ย้อนไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ขณะที่อวี้ชิงลั่วกำลังเดินทางกลับมา อวี้ชิงหนานก็ได้พาเหม่ยฮั่วไปดักหน้านางไว้ก่อน ยามนั้นอวี้ชิงลั่วตกใจกลัวเป็นอย่างมาก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าบุตรชายบุญธรรมผู้นี้เคยทำระยำอัปรีย์สิ่งใดไว้กับนางบ้าง ทว่า...สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือ มันไม่ได้เพียงลำพังหากแต่ยังมีเด็กสาวอีกคนมาด้วย
ทั้งสองมีสีหน้าเคร่งเครียดกก่อนที่เหม่ยฮั่วจะพลันกระทำบ้างสิ่งจนอวี้ชิงลั่วตื่นตกใจ และงุนงงเป็นอย่างมาก ซึ่งก็คืออการที่นางคุกเข่าลงตรงหน้านั้นเอง
“เหม่ยฮั่วนี่เจ้า....”
“ท่านพี่ชิงลั่ว อย่าพึ่งตื่นตระหนกไป ขอโปรดจงฟังสิ่งที่ข้าจะพูดเสียก่อนเมื่อฟังจบแล้ว ท่านจะดุ จะด่า จะทุบ จะตีข้าจนตายข้าก็ยอม”
“ดุด่าทุบตีเจ้า...? ข้าจะทำเช่นนั้นทำไม ข้าไม่เข้าใจ นี่เจ้าสองคนคิดจะทำอันใดกันแน่”
อวี้ชิงหนานขมวดมุ่นคิ้วด้วยความงุนงง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยท่าทางหวั่นวิตก เมื่อนั้นอวี้ชิงหนานจึงได้บอกให้เหม่ยฮั่วลุกขึ้น และพาอวี้ชิงลั่วไปสนทนากันในวัดร้างใกล้ ๆ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มันตระเตรียมไว้แล้ว
เมื่อทั้งสามมาถึงภายในวัดร้าง เหม่ยฮั่วก็คุกเข่าลงต่ออวี้ชิงลั่วอีกครั้ง ก่อนจะหลั่งน้ำตาออกมา แล้วเล่าเรื่องน่าอับอายที่เกิดขึ้นระหว่างนาง กับเสวียอี้
ครั้นเมื่อเล่าจบอวี้ชิงลั่วถึงกับนิ่งงันไปเล็กน้อย ก่อนใบหน้าของนางจะพลันเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธ มิได้โกรธที่ผัวมีนอกใจ แต่โกรธเพราะคิดว่าเหม่ยฮั่ว กับอวี้ชิงหนานรวมหัวกันแต่งเรื่องไร้สาระมาหลอกนาง
“พวกเจ้าคิดว่าโง่นักหรือ เรื่องแบบนั้นมันจะเป็นไปได้อย่างไร เสวียอี้หาใช่คนเช่นนั้น ข้ารู้จักเขาดีกว่าพวกเจ้ามากมายนัก ทั้งหมดเป็นแผนชั่วของเจ้าใช่หรือไม่หนานหนาน เจ้ามันชั่วช้าสารเลวคิดหลอกใช้เหม่ยฮั่วมาปั่นหัวข้าสินะ”
“ไม่ใช่นะท่านแม่ ข้าจะทำเช่นนั้นไปทำไม มันไม่มีประโยชน์อันใดเลย ที่พี่เหม่ยฮั่วเล่ามาเป็นเรื่องจริงทุกอย่าง เพราะ...”
