ราชันเพลิงผลาญพิภพ

    แดนศักดิ์สิทธิ์

    เมื่อเห็นว่าได้ศิษย์ที่จะได้เข้าเส้นทางวิญญาณในระดับสวรรค์ครบทั้ง 10 คนแล้วผู้อาวุโสก็ได้มอบป้ายและรางวัลให้แต่ละคนเท่ากัน“คนพวกนั้นเป็นใครงั้นเหรอ” ฟางเฉินหันไปทางสองคนสุดท้ายซึ่งเป็นคนของตระกูลเหวินและตระกูลเจี่ย“เขาคือเหวินไคเจี่ยหนิง เจ้าระวังทั้งสองคนนี้เอาไว้ก็ดี ถึงแม้ทั้งสองคนนี้จะไม่ได้เปิดเผยพลังเหมือนกับฟางเหิงแต่พลังของพวกเขาทั้งสองก็ไม่ด้อยกว่าพวกข้าแน่ และอีกอย่างตระกูลเหยินและเจี่ยเองก็ยังทรงพลังกว่าตระกูลฟางอีกด้วย” อู่เย่หลานกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง“แบบนี้นี่เอง” ฟางเฉินระวังตัวมากขึ้นเมื่อมองไปทั้งสองคน“เส้นทางวิญญาณจะเปิดขึ้นในอีก 1 เดือนหลังจากนี้ ซึ่งในเส้นทางวิญญาณนั้นไม่ได้มีเพียงนิกายของเราเท่านั้นแต่ยังมีคนของขุมอำนาจต่าง ๆจำนวนมาก และยังมีคนจากดินแดนอื่นนอกจากดินแดนเซียนของพวกเราอีกด้วย เพราะงั้นพวกเจ้าควรจะเตรียมตัวพร้อมและจงมีชีวิตกลับมาให้ได้” ปะมุขนิกายกล่าวหลังจากนั้นพวกฟางเฉินก็แยกย้ายกันไปเหล่าราชาเซียนต่างก็เรียดลูกศิษย์ของตัวเองและบอกข้อมูลและมอบของล้ำค่าต่าง ๆเพื่อให้ลูกศิษย์ของตัวเองรักษาชีวิตให้อยู่รอดจนเส้นทางวิญญาณจบ“เส้นทางวิญญาณจะเปิดขึ้นทุก ๆ 100 ปี และจะสามารถอยู่ในเส้นทางวิญญาณมากสุดก็ 10 ปี ดังนั้นการเข้าเส้นทางวิญญาณจึงสำคัญและเป็นโอกาสเดียวในชีวิตเลยก็ว่า ได้ และตอนนี้ศิษย์พี่ของพวกเจ้าก็พลาดมันไปแล้ว” ราชาเซียนเต้าจีกล่าวขณะตำหนิพวกเหิงซานไปด้วย“แต่ว่าเส้นทางวิญญาณนั้นอันตรายมากเพราะที่นั่นมีกับดักและสิ่งอันตรายอยู่เต็มไปหมด แต่ในขณะเดียวกันของล้ำค่าที่นั่นก็มีมากและยังมีโชควาสนาที่จะช่วยให้เจ้าบรรลุระดับครึ่งเซียนอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน” ซวนนู่กล่าวในฐานะคนที่เคยเข้าเส้นทางวิญญาณมาก่อนซวนนู่จึงรู้ดีถึงความอันตรายในเส้นทางวิญญาณ“สิ่งที่ต้องกังวลไม่ใช่สิ่งอันตรายในเส้นทางวิญญาณแต่เป็นมนุษย์จากสถานที่ต่าง ๆ เพราะในครั้งนี้ ทั้งนิกายเทพธิดา ตระกูลเสวี่ย แม้แต่ขุมอำนาจบางส่วนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ก็เข้าไปในเส้นทางวิญญาณด้วย” ราชาเซียนเต้าจีกล่าว“แดนศักดิ์สิทธิ์?????” ฟางเฉินแสดงสีหน้างุนงง“ในตอนนี้พวกเราอยู่ในดินแดนที่ถูกเรียกว่าดินแดนเซียน และดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั่นอยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลซึ่งอยู่ห่างกันมาก ๆถ้าไม่ใช่ราชาเซียนก็ไม่มีทางไปที่นั่นได้เพราะว่าการเดินทางที่นั่นต้องข้ามทะเลซึ่งระยะทางนั้นค่อนข้างใกล้มาก ๆ และในทะเลยังมีพวกอสูรที่แข็งแกร่งระดับ 10 อยู่อีกด้วยเพราะงั้นการติดต่อระหว่างแดนศักดิ์สิทธิ์ดินแดนเซียนจึงมีน้อยมากแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน แดนศักดิ์สิทธิ์ได้ค้นพบเส้นทางวิญญาณโดยบังเอิญซึ่งปกติเส้นทางวิญญาณจะเปิดออกที่ดินแดนเซียนเท่านั้น เพราะงั้นหลายปีมานี้คนของแดนศักดิ์สิทธิ์จึงได้ส่งรุ่นเยาว์เข้ามาเป็นจำนวนมากทำให้จำนวนคนที่พวกเราสามารถส่งเข้าไปในเส้นทางวิญญาณนั้นลดลง” ราชาเซียนเต้าจีกล่าว“ตระกูลเสวี่ยงั้นเหรอ ไม่สิยังไม่ถึงเวลา แล้วแดนเซียนและแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างกันยังไง” ฟางเฉินกล่าว“แดนเซียนนั้นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดคือมหาเซียนแต่ที่แดนศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ใช่ที่นั่นมีระดับครึ่งเทพอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นความแตกต่างด้านพลังจึงมากเกินไป” ราชาเซียนเต้าจีกล่าว“แบบนี้นี่เอง” ฟางเฉินพลันเข้าใจ โชคดีที่ระยะทางระหว่างทั้งสองดินแดนนั้นห่างกันมากไม่อย่างงั้นเส้นทางวิญญาณคงถูกคนของแดนศักดิ์สิทธิ์ยึดไปจนหมด“จริงสิ ตอนประลองข้าไม่เห็นเจ้าใช้ดาบเลย ดาบของเจ้าไปใหน” ซวนนู่กล่าว“คือแบบว่า ดาบของข้ามันเป็นแบบนี้ไปแล้ว” ฟางเฉินกล่าวและนำดาบของตัวเองออกมาซึ่งตัวดาบนั้นแตกหักๆจนไม่เหลือโครงเดิม และเส้นด้ายของฟางเฉินเองก็ใช้ไปจนหมดแล้วด้วยทำให้ฟางเฉินในตอนนี้นั้นไร้อาวุธไปอย่างสิ้นเชิง“เจ้าไปเจออะไรมาเนี่ย แต่ก่อนอื่นข้าขอต่อว่าเจ้าก่อนเถอะเจ้าคิดได้ยังไงถึงได้ไปที่เกสะต้องห้ามคนเดียว...............” ซวนนู่นั่งเทศนาฟางเฉิน 3 ชั่วโมงเต็มจนฟางเฉินอดไม่ได้ที่จะคิดว่าไม่ควรทำให้ซวนนู่โกรธ“เอาละพอเท่านี้เถอะ ศิษย์น้องของเจ้าคงมีเหตุผลที่ทำแบบนั้นไปแล้วข้าจะไม่ถามเหตุผลนั้นด้วย การที่เขาคนนั้นปล่อยให้เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยแบบนี้ถือว่าดีแล้ว” ราชาเซียนเต้าจีกล่าว“เขาคนนั้น????” ฟางเฉินแสดงสีหน้างุนงง“เจ้าไปฝึกฝนที่นั่นมาเจ้าไม่พบเจอใครเลยงั้นเหรอ” ราชาเซียนเต้าจีกล่าวด้วยความแปลกใจ“ไม่เลย ตัวข้านั้นต่อสู้กับพวกอสูรที่อยู่ในนั้นแทบตลอดเวลาเลยไม่ได้สังเกตุหรือรับรู้เลยว่าบนเกาะแห่งนั้นมีคนอยู่ด้วย” ฟางเฉินกล่าว“งั้นเหรอ จะยังไงก็ชั่งการที่เจ้ากลับมาและยังแข็งแกร่งขึ้นแบบนี้ถือว่าดีแล้ว ต่อจากนี้เจ้าต้องเตรียมพร้อมให้ดี ส่วนอาวุธของเจ้าข้าเตรียมเอาไว้ให้เจ้าแล้ว” ราชาเซียนเต้าจีกล่าวพร้อมกับนำดาบเหล็กสีดำออกมาเมื่อเห็นดาบเล่มนี้พวกซวนนู่ก็สั่นสะท้านพวกเขาต่างแสดงสีสีหน้าเจ็บปวดออกมา“ดาบเล่มนี้เคยเป็นดาบคู่ใจของศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้า เมื่อศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าตกตายลงเจ้าดาบเล่มนี้ก็ปฏิเสธที่จะยอมรับนายคนใหม่อีกเลย เพราะงั้นข้าจึงคิดว่าถ้าเป็นเจ้าละก็มันอาจจะยอมลุกขึ้นสู้อีกครั้ง” ราชาเซียนเต้าจีกล่าวฟางเฉินสั่นสะท้านเขาไม่คิดว่าราชาเซียนเต้าจีจะมอบของดูต่างหน้าของศิษย์คนแรกให้กับตน ฟางเฉินรู้สึกลังเลว่าจะรับดาบเล่มนี้มาดีหรือไม่แต่ว่าเมื่อเห็นสายตาที่คาดหวังของราชาเซียนเต้าจีฟางเฉินก็รับดาบเล่มนี้นั้นมาเมื่อฟางเฉินรับดาบเหล็กขนาดใหญ่สีดำมาฟางเฉินก็รับรู้ได้ว่าดาบเล่มนี้มีจิตวิญญาณอาวุธอยู่และจิตวิญญาณของมันตอนนี้ก็เหมือนเถ้าถ่านที่ใกล้จะมอดดับ“เถ้าสู่เถ้า ธุลีสู่ธุลี แม้นเปลวเพลิงแห่งชีวิตของข้าจะมอดดับลงแต่ถ้ายังมีเถ้าถ่านอยู่ข้าก็จะจุดประกายเพลิงแห่งชีวิตอีกครั้ง” ในตอนนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังในหัวของฟางเฉินและฟางเฉินก็กล่าวออกมาเหมือนกับเสียงนั้นกล่าว“อะไรกัน!!!!!!!!!!” ร่างที่งดงามของซวนนู่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เพราะคำกล่าวที่ฟางเฉินกล่าวออกมาเป็นคำกล่าวที่ศิษย์คนแรกของราชาเซียนเต้าจีชอบกล่าวตอนกำลังต่อสู้และไม่ใช่แค่ซวนนู่แม้แต่ดาบเองก็ยังสั่นไปมาในตอนนั้นเองเปลวเพลิงแห่งจิตวิญญาณของฟางเฉินก็ลุกโชนขึ้นมา ดาบเหล็กสีดำรีบทำการกลืนกินเปลวเพลิงของฟางเฉินอย่างบ้าคลัง พวกฟางเฉินและพวกหยวนมู่กลายเป็นตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงซวนนู่และราชาเซียนเต้าจีเท่านั้นที่เข้าใจสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

    คล้ายกับเรื่องราชันเพลิงผลาญพิภพ ที่คุณอ่าน