เจาะเวลาหาขงเบ้ง 寻孔明

    ตอนที่ 146 คิดใช้อุบายต้องแยบยล


    เมื่อโจโฉเดินทัพใหญ่ยกไปปราบเตียวสิ้วนั้นเป็นช่วงข้าวโภชน์สาลีกำลังสุก เมื่อราษฎรเห็นทัพใหญ่โจโฉกรีธาทัพจนมืดฟ้ามัวดินก็ตกใจ ต่างทิ้งนาทิ้งไร่ไปทั้งหมด ..โจโฉเมื่อเห็นดังนั้นจึงกำชับนายกองทั้งหลาย(ข้าวโภชน์สาลี : 麥 : ข้าวสาลี) ถ้าผู้ใดเบียดเบียนชาวบ้าน แลเหยียบข้าวโภชน์สาลีเสียแต่ต้นหนึ่ง เราจะตัดศีรษะนายทัพนายกองนั้นเสีย !! มหาอุปราชโจโฉช่างมีใจปรานีราษฎร หาผู้เสมอมิได้ชาวบ้านต่างสรรเสริญทั่วไป และเมื่อเกิดความมั่นใจว่าผู้นำกำกับดูแล และบังคับบัญชาทหารอย่างเข้มแข็งเช่นนี้ ราษฎรทั้งหลายจึงกลับมาทำไร่ทำนาต่อ ด้วยความสบายใจเป็นที่สุด ระวังตัวกันสุดชีวิตฝ่ายนายทัพนายกองทั้งปวง เมื่อยกทัพผ่านไปยังไร่นา ก็ลงจากม้าเพราะเกรงว่าม้าจะไปเหยียบข้าวชาวบ้านตาย ..มือหนึ่งจูงม้า อีกมือหนึ่งแหวกต้นข้าวสาลีไป เพราะเกรงอาญาจากมหาอุปราชโจโฉ  แต่ตัวมหาอุปราชโจโฉนั้นจะลงจากหลังม้ามาทำเช่นนั้นก็ไม่สมควร  จึงให้ทหารแหวกข้าวสาลีพอให้ม้าได้เดินผ่านไปได้ แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน นกตัวหนึ่งอยู่ในไร่นา เมื่อได้ยินเสียงทหารอื้ออึงมา ก็ตกใจบินออกจากกอข้าวโภชน์สาลี เฉียดหน้าม้าซึ่งมหาอุปราชขี่อยู่อยู่ !! ฮี่ ..ฮี้ ๆๆๆๆๆม้าตกใจตื่น วิ่งเตลิดเข้าไปในไร่นา ซ้ำเหยียบต้นข้าวสาลีจนหักเสียเป็นอันมาก  งานโจโฉเข้าเสียแล้วล่ะ..เฮ้อคำสั่งชัดเจนขนาดนั้น หากผู้ใหญ่บ้านเมืองไม่กระทำตามกฎหมายบ้านเมืองให้เป็นแบบอย่าง ..แม้ประชาชนกลัวเกรงกฎระเบียบเหล่านั้นก็จริงอยู่ เพราะด้วยโทษที่มีแก่ตนเองและครอบครัวย่อมสูงส่งจนไม่อาจรับได้ แต่หากคนกลุ่มหนึ่งหรือชนกลุ่มใดกลับได้รับการละเว้นอย่างมิได้่ละอายใจกับการตอบคำถามใดๆให้กับสังคม …สังคมแม้ไม่ต้องการคำโกหก แต่อาจจะคาดหวังคำตอบที่ไม่เป็นการดูถูกประชาชนมากจนเกินไปนัก  !! ..และแม้ประชาชนย่อมกลัวเกรงกลัวต่ออำนาจนั้น ..แต่หาใช่ความเคารพศรัทธาด้วยหัวใจไม่ ? โจโฉจึงคิดอุบายเพื่อหวังจะให้คนทั้งปวงนับถือว่าเป็นผู้มีสัตย์และมีคุณธรรม จึงเรียกนายทัพนายกองทั้งปวงมา เดิมเรากำชับว่าจะเอาโทษท่านทั้งปวง มาบัดนี้เรากระทำผิดเอง ครั้นจะนิ่งเสียคนทั้งปวงก็จะติเตียนว่าเรามิได้ตั้งอยู่ในสัตย์ ..บัดนี้เราก็ทำผิดให้ท่านทั้งปวงปรึกษาโทษเราด้วย  แล้วก็ทำทีชักกระบี่ซึ่งเหน็บหลังออกมา คล้ายจะเชือดคอตัวเอง !! กุยแกตกใจจึงเข้ายื้อกระบี่ไว้แล้วกล่าวห้ามด้วยความตระหนกซึ่งมหาอุปราชกระทำดังนี้ก็ควรอยู่แล้ว แต่ตัวข้าพเจ้านายทัพนายกองแลราษฎรทั้งปวง ได้อยู่เย็นเป็นสุขกันจนวันนี้ก็เพราะบุญบารมีมหาอุปราชโจโฉ  ..