“เพราะอันใด”
“เพราะข้าเห็นมากับตาของตนเอง”
“เห็นรึ เรื่องนั้นข้าพอเชื่อ เพราะนิสัยอุบาทว์ชอบแอบดูผู้อื่นของเจ้ามันแก้ไม่หาย แต่เรื่องที่บิดาบุญธรรมของเจ้า กับนางจะมีอะไรเกินเลยเสื่อมเสียกันนั้น ข้าหาได้เชื่อไม่...!!” อวี้ชิงลั่วตาแข็ง เสียงแข็งตวาดใส่ อวี้ชิงหนานด้วยความโมโห ทว่า...นี่ก็คือสิ่งที่อวี้ชิงหนานคาดการณ์ไว้แล้ว ว่าสตรีอย่างอวี้ชิงลั่วมารดาบุญธรรมของมัน ย่อมจะไม่มีวันเชื่อเรื่องเหลวไหลอย่างนี้แน่นอน
“คิดไม่ผิดจริง ๆ”
“คิดไม่ผิดอันใด”
“คิดไม่ผิดที่ท่านแม่จะไม่เชื่อเรื่องที่ข้ากับพี่เหม่ยฮั่วบอก เช่นนั้นก็คงมีแต่ต้องให้ท่านไปเห็นด้วยตาตนเองเท่านั้น”
“เห็นด้วยตาของข้ารึ...? เจ้าจะบอกสิ่งใดกันแน่หนานหนาน”
“เรื่องนั้นขอท่านตามข้ากับพี่เหม่ยฮั่ว กลับไปที่กระท่อมของพวกเราในยามนี้ แล้วท่านแม่จะตาสว่างเอง”
อวี้ชิงลั่วยิ่งขมวดมุ่นคิ้วหนักกว่าเดิม นางไม่เข้าใจสิ่งที่อวี้ชิงหนานกับเหม่ยฮั่วกำลังกระทำอยู่แม้แต่น้อย แต่ในเมื่อนางก็ต้องกลับไปที่นั่นอยู่ดี ไฉนเลยจะต้องบอกปัดสิ่งที่พวกเขาบอก
“ย่อมได้ งั้นพาข้าไปดูไอ้สิ่งที่พวกเจ้าบอก ข้าก็อยากเห็นเหมือนกันว่าที่กระท่อมยามนี้จะมีอะไรกันแน่”
อวี้ชิงลั่วเอ่ยขึ้นด้วยแววตามุ่งมั่น แข็งกร้าว ก่อนที่ทั้งสามจะออกจากวัดร้าง และมุ่งตรงไปที่กระท่อมริมน้ำตกที่พักของนาง และพอมาถึง อวี้ชิงลั่วก็ได้พบกับภาพความจริงอันน่าตกใจ ภาพสามีสุดที่รักของนางซึ่งกำลังเสพสมอยู่กับหญิงอื่นบนเตียง...
อวี้ชิงลั่วร้องไห้จนน้ำตาอาบสองแก้ม พร้อมทั้งด่าทอเสวียอี้อย่างหยาบคาย ซึ่งผิดกับวิสัยปรกติของนางเป็น เสวียอี้เองก็ทำได้แต่นิ่งเงียบ เพราะไม่รู้จะแก้ตัวยังไง เพราะหลักฐานรัดตัวขนาดนี้ ครั้นจะโบยว่า เซียงเซียงมาให้ท่ายั่วยวน มันก็ทำมิได้ เสวียอี้แม้นจะเจ้าชู้มักมากในกาม แต่มันหาใช่คนถ่อยหน้าตัวเมียที่จะโยนความผิดให้สตรีรับผิดแทน
อวี้ชิงลั่วด่าเสวียอี้ทั้งน้ำตาก่อนที่นางจะตบมันไปหนึ่งฉาดจากนั้นก็พลันวิ่งหายออกจากกระท่อมไป ส่วนเซียงเซียงที่เอาแต่ปิดหน้าร้องห่มร้องไห้ ก็โดนเหม่ยฮั่วลากกลับบ้านไปทั้งแบบนั้น คงเหลือไว้แต่เสวียอี้ในร่างเปลือยเปล่าที่นั่งก้มหน้าพูดสิ่งใดไม่ออกมา แล้วเจ้าอวี้ชิงหนานเล่า? มันหายไปอยู่ที่ใด คำตอบก็คือ มันเฝ้าดูเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่นอกหน้าต่างอย่างเงียบ ๆ อวี้ชิงหนานมิกล้าเข้าไปเพราะเกรงว่า จะถูกเสวียอี้ทำร้าย หรือ สังหาร หากเห็นเสวียอี้ย่อมรู้แน่ว่าเรื่องทุกอย่างมาจากอวี้ชิงหนานเป็นแน่
เสวียอี้นั่งอยู่แบบนั้นสักพักใหญ่ ๆ ก่อนที่มันจะลุกขึ้นแต่งเนื้อแต่งตัว และเก็บของใช้ส่วนตัวบางอย่าง และออกจากกระท่อมไป อวี้ชิงหนาน เผยรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้นที่มุมปากอย่างผู้มีชัยชนะ เพราะมั่นใจว่า เสวียอี้คงออกจากชีวิตของอวี้ชิงลั่วมารดาบุญธรรมของมันอย่างถาวรเป็นแน่ จากนั้นมันก็ได้เข้าแทรกแทน และกลายเป็น....ผัวใหม่ของนางในที่สุด
เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน อวี้ชิงหนานก็ค่อย ๆ ย่องหายไปจุดที่แอบดูอย่างเงียบ ๆ จากนั้นมันก็ครุ่นคิดว่ามารดาบุญธรรมคนงามจะหนีไปที่แห่งใดกันนะ ซึ่งคิดไปคิดมา แถวนี้ก็เห็นจะมีอยู่เพียงแห่งเดียว คงเป็น ‘โรงเตี้ยมจินหลิว’ เป็นแน่ เพราะจินหลิวลี่เถ้าแก่เนี้ยของที่นั่นคือสหายรักเพียงคนเดียวของอวี้ชิงลั่ว อวี้ชิงหนานรีบมุ่งหน้าไปที่โรงเตี้ยม อย่างรวดเร็ว...
พอมาถึงมันก็ตรงเข้าไปในโรงเตี้ยม ก่อนจะกวาดตามองหาอวี้ชิงลั่วซึ่งไม่พบ จึงเดินอ้อมไปหลังโรงเตี้ยมแทน ซึ่งส่วนนี้ถูกสร้างไว้เป็นที่พักส่วนตัวของจินหลิวลี่ โดยปรกติบริเวณนี้จะห้ามมิให้แขกเข้ามาวุ่นวาย แต่เนื่องจาก อวี้ชิงหนานคุ้นเคยกับจินหลิวลี่เป็นอย่างดีจึงได้รับการยกเว้น
พอมันเดินเข้ามาแถว ๆ ห้องพักของจินหลิวลี่หูก็ได้ยินเสียงร้องไห้ และเสียงเมามายของอวี้ชิงลั่วลอยมาในอากาศ พร้อมกับเสียงปลอบใจ ของจิวหลิวลี่ดังสลับมาเป็นระยะ ๆ
“ท่านแม่ดื่มสุราย้อมใจจนเมามายอยู่นี่จริง ๆ ด้วย แต่ข้าว่ายามนี้ ข้าไม่ควรเผยตัวเข้าไปจะดี รอให้นางเมาจนประคองสติไม่อยู่เสียก่อน เพราะหากนางเห็นข้าคงจะร้องไห้หนักกว่าเดิม” อวี้ชิงหนานบ่นพึมพำเบา ๆ ก่อนจะหาที่นั่งแอบ รอให้เวลาผ่านไปอีก ๆ ราวครึ่งชั่วยาม จึงเดินเข้ามาในห้อง และมันก็ได้พบกับภาพของอวี้ชิงลั่วซึ่งเมาหน้าแดงก่ำ จนแทบจะพูดจาไม่รู้เรื่องอีกแล้ว
“อ้าว หนานหนานเจ้ามาพอดีเลย ดูแม่เจ้าสิ เมาหนักจนแทบไม่ได้สติแล้ว” จินหลิวลี่เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเอื่อมระอา เมื่อเห็นสหายรักของนางเมามายจนแทบไม่เหลือคราบของหมอหญิงผู้สง่างามคนเก่า
“ข้าเห็นแล้วท่านน้า ท่านพ่อนะ ท่านพ่อไม่น่าจะทำแบบนั้นเลย”
“ใช่แล้ว ข้าเองก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่า เสวียอี้จะชั่วช้าสามานย์ถึงเพียงนี้ น้าเองก็รู้จักเขามานาน ไม่คิดเลยว่ามันจะกล้าทำร้ายจิตใจแม่ของเจ้า หึ อย่าให้ข้าเจอนะ ไม่งั้นแม่จะเอาเลือดหัวออกมาล้างเท้าจริง ๆ ด้วย” จินหลิวลี่เอ่ยด้วยท่าทางโกรธจัด จนอวี้ชิงหนานที่เห็นยังรู้สึกขนลุกซู่
“เรื่องของท่านพ่อเอาไว้ก่อนเถิด ข้าว่าเขาคงไม่กล้าโผล่หน้ามาให้ข้ากับท่านแม่เห็นอีกแล้ว ยามนี้ข้าคงต้องเป็นผู้ดูแลนางไปก่อน จริงสิ ข้าว่าข้าพานางกลับไปพักที่กระท่อมจะดีกว่า ไม่อยากรบกวนท่านน้า”
“จะเอาเช่นนั้นรึ ก็ได้นะ เพราะน้าเองก็ยังมีงานในร้านค้างคาอยู่วันนี้มีลูกค้าเยอะด้วย งั้นป้าฝากแม่เจ้าด้วยหนานหนาน”
จินหลิวลี่เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนที่อวี้ชิงหนานจะตรงเข้าไปประคองร่างงามซึ่งคละคลุ้งกลิ่นสุราของอวี้ชิงลั่วขึ้นมา จากนั้นก็ค่อย ๆ ประคองเดินตรงกลับกระท่อม ซึ่งในยามนั้นเจ้าอวี้ชิงหนานก็แสยะยิ้มที่มุมปากแล้วคิดว่า ‘สวรรค์ของมันลอยอยู่ตรงหน้ารำไรแล้ว...’
จบบท