร้าวเน่าได้จริงหรือไม่

            "อวดอ้างในความดียกย่องคนเลวที่สวดมนต์ มองความล้าหลังของตนว่าสวยงาม เห็นความคิดต่างเป็นศัตรูและมีชีวิตอยู่เพื่อทวงคุณ"

            นั่นคือคุณสมบัติทั้งหมดของมะพร้าวเน่าเนื้อแท้ที่ผมต้องการ

            "แล้วเหยื่อรายแรกของผมล่ะครับ?"นายปันผลตั้งคำถามขึ้นมาอีกดูเหมือนคำตอบของผมจะกระตุ้นให้หมอนั่นพร้อมปฏิบัติงานแล้ว

            "งานแรกของนายคือติดต่อคนขายบนดาร์คเว็บกว้านซื้อข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของพวกข้าราชการชั้นสูงในกะลาแลนด์มาให้หมด ไม่เกี่ยงราคา"ผมบอกภารกิจแรกของนายปันผลระหว่างเดินนำเข้ามาในโถงบ้านที่เรียงรายด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้แบบบิลด์อิน

            "บอสรู้ได้ยังไงครับว่าผมใช้ภาษาอังกฤษได้?"คนรับคำสั่งถามต่อเหมือนอยากลองภูมิ

            "เพราะผมเป็นบอสไง"ผมตอบสั้นๆ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้อีกฝ่ายไม่ตั้งคำถามอะไรต่อ

            "ลิสต์รายการของจำเป็นมาให้ผมหรือไม่ก็ส่งใบรายการเดิมมา ผมจะพิจารณาเอง"

            นั่นคือภารกิจสุดท้ายของวันนี้ก่อนที่ผมจะปล่อยให้ทั้งคู่ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ระหว่างรอของที่สั่งมาส่ง

            ...บอสสสส อย่าลืมฮิปโปนะครับดาร์คเว็บมีขาย

            ผมอ่านแชทที่แจ็กกี้ส่งมาเป็นข้อความปิดท้ายรายการของใช้จำเป็นของหมอนั่นจำไม่ได้เหมือนกันว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ลูกน้องร่ำร้องอยากได้ฮิปโปยิ่งไปกว่านั้นผมยังเคยสัญญาเอาไว้ด้วยว่าจะซื้อให้

            แน่นอน! ผมรักษาคำพูดเสมอทั้งเรื่องที่บอกว่าจะซื้อฮิปโปให้ และเรื่องที่พิมพ์ตอบหมอนั่นไปว่าถ้าเมื่อไหร่ที่ฮิปโปพวกนั้นทำร้ายผมหรือคนของผม แจ็กกี้จะต้องเป็นคนจัดการมันหรือถ้าทำไม่ได้ ก็ไปเป็นอาหารฮิปโปซะ

            "แต่ผมจะเป็นแค่คนจ่ายเงินนายต้องติดต่อคนขายเอง"

            แม้ไม่รู้ว่าแจ็กกี้ใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับไหนแต่นี่คือการปกครองลูกน้องในแบบของผมถ้าคนขายดันเข้าใจว่าหมอนั่นสั่งลูกฮิปโปสต๊าฟหรือลูกฮิปโปยัดไส้อย่างอื่นหมอนั่นก็ต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง

            "พรุ่งนี้ 8 โมงเช้านายต้องไปรับเป้าหมาย พามาให้ถึงที่นี่ก่อนเที่ยงผมจะให้พวกนั้นเซ็นเอกสารก่อนกินข้าว" ผมบอกกำหนดการคร่าวๆ ของวันพรุ่งนี้กับนายปันผล

            "แล้วบอสจะให้พวกนั้นกินอะไรล่ะครับหรือว่าเซ็นเสร็จแล้วให้เชือดลงหม้อได้เลย?" แจ็กกี้ยังไม่เลิกวนเวียนอยู่กับเรื่องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เหล่ามะพร้าวเน่า

            "ยังก่อน... ช่วงเซ็นสัญญานายไปสั่งส้มตำปากซอยมาก็แล้วกัน ถ้ากินอย่างชาวบ้านธรรมดาไม่ได้ผมค่อยเชือดทิ้ง"คำตอบของผมทำเอาทั้งแจ็กกี้และปันผลหันขวับมาจ้องหน้าผมเป็นตาเดียว

            "ไม่อร่อยครับบอส ผมดมแล้ว" คำตอบของแจ็กกี้ทำเอาผมกับปันผลหันไปจ้องหน้าหมอนั่น

            "งั้นนายก็ไปจัดการเอาแล้วกันอันไหนดมแล้วคิดว่าดี ก็สั่งมา" ผมถอนหายใจให้กับความเป็นแจ็กกี้ถึงอย่างนั้นหมอนั่นก็ยังไม่รู้ตัว

            "ไว้ใจผมได้เลยครับบอสผมจะแสดงฝีมือเองครับรับรองว่าทุกท่านจะประทับใจไปกับฟูลคอร์สที่ปีนึงจะมีให้ลิ้มรสกันครั้งเดียวเท่านั้น"

            จู่ๆวิญญาณเชฟในตัวหมอนั่นก็ออกมาแสดงแสนยานุภาพทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีสักคนที่รู้ว่าแจ็กกี้ทำอาหารได้หรือบางทีหมอนั่นอาจจะแค่อยากลองทำครั้งแรก

            "ผมจะเหมายาแก้ท้องเสียมาไว้สักลังนะครับ"นายปันผลพูดจบก็รีบตัดบทด้วยการเดินเข้าห้องเหมือนไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับแจ็กกี้

            "บอสไว้ใจผมได้เลยครับตอนอยู่วัดผมเคยทำกับข้าวเลี้ยงเจ้าภาพกฐิน หลังจากนั้นหลวงตาก็ไม่ยอมให้ผมทำอะไรอีกเลยแต่ผมก็ยังแอบฝึกทำอาหารอยู่เรื่อยๆ พ่อผมสอนว่าอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย"

            คำพูดแปลกๆ ที่ได้ยินทำให้ผมต้องกลับเข้าห้องมานอนคิดทบทวนการตัดสินใจของตัวเองก่อนจะเลือกโทรหาใครบางคนตอนกลางดึกเพื่อแจ้งให้ปรับแผน

            ความมืดที่ย่างกรายกับความรู้สึกของการได้กลับมายังกะลาแลนด์ทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาที่ต้องตามเก็บกวาดดวงวิญญาณมากมายลงสู่ปรโลก เวลานี้...ผมกลับมาที่นี่อีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อเก็บกวาดดวงวิญญาณแต่เพื่อทำในสิ่งที่ผู้รับหน้าที่ยมทูตไม่สามารถทำได้

            "ผมไปตลาดนะครับบอสต้องซื้อทั้งหม้อทัพพี เครื่องปรุง วัตถุดิบ"แจ็กกี้ตื่นมาบอกเรื่องชวนปวดหัวกับผมตั้งแต่ตี 5

            "แล้วนายจะขนกลับยังไง?"ผมมองคนตรงหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

            "สบายครับตอนผมอยู่วัดก็หอบพะรุงพะรังทุกวัน" หมอนั่นฉีกยิ้มตอบผมและตั้งท่าว่าจะไปจ่ายตลาดในสภาพชุดสูทแว่นดำจริงๆ

            "ผมเรียกบริษัทรับจัดเลี้ยงมาแล้วอยากได้วัตถุดิบอะไรก็บอกเขา" ผมเชื่อมั่นในวิธีการแก้ปัญหาของผมแต่ดูจากสีหน้าของแจ็กกี้แล้ว เหมือนมันจะไม่ใช่

            "เขาจะมีเหรอครับบอสมันเป็นลิมิเต็ดอิดิชั่นเลยนะ" หมอนั่นทำท่าคิดหนักได้อย่างน่าหมั่นไส้

            "ถ้าไม่มี ก็ให้เขาพานายไปซื้อ"ผมไม่รู้ว่าเมนูของแจ็กกี้คืออะไรหมอนั่นถึงได้เป็นกังวลว่าบริษัทรับจัดเลี้ยงจะไม่มีวัตถุดิบ แต่สำหรับผมถึงมันจะพิสดารสักแค่ไหนอย่างน้อยก็น่าจะปลอดภัยกว่าปล่อยให้แจ็กกี้แสดงฝีมือคนเดียว

            "บอสทำอะไรครับ ได้นอนบ้างหรือยัง?"นายปันผลเดินมาหาผมที่รถ หลังจากแจ็กกี้กลับเข้าไปในบ้าน

            "ผมนอนแล้วกำลังโหลดไวรัสลงซอฟต์แวร์รถ ถ้าไม่อยากให้ผมรู้ว่าวันๆ นายทำอะไรผ่านมือถือบ้างก็อย่าไปยุ่งกับมัน"

            ท่าทางของคนฟังดูจะไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับคำตอบของผมเท่าไหร่และไม่ใช่แค่นั้น...

            "รู้ก็ไม่เป็นไรครับผมไม่มีอะไรต้องปิดบัง" หมอนั่นตอบกลับคำเตือนของผมด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

            "ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่นาย"ผมหันกลับไปจัดการกับขั้นตอนสุดท้ายในการปล่อยสัตว์เลี้ยงสำหรับขโมยข้อมูลเหยื่อในวันนี้

            "ผมต้องทำให้พวกนั้นเชื่อมต่อมือถือกับwifi รถให้ได้ใช่ไหมครับ?" นายปันผลถามขึ้นมาอีกหลังจากยืนมองผมทำงานสักพัก

            "ใช่ ผมฝากด้วย"

            ทั้งหมดที่ผมให้แจ็กกี้และนายปันผลรับรู้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของกำหนดการในวันนี้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดมีอีกหลายเรื่องที่ผมไม่ได้ให้พวกเขารับรู้ ไม่ใช่เพราะไม่จำเป็นแต่เพราะมันกำลังจะทยอยเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาที... หลังจากนี้

            "ขยับรถไปจอดในโรงรถให้ผมหน่อยพวกที่ผมจ้างใกล้จะมาถึงแล้ว"

            นั่นคือเรื่องสุดท้ายที่ผมบอกให้นายปันผลรู้ก่อนที่เครื่องบินเจ็ทลำหนึ่งจะบินมาลงจอด ใช่... นั่นคือ 1ในเหตุผลที่ผมยอมจ่ายเงินหกหลักต่อเดือนเพื่อเช่าบ้านที่มีลานจอดเครื่องบินหลังนี้

            "นี่มัน... อะไรกันครับเนี่ย!?"แจ็กกี้ออกจากห้องมายืนดูกลุ่มคนในชุดสูทดำแว่นดำที่กำลังทยอยลงจากเครื่องบินมายืนเรียงแถว

            "ผมจ้างมาเฉพาะวันนี้ให้ดูเป็นนักลงทุนรายใหญ่จากกัมพูชาเฉยๆ" ผมตอบคำถามของแจ็กกี้และคาดว่าน่าจะต้องตอบคำถามของนายปันผลที่กำลังเดินกลับมาจากโรงรถด้วย

            "เหมือนจะมีคนใส่ชุดเชฟด้วยนะครับ?"หมอนั่นเดินมาหยุดยืนข้างๆ ผม โดยที่ยังคงจ้องมองกลุ่มผู้มาเยือนใหม่

            "ผมจ้างมาเป็นลูกมือแจ็กกี้"

            คำตอบของผมเรียกความสนใจของนายปันผลให้กลับมาอยู่ที่ผมได้และผมก็ยอมรับว่ารู้สึกสนุกกับการทำแบบนี้

            "หมายความว่าผมยังต้องซื้อยาแก้ท้องเสียมาทั้งลังใช่ไหมครับ?"น้ำเสียงของหมอนั่นคล้ายจะเอือมระอาทั้งกับตัวเพื่อนร่วมงานและกับการตัดสินใจของผม

            "นายจะซื้อข้าวกล่องมาทั้งลังก็ได้"ผมชี้หนทางที่ดีกว่าให้แม้ว่าห้องน้ำภายในบ้านน่าจะเพียงพอกับจำนวนแขกในวันนี้ก็ตาม

            "บอสครับเขาบอกว่าวัตถุดิบที่ผมต้องการไม่มี"แจ็กกี้เดินเข้าพร้อมเรื่องชวนปวดหัวเรื่องใหม่ดูเหมือนหมอนี่คงอยากใช้เนื้อไดโนเสาร์ทำกับข้าวรับแขก

            "พาหมอนี่กับเชฟไปซื้อของถ้าขากลับมาส่งไม่ทัน ก็ให้ขึ้นแท็กซี่มา"ผมตัดปัญหาด้วยการโยนปัญหาไปให้นายปันผลกับเชฟ แล้วผละออกมาโดยไม่รอฟังคำบ่นของใครสักคน

            ...หลายคนบอกว่าการใช้เงินแก้ปัญหานับเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดแต่มันคงไม่ใช่สำหรับผม

            "ผมส่งคนไปรับท่านแล้วนะครับหวังว่าทุกท่านจะพร้อมสำหรับคำเชิญในวันนี้"

            เสียงตอบรับจากปลายสายทำให้ผมอดยิ้มให้กับเอกสารในมือไม่ได้มันถูกจัดเตรียมมาก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือนซึ่งนั่นหมายความว่าผมวางแผนทั้งหมดไว้อย่างรัดกุมเพื่อให้อีกฝ่ายไม่สามารถปฏิเสธข้อเสนอในวันนี้ได้แม้ว่าหลังการเซ็นสัญญาอาจจะมีข้อผิดพลาดเรื่องอาหารบ้างแต่มันก็คงไม่ต่างจากพฤติกรรมนักการเมืองที่ถีบหัวส่งประชาชนหลังการเลือกตั้งสักเท่าไหร่

            ...พวกเขาน่าจะเคยชินกับเรื่องธรรมดาเหล่านี้ในกะลาแลนด์แต่ถ้าไม่... แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อเอกสารทั้งหมดในแฟ้มนี้จะมีผลทันทีหลังการลงนามโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์ ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367