หากท่านจะฆ่าตัวตายเสียบัดนี้ราษฎรทั้งปวงมิได้มีที่พึ่ง ก็จะได้ความเดือดร้อนไปทุกย่อมหญ้า..  เฮ้อ !…โจโฉก็ทำทอดใจใหญ่ท่านว่านี้ชอบอยู่ ..แต่ท่านจะขอเป็นคำขาดนั้นมิได้ ..จำเราจะทำให้เป็นตัวอย่าง  ว่าแล้วโจโฉก็เอากระบี่ตัดผมที่ศีรษะ แล้วส่งให้ทหารเอาไปร้องประกาศทุกหน้าบ้านมหาอุปราชกระทำผิดแล้ว มิได้คิดแก่ชีวิตจะฆ่าตัวเสีย นายทัพนายกองทั้งปวงห้ามไว้ มหาอุปราชจึงตัดผมออกแทนศีรษะ ขอให้คนทั้งปวงดูเป็นอย่างธรรมเนียมไว้ ทหารแลราษฎรทั้งปวงก็ชวนกันสรรเสริญรักมหาอุปราชโจโฉมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งเกรงกลัวอาญาเป็นอันมาก………………ถ้าคิดจะใช้อุบายก็ควรจะใช้อุบายอันแยบคาย.. แม้ประชาชนโดนหลอก ก็ถูกหลอกด้วยอุบายอันซับซ้อน หาใช่อุบายที่เอาไว้หลอกผู้ด้อยสติปัญญาเยี่ยงนั้น !  -------------------เมืองเกียดเซก------------------- ลอร์ดดำรงค์เมื่อกลับถึงเมือง นอกจากภารกิจในด้านการปกครองและการพัฒนาเมืองแล้ว ก็จำเป็นต้องพัฒนาตนเองไปด้วย ..และครั้งนี้รอดตายมาได้ก็ด้วยการชี้แนะของผู้อาวุโส และการช่วยเหลือจาก ‘หูฮันเซีย’ หรือก็คือ 'องค์หญิงเจาจฺวิน' คนสวยการได้สาวงามที่มีวรยุทธมาอยู่เคียงข้างอย่างนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีก็จริง ..แต่กรณีนี้มันกลับหมายถึงเขาต้องสูญเสียขุนพลตัวท็อปไปอย่างน่าเสียดาย ..เฮ้อ ที่ผ่านมาก็ให้แล้วไป ..แต่จากนี้ดำรงค์ก็เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งเขาจะไม่มีวันส่ง ‘เจาจฺวิน’ ซึ่งเป็นสตรีไปสู้กับใครอย่างแน่นอน !! แต่ความสะดวก และสามารถวางใจได้มันช่างง่ายต่อการจัดการ เมื่อเขาได้ริ้มรสการมีขุนศึกเก่งๆไว้ข้างกาย(แม้จะเป็นขุนศึกปลอมๆก็ตามที) มันก็ทำให้ดำรงค์ต้องการขุนศึกเจ๋งๆ มากขึ้นไปอีก …ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและวาสนาของเขาด้วยและการ focus ไปที่ขุนศึกที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว นั่นย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะตามประวัติศาสตร์ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า ‘นาย’ ของพวกเขาคือใคร ?  error loadedเล่าปี่พบกับเด็กเลี้ยงวัว ผู้พาไปหาสุมาเต็กโช
    ดำรงค์ต้องการผู้ชี้นำแสงสว่างให้สายตาที่กำลังมืดบอดของเขา ..จนมาคิดได้ถึงชายผู้หนึ่ง ?ผู้ซึ่งแนะนำบุคคลากรระดับเทพฯ ให้กับท่านเล่าปี่ ชื่อของเขาคือ ‘สุมาเต็กโช’ ผู้มีฉายาว่า… “ซินแสคันฉ่องวารี” ผู้นั